<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Economics of Politics</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/politics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;นิรโทษกรรม&#8221;ส่งเสริมความปรองดองหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2013 01:02:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7185</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว &#8230;&#8230;&#8230;. วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ &#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (ที่มาของภาพ) รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว</p>
<p><span id="more-7185"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (<a href="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201203/27/5302ad78.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/5302ad78.jpg" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา</p>
<p>การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีให้เห็นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะหากเรามอง set zero เป็นรูปแบบหนึ่งของการสิ้นสุดเกม (Game Termination) ตามแนวคิดของทฤษฎีเกม แล้วลองพิจารณาว่ารูปแบบการสิ้นสุดของเกมนั้นจะมีผลกับความร่วมมือ (Cooperation) หรือความปรองดองของคนในสังคมหรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Norman and Wallace (2011) ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) เพื่อทำการศึกษารูปแบบของการสิ้นสุดเกมในแบบต่างๆ ว่ามีผลต่อความร่วมมือ(หรือความปรองดอง)ของคนในสังคมหรือไม่ พวกเขาจำแนกรูปแบบการสิ้นสุดของเกมออกเป็นสี่แบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>finite horizon คือเกมที่ผู้เล่นรู้ว่าเล่นกี่รอบจึงจะจบ (ในการทดลองนี้เล่น 22 รอบ)</li>
<li>unknown horizon คือเกมที่ผู้เล่นไม่รู้ว่าจะจบที่กี่รอบ (ในการทดลองนี้เล่น 28 รอบ โดยผู้เล่นไม่ทราบจำนวนรอบก่อนเล่น แต่ทราบว่ามากกว่า 22 รอบ)</li>
<li>random-stopping with low probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 1/6</li>
<li>random-stopping with high probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 5/6</li>
</ul>
<p>ขณะที่ความร่วมมือของคนที่มาร่วมการทดลองจะเป็นไปตามผลได้ของเกมนักโทษทั่วไป (Payoff of prisoner&#8217;s Dilemma) ดังตารางที่ ๑ คือถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน (Cooperate) จะได้คะแนนคนละ 800 คะแนน ถ้าทั้งสองฝ่ายละเลย (Defect) จะได้กันคนละ 350 คะแนน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะร่วมมือ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเลือกละเลย ฝ่ายแรกจะได้ 50 คะแนน แต่ฝ่ายหลังจะได้ 1000 คะแนน กุศโลบายของเกมนี้ในการทดลองก็คือมี Nash Equilibrium สองจุดคือร่วมมือทั้งคู่ หรือละเลยทั้งคู่ และยังมีแรงจูงใจให้ละเลยมากกว่าที่จะร่วมมือ เพราะจะได้ผลตอบแทนให้กับตัวเองมากที่สุด</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลตอบแทนของเกมนักโทษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>การทดลองใช้เวลา 45 นาที มีนักเรียนเข้าร่วม 182 คน จัดขึ้นที่ Royal Holloway College (University of London) และ University College London (UCL) ผลตอบแทนที่จ่ายจริงเฉลี่ยคนละ 7.20 ปอนด์ (ได้ไม่เท่ากันแล้วแต่คะแนนที่ได้ของแต่ละคน)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการทดลองแสดงได้ตามตารางที่ ๒ ข้อมูลในแถวแสดงรูปแบบของการจบเกมทั้งสี่แบบ ข้อมูลในแนวหลักแสดงลำดับครั้งที่มีการเล่น และตัวเลขในตารางแสดงถึงจำนวนของคู่ที่มีให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดลองที่วัดจากจำนวนความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ค่าเฉลี่ยของความร่วมมือในแต่ละแบบอยู่ที่ 44.2% 55.0% 55.2% และ 59.1% ตามลำดับ โดยแม้ว่าค่าที่ได้จะต่างกัน แต่ไม่ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Kruskal-Wallis Test, <em>H</em>=1.929, <em>d.f.</em>=3, <em>p</em>=0.587) นั่นหมายความว่ารูปแบบของการจบเกม(เพื่อเริ่มต้นใหม่)ที่ต่างกันไม่มีผลทำให้ระดับความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมต่างกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะจบเกมอย่างไรไม่มีผลทำให้ความปรองดองของคนในสังคมต่างกัน</p>
<p>แล้วการจบที่ส่งผลต่อความร่วมมือไม่ต่างกันนั้น คำถามก็คือความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับกรณีของเกมที่ไม่มีการจบ ประเด็นนี้ Douglas North (นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเกมมีการเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีที่สิ่นสุด (Infinite Repeated Game) สังคมจะมีความร่วมมือกันที่ดีกว่า เช่น คนในชุมชนเดียวกันจะเจอกันซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน ย่อมมีความร่วมมือกันมากกว่าคนในชุมชนที่ไปทำงานนอกพื้นที่และแทบไม่เจอกันในชุมชนเลย</p>
<p>สอดคล้องกับงานของ Norman and Wallace (2011) เองที่ได้ขยายการทดลองออกไปเพื่อดูว่าความยาวของเกมนั้นมีผลต่อความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งข้อค้นพบก็คือเกมที่ยาวขึ้นก็จะมีความร่วมมือกันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความยาวของเกมกับความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png" alt="T3_Exp_Length" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจจากการทดลองนี้คงไม่ใช่ว่าความร่วมมือจะสูงขึ้นหรือลดลง แต่มันอยู่ที่ว่าจะลดลงมากแค่ไหนและเมื่อไหร่ ผลการทดลองพบว่าหากเกมสามารถจบลงได้ (โดยที่ไม่จสำคัญว่าจบแบบไหนและจบเมื่อไหร่) ความร่วมมือของคนในสังคมจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญในทุกรูปแบบของการจบเกม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าความร่วมมือนั้นลดลงจนไม่เหลือความร่วมมือเลยหรือเหลืออยู่น้อยมาก (ค่าเข้าใกล้ศูนย์ในตาราง) นั่นหมายความว่าไม่ว่ารูปแบบของการจบเกมจะเป็นอย่างไร จะทำลายความร่วมมือของคนในสังคมจนหมดไป</p>
<p>สาเหตุที่ความร่วมมือลดลงอย่างมากนั้น เนื่องจากการ set zero จะก่อให้เกิด present-period bias กล่าวคือคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะรีบหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่จะคิดถึงประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เนื่องจากสามารถกำหนดการเริ่มต้นใหม่ได้ เสมอ นี่ยังไม่นับว่าหากคนที่สามารถ set zero ได้เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงด้วยแล้ว การ set zero ก็จะยิ่งส่งเสริมให้การแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่ได้มีประโยชน์ใดใดต่อความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาของ Amnesty International ที่รณรงค์ให้ประชาชนสนใจการลงโทษนักโทษทางการเมือง&#8221; (<a href="http://www.ibelieveinadv.com/2010/06/amnesty-international-beating-execution-rebels/">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/amnesty-international-rebels1.jpg" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ดี นิรโทษกรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสมอไป Orrenius and Zavodny (2012) ชี้ว่าการนิรโทษกรรมให้กับแรงงานที่หลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย(โดยที่พวกเขาไม่ก่ออาชญากรรม)จะทำให้สังคมได้ประโยชน์มากกว่าปล่อยให้ใช้การข่มขู่เพื่อการลงโทษ หรือ Dan Ariely ก็ได้กล่าวถึงการดาวน์โหลดเพลงอย่างผิดกฎหมายว่าหากมีการยกโทษให้คนที่กระทำผิดเช่นนี้ก็อาจมีแรงจูงใจให้พวกเขากลับมาซื้อเพลงที่ถูกกฎหมายบ้าง รวมทั้ง Amnesty International หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากลก็มีความพยายามพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกกักขังในเวลาต่อมา แต่ทั้งสามกรณีก็ไม่ใช่การนิรโทษกรรมให้กับความผิดสาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของบทความก็คือ<span style="background-color:#f15a23;">หากมีการ set zero ได้ ความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะทุกคนก็ต่างจะมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในปัจจุบันให้มากที่สุด แทนที่จะคิดถึงความร่วมมือเพื่อประโยชน์สาธารณะหรืออดทนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต หากจะบอกว่า set zero หรือนิรโทษกรรมเพื่อความปรอองดองของคนในชาติอาจต้องกลับมาคิดใหม่อีกหลายตลบ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เพราะหลังจากรัฐบาลไทยพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม กลับเหมือนว่าคนในชาติจะปรองดองกันมากขึ้นแฮะ เพียงแต่เป็นปรองดองกันต่อต้านกฎหมายที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาด้วยเหตุผลว่าเพื่อความปรองดอง งงดีจัง &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Normann, Hans-Theo &#038; Wallace, Brian, 2011. &#8220;The impact of the termination rule on cooperation in a prisoner&#8217;s dilemma experiment,&#8221; International Journal of Game Theory, August 2012, Volume 41, Issue 3, pp 707-718.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โจรสลัด&#8221; มีที่มาอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 May 2013 06:24:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7047</guid>
		<description><![CDATA[การโจมตีของโจรสลัดเป็นเรื่องที่เราคุ้ยเคยกันดี แต่ก็เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น แล้วในความจริง การโจมตีของโจรสลัดมีมากน้อยเพียงใด ที่ไหน ได้อะไรไปบ้าง รวมทั้งอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกเป็นโจรสลัด เศรษฐศาสตร์จะลองตอบคำถามเหล่านี้ดู &#8230;&#8230;&#8230;. วลาที่พูดถึงโจรสลัด หลายคนคงนึกไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่องดังอย่าง Pirates of the Caribbean ที่มีจำนวนผู้ชมมากมายและมีการสร้างอย่างยิ่งใหญ่ถึงสามภาค แต่เคยนึกกันไหมว่าสถานการณ์การโจมตีของโจรสลัดนั้นเป็นเรื่องจริง และยังมีอยู่จริงในปัจจุบัน &#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean&#8221; (ที่มาของภาพ) ในช่วงปี 1984 ถึง 2010 จำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัด(เท่าที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการโดย International Maritime Organization: IMO)มีจำนวนมากถึง 6,078 ครั้ง และเพิ่มขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 1990s ประมาณ 2.7&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การโจมตีของโจรสลัดเป็นเรื่องที่เราคุ้ยเคยกันดี แต่ก็เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น แล้วในความจริง การโจมตีของโจรสลัดมีมากน้อยเพียงใด ที่ไหน ได้อะไรไปบ้าง รวมทั้งอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกเป็นโจรสลัด เศรษฐศาสตร์จะลองตอบคำถามเหล่านี้ดู</p>
<p><span id="more-7047"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>วลาที่พูดถึงโจรสลัด หลายคนคงนึกไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่องดังอย่าง Pirates of the Caribbean ที่มีจำนวนผู้ชมมากมายและมีการสร้างอย่างยิ่งใหญ่ถึงสามภาค แต่เคยนึกกันไหมว่าสถานการณ์การโจมตีของโจรสลัดนั้นเป็นเรื่องจริง และยังมีอยู่จริงในปัจจุบัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean&#8221; (<a href="http://www.wallpaperpicture.net/images/blackbeards-ship-in.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/blackbeards-ship-in.jpg" alt="blackbeards-ship-in" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ในช่วงปี 1984 ถึง 2010 จำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัด(เท่าที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการโดย International Maritime Organization: IMO)มีจำนวนมากถึง 6,078 ครั้ง และเพิ่มขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 1990s ประมาณ 2.7 เท่า ช่วงที่เพิ่มมากที่สุดคือจากปี 1998 ไปยังปี 2000 ถึงเกือบ 2 เท่า (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ จำนวนครั้งในการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-1.png" alt="Maritime 1" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>จากข้อมูลของ IMO พบว่า ในช่วงปี 1991 ถึง 2010 มีคนถูกฆ่า 390 คน บาดเจ็บ 945 คน ถูกลักพาตัว 7,111 คน และหายสาบสูญ 203 คน นี่ยังไม่นับการรายงานที่ว่ายอดตัวเลขอย่างเป็นทางการอาจจะต่ำกว่าตัวเลขจริงกว่า 50% เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ตัวเลขของจำนวนครั้งในการโจมตีจริงและความพยายามจะโจมตี(แต่ยังไม่ได้ลงมือจริง)นั้นมีส่วนต่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดี (ดูภาพที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนครั้งของความพยายามและการโจมตีจริงของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-2.png" alt="Maritime 2" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ในปี 2009 พื้นที่ที่มีการโจมตีของโจรสลัดนั้น กว่า 50% (จำนวน 266 ครั้งจาก 406 ครั้ง) กระจุกตัวอยู่ในทวีปแอฟริกา และส่วนใหญ่เป็นโจรสลัดสัญชาติโซมาเลีย (Somali Pirates) ทั้งนี้ เพราะประเทศโซมาเลียไม่มีรัฐบาลปกครองมาตั้งแต่ปี 1993 รองลงมาคือ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 70 ครั้งจาก 406 ครั้ง ภาพที่ ๓ แสดงพื้นที่ที่โจรสลัดเข้าโจมตี โดยจุดสีแดงคือเกิดการโจมตีจริง จุดสีเหลืองคือพยายามเข้าโจมตี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ทำเลที่มีการโจมตีของโจรสลัด (สีแดง=โจมตีจริง สีเหลือง=พยายาม)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-3.png" alt="Maritime 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โจรสลัดโซมาเลียขณะถูกจับ&#8221; (<a href="http://www.transportworldafrica.co.za/wp-content/uploads/2012/05/pirates090211-N-1082Z-111.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/pirates090211-N-1082Z-111.jpg" alt="pirates090211-N-1082Z-111" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Watcharapong (2012) ทำการศึกษาสาเหตุของการกระทำที่เป็นโจรสลัด โดยใช้ข้อมูลสถิติที่มีการเก็บอย่างเป็นระบบจำนวน 3,362 ครั้งในช่วงปี 1998 ถึง 2007 ที่ระบุถึงช่วงเวลาของการโจมตี จำนวนโจรสลัด ลักษณะของเรือ ผลของการโจมตี (ความรุนแรง มูลค่าสินค้าที่เอาไปได้) ทำเลที่โจมตี และประเภทของการโจมตี</p>
<p>ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจ พบว่า โจรสลัดมักจะทำการโจมตีในเดือนเมษายน พฤษภาคม และตุลาคม (ดูตารางที่ ๑) ซึ่งเป็นช่วงต้นและปลายฤดูหนาวที่ทะเลมีหมอกค่อนข้างมาก การโจมตีของโจรสลัดส่วนมากไม่ได้สินค้าอะไรไปเลย รองลงมาก็ได้เพียงอาหาร น้ำดื่มและยารักษาโรค (ดูตารางที่ ๒) และโจรสลัดก็มักจะไม่ทำร้ายลูกเรือ ส่วนใหญ่จะปลอดภัยหรือเพียงถูกจับมัดเท่านั้น (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑-๓ รายละเอียดเกี่ยวกับเดือน สินค้าที่ได้ และการทำร้ายจากการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-4.png" alt="Maritime 4" width="100%" /></a></p>
<p>Watcharapong (2012) ทำการประมาณค่าสมการจำนวนครั้งของการโจมตีจากโจรสลัด (ดังตารางที่ ๔) พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งของการโจมตีประกอบด้วยรายได้ที่แท้จริงต่อหัว (Real GDP per Capita) อัตราการว่างงาน (Unemployment) เสรีภาพทางการเมืองของประเทศเจ้าของน่านน้ำ (Freedom House Status) และขนาดของเรือ (Tonnage)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าปัจจัยกำหนดจำนวนครั้งในการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-5.png" alt="Maritime 5" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><FONT size="1">[ในบทความมีการประมาณค่าด้วยเทคนิค Instrumental Variables ซึ่งได้ข้อสรุปไม่ต่างกันมากกับผลที่นำเสนอในตาราง Reduced Form Estimation ที่นำเสนอในบล็อกนี้ครับ ^^]</FONT></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>จากผลการประมาณค่าแบบจำลองสามารถสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัดประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><span style="background-color:#f15a23;"><strong>รายได้ที่แท้จริงต่อหัว และอัตราการว่างงาน</strong> เนื่องจากถ้าแรงงานตกงานในระบบ หรือมีรายได้น้อยลง พวกเขาย่อมหางานอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นั่นก็คือเป็นโจรสลัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของงานศึกษาที่ผ่านๆ มาว่า จำนวนโจรสลัดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นเกิดจากการจับปลาที่มากเกินไป (Overfishing) ของบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ชาวประมงขนาดเล้กไม่มีปลาให้จับ จึงไม่มีรายได้พอเพียงกับการยังชีพ และไม่สามารถไปหางานทำในระบบได้ เพราะอัตราการว่างงานสูง พวกเขาจึงต้องใช้ความสามารถพิเศษ (Specialization) ที่มีอยู่ในการเดินเรือมาประกอบอาชีพโจรสลัดแทน</li>
<li><span style="background-color:#f15a23;"><strong>เสรีภาพทางการเมืองของประเทศเจ้าของน่านน้ำ</strong> เป็นผลมาจากลักษณะการพัฒนาทางการเมืองของประเทศนั้นๆ โครงสร้างทางการเมืองที่มีเสรีภาพมากขึ้น(พัฒนามากขึ้น) กระบวนการกำกับดูแลการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น โจรสลัด ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวนครั้งของการโจมตีจะลดลง</li>
<li><strong>ขนาดของเรือ</strong> เป็นต้นทุนของการโจมตี เพราะหากเรือมีขนาดใหญ่เกินไป หรือลูกเรือมีจำนวนมากเกินไป โจรสลัดจะเอาชนะลำบาก และสินค้าที่มีขนาดใหญ่ก็จะขนได้ยากด้วย การโจมตีจะลดลง</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ขนาดของเรือโจรสลัดเมือ่เปรียบเทียบกับเรือขนสินค้า&#8221; (<a href="https://www.allianz.com/v_1339502354000/media/current/en/press/news/studies/downloads/piracy_2009/allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size.jpg" alt="allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size" width="100%"  /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ การกระทำที่เป็นโจรสลัดนั้นเกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจทางทะเลที่ทำให้ชาวประมงซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือไม่มีงานทำ จึงใช้ความเชี่ยวชาญของตนเองแสวงหารายได้ในวิถีที่เป็นไปได้ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองเองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของบทลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย</p>
<p>การแก้ไขปัญหาโจรสลัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องการปราบปรามหรือจับกุมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่เหมาะสมของประเทศนั้นๆ ด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ อ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ส่งเอกสารการบรรยายในงานสัมมนามาให้ครับ ^^</p>
<p>ที่มา: Watcharapong Ratisukpimol (2012) A Theory and Some Empirics on Modern Maritime Piracy, เอกสารนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มิถุนายน 2012. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.yalelawtech.org/wp-content/uploads/1000x500px-LL-bdc4df0e_cartoon-pirate.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักการเมืองจะตอบ&#8220;อีเมล์&#8221;กันไหม&#8230;หนอ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Feb 2013 04:08:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6892</guid>
		<description><![CDATA[อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย &#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (ที่มาของภาพ) แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่ &#8230;&#8230;&#8230;. Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่</p>
<p><span id="more-6892"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">อี</span>กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน</p>
<p>โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/de/a/a4/EuropeanParliament.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/EuropeanParliament.jpg" alt="EuropeanParliament" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม </p>
<p>หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2007-2010 จำนวนทั้งสิ้น 142 พรรคการเมือง ที่ให้อีเมล์ติดต่อเอาไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง และที่ Vaccari เลือกประเทศเหล่านี้ก็เพราะมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตสูงมากของโลก</p>
<p>วิธีการศึกษาของ Vaccari น่าสนใจมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายทั้งการดำเนินการและการวัดผล โดยเขาทำการส่งอีเมล์ไปหานักการเมืองเหล่านั้นจริงๆ แล้วรอดูว่าพวกเขาจะตอบอีเมล์หรือไม่ โดยอีเมล์ที่เขาส่งแบ่งออกเป็นสองประเภท อีเมล์ประเภทแรกเพื่อสอบถามถึงแนวทางหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บภาษี(ที่นักการเมืองมักไม่ค่อยพูดถึงในเวลาหาเสียง) และประเภทสองคือเพื่อสอบถามข้อมูลในการอาสาเข้าไปช่วยทำงานให้กับผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือขอเข้าไปเป็นอาสาสมัครในการทำงานให้ผู้สมัครคนนั้นๆ</p>
<p>ผลการศึกษาของ Vaccari (2012) ในภาพที่ ๑ พบว่า เพียงประมาณร้อยละ 20 ของผู้สมัครเท่านั้นที่ตอบอีเมล์ภายใน 1 วันทำการ ขณะที่กว่าร้อยละ 60 กลับไม่เคยตอบอีเมล์เลย ขณะที่พฤติกรรมการตอบอีเมล์แทบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเภทของอีเมล์ ไม่ว่าจะถามเรื่องนโยบาย หรือขอสมัครเข้าไปช่วยทำงานก็ตาม โดยนักการเมืองจากสหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มที่ตอบอีเมล์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 6 ประเทศที่เหลือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ สัดส่วนการตอบอีเมล์ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Monkey-Cage-email.jpeg" alt="Monkey-Cage-email" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อันที่จริง Vaccari (2012) ยังพยายามหาต่อไปด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้สมัครทางการเมืองตอบอีเมล์เร็วหรือช้า โดยใช้แบบจำลอง multivariate logistic regression เปรียบเทียบระหว่างการตอบอีเมล์สองประเภท กับการไม่ตอบอีเมล์เป็นตัวแปรฐานของแบบจำลอง</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ ไม่ได้พบประเด็นที่น่าสนใจมากนัก เพียงแต่ว่าการตอบอีเมล์เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่สังกัดเป็นหลัก พูดอีกอย่างก็คือขึ้นอยู่กับการดำเนินการหรือการให้ความสำคัญของตัวผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/email-politician.png" alt="email-politician" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หากวิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงการสื่อสารการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอันที่จริงนักการเมืองที่ไม่ตอบเหล่านั้นอาจจะไม่เคยอ่านอีเมล์เลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะอีเมล์เป็นการสื่อสารทางเดียว ในมิติที่ว่าเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายได้รับหรือไม่ หรือได้อ่านหรือไม่ (ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะได้อ่านก็ตาม) ดังนั้น วิธีที่ดีขึ้นไปกว่าการส่งอีเมล์ก็คือการโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักงานของผู้สมัครโดยตรง เพราะเท่ากับว่าเราสามารถทราบได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารแล้ว (แต่จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาในอดีต วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การฝากคนที่เรารู้จักไปบอกผู้สมัครโดยตรง เพราะแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เราส่ง และยังสามารถติดตามผลของสารที่เราส่งได้ด้วย (การโทรศัพท์ไปหาอาจติดตามผลได้ไม่ดีนัก) ซึ่งตลอดมาก็เลยทำให้คนที่รู้จักกับนักการเมืองกลายเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์บางอย่าง เพราะเป็นผู้ผูกขาดช่องทางการสื่อสารเข้าสู่นักการเมือง ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะเป็นคนที่ดีแค่ไหนก็ตาม</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่ในปัจจุบัน ภาพของอดีตอาจเปลี่ยนไป เพราะวิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะ twitter เนื่องจากผู้ส่งสารแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่ง ติดตามผลได้ มีหลักฐาน และยังมีสาธารณชนเป็นตัวแรงกดดันให้ผู้สมัครต้องตอบสนองต่อสารที่ส่ง (โดยเฉพาะคำถามดีดี) ส่วนที่ twitter น่าจะดีกว่า facebook ก็เพราะคนที่ใช้ twitter มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะเป็นเจ้าตัวจริงๆ มากกว่าทีมงาน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาเช่นนี้ยังไม่ได้ลองนำมาใช้กับประเทศไทย ซึ่งก็ดูน่าสนใจมาก หากครั้งต่อๆ ไป ใครลองนำไปใช้ก็คงน่าสนใจดีนะครับ อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ กันก่อนแล้วกันครับ </p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Christian Vaccari. You’ve Got (No) Mail: How Parties and Candidates Respond to Email Inquiries in Western Democracies. Paper prepared for the conference “Chasing the Digital Wave: International Lessons for the UK 2015 Election Campaign”, London, 22 November 2012.<br />
- John Light. Do Politicians Read the Emails You Send Them?. December 26, 2012. online at <a href="http://billmoyers.com/2012/12/26/do-politicians-read-the-emails-you-send-them/">BillMoyers</a></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.cni.us.com/newsroom/wp-content/uploads/2013/01/email-integration-2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8220;ใจร้าย&#8221;&#8230;จริงหรือ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2012 05:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6662</guid>
		<description><![CDATA[เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก &#8230;&#8230;&#8230;. ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก</p>
<p><span id="more-6662"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน</p>
<p>ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง</p>
<p>Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า &#8220;ลูกเลี้ยง&#8221;ไม่เหมือนกันกับ&#8221;ลูก&#8221;(แท้ๆ) ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่การเลี้ยงดูจะไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Glaeser (1992) พยายามตอบคำถามนี้ด้วยวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่าด้วยแรงจูงใจ (Incentive Theory) โดยเริ่มจากว่า &#8220;มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่แม่เลี้ยงไม่ได้ใจร้าย&#8221; หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายมากอย่างที่เรากล่าวโทษกัน</p>
<p>ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ต่อเรื่องของซินเดอเรลล่า การได้แต่งงานกับเจ้าชาย (Marriage to the Prince) ถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากๆ และผลได้ในตลาดนี้มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) เพราะผู้ชายคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีแต่น่าเกลียดและยากจน [ลองดูในการ์ตูนดูสิครับ] ขณะที่เจ้าชายเอง (ตามแนวคิดของ Becker (1974)) ก็จะเลือกคู่ครองของตนโดยตัดสินจากความชอบของตัวเอง อันมาจากรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม เป็นต้น (เรื่องราวของรองเท้าแก้วดูไม่มีเหตุผลไปนิด แต่การที่เจ้าชายได้พบเห็นซินเดอเรลล่าแล้วชอบ และพยายามตามหาเธอ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายยังมีเหตุมีผลอยู่บ้างที่ทำตามแรงจูงใจของตัวเอง)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;แม่เลี้ยงกับลูกสาวของแม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8221; (<a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png"  target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png" alt="cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>Glaeser (1992) เสนอแบบจำลองด้านล่างที่ว่าด้วยความพอใจที่คาดหวังของแม่เลี้ยง (Expected Utility of Stepmother: U(Q)) ที่เป็นผลรวมของความพอใจของลูกสาวทุกคนอย่างเท่าๆ กัน โดยเธอมีลูกสาวจำนวน Q คนเพื่อแต่งเสื้อผ้าหน้าผมด้วยทรัพยากร(รายได้)อันมีจำกัดของเธอ ลูกสาวคนที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายจะได้รับความพอใจเท่ากับ M ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งจะได้รับความพอใจเท่ากับ 0 ส่วนเจ้าชายจะเลือกผู้หญิงมาแต่งงานด้วยหนึ่งคนที่ถูกใจที่สุดจากทุกคนในเมืองที่มีจำนวน W โดยแต่ละคนจะแต่งเสื้อผ้าหน้าผมเท่ากับ H ที่แสดงถึงคุณภาพและรสนิยมของตน ขณะที่ความถูกใจของเจ้าชายจะมาจากรสนิยมของเสื้อผ้าหน้าผมกับความแปรปรวนบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ (Noise) (&#949;) ถ้าใครนึกไม่ออกก็อย่างเช่น อารมณ์วันนี้อาจจะชอบคนหน้าตาแบบนี้ พออีกวันนึงก็อาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น</p>
<p>แม่เลี้ยงจะแสวงหาความพอใจที่คาดหวังสูงที่สุดจากแบบจำลอง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=U%28M%5Cint%20F%28Q_1-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_1-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_1-Q_3%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_2-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_2-Q_3%2B%5Cepsilon%29F%28Q_2-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_3-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_3-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_3-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' title='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' class='latex' /></p>
<p>ภายใต้เงื่อนไข <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Q%5Cgeq%20Q_1%2BQ_2%2BQ_3%2C%20Q_1%5Cgeq%200%2C%20Q_2%5Cgeq%200%20%5Ctext%7B%20and%20%7D%20Q_3%5Cgeq%200&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' title='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' class='latex' /></p>
<p>แบบจำลองที่ Glaeser (1992) เสนอมานี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว (เพราะมีจำนวนตัวแปรเยอะกว่าสมการ) แต่หากแทนค่าที่เป็นตัวเลขจากเรื่องซินเดอเรลล่าเข้าไป นั่นคือ M = 1, H = 0.3, Q = 0.9, W = 3, U(x) = x<sup>6</sup> และ &#949; มีการกระจายแบบคงที่อยู่ระหว่าง [0,1] จะได้ค่าความพอใจที่คาดหวังสูงสุดคือการที่ผู้เป็นแม่ลงทุนเสื้อผ้าหน้าผมให้กับลูกสองคนจากสามคน โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกเลี้ยงหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่าแม่คนนี้จะมีลูกเลี้ยงทั้งสามคนหรือลูกแท้ทั้งสามคน เขาก็ควรจะลงทุนเพียงสองในสามเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับการกีดกันว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แล้วอะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนสองในสาม ทำไมไม่หนึ่ง ทำไมไม่สาม ทั้งนี้ก็เพราะผู้เป็นแม่ที่มีรายได้จำกัด แต่อยากให้ลูกสาวหนึ่งในสามคนได้แต่งงานกับเจ้าชายนั้น ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างที่ว่า ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวทั้งสามคน ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะลดลง (H &#8595;&#8595; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะมาก (3 คนจาก W คน) แต่ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวเพียงคนเดียว ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะสูง (H &#8593;&#8593; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะลดลงถึงสามเท่า (1 คนจาก W คน < 3 คนจาก W คน) 

<span style="background-color:#f15a23;">พอผู้เป็นแม่ชั่งน้ำหนักระหว่างความโดดเด่นและโอกาสแล้ว การลงทุนกับลูกสาวสองคนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;องครักษ์ตามหาคนที่สวมรองเท้าแก้วได้พอดี&#8221; (<a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg" target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella4.jpg" alt="cinderella4"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่าค่าที่ได้นั้น อาจแปรเปลี่ยนตามรูปแบบของสมการ จำนวนผู้หญิงในเมือง จำนวนลูกสาว อารมณ์ของเจ้าชาย และอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ค่าที่ถูกต้อง นอกจากคนเขียนนิยายเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย จากสมการที่มีรูปทั่วไปตามที่ Glaeser (1994) เสนอมาแล้วล่ะก็ อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า &#8220;แม่เลี้ยงใจร้าย&#8221; เป็น &#8220;แม่เลี้ยงที่มีเหตุมีผล&#8221; ก็เป็นได้ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Glaeser, Edward L, 1992. &#8220;The Cinderella Paradox Resolved,&#8221; Journal of Political Economy, University of Chicago Press, vol. 100(2), pages 430-32, April.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://themagicalworldof.com/wp-content/uploads/2012/12/bluecinderella.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;คนไร้บ้าน&#8221;ในเมืองใหญ่ เป็นใคร มาจากไหน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Dec 2012 05:37:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5493</guid>
		<description><![CDATA[คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5493"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม</p>
<p>การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม</p>
<p>ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ &#8220;คนไร้บ้าน&#8221; หรือ &#8220;คนจรจัด&#8221; ในคำเรียกของคนทั่วไป เนื่องจากคนเหล่านี้เองถูกกีดกันออกจากสังคมส่วนใหญ่ และกลายเป็นคนยากจนอย่างถาวร นำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ Duomo หนึ่งในโบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก&#8221; (<a href="http://cmsimg.statesmanjournal.com/apps/pbcsi.dll/bilde?Site=J0&#038;Date=20121024&#038;Category=UPDATE&#038;ArtNo=121024005&#038;Ref=AR&#038;MaxW=640&#038;Border=0&#038;Eurozone-debt-hits-90-percent-its-economy" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg" alt="" title="bilde" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ Jeremy Bentham เจ้าสำนักอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เคยเขียนถึงประเด็นนี้เอาไว้ โดยเขามองว่า การมีคนไร้บ้าน(ซึ่งเป็นคนจำนวนน้อย)อาศัยอยู่ตามที่สาธารณะนั้น ส่งผลลบต่ออรรถประโยชน์รวมของสังคมในสองทาง หนึ่งคือในกรณีของคนใจอ่อน อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสงสาร สองคือในกรณีของคนใจแข็ง อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสมเพช</p>
<p>Bentham จึงเสนอว่ารัฐบาลควรจัดสรรที่อยู่ให้พวกเขา เพื่อไม่ให้การมาอยู่ตามที่สาธารณะของคนไร้บ้านลดอรรถประโยชน์โดยรวมของสังคม และเขาเองยังคิดต่อด้วยว่าหากให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้คนไร้บ้าน อรรถประโยชน์ของสังคมก็อาจลดลงจากการเก็บภาษีเช่นกัน เขาจึงเสนอต่อว่ารัฐบาลควรจัดที่อยู่ให้พวกเขาอยู่รวมกัน และฝึกอาชีพให้พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สลัมในมิลาน&#8221; (<a href="http://www.liberoquotidiano.it/resizer.jsp?img=upload/1274380057108.jpg&#038;w=475&#038;h=280&#038;maximize=true" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg" alt="" title="resizer" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาไม่มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องคนไร้บ้านมากนักก็ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การให้นิยามและระบุตัวตนของคนไร้บ้านนั้นค่อนข้างยาก ๒) คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ทำให้การสำรวจทำได้ยากและอาจเกิดการนับซ้ำ ๓) การสัมภาษณ์คนเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนเป็นคนมีปัญหา ต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ที่มีความรู้หรือถูกอบรมวิธีการสัมภาษณ์อย่างถูกวิธีมาก่อน และนักเศรษฐศาสตร์มักไม่มีความรู้ด้านนี้</p>
<p>มิลาน (Milan) หนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ก็มีปัญหา&#8221;คนไร้บ้าน&#8221;อันนำมาสู่ภาระอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลเมืองมิลานต้องการจะแก้ปัญหานี้อันเนื่องมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่&#8230;งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับคนไร้บ้าน(ที่มีจำนวนมาก)ของเมืองมิลานกลับแทบไม่มีให้เห็น มีก็แต่งานวิจัยทางด้านสังคมวิทยากับคำด่าทอของ NGOs เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ ถนน Montenapoleone หนึ่งใน shopping street ที่แพงที่สุดของโลก&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bb/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall'Orto_-_20_jan_2007.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg" alt="" title="DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall&#039;Orto_-_20_jan_2007" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>รัฐบาลเมืองมิลานจึงได้ไปขอความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ของ Universita degli studi di Milano ในการทำวิจัยเรื่อง Being an Homeless: An Evidence in Italy โดย Braga and Corno (2009) และแนวคิดที่สำคัญก็คือต้องเริ่มต้นจากการสำรวจว่าคนไร้บ้านเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน และ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่ากระบวนการในการสำรวจคนไร้บ้าน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงข้อมูลโดยวิธีทางเศรษฐศาสตร์นั้นน่าสนใจอย่างยิ่งจึงนำมาเสนอให้ได้อ่านกัน</p>
<p>นิยามของคนไร้บ้านที่เป็นทางการโดย US Department of Housing and Urban Development (HUD) ก็คือ ๑) บุคคลที่ไม่มีที่พักพิงในเวลากลางคืนที่มั่นคง เป็นปกติและพอเพียง ๒) บุคคลที่มีที่พักพิงหลักในเวลากลางคืน ซึ่ง i) เป็นที่กำบังแบบสร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อการอาศัย ii) ในสถาบันที่ให้ที่พักพิงชั่วคราวเพื่อการได้รับความช่วยเหลือต่อไป และ iii) สถานที่สาธารณะหรือเอกชนที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลับนอนตามปกติของมนุษย์</p>
<p>ในการสำรวจที่ทำขึ้นจริงนั้น Braga and Corno (2009) จำแนกคนไร้บ้านออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) คนที่อาศัยอยู่ตามสถานที่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น ทางเดิน ที่จอดรถ ตึกร้าง เป็นต้น ๒) คนที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว และ ๓) คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม</p>
<p>ในการสำรวจ ใช้อาสาสมัคร 350 คน รับผิดชอบพื้นที่ที่แบ่งเป็น 66 ส่วน ดำเนินการสำรวจเพียงวันเดียวในเวลากลางคืน (เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ในเดือนมกราคม (เพราะเป็นช่วงอุณหภูมิต่ำที่สุดของมิลาน ทำให้คนไร้บ้านไม่กระจัดกระจายมากเกินไป) โดยวันที่ทำการสำรวจและวันที่สัมภาษณ์เป็นคนละวันกัน เพราะ ๑) ไม่สามารถทำเสร็จในวันเดียวกันได้ ๒) การสำรวจต้องการข้อมูลครบทุกคน แต่การสัมภาษณ์ใช้แค่บางคนเป็นกลุ่มตัวอย่าง และ ๓) เวลาที่เหมาะสมในการสำรวจคือตั้งแต่ 22 น. แต่เวลาที่เหมาะสมในการสัมภาษณ์คือ 21 น.</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการสำรวจ พบว่า ในมิลานมีคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ตามตามถนน (แบบที่ ๑) จำนวน 408 คน คนไร้บ้านที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว (แบบที่ ๒) จำนวน 1152 คน และคนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม (แบบที่ ๓) จำนวน 2300 คน รวมทั้งสิ้น 3860 คน โดยคนไร้บ้านในแบบที่ ๑ จะกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ในเขตเมือง (ดูภาพที่ ๑) ขณะที่คนไร้บ้านแบบที่ ๓ จะกระจุกตัวอยู่นอกเขตเมือง (ดูภาพที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การกระจายตัวของคนไร้บ้านที่นอนตามถนนในมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่ในเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.44 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การกระจุกตัวของคนไร้บ้านที่นอนในสลัมของมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่นอกเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.46 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การสำรวจถูกทำขึ้นหลายด้าน และมีความน่าสนใจในบางด้าน เช่น คนไร้บ้านที่อายุมากมีแนวโน้มจะอยู่ตามถนน แต่คนไร้บ้านที่อยู่สลัมมีแนวโน้มจะอายุน้อย ขณะที่การศึกษาของคนเหล่านี้มีการกระจายตัวในสัดส่วนเดียวกับประชากรทั่วไป ไม่ใช่ว่าเป็นคนไร้การศึกษาเสมอไป (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ระดับการศึกษาของคนไร้บ้านที่มีสัดส่วนคล้ายกับระดับการศึกษาของคนทั่วไป&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.53 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>สาเหตุหลักของการกลายเป็นคนไร้บ้านก็เนื่องจากตกงาน และมีปัญหาครอบครัว (ดูภาพที่ ๓) ซึ่งส่วนหนึ่งเคยมีประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาก่อน แล้วไม่ได้รับโอกาสในการทำงานอีก ขณะที่มากกว่าครึ่ง มีงานทำในตลาดมืด (Black Market)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ สาเหตุของการกลายเป็นคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.55 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>รายได้ของคนไร้บ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 151 ยูโรต่อคน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับครัวเรือนที่มีคนสองคนแล้ว รายได้นี้สูงกว่าระดับความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poverty) ของอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ 246.5 ยูโร เพียงแต่ไม่พอที่จะนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน และที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือหลักที่พวกเขาได้รับนั้นมาจากครอบครัว (35%) องค์กรการกุศล (24%) และเพื่อน (20%) ขณะที่พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ไม่มาก (7%) (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ แหล่งความช่วยเหลือลำดับแรกของคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.11.06 PM" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่างานวิจัยของ Braga and Corno (2009) จะเป็นเพียงแค่การสำรวจ แต่นับได้ว่าเป็นก้าวแรกของความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เนื่องจากพยายามรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิอย่างเป็นระบบ รวมทั้งอย่างน้อยทำให้ได้รู้ว่า <span style="background-color:#f15a23;">แท้จริงแล้วคนไร้บ้านสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐบาลได้น้อย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความไม่มีบ้านเองด้วย เพราะการขอสวัสดิการหลายประเภทต้องการข้อมูลที่อยู่ที่เป็นทางการ ซึ่งคนไร้บ้านย่อมไม่มี</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สำรวจถึงรายรับและรายจ่าย ทั้งที่ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ และได้รับหรือใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างด้วย แต่ประเด็นนี้ไม่สามารถเปิดเผยกับสาธารณะได้ คงเป็นเพราะประโยชน์ต่อการวางแผนการให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนโดยรัฐบาลกระมัง ไม่อย่างนั้น อาจจะมีการเรียกร้องมูลค่าที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยจะนำเอาประเด็นนี้มาเป็นแนวคิดหรือจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเชิงนโยบายของคนไร้บ้านด้วยก็น่าจะดีนะครับ เพราะได้เห็นมูลนิธิกระจกเงาและสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ให้ความสนใจเรื่องนี้กันอยู่พอสมควรทีเดียว ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Braga, Michela and Corno, Lucia, (2009), Being an homeless: evidence from Italy, Departmental Working Papers, Department of Economics, Management and Quantitative Methods at Università degli Studi di Milano.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.ahajokes.com/cartoon/deferpaybum.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โครงสร้างรัฐบาล&#8221;แบบไหนจูงใจให้เกิดรัฐประหาร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Nov 2012 05:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5618</guid>
		<description><![CDATA[กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ &#8230;&#8230;&#8230;. อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ</p>
<p><span id="more-5618"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ข้</span>อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น</p>
<p>งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือประสิทธิภาพของรัฐ ล้วนแต่ไม่มีผลต่อการเกิดรัฐประหารทั้งสิ้น ขณะที่งานวิจัยอีกกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่งก็พยายามชี้ให้เห็นว่า สาเหตุของการเกิดรัฐประหารนั้นมีความสัมพันธ์กับงบประมาณทางการทหาร (ดู<a href=" http://setthasat.com/2012/05/20/loyalty-for-sale/">อะไรคือ “ราคา”ของการ(ไม่ถูก)ยึดอำนาจ?</a>) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการตัดสินใจทำรัฐประหารกระทำโดยคนส่วนน้อยของสังคม เช่น ชนชั้นนำ (Elites) หรือกองทัพ (Military) จึงไม่ได้มีปัจจัยเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสถาบันที่ส่งผลกับคนส่วนใหญ่ของสังคม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การรัฐประหารและยึดอำนาจโดยรัฐบาลทหารในประเทศ Mali&#8221; (<a href="http://www.abc.net.au/news/linkableblob/3909462/data/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/attachment/5703/" rel="attachment wp-att-5703"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" alt="" title="-" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Jia and Liang (2012) ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า เพราะอะไรบางประเทศจึงเกิด(หรือพยายามจะก่อ)การรัฐประหารบ่อยกว่าในบางประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่ความแตกต่างของ &#8220;โครงสร้างของรัฐบาล&#8221; (Government Structure) ซึ่งในที่นี้ พวกเขาหมายถึงความแตกต่างในเรื่องของการกระจายอำนาจ (Decentralization) ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดรัฐประหารหรือไม่</p>
<p>แบบจำลองของ Jia and Liang (2012) มีผู้เล่น (Players) 3 ราย ได้แก่ รัฐบาลกลาง (Central Government; C) รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government; L) (เช่น เทศบาล อบจ. หรือ อบต.) และกองทัพ (Army; A) งบประมาณของรัฐจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลที่มีโครงสร้างสองระดับ (Two-Layer Government) คือรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยกำหนดให้รัฐบาลทั้งสองระดับถือครองงบประมาณในสัดส่วน s และ (1-s) ตามลำดับ จากมูลค่างบประมาณที่มีทั้งหมด (Y) พูดอีกอย่าง s ก็คืออำนาจโดยเปรียบเทียบ (Relative Power) จากการกระจายอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นนั่นเอง โดยถ้า s มีค่ามาก หมายความว่า รัฐบาลมีการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมาก ขณะที่ถ้า s มีค่าน้อย ก็จะหมายความว่า รัฐบาลมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมาก</p>
<p>ทฤษฎีเกม (Game Theory) สามารถนำมาใช้วิเคราะห์กระบวนการรัฐประหารได้ โดยสามารถเขียนเป็นแผนภาพเกม (Game Tree) ได้ตามรูปที่ ๑ แกนนอนคือระยะเวลา ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ [1, 2, 3] ในช่วงที่ 1 กองทัพ (A) จะเลือกระหว่างการทำรัฐประหาร (coup) กับอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลางต่อไป (subordination) ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น (Peace) แต่หากเป็นทางเลือกแรก การทำรัฐประหารจะมีโอกาสเกิดสองทางคือ ล้มเหลว (fail) ซึ่งรัฐบาลกลางจะดำรงอยู่ต่อไป (Central government remains) กับสำเร็จ (succeed) ซึ่งกองทัพต้องไปต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่น (Local government negotiates with Army) อีกต่อหนึ่ง ถ้าต่อรองสำเร็จ สถานการณ์ก็จะกลับสู่ปกติ (Peace) แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะนำไปสู่สงคราม(กลางเมือง) (war) (ภายใต้การสนับสนุน(ลับๆ)ของรัฐบาลท้องถิ่น)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ แผนผังต้นไม้ในกระบวนการตัดสินใจทำรัฐประหาร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-1/" rel="attachment wp-att-5704"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-1.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เพื่อที่จะตอบคำถามถึงโอกาสเกิดการรัฐประหารที่ต่างกันโดยใช้ทฤษฎีเกมนั้นสามารถทำได้โดย Backward Induction เพื่อหา Sub-game Perfect Nash Equilibrium จากช่วงเวลาที่ 3 ย้อนกลับมาหาคำตอบที่ต้องการในช่วงเวลาที่ 1</p>
<p><strong>เริ่มต้นจากช่วงเวลาที่ 3</strong> เมื่อสงคราม(กลางเมือง)เกิดขึ้น ทั้งกองทัพและรัฐบาลท้องถิ่นจะใช้งบประมาณที่ตนเองมีอยู่ในมือไปเพื่อการทำสงคราม (x&#8217;<sub>A</sub>, x<sub>L</sub>) ผลได้ของผู้ชนะในสงครามก็คืองบประมาณที่เหลืออยู่หลังจากที่แต่ละฝ่ายใช้ไปเพื่อการสงครามแล้ว (Y-x&#8217;<sub>A</sub>-x<sub>L</sub>)</p>
<p>กองทัพ (A) จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x&#8217;<sub>A</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุด<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx%27_A%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /><br />
เช่นเดียวกับ รัฐบาลท้องถิ่น (L) ที่จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x<sub>L</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุดเช่นกัน<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_L%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากทั้งสองสมการเป็นสมมาตร (Symmetric) และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อการสงครามได้มากกว่างบประมาณที่พวกเขามีอยู่ (Interior Solutions) ผลลัพธ์จากการคำนวณหาค่าสูงสุดจะได้ความน่าจะเป็นที่แต่ละฝ่ายจะชนะในสงคราม (Winning Probability) และผลได้ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Payoff) แสดงได้ตามลำดับ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x%27_A%3Dx_L%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' title='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' class='latex' /><br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%5Cpi_i%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E\pi_i=\frac{Y}{4}' title='E\pi_i=\frac{Y}{4}' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากข้อจำกัด (Constraint) ของแต่ละฝ่ายก็คืิอจะไม่ลงทุนเพื่อสงครามเกินกว่าทรัพยากรที่ตนเองมี<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D%5Cleq%5Ctext%7Bmin%7D%5C%7B%281-s%29Y%2CsY%5C%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' title='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' class='latex' /><br />
ดังนั้น การตัดสินใจก่อสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับรัฐบาลท้องถิ่นจะอยู่ในช่วง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> เพราะถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก แม้กองทัพจะยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางแล้วก็มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นในสงครามกลางเมืองได้ ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก เมื่อกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางได้ รัฐบาลท้องถิ่นย่อมไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะต่อสู้ในสงครามกลางเมืองได้ กล่าวคือ ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชัดเจนในสงครามกลางเมือง หากการกระจายอำนาจเอียงข้างไปสุดขั้วของด้านใดด้านหนึ่งของการกระจายอำนาจ</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 2</strong> เป็นช่วงของการต่อรองระหว่างคณะรัฐประหารกับรัฐบาลท้องถิ่น โดยถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> สันติสุขจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะคณะรัฐประหารจะยอมผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> คณะรัฐประหารซึ่งมีงบประมาณมากกว่าจะกุมอำนาจเหนือรัฐบาลท้องถิ่นไปโดยปริยาย พื้นที่ตรงกลาง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> จึงเป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างสองกลุ่ม โดยฝ่ายใดจะมีอำนาจต่อรองมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับว่าค่า s เข้าใกล้ด้านใดมากกว่ากัน ภายใต้การต่อรองที่เกิดขึ้น ผลได้ที่กองทัพจะได้รับคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20%20%20%20V%20%3D%20%5Cleft%5C%7B%20%20%20%20%20%5Cbegin%7Barray%7D%7Bl%20l%7D%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%20%20sY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cin%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5D%5C%5C%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%5Cend%7Barray%7D%20%5Cright.%20%20&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' title='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' class='latex' /></p>
<p>รูปที่ ๒ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพ (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายอำนาจของประเทศด้วย โดยถ้าประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจมาก (ด้านซ้ายมือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็มีแนวโน้มที่จะมากตามไปด้วย ขณะที่ถ้าประเทศมีการกระจายอำนาจมาก (ด้านขวามือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็จะน้อย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-2/" rel="attachment wp-att-5705"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-2.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 1</strong> เป็นช่วงการตัดสินใจของกองทัพว่าจะรัฐประหารหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นและผลได้ของกองทัพหากทำการรัฐประหารสำเร็จเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป ดังสมการ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7DV%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ดังนั้น โอกาสที่เกิดรัฐประหารภายใต้โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจแตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่<br />
1. ภายใต้โครงสร้างแบบรวมศูนย์มากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%3E%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' title='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /><br />
2. ภายใต้โครงสร้างแบบกลางๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%20%5Cgeq%20s%20%3E%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20sY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' title='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5BsY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' class='latex' /><br />
3. ภายใต้โครงสร้างแบบกระจายอำนาจมากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%5Cleq%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' title='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ โอกาสในการเกิดรัฐประหารเมื่อเปรียบเทียบกับการกระจายอำนาจนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง โดยกองทัพจะตัดสินใจทำรัฐประหารหรือไม่ขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ซึ่งหากรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารจะมาก แต่โอกาสชนะจะน้อย เพราะรัฐบาลกลางมีทรัพยากรมากในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร ขณะที่หากรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารก็จะน้อย แต่โอกาสชนะจะมาก เพราะรัฐบาลกลางจะไม่มีทรัพยากรมากพอในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร อย่างไรก็ดี เมื่อรวมผลทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการรวมศูนย์อำนาจจะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหารมากกว่าโครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจ เนื่องจากผลได้ภายหลังการรัฐประหารจูงใจมากกว่า แม้โอกาสจะชนะน้อยลงก็ตาม</p>
<p>อย่างไรก็ดี หากประเทศเปรียบเทียบกรณีสุดขั้ว จะพบว่า การรัฐประหารจะกลับเกิดขึ้นในประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจสุดขั้วมากกว่าในประเทศที่มีการกระจายอำนาจสุดขั้ว เพราะโอกาสชนะรัฐบาลจะสูงมากและมากพอจนคุ้มกับการก่อรัฐประหารแม้ผลได้จะไม่มากนักก็ตาม</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อนำเอาแนวคิดที่ได้ไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่เนื่องจากโอกาสในการรัฐประหารสำเร็จวัดได้จริงค่อนข้างยาก จึงใช้ความยืนยาวของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเป็นดัชนีแทนค่าโอกาสในการทำรัฐประหารสำเร็จ ดังแสดงในรูปที่ ๓ พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ก็ได้ผลออกมาเป็นลบ สอดคล้องกับที่ทฤษฎีว่าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-3/" rel="attachment wp-att-5706"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-3.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เช่นเดียวกับสมการในตารางที่ ๑ ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นกำลังสอง ต่างก็มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีเครื่องหมายบวกและลบตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะแบบโค้งระฆังคว่ำ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของการทำรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-4/" rel="attachment wp-att-5707"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-4.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 4" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>งานศึกษาชิ้นนี้ถือว่าใหม่มากทีเดียวในการเชื่อมโยงประเด็นของการกระจายอำนาจในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เข้ากับการทำรัฐประหารในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการลดจำนวนการเกิดรัฐประหารในประเทศ รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ก็สามารถทำได้โดยกระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นอย่างเหมาะสมนั่นเอง และบทเรียนที่สำคัญก็คือ ยิ่งรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจูงใจให้เกิดการรัฐประหารมากเท่านั้น</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Ruixue Jia and Pinghan Liang (2012) Government Structure and Military Coups, Working Paper, Stockholm School of Economics.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; หรือ &#8220;แตกแยก ไม่แตกต่าง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Nov 2012 06:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5402</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect) Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน</p>
<p><span id="more-5402"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect)</p>
<p>Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก (Segregation Model) ซึ่งในตอนที่เขานำเสนอนั้น เขามุ่งไปที่การทำความเข้าใจสถานการณ์การแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา โดยด้วยการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของบุคคล(ในระดับจุลภาค)กับความแตกแยกในสังคม(ในระดับมหภาค) แต่คุณูปการของแบบจำลองนี้กลับสามารถประยุกต์กับกรณีอื่นที่เป็นการรวมกันของความแตกต่างในสังคมได้มากกว่าแค่การแบ่งแยกสีผิว เช่น ความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง หรือฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล&#8221; (<a href="http://meteo.lcd.lu/globalwarming/Schelling/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" alt="" title="thomas_schelling_nobelprice_eco_2005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในโลกความเป็นจริง เรามองเห็นภาพความขัดแย้งได้เฉพาะภาพของ&#8221;ความแตกแยก&#8221;ในระดับมหภาค และเราก็มักเชื่อหรือถือเอาว่าสถานการณ์ว่าความแตกแยกในระดับมหภาคดังกล่าวสะท้อนมาจากความขัดแย้งอันเกิดจาก&#8221;ความแตกต่าง&#8221;ในระดับจุลภาคด้วยความรุนแรงที่เหมือนๆ กัน ทั้งนี้เป็นเพราะเราไม่สามารถวัดความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างในระดับจุลภาคได้ </p>
<p>บทความจะขอเริ่มอธิบายจากภาพจุลภาคไปสู่มหภาค ซึ่งจะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ตามแนวคิดของ Schelling ได้ง่ายกว่า แล้วจะทำการสรุปจากภาพมหภาคกลับไปสู่จุลภาคอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>เริ่มต้นจากการสมมติว่าในสังคมมีคนอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คนสีฟ้า และ คนสีแดง ซึ่งคนทั้งสองแบบมีความคิดที่ไม่ตรงกัน คนทั้งสองแบบจึงมี&#8221;ความแตกต่าง&#8221; แต่ต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกัน</p>
<p>สมมติว่าเราเป็นคนสีแดงที่มีบ้านอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่ง โดยมีเพื่อนบ้านล้อมรอบ 7 คนจาก 8 ทิศ [1 ทิศที่เว้นไว้ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับย้ายบ้านไปมาได้] หากเพื่อนบ้าน 7 คนเป็นสีแดงเหมือนกับเรา ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครแตกต่างจากเราเลย ขณะที่หากเพื่อนบ้าน 7 คนใน 8 ทิศ เป็นสีฟ้าทั้งหมด ความขัดแย้งก็จะมากที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือนเราเลย (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ตัวเราและเพื่อนบ้านที่มีความเหมือนและแตกต่างแบบสุดขั้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg" alt="" title="Untitled.003" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในความจริงอาจไม่มีกรณีสุดขั้วดังตัวอย่างข้างต้น แต่จะเป็นกรณีที่มีเพื่อนบ้านคละสีกัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า <strong>คนแต่ละสีจะสามารถอดทนต่อความแตกต่างจากคนสีอื่นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่กัน</strong> </p>
<p>เริ่มต้นจากการมี &#8220;ดุลยภาพเชิงพื้นที่&#8221; (Spatial Equilibrium) ตามรูปที่ ๒ นั่นคือ เรา(สีแดง)รับได้กับการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีสีแดง(อย่างน้อย)ในสัดส่วน 3 คนใน 7 คน หรือต้องมีความชอบต่อความเหมือนกัน (Similarity Preference) ที่ 3/7 นัยยะก็คือถ้ามีสีแดงด้วยกันสักเกือบครึ่งหนึ่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว (แน่นอนว่าในโลกความเป็นจริงความสามารถในการรับความแตกต่างได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ในที่นี้สมมติว่าทุกคนมีเท่ากันคือ 3/7)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ดุลยภาพเชิงพื้นที่ก่อนการเริ่มแบบจำลอง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg" alt="" title="Untitled.004" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เมื่อเกณฑ์ความชอบต่อความเหมือนกันที่รับได้คือ 3/7 การย้ายบ้านหนีของเราสามารถเกิดได้จาก 2 กรณี หนึ่งคือ เราจะย้ายออก ถ้ามีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออก เพราะความเหมือนจะกลายเป็น 2/6 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Exodus Tip หรือเราก็จะย้ายออกเช่นกัน ถ้ามีเพื่อนบ้านสีฟ้าย้ายเข้า ความเหมือนจะกลายเป็น 3/8 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Genesis Tip (ดูรูปที่ ๓) ก็คือถ้าเมื่อไรก็ตามที่ความเหมือนต่ำกว่า 3/7 เราจะย้ายออก


<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการย้ายออกสองรูปแบบ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg" alt="" title="Untitled111.005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กลับมาพิจารณาดุยภาพเชิงพื้นที่ ซึ่งทุกคนจะมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันจำนวน 3/7 อยู่ในชุมชนเสมอ และมีอีกชุมชนที่เหมือนกันอยู่ข้างๆ ลองสมมติว่าเกิดมีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออกจากชุมชนบนไปยังชุมชนล่างด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น น้ำท่วม เจ้าหนี้ทวง เบื่อรถติด ฯลฯ ผลก็คือในชุมชนล่างจะมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็น 4/8 (> 3/7) ส่งผลให้คนสีฟ้าที่มีความอดทนต่ำที่สุดย้ายออกจากชุมชนล่างไปบน ขณะที่ในชุมชนบนจะมีสีแดงลดลงเหลือ 2/7 (< 3/7) ทำให้คนสีแดงที่มีความอดทนต่ำที่สุดก็จะย้ายออกจากชุมชนบนไปยังล่างเช่นกัน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ชุมชนบนมีสีแดงเพียง 2/8 (< 2/7 << 3/7) และชุมชนล่างมีสีแดงถึง 5/7 (> 4/8 >> 3/7) และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายสองชุมชนจะกลายเป็นชุมชนสีแดงและชุมชนสีฟ้าทั้งหมด (ดูรูปที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg" alt="" title="Untitled.007" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg" alt="" title="Untitled.008" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg" alt="" title="Untitled.009" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในโลกความจริงคือภาพมหภาค(ภาพสุดท้าย) ซึ่งมีความแตกแยกอย่างสุดขั้ว เพราะคนสีแดงและคนสีฟ้าจะแยกกันอยู่โดยสมบูรณ์ (Absolute Separation) ทั้งๆ ที่พวกเขาชอบความเหมือนไม่ถึงครึ่ง (=3/7) หรือเรียกว่ารับความแตกต่างได้มากกว่าครึ่งด้วยซ้ำไป</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กระบวนการใน Segregation Model ของ Schelling นั้นสามารถประยุกต์ให้ยากขึ้นได้ เช่น มีจำนวนคนมากขึ้น พื้นที่ใหญ่ขึ้น ช่องว่างมากขึ้น/ลดลง สัดส่วนของคนสองสีที่แตกต่างออกไป ภาพที่ ๕ เป็นกระบวนการของ Segregation Model ในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model ที่ซับซ้อนมากขึ้น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png" alt="" title="schellingmodel" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อสรุปของ Schelling ก็คือ &#8220;Micro Incentive &ne; Macro Aggregate&#8221; ระดับความแตกแยกในมหภาคไม่เหมือนกับระดับความแตกต่าง(ที่รับได้)ของจุลภาค</span></p>
<p>ภาพที่ ๖ เป็นการอยู่รวมกันของคนแต่ละผิวสีใน Chicago ที่ดูแตกแยกกันอย่างชัดเจน และอาจถูกทำให้เชื่อว่าสังคมจะรับได้กับความแตกต่างที่ต่ำมากๆ ซึ่ง Schelling ชี้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น (อย่างน้อยในระยะสั้น แต่ถ้าอยู่รวมกันเองมากเกินไป ความสามารถในการรับความแตกต่างได้จะลดลงเรื่อยๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ความแตกแยกในระดับมหภาคของเมือง Chicago ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความไม่ยอมรับความแตกต่างมากอย่างที่เห็น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif" alt="" title="chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นอุดมการณ์ที่ต้องพยายามทำให้ได้ในทุกสังคม แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ &#8220;(ดูเหมือน)แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้ว่า คนไทยอาจไม่ได้แตกแยกมากอย่างที่เราเห็นกันในภาพรวมก็ได้ และแน่นอนว่า หากเราส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรับความแตกต่างได้มากขึ้นไปอีก เช่น จากที่ต้องมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันอย่างน้อย 3/7 กลายเป็น 2/7 หรือ 1/7 ก็ได้ ภาพความแตกแยกก็จะยิ่งน้อยลงกว่าที่เห็นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกัน ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.marketoracle.co.uk/images/2012/Mar/new_york_segregation.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครงสร้างตลาด&#8220;บริการค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221;เป็นแบบไหนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Oct 2012 04:29:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5363</guid>
		<description><![CDATA[การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ &#8230;&#8230;&#8230;. ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><span id="more-5363"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน แต่มีรายได้ไม่มาก นั่นคือ ความไม่เท่าเทียมกันของการทำงานในธุรกิจนี้มีสูงมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ประมาณการหญิงบริการจำแนกตามประเภทสถานบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.16.21 PM" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การจัดสรรรายได้จากการทำงานของหญิงบริการแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ระบบเหมาจ่าย คือ ลูกค้าจ่ายให้กับเจ้าของสถานบริการโดยตรง ซึ่งเจ้าของจะแบ่งกับหญิงบริการอีกทีหนึ่งตามสัดส่วน ขณะที่รายได้ของหญิงบริการโดยตรงจะอยู่ที่ทิปของลูกค้าเท่านั้น เช่น สถานอาบอบนวด</li>
<li>ระบบเงินเดือน + คอมมิชชั่น(จากการสั่งอาหาร เครื่องดื่ม) + ค่าบริการทางเพศ เช่น บาร์ คาราโอเกะ หญิงบริการจึงต้องคอยนั่งกับลูกค้า เพื่อให้มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มด้วย</li>
<li>ระบบ freelance หรือขายบริการอิสระ โดยมักจะแฝงตัวอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆ หรือสถานเริงรมย์ชั้นสูง ซึ่งหญิงบริการจะมีความสามารถ(ระดับหนึ่ง)ในการกำหนดรายได้เอง บางครั้งอาจมีเอเย่นต์คอยติดต่อและหักส่วนแบ่งไปตามที่ตกลงกัน</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ดี รายได้ของหญิงบริการจำนวน 200,000 คนนั้นได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ผ่านทางอุตสาหกรรมก่อสร้าง บันเทิงและอาหาร ประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 ซึ่งถือว่าสูงมาก หรืออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าเพิ่มในสาขาบริการทั้งหมด (ดูตารางที่ ๒) ทั้งนี้ยังมีมูลค่าเพิ่มทางอ้อมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น วงดนตรี ดาวตลก โรงพิมพ์ ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และธุรกิจสันทนาการด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ มูลค่าเพิ่มจากการค้าบริการของหญิงบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.11 PM" width=100% class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ ในบางมิติ การค้าประเวณียังมีส่วนช่วยให้การกระจายรายได้ระหว่างเมืองและชนบทดีขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของรายได้ของหญิงบริการจะถูกส่งไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด [หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่ข้อสรุปส่วนนี้ของหญิงบริการทั่วไปสอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้น และก็ค่อนข้างเป็นไปได้ในเรื่องของการส่งเงินกลับบ้านที่มีจำนวนมากพอสมควร] (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ร้อยละของหญิงบริการที่ใช้จ่ายเงินในเรื่องต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.28 PM" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรดาหญิงขายบริการนั้น ตลาดที่น่าสนใจคือ &#8220;การค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221; เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ในระดับสูง มีโอกาสและทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย และมักไม่มีความขัดสนทางฐานะครอบครัวด้วย </p>
<p>อัญชลี (2544) ทำการวิเคราะห์ธุรกิจนักศึกษาค้าประเวณี โดยอาศัยแนวคิดของแบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model อันที่เป็นที่รู้จักกันดีในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมทั่วไป (รูปต้นแบบดูภาพที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ แบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png" alt="" title="Presentation1" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อัญชลี (2544) เริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างภายในตลาดธุรกิจค้าประเวณีในกลุ่มนักศึกษาว่าเป็น &#8220;ตลาดผู้ขายมากราย&#8221; (หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) ซึ่งหากพิจารณาตามนิยามของตลาดผู้ขายมากรายจะอธิบายได้ว่า</p>
<ol>
<li>จำนวนนักศึกษาหญิงที่ขายบริการมีจำนวนมาก และมากพอจนการกำหนดราคาหรือการดำเนินการของผู้ขายรายใดรายหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม</li>
<li>บริการที่ได้รับจากผู้ขายแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อาจด้วยรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว หรือการเอาอกเอาใจ แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ในเชิงประโยชน์ใช้สอย (Differentiated Product)</li>
<li>การเข้าหรือออกในธุรกิจนี้เป็นไปโดยเสรี และมีต้นทุนที่ต่ำมาก โดยใช้เพียงเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น [การบังคับกักขังเพื่อขายบริการใช้หนี้มีน้อยมากในปัจจุบัน]</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพในสถานบริการ&#8221; (<a href="http://1.bp.blogspot.com/-tL8JjqBD2gc/T72sYNPXweI/AAAAAAAAAT4/8NtC9VmswAA/s1600/5.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg" alt="" title="5" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในส่วนของการวิเคราะห์ด้านอื่นๆ ประกอบด้วย</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของนักศึกษา</em> แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามที่นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์ด้วย หนึ่งคือ อำนาจต่อรองกับเอเย่นต์ ซึ่งนักศึกษาอาจต่อรองเรื่องวันที่จะมาทำงานได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึงขั้นว่าจะมาหรือไม่มาก็ได้ เพราะต้องมาให้ได้จำนวนวันขั้นต่ำ) แต่ไม่สามารถต่อรองเรื่องค่านายหน้าหรือราคาได้ สองคือ อำนาจต่อรองกับลูกค้า ถ้าเป็นกรณีที่นักศึกษาหาลูกค้าเองจะเลือกลูกค้าและราคาเองได้ โดยหากแขกไม่สุภาพ นักศึกษาก็ปฏิเสธในครั้งต่อไปได้ หรือหากนักศึกษาบริการไม่ดี ลูกค้าก็ปฏิเสธได้เช่นกัน</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของลูกค้า</em> อำนาจต่อรองของลูกค้าจะอยู่ที่ความสามารถในการจ่าย หากเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินดีก็จะต่อรองได้มาก เพราะนักศึกษาหรือเอเย่นต์ต้องการให้กลับมาซื้อซ้ำ</p>
<p><em>สินค้าทดแทน</em> เป็นปัจจัยคุกคามธุรกิจขายบริการของนักศึกษา เพราะราคาถูกกว่า หาซื้อได้ง่ายกว่า และอาจบริการด้วยความเชี่ยวชาญที่มากกว่าด้วย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มนักศึกษามีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น</p>
<p><em>คู่แข่งรายใหม่</em> แม้จะมีการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่จำนวนมาก แต่ลูกค้ารายใหม่ก็เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าผู้ให้บริการเช่นกัน จึงยังส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังดำเนินต่อไปได้</p>
<p><em>ทัศนคติและผลกระทบจากสังคมแวดล้อม</em> สังคมแวดล้อมของนักศึกษามักจะอยู่ในวงของเพื่อนนักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจในงานของอัญชลี (2544) เองพบว่า แม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่รับได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัว และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ไม่ยากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดการค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นตลาดผู้ขายมากราย(หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) เพราะมีผู้ให้บริการจำนวนมาก สินค้ามีความแตกต่างแต่ทดแทนกันได้ และเข้าออกตลาดได้โดยเสรี ขณะที่องค์ประกอบด้านอื่นๆ พบว่า ผู้ให้บริการมีอำนาจต่อรองอยู่บ้างในการเลือกลูกค้า กำหนดราคาหรือเลือกวันทำงาน แต่การแข่งขันของจากรายใหม่และการค้าประเวณีอื่นๆ ก็มีสูงเช่นกัน เพียงแต่ลูกค้าใหม่ๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมากพอที่จะทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไปได้ จึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้นำให้นักศึกษาเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีมากขึ้น แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้านหนึ่งของสังคมที่เศรษฐศาสตร์สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ และน่าจะก่อให้เกิดการร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสมต่อ โดยแนวทางที่ว่าอาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในธุรกิจสีเทาอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: อัญชลี พินิจรักษ์ธรรม (2544) การค้าประเวณี: กรณีนักศึกษาหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/547/30547/images/collegegirl2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;มาเฟียอิตาเลียน&#8221; มีที่มาอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Oct 2012 06:58:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5261</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงมาเฟียอิตาเลียน ทุกคนคงนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ที่โด่งดัง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า มาเฟียมีประวัติศาสตร์ที่มาอย่างไร ทำไมจึงเกิดระบอบนี้ขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปรัชญาใดสนับสนุนให้มันเกิดขึ้น บทความนี้จะเล่าถึงการถือกำเนิดขึ้นของระบอบมาเฟียในประวัติศาสตร์อิตาลี &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า “มาเฟีย” (Mafia) ตามพจนานุกรมของ Oxford, Merrium-Webster และ Longman ต่างก็ให้ความหมายเหมือนกันคือ “องค์กรอาชญากรรมลับ” (A Secret Criminal Organization) และยังให้บริบทเดียวกันด้วยว่า “มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองซิชิเลีย (ทางตอนใต้ของ)ประเทศอิตาลี (Sicilia, Italy)” จนกระทั่งต่อมา คำว่ามาเฟียได้ถูกขยายความและนำไปใช้เป็นการทั่วไปเพื่อสื่อความหมายถึง “องค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่มีแขนขา (Octopus) แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หนึ่งๆ” นั่นย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นของมาเฟียมาจากทางตอนใต้ของอิตาลี(แน่ๆ)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงมาเฟียอิตาเลียน ทุกคนคงนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ที่โด่งดัง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า มาเฟียมีประวัติศาสตร์ที่มาอย่างไร ทำไมจึงเกิดระบอบนี้ขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปรัชญาใดสนับสนุนให้มันเกิดขึ้น บทความนี้จะเล่าถึงการถือกำเนิดขึ้นของระบอบมาเฟียในประวัติศาสตร์อิตาลี</p>
<p><span id="more-5261"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า “มาเฟีย” (Mafia) ตามพจนานุกรมของ Oxford, Merrium-Webster และ Longman ต่างก็ให้ความหมายเหมือนกันคือ “องค์กรอาชญากรรมลับ” (A Secret Criminal Organization) และยังให้บริบทเดียวกันด้วยว่า “มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองซิชิเลีย (ทางตอนใต้ของ)ประเทศอิตาลี (Sicilia, Italy)” จนกระทั่งต่อมา คำว่ามาเฟียได้ถูกขยายความและนำไปใช้เป็นการทั่วไปเพื่อสื่อความหมายถึง “องค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่มีแขนขา (Octopus) แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หนึ่งๆ” นั่นย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นของมาเฟียมาจากทางตอนใต้ของอิตาลี(แน่ๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ซิชิเลีย เมืองต้นกำเนิดมาเฟียทางตอนใต้ของอิตาลี&#8221; (<a href="http://maps.pickatrail.com/europe/italy/map/sicilia.gif" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia.gif" alt="" title="sicilia" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่ามาเฟียมีบทบาทมากแค่ไหนในทางเศรษฐกิจ แต่การประมาณการของ Merryl Lynch (2008) ชี้ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจนอกกฎหมาย (Illegal Economy) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP โลก และ L.A. Times (2009) ประมาณการว่าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติครอบครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 15 ของ GDP โลก (อ้างใน Meyer, 2009) ซึ่งหากเทียบเคียงมาเฟียกับองค์กรอาชญากรรมที่มักถูกใช้ในความหมายเดียวกัน ก็เท่ากับว่า “ครึ่งหนึ่งของมูลค่าเศรษฐกิจนอกกฎหมายอยู่ในการครอบครองของมาเฟีย หรือหากคิดเป็นมูลค่าจาก GDP (2009) ก็จะอยู่ที่ 291 ล้านล้านบาทต่อปี”</p>
<p>คำว่ามาเฟียจึงอาจจะดูเป็นเรื่องล้าหลังและไกลตัว ทั้งที่จริงแล้วมาเฟียไม่ได้หายไปจากสังคมแต่ยังคงมีบทบาทที่สำคัญดังจะเห็นได้จากมูลค่าที่มีการประมาณการไว้ แต่ที่ดูเป็นเรื่องไกลตัวก็เพราะมาเฟียได้ปรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างลงตัว ในปัจจุบันมาเฟียในประเทศต้นแบบต้นแบบอย่างอิตาลีก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ และควบคุมเศรษฐกิจทางตรง (ไม่นับรวมส่วนที่อยู่นอกกฎหมายและธุรกิจสีเทาอีกเป็นจำนวนมาก) ถึงร้อยละ 7-10 ของ GDP ทั้งประเทศ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;อนุสาวรีย์ในการต่อต้านมาเฟียของเมือง Palermo สร้างจากเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้าง เพราะมาเฟียส่วนใหญ่ผูกโยงกับอุตสาหกรรมนี้&#8221; (<a href="http://www.flickr.com/photos/carlos_en_esos_mundos/243300519/sizes/z/in/photostream/" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/243300519_8bda5965e0_z.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/243300519_8bda5965e0_z.jpeg" alt="" title="243300519_8bda5965e0_z" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ถึงระบอบมาเฟียจะเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของประวัติศาสตร์ซิชิเลีย แต่ก็ไม่มีหลักฐานอย่างชัดแจ้งที่จะระบุได้ว่าระบอบมาเฟียเริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การถือกำเนิดขึ้นของมาเฟียซิชิเลียนเริ่มต้นก่อนศตวรรษที่ 19 ที่โครงสร้างสังคมในซิชิเลียอยู่ภายใต้ระบอบศักดินาเช่นเดียวกับยุคกลางของประเทศในยุโรปอื่นๆ สังคมศักดินาในบทความนี้ก็คือสังคมที่ประกอบด้วยคนสองชนชั้น ชนชั้นสูงที่มีจำนวนน้อยจะถือครองทรัพย์สินและที่ดินเป็นส่วนใหญ่ และชนชั้นล่างที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ทำงานบนที่ดินของชนชั้นสูง (Blok, 1966)</p>
<p>ในซิชิเลีย ที่ดินของชนชั้นสูงในระบบศักดินาถูกแบ่งออกเป็นผืนๆ เรียกว่า “ที่ดินศักดินา” (Feudo) ถือครองโดยเจ้าขุนมูลนาย (Baron) (Blok, 1966) เจ้าขุนมูลนายเหล่านี้จะได้รับอำนาจการปกครองซึ่งรวมถึงการใช้กำลังและอาวุธมาจากผู้ปกครองอีกทีหนึ่ง โดยมีจำนวนไม่กี่ครอบครัวและจะทำหน้าที่กำกับดูแลพื้นที่ปกครองไปในตัวด้วย จากข้อมูลในอดีต พบว่า ผู้ปกครองเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ดินมากถึงสามในสี่ของพื้นที่ปกครองทั้งหมด (Bandiera, 2003) และ ประชากรจำนวน 0.1% ถือครองที่ดินมากถึง 99% ของที่ดินทั้งหมด (Baldwin, 2008) จากนั้น ผู้ปกครองก็จะว่าจ้างหรือปล่อยทรัพย์สินให้เช่าแก่คนกลาง (Gabelloti) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลผลตอบแทนที่เกิดจากการใช้ที่ดินแทนตนเอง โดยคนกลางก็จะทำการตกลงกับเจ้าขุนมูลนายเพื่อส่งส่วยในอัตราคงที่เป็นรายปี แล้วทำหน้าที่แทนเจ้าของที่ดินในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทำสัญญาว่าจ้างชาวนามาสร้างผลผลิตและดูแลทรัพย์สิน (Blok, 1966) โดยชาวนาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นอาหารเพียงเล็กน้อยของสัดส่วนของผลผลิตที่ผลิตได้เท่านั้น</p>
<p>ต่อมา สหราชอาณาจักรเข้ายึดครองซิชิเลียในช่วงสงครามนโปเลียนตอนต้นศตวรรษที่ 19 และได้ทำการปฏิรูประบบศักดินาในปี ค.ศ.1812 ซึ่งสาระสำคัญของการปฏิรูปประกอบด้วย (Bandiera, 2003)<br />
- การยกเลิกสิทธิประโยชน์ของการเป็นลูกคนแรก เช่น การที่ลูกคนแรกได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบิดามารดาทั้งหมด<br />
- การเวนคืนที่ดินส่วนใหญ่ และการจัดสรรกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ชาวนาจำนวนหนึ่งในห้าของที่ดินที่ชาวนาเคยทำนาอยู่ก่อน</p>
<p>ผลที่ตามมาก็คือ ธรรมเนียมปฏิบัติของการยกทรัพย์สินให้ลูกคนแรกถูกยกเลิกไป แต่ก็ไม่มีระบบการจัดสรรทรัพย์สิน รวมทั้งพ่อแม่ก็ไม่มีความรู้มากพอในการแบ่งสรรทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม ความขัดแย้งก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในครอบครัว ซึ่งจะกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมในเวลาต่อมา</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนเจ้าของที่ดินยังเพิ่มขึ้นจาก 2,000 รายเป็น 20,000 รายในช่วงปี ค.ศ.1812 ถึงปี ค.ศ.1860 (Bandiera, 2003) </p>
<p>โดยการปฏิรูปที่ดินก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง เพราะชนชั้นชาวนาไม่ได้เข้มแข็งขึ้น และการสูญเสียสิทธิการทำมาหากินตามวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นมากลับทำให้พวกเขามีปัญหา เนื่องจากแม้พวกเขาจะเพาะปลูกได้ แต่ก็ไม่สามารถดูแลผลผลิตและทรัพย์สินของตนเองได้ ดังนั้น การปฏิรูปที่ดินจึงก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นจากคนกลางที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการเข้าถึงเจ้าขุนมูลนายมาปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินของพวกเขา </p>
<p>นั่นคือมันเพียงแต่เปลี่ยนจากระบอบศักดินาเจ้า (Baron Feudalism) กลายเป็นระบอบกึ่งศักดินานายทุน (Capitalist Quasi-Feudalism)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมสูงตอนกลางคืนของเมืองหนึ่งในซิชิเลีย&#8221; (<a href="http://static.turistipercaso.it/image/s/sicilia/sicilia_y89z9.T0.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia_y89z9.T01.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia_y89z9.T01.jpg" alt="" title="sicilia_y89z9.T01" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติของอิตาลี (Italian Revolution of 1860) และการรวมชาติอิตาลี รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อรวบอำนาจบางส่วนเข้าสู่ศูนย์กลาง เช่น ช่วงปี ค.ศ.1862 ถึง ค.ศ.1863 รัฐทำการยึดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนมาก(โดยเฉพาะจากเจ้าของที่ดินและโบสถ์)เพื่อมาจัดสรรใหม่ให้กับสาธารณชน (Bandiera, 2003) ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นมีที่ดินเป็นของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของที่ดินที่ถูกจัดสรรก็ยังไปตกอยู่กับเจ้าของที่ดินเดิมและคนกลาง เพราะพวกเขามีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลกลางมากกว่า ขณะที่ชาวนารายย่อยที่ได้รับการจัดสรรที่ดินก็ได้รับเพียง 4.5 เฮคตาร์ต่อคนและเป็นที่ดินที่มีคุณภาพต่ำมาก สำคัญกว่านั้นคือการปฏิรูปที่ดินยิ่งทำให้ชาวนาสูญเสียความสามารถในการเข้าถึงที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เคยเป็นมา (Blok, 1966)</p>
<p>ภายหลังความพยายามในการปฏิรูปที่ดินกลับยิ่งส่งเสริมให้ระบบมาเฟียมีบทบาทมากขึ้น การยึดที่ดินมาจากโบสถ์สร้างความไม่พอใจต่อนักบวชที่มีต่อรัฐบาลอิตาเลียน และเนื่องจากซิชิเลียเป็นพื้นที่ของคาทอลิคที่เข้มแข็ง ซึ่งประชาชนจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนักบวชของศาสนา ทำให้พวกเขามีความรู้สึกปฏิเสธรัฐบาลกลาง สุดท้ายแล้ว รัฐบาลอิตาเลียนจึงมีบทบาททางสังคมในการเข้าถึงประชาชนชาวซิชิเลียน้อยมาก นอกจากนี้ หากใครเข้าหาอำนาจรัฐหรือให้การช่วยเหลือตำรวจก็อาจหมายถึงการต่อต้านศาสนา นักบวชหรือสังคมด้วย (Brogger, 1968) ช่องว่างของอำนาจรัฐจึงทำให้มาเฟียมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ อาชญากรรมในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากอันเป็นผลโดยตรงมาจากการยึดที่ดินของโบสถ์แล้วแจกจ่ายไปให้ประชาชน เพราะชาวนาบางส่วนไม่สามารถหารายได้โดยวิธีดั้งเดิมคือทำการเกษตรบนที่ดินของโบสถ์ได้อีกต่อไป รวมทั้งประชาชนก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องทรัพย์สินของตนเองได้ ชาวนาเหล่านี้จึงกลายเป็นคนนอกกฎหมาย (Blok, 1966) โดยอาจจะขโมยวัวควาย และฆ่าเจ้าของ หรือแม้แต่ข่มขู่แย่งชิงผลผลิตทางการเกษตรที่นำไปผลิตไวน์ จนทำให้เจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการต่างย้ายออกจากพื้นที่ เพราะเกรงกลัวอันตราย (Blok, 1966) และก็ไม่สามารถหาแรงงานจากนอกพื้นที่มาทำงานได้ (Bandiera, 2003) </p>
<p>ภายใต้ระบอบศักดินาเดิม เจ้าของที่ดินไม่ได้มากำกับดูแลเอง แต่อาศัยสิทธิในการใช้อาวุธเพื่อป้องกันคนนอกกฎหมายและควบคุมชาวนา แต่หลังจากที่ระบบนี้ล่มสลาย อำนาจในการบังคับใช้อาวุธกลับตกไปเป็นของตำรวจซึ่งกำกับโดยรัฐ แต่ทั้งตำรวจและรัฐกลับไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าของที่ดินจึงต้องอาศัยคนกลางเข้ามาดูแลทรัพย์สิน ซึ่งเท่ากับว่าคนกลางเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนตำรวจ (Blok, 1969) และแน่นอนว่า เจ้าของที่ดินทุกรายย่อมต้องการคนกลางที่เข้มแข็งที่สุดหรือก่อความรุนแรงได้มากที่สุดมาดูแลทรัพย์สินของตน เพื่อการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพมากกว่า (Bandiera, 2003) จึงเกิดการเรียงลำดับหรือลำดับขั้นของคนกลางขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเท่ากับว่าระบบศักดินาก็ยังคงสถานะอยู่ต่อไปภายในระบอบมาเฟียด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความเชื่อมโยงของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในระบอบมาเฟีย (Sardell, Pavlov and Saeed (n.d.d))&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Mafia-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Mafia-1.png" alt="" title="Mafia-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ส่วนหนึ่งของการเกิดระบอบมาเฟียก็คือการยกเลิกระบอบศักดินา โดยที่ยังไม่มีระบบกฎหมายที่เข้มแข็งมากพอและสังคมเองก็ยังไม่มีความพร้อมในการทำงานร่วมกันของภาคประชาชน ผลก็คือระบอบศักดินาจึงถูกถ่ายโอนไปสู่ผู้ที่ควบคุมหรือสร้างความรุนแรงได้มากกว่าอย่างมาเฟีย จนกลายเป็นรัฐคู่ขนาน (Parallel State) ของรัฐบาลกลางดังเช่นปัจจุบัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หากมองเรื่องนี้ในมิติของมาร์กซ ระบอบมาเฟียเป็นรูปแบบหนึ่งของการสะสมทุนขั้นต้น (Primitive Capital Accumulation) นั่นคือ คนกลางได้เปลี่ยนเงิน (Money) ที่ได้รับจากการว่าจ้างให้ดูแลที่ดินกลายเป็นทุน (Capital) แล้วเปลี่ยนจากทุนให้กลายเป็นส่วนเกิน (Surplus) เพื่อการสะสมทุนในช่วงเวลาต่อๆ ไปโดยอาศัยความรุนแรงเป็นเครื่องคุ้มกันระบอบ เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นๆ ส่วนเกินก็ทำให้ทุนที่สะสมก็ยิ่งมากขึ้น เงินก็มากขึ้น ขณะที่ชนชั้นล่างหรือคนที่อยู่นอกระบอบมาเฟียยังคงถูกขูดรีดและไม่ได้รับประโยชน์ใดใดจากระบอบนี้เช่นเดิม</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: ธานี ชัยวัฒน์ (2555) &#8220;มาเฟียกับการพัฒนา: กรณีศึกษามาเฟียซิชิเลียน&#8221; บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมธีวิจัยอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ชื่อว่า “สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2008 – 2011.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;แอฟริกา&#8221;ไม่พัฒนาเพราะเคยตกเป็นอาณานิคม&#8230;ใช่หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Sep 2012 04:16:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5123</guid>
		<description><![CDATA[ระดับการพัฒนาของทวีปแอฟริกาล้าหลังกว่าที่อื่นๆ ของโลก โดยมักอ้างถึงสาเหตุสองประการ หนึ่งคือเป็นเพราะผู้ล่าอาณานิคมแบ่งเส้นเขตแดนประเทศจากผลประโยชน์ของประเทศตนเอง และสองเพราะโครงสร้างสถาบันที่มีอยู่เดิมของแอฟริกาไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถกเถียงกันตลอดมา เครื่องมือเศรษฐมิติจะช่วยตอบคำถามนี้ให้กับเรา &#8230;&#8230;&#8230;. อนยุคสมัยของการล่าอาณานิคมของยุโรป ทวีปแอฟริกาซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากได้แบ่งพื้นที่กันอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นข้อตกลงโดยนัยรูปแบบหนึ่งของการป้องกันสงคราม กล่าวง่ายๆ ก็คือพื้นที่ของใครของมันที่รู้กันเอง ภาพที่ ๑ เป็นแผนที่ที่จัดทำโดยนักมานุษยวิทยาชื่อว่า Murdock ในปี 1959 ที่แสดงถึงแต่ละอาณาเขตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ &#8220;ภาพที่ ๑ อาณาเขตของกลุ่มชาติพันธุ์ในแอฟริกาก่อนการล่าอาณานิคม&#8221; ต่อมาในช่วงปี 1884-1885 มีการประชุมเพื่อทำการตกลงแบ่งพื้นที่ปกครองไปเป็นของประเทศต่างๆ ในยุโรปขึ้น หรือที่เรียกว่า (The Berlin Conference) [หากใครเคยได้ยินคำว่า ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) แล้วนึกไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง] กล่าวคือ ประเทศต่างๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ระดับการพัฒนาของทวีปแอฟริกาล้าหลังกว่าที่อื่นๆ ของโลก โดยมักอ้างถึงสาเหตุสองประการ หนึ่งคือเป็นเพราะผู้ล่าอาณานิคมแบ่งเส้นเขตแดนประเทศจากผลประโยชน์ของประเทศตนเอง และสองเพราะโครงสร้างสถาบันที่มีอยู่เดิมของแอฟริกาไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถกเถียงกันตลอดมา เครื่องมือเศรษฐมิติจะช่วยตอบคำถามนี้ให้กับเรา</p>
<p><span id="more-5123"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนยุคสมัยของการล่าอาณานิคมของยุโรป ทวีปแอฟริกาซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากได้แบ่งพื้นที่กันอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นข้อตกลงโดยนัยรูปแบบหนึ่งของการป้องกันสงคราม กล่าวง่ายๆ ก็คือพื้นที่ของใครของมันที่รู้กันเอง ภาพที่ ๑ เป็นแผนที่ที่จัดทำโดยนักมานุษยวิทยาชื่อว่า Murdock ในปี 1959 ที่แสดงถึงแต่ละอาณาเขตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ อาณาเขตของกลุ่มชาติพันธุ์ในแอฟริกาก่อนการล่าอาณานิคม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/ethnic-map/" rel="attachment wp-att-5165"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/ethnic-map.png" alt="" title="ethnic map" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ต่อมาในช่วงปี 1884-1885 มีการประชุมเพื่อทำการตกลงแบ่งพื้นที่ปกครองไปเป็นของประเทศต่างๆ ในยุโรปขึ้น หรือที่เรียกว่า (The Berlin Conference) [หากใครเคยได้ยินคำว่า ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) แล้วนึกไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง] กล่าวคือ ประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้ล่าอาณานิคมประชุมร่วมกันเพื่อแบ่งพื้นที่ของทวีปแอฟริกาออกเป็นส่วนๆ ทั้งๆ ที่ผู้ที่ประชุมกันนั้นยังไม่เคยเข้าไปถึงดินแดนภายในทวีปแอฟริกาด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากเส้นพรมแดนของประเทศโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน(เข้าถึงได้ยากกว่าริมทะเล)ส่วนมากเป็นเส้นตรง และนี่คือมรดกจากประเทศผู้ล่าอาณานิคมที่แบ่งแยกประเทศแอฟริกาด้วยการขีดเส้นพรมแดนประเทศ (Artificial Border Design) โดยไม่สนใจกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หรือแม้แต่พรมแดนธรรมชาติ ณ ที่แห่งนั้น ภาพที่ ๒ แสดงให้เห็นถึงพรมแดนของประเทศต่างๆ ที่จำนวนมากถูกลากแบ่งผ่านกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่เดิม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ พรมแดนของประเทศในแอฟริกาที่ถูกลากเส้นแบ่งผ่านดินแดนที่กลุ่มชาติพันธุ์เคยอาศัยอยู่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/boundary/" rel="attachment wp-att-5161"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/boundary.png" alt="" title="boundary" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ปัจจุบัน แอฟริกาเป็นทวีปที่มีการพัฒนาช้าและล้าหลังกว่าทวีปอื่นๆ ทั่วโลก งานในกลุ่มของ Acemoglu et al. (2001, 2002); La Porta et al. (1998, 1999) ชี้ให้เห็นว่าเป็นเพราะการล่าอาณานิคมที่แบ่งเส้นแดนประเทศอย่างไม่คำนึงถึงการอาศัยอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และรวมไปถึงยังทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances) และกระบวนการทางกฎหมาย (Legal Systems) ของประเทศนั้นๆ อ่อนแอภายหลังการประกาศอิสรภาพ เพราะประเทศยุโรปยังคงเข้าแทรกแซงในทางลับอยู่ต่อไป </p>
<p>ขณะที่งานในกลุ่มของ Herbst (2000); Gennaioli and Rainer (2006, 2007) กลับชี้ว่าสาเหตุของความไม่พัฒนาไม่ได้เกิดจากการล่าอาณานิคม เนื่องจากระยะเวลาของการปกครองของยุโรปเป็นไปเพียงช่วงสั้นๆ รวมทั้งพื้นที่ที่ยุโรปเข้าครอบงำนั้นค่อนข้างจำกัดในส่วนที่ใกล้กับทะเลเท่านั้น พวกเขาจึงเชื่อว่าความไม่พัฒนาของแอฟริกาเกิดจากโครงสร้างสถาบันที่ไม่มีประสิทธิภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งแต่ก่อนล่าอาณานิคม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีหรือไม่มีการล่าอาณานิคมก็ไม่พัฒนาอยู่แล้ว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ประเทศต่างๆ ที่ได้ถือครองดินแดนในแอฟริกา และทำเลที่ตั้งที่พวกเขาแบ่งกัน&#8221; (<a href="http://home.earthlink.net/~lazarski/imperialism/images/africa.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/africa/" rel="attachment wp-att-5164"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/africa.jpeg" alt="" title="africa" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แล้วตกลงว่ามันเป็นเพราะการแบ่งพรมแดนประเทศที่ไม่เหมาะสมอันเนื่องจากการล่าอาณานิคมหรือเป็นเพราะโครงสร้างสถาบันแต่เก่าก่อนที่ไม่มีประสิทธิภาพกันแน่ การตอบคำถามเรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากทวีปแอฟริกาไม่พัฒนา และทั้งสองปัจจัยก็ยังคงดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน (Causality Problem) </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Michalopoulos and Papaioannou (2012) ประเมินผลของระดับการพัฒนาของแอฟริกาจากปัจจัยทางด้านสถาบันระดับชาติ (national contemporary institutional structures) กับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการล่าอาณานิคม (ethnicity-specific pre-colonial institutional traits) </p>
<p>ในการหาค่าความสัมพันธ์ทางเดียวของโครงสร้างสถาบันระดับชาติที่มีต่อระดับการพัฒนานั้น จำเป็นต้องควบคุมผลของความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์ออกไป แนวคิดก็คือต้องพิจารณาพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ในสอง(หรือมากกว่าสอง)ประเทศ เพราะจะทำให้พื้นที่เหล่านี้เป็นของชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตเดียวกัน แต่อยู่ภายใต้โครงสร้างสถาบันระดับชาติต่างกัน ภาพที่ ๓ แสดงพื้นที่ของชาติพันธุ์ Ababda ที่ถูกแบ่งไปเป็นของ Sudan และ Egypt นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีก เช่น the Maasai อยู่ที่ Kenya (62%) และ Tanzania (38%), the Anyi อยู่ที่ Ghana (58%) and the Ivory Coast (42%), และ the Chewa อยู่ที่ Mozambique (50%), Malawi (34%), และ Zimbabwe (16%)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ Ababda ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนในสองประเทศ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/partitioning/" rel="attachment wp-att-5160"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/partitioning.png" alt="" title="partitioning" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การประมาณค่าทางเศรษฐมิติจะเปรียบเทียบระดับการพัฒนาที่วัดจากค่าความส่องสว่างของแสงไฟยามค่ำคืนในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน [ความแม่นยำของการวัดด้วยวิธีนี้ขอให้ดู<a href="http://setthasat.com/2011/12/08/gdp-outer-space/">ที่นี่</a>] เช่น ระดับการพัฒนาของกลุ่มชาติพันธุ์ the Maasai ในประเทศ Kenya จะถูกเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ the Maasai เช่นเดิมแต่อยู่ในประเทศ Tanzania หรือระดับการพัฒนาของกลุ่ม the Anyi อยู่ที่ Ghana จะถูกเปรียบเทียบกับที่อยู่ใน the Ivory Coast เป็นคู่ๆ ไปเรื่อยๆ วิธีการเช่นนี้เรียกว่า (Matching) Regression Discontinuity Design โดยจะทำให้ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม เช่น ความเชื่อ ศาสนา หรือวิถีชีวิต โรคระบาด สภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของทั้งสองประเทศแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย โดยหากข้อสรุปออกมาว่าระดับการพัฒนาของสองพื้นที่ที่ว่ามามีความแตกต่างกัน ก็น่าจะเป็นเพราะโครงสร้างสถาบันระดับชาติเป็นหลัก</p>
<p>ในระดับชาติแล้ว ระดับการพัฒนาที่วัดจากค่าความส่องสว่างของแสงไฟยามค่ำคืนจะถูกกำหนดจากปััจจัยทางด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ควบคู่ไปกับระดับคอรัปชั่นหรือการบังคับใช้กฎหมาย ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า หากไม่ได้ควบคุมปัจจัยทางด้านกลุ่มชาติพันธุ์ให้เหมือนกันแล้ว ระดับคอรัปชั่นและการบังคับใช้กฎหมายดูเหมือนว่าจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในแอฟริกา แต่เมื่อควบคุมปัจจัยทางเหล่านี้แล้ว ทั้งระดับคอรัปชั่นและการบังคับใช้กฎหมายกลับไม่มีผลเลย นั่นหมายความว่า โครงสร้างทางสถาบันหรือวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์น่าจะมีผล</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันของกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในสองประเทศ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/african-development/" rel="attachment wp-att-5162"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/african-development.png" alt="" title="african development" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Michalopoulos and Papaioannou (2012) ได้ทำการประมาณค่าในทิศทางตรงกันข้ามด้วย คือวิเคราะห์กลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกัน แต่อยู่ในประเทศเดียวกัน เพื่อควบคุมปัจจัยทางด้านสถาบันระดับประเทศให้เหมือนกัน โดยวิเคราะห์ระดับการพัฒนาที่วัดจากค่าความส่องสว่างของแสงไฟยามค่ำคืนจากปััจจัยของด้านสถาบันระดับประเทศ เช่น ระดับคอรัปชั่นและการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่ไปกับระดับของการกระจายอำนาจ (Jurisdictional Hierarchy) ตั้งแต่ก่อนตกเป็นอาณานิคม [ข้อมูลปี 1967 และน่าจะเป็นข้อมูลเดียวเท่าที่หาได้]</p>
<p>ตารางที่ ๒ แสดงผลการประมาณค่า ซึ่งพบว่า ระดับของการกระจายอำนาจ (Jurisdictional Hierarchy) ตั้งแต่ก่อนตกเป็นอาณานิคมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีความสัมพันธุ์ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญกับระดับการพัฒนา นั่นเท่ากับยืนยันผลว่า โครงสร้างสถาบันแต่เก่าก่อนมีผลต่อเนื่องมายังการพัฒนาในปัจจุบัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันของคนละกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเดียวกัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/ethnic-fixed-effects/" rel="attachment wp-att-5163"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/ethnic-fixed-effects.png" alt="" title="ethnic fixed effects" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปจากบทความนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">โครงสร้างทางสถาบันและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในแอฟริกาเป็นปัจจัยกำหนดระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ โดยไม่เกี่ยวกับว่าจะมีการล่าอาณานิคมและทำการแบ่งเส้นเขตแดนประเทศหรือไม่ก็ตาม</span> อย่างไรก็ดี ข้อสรุปเช่นนี้อาจมีข้อโต้แย้งตามมาอีกมาก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่วิธีมองและการวิเคราะห์ของบทความนี้ก็น่าจะทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดกับเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Stelios Michalopoulos and Elias Papaioannou (2012) Pre-colonial Ethnic Institutions and Contemporary African Development, Econometrica (forthcoming).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://static.newworldencyclopedia.org/9/99/ColonialAfrica_1914.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/25/divide-and-rule-or-rule-of-the-divided/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;Made in Italy&#8221; แต่ by China?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Sep 2012 04:35:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5059</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนที่มีโอกาสมาเที่ยวอิตาลีจะเห็นสินค้าตลาดนัดตามแหล่งท่องเที่ยวที่ดูคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ราคาแพง และคนขายยืนยันหนักแน่นว่า &#8220;Made in Italy&#8221; พวกเขาไม่ได้โกหก เพราะ &#8220;Made in Italy&#8221; จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ความหมายอย่างที่เราเข้าใจกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ากจะพูดถึงแฟชั่นอิตาลี คงต้องพูดถึงเมือง Prato ในแคว้น Tuscany (Florence และ Pisa ก็อยู่ในแคว้นนี้ด้วย) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ผลิตผ้าเนื้อดีที่สุดของโลกจนได้เป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าและเสื้อผ้าชั้นดี “Made in Italy” มานับร้อยๆ ปี อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นคลัสเตอร์สิ่งทอที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก &#8220;ที่ตั้งของเมือง Prato ในแผนที่ของอิตาลี&#8221; (ที่มาของภาพ) จนกระทั่ง ในปลายทศวรรษ 1980 คนจีนเริ่มเข้าไปอยู่อาศัยใน Prato จากร้อยจนกลายเป็นหมื่นคน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนที่มีโอกาสมาเที่ยวอิตาลีจะเห็นสินค้าตลาดนัดตามแหล่งท่องเที่ยวที่ดูคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ราคาแพง และคนขายยืนยันหนักแน่นว่า &#8220;Made in Italy&#8221; พวกเขาไม่ได้โกหก เพราะ &#8220;Made in Italy&#8221; จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ความหมายอย่างที่เราเข้าใจกัน</p>
<p><span id="more-5059"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ากจะพูดถึงแฟชั่นอิตาลี คงต้องพูดถึงเมือง Prato ในแคว้น Tuscany (Florence และ Pisa ก็อยู่ในแคว้นนี้ด้วย) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ผลิตผ้าเนื้อดีที่สุดของโลกจนได้เป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าและเสื้อผ้าชั้นดี “Made in Italy” มานับร้อยๆ ปี อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นคลัสเตอร์สิ่งทอที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ที่ตั้งของเมือง Prato ในแผนที่ของอิตาลี&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ed/Map_Province_of_Prato.svg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Map_Province_of_Prato.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Map_Province_of_Prato.jpg" alt="" title="Map_Province_of_Prato" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>จนกระทั่ง ในปลายทศวรรษ 1980 คนจีนเริ่มเข้าไปอยู่อาศัยใน Prato จากร้อยจนกลายเป็นหมื่นคน พวกเขาได้เปลี่ยนเมืองนี้จากศูนย์กลางการผลิตผ้า (Textile Hub) คุณภาพดี เป็นเมืองหลวงของการผลิตเสื้อผ้าราคาถูก ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีรายได้น้อย และเป็นสิ่งที่พวกเขาชำนาญ</p>
<p>ปัจจุบัน Prato กลายเป็นแหล่งชุมชนคนจีนอพยพที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ทั้งผู้อพยพที่ถูกและผิดกฎหมาย อันที่จริง Prato มีประชากรประมาณ 187,000 คน สถิติของคนจีนที่ถูกกฏหมายคือ 11,500 คน แต่มีอีก 25,000 คนที่เข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย (ส่วนใหญ่คือคนจีน) เพื่อทำงานในโรงงานแฟชั่นทั้งสิ้น 3,200 แห่ง ในการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และอุปกรณ์เสริมทั้งหลาย ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีน เครื่องจักรนำเข้าจากจีน แรงงานคนจีน แต่ที่ดินเท่านั้นที่เป็นของอิตาลี</p>
<p>Bank of Italy เคยประเมินว่าธุรกิจจีนใน Prato ส่งผลกำไรกลับจีนเป็นเงิน 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน (53 ล้านบาทต่อวัน) จากธุรกิจทอผ้าและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทั้งนี้ยังไม่นับรวมธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นอีก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมาเฟียจีนกับทนายและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนของอิตาลี เนื่องจากทั้งคนจีนและคนอิตาเลียนต่างก็เชี่ยวชาญการหนีภาษีและการหาช่องว่างของกฎหมายอยู่แล้ว วิธีทั่วไปที่นิยมใช้กันก็คือการเปิดธุรกิจ และรีบปิดกิจการก่อนที่ตำรวจภาษีอิตาลีจะเข้าถึง จากนั้นก็เปิดทำธุรกิจในชื่อใหม่ โดยใช้ที่ตั้งเดิม แต่มีหมายเลขเสียภาษีใหม่ และปิดกิจการอีกก่อนจะต้องเสียภาษี วนเวียนไปมาอยู่แบบนี้ จนคนจีนหลายคนร่ำรวย ขยายกิจการ ถนนของเมืองนี้กลายเป็นชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาใช้เงินสดซื้อร้านค้ากับอพาร์ตเม้นต์ของชาวอิตาลี โรงเรียนรัฐบาลก็มีเด็กชาวจีนเพิ่มมากขึ้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เสื้อผ้าจีนจากโรงงานจีนในเมือง Prato (<a href="http://graphics8.nytimes.com/images/2010/09/13/world/PRATO-JP-3-337-395/PRATO-JP-3-popup.jpg">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;<br/>ภาพชุดของโรงงานจีนในเมือง Prato สามารถดูได้ <a href="http://www.nytimes.com/slideshow/2010/09/12/world/europe/PRATO.html?ref=europe">ที่นี่</a></p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/PRATO-JP-3-popup.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/PRATO-JP-3-popup.jpeg" alt="" title="PRATO-JP-3-popup" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เรื่องนี้อาจไม่ได้สร้างปัญหาเท่าไหร่ หากเสื้อผ้าที่ผลิตได้ไม่ได้ใช้ตราสินค้า “Made in Italy” แต่เพราะพวกเขาใช้ จึงเท่ากับว่าเป็นสินค้า “Made in China” ที่ผลิตในอิตาลีและได้ชื่อว่า “Made in Italy” ผลก็คือมันได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการตลาดกับสินค้าคุณภาพดีราคาแพงของอิตาลีแท้ๆ อย่างมาก รวมไปถึงชาวอิตาเลียนเองก็ไม่พอใจในประเด็นเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองที่กำลังเลือนหายเพราะการตั้งอยู่ของไชน่า ทาวน์ที่มีป้ายชื่อเป็นภาษาจีน กับร้านขายของชำที่ขายสารพัดสินค้านำเข้าจากจีนโดยคนจีน</p>
<p>สภาหอการค้าของเมือง Prato ระบุว่า ธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอของชาวอิตาลีในเมืองนี้ลดลงครึ่งหนึ่งนับจากปี 2544 เหลือไม่ถึง 3000 แห่งแล้ว น้อยกว่าบริษัทจีนที่มี 3200 แห่ง และจากเมืองที่เคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผ้ารายใหญ่ กลับต้องนี้มีสัดส่วนการนำเข้าผ้าถึง 27% ที่อิตาลีทั้งประเทศนำเข้ามาจากจีน ขณะที่ Edoardo Nesi กรรมาธิการวัฒนธรรมของเมือง Prato กล่าวว่า &#8220;นี่อาจเป็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นทั่วอิตาลี&#8221; </p>
<p>Nesi ไม่ได้พูดผิด เพราะนอกจากเมือง Prato เกี่ยวกับสิ่งทอแล้ว สถานการณ์ที่คล้ายกันยังเกิดขึ้นกับเมือง Manzano ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการผลิตเก้าอี้อีกด้วย โดยมีการระบุว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของจีนกำลังเข้าไปแทรกซึมการผลิตโดยอาศัยชื่อ &#8220;Made in Italy&#8221; เช่นเดียวกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;อนุสาวรีย์เก้าอี้ในเมือง Manzano&#8221; (<a href="http://cdn.freshome.com/wp-content/uploads/2007/07/chair.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/chair.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/chair.jpeg" alt="" title="chair" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สถานการณ์นี้บอกอะไรหลายอย่าง แต่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์แล้ว สองเรื่องที่น่าสนใจที่ [เสด-ถะ-สาด].com จะได้กล่าวถึงในบทความต่อๆ ไปหากมีโอกาสก็คือ</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">๑. ชื่อของประเทศผู้ผลิต (Nation Branding) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นอิตาลีที่มีมูลค่าสูงมากพอจนสร้างแรงจูงใจให้เกิดการย้ายฐานการผลิต พร้อมๆ กับการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า &#8220;Made in Italy&#8221; </p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">๒. วิธีการมองความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) อาจจะต้องเปลี่ยนไปจากที่เคยมุ่งไปที่ตัวสินค้า (Product) เท่านั้น แต่ต้องมองความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่กระบวนการ (Process) ผลิตด้วย ยกตัวอย่างเช่น คนจีนสามารถไปลงทุนได้ในหลายประเทศ เพราะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการติดต่อกับระบบราชการที่ไม่โปร่งใสหรืออาศัยความสัมพันธ์ส่วนตนเป็นพิเศษ ขณะที่ประเทศจากตะวันตกอื่นอาจจะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการติดต่อกับระบบราชการที่มีความโปร่งใสมากกว่า เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม กระแสการขยายตัวของธุรกิจจีนในอิตาลียังคงเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน และอาจจะแก้ไขได้ไม่ง่ายนักหากสายสัมพันธ์เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เพราะคนจีนเองก็มีความสามารถในด้านนี้เช่นกัน </p>
<p>และที่น่าสนใจคือ ในอิตาลีเองกลับมีการพูดกันว่า สินค้าไม่แท้จะ Made in Italy / France / USA หรือประเทศอื่นๆ แต่สินค้าของแท้ต้อง Made in China ต่างหาก ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; สุทธิชัย หยุ่น (2553) จีนบุกอิตาลี ผลิตเสื้อผ้า Made in Italy, http://www.suthichaiyoon.com/detail/5608.<br />
&#8211; สินค้าจีน แต่เมดอินอิตาลี (2553) บทความจาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1-7 ตุลาคม พ.ศ.2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1572.<br />
&#8211; RACHEL DONADIO (2010) Chinese Remake the ‘Made in Italy’ Fashion Label, The New York Times: September 12, 2010.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายจะควบคุม&#8221;วัฒนธรรมคอรัปชั่น&#8221;ได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2012 03:39:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4946</guid>
		<description><![CDATA[คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่ Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4946"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ที่</span>ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก </p>
<p>ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่</p>
<p>Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย</p>
<p>การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก BBC ขนานนามว่าเป็น “บัตรจอดรถฟรีที่ดีที่สุดในโลก”</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้ายทะเบียนนัการฑูตที่มีตัวอักษร D ติดอยู่&#8221; (<a href="http://olavsplates.com/usa.html" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg" alt="" title="usa-dos_043pkd" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ (บน) แสดงจำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่าย และเนื่องจากจำนวนนักการฑูตของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ข้อมูลในภาพจึงพิจารณาเป็นจำนวนใบสั่งเฉลี่ยต่อคน สีเข้มคือประเทศที่นักการฑูตได้รับใบสั่งและไม่ได้ไปจ่ายเป็นจำนวนมาก และสีอ่อนคือน้อย ส่วนภาพที่ ๑ (ล่าง) แสดงค่าดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของแต่ละประเทศ โดยสีเข้มคือประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง และสีอ่อนคือต่ำ ความน่าสนใจก็คือ หากดูคร่าวๆ แล้ว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีระดับการคอรัปชั่นต่ำทุกประเทศจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับน้อย ขณะที่ประเทศแถบแอฟริกาที่มีการคอรัปชั่นสูงก็จะมีใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ (บน) จำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่ายต่อคน <br/>(ล่าง) ดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่นของแต่ละประเทศ (<a href="http://blogs-images.forbes.com/jonbruner/files/2011/07/Parking-large.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)<br/>ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 32 จาก 146 ประเทศเรียงตามจำนวนใบสั่งต่อคนสูงที่สุด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png" alt="" title="Parking-large" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ตีความว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่นสูง น่าจะเคยมีและใช้อภิสิทธิ์ในประเทศตนเองมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นิวยอร์ค พวกเขาจึงมีแนวโน้มสูงที่จะกระทำการใดใดจากสิทธิพิเศษที่ตนเองมีด้วยความเคยชิน โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมมากนัก </p>
<p>บางคนคงโต้แย้งว่า นักการฑูตในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอาจจะมีภารกิจน้อยกว่าหรือไม่เร่งรีบ พวกเขาก็เลยไม่ต้องฝ่าฝืนกฎจราจร ใบสั่งจึงมีไม่มาก ข้อมูลที่ถูกต้องก็คือ พวกเขาได้รับใบสั่งจำนวนไม่มากก็จริง แต่เมื่อได้รับใบสั่ง พวกเขาเลือกที่จะไปจ่ายค่าปรับ ซึ่งเท่ากับว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่ไม่มีสิทธิพิเศษมักจะเลือกที่จะเคารพกฎหมาย และยอมรับบทลงโทษเมื่อกระทำผิดมากกว่าคนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีสิทธิพิเศษ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การศึกษาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ร่วมกับปัจจัยด้านอื่นๆ ของแต่ละประเทศและดัชนีการคอรัปชั่น ซึ่งแสดงผลได้ในตารางที่ ๑ จะเห็นว่า ประเทศที่มีค่าดัชนีคอรัปชั่นสูงจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png" alt="" title="corruption1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ยังสนใจต่อด้วยว่าเมื่อนักการฑูตเหล่านี้อยู่ในนิวยอร์คนานขึ้น พวกเขาจะปรับตัวเข้ากับกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ของนิวยอร์คที่มีคอรัปชั่นน้อย หรือจะยังคงเคยชินกับการใช้อภิสิทธิ์และเชี่ยวชาญมากขึ้นในการหาช่องว่างของกฎหมาย ผลการประมาณค่าจากข้อมูลของนักการฑูตรายบุคคลออกมาตามตารางที่ ๒ พบว่ายิ่งนักการทูตอยู่ที่นิวยอร์คนานขึ้น พวกเขากลับจะยิ่งมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับมากขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า วัฒนธรรมที่ติดตัวมาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่หรือกฎหมายใหม่ พวกเขาก็ยังคงพร้อมจะใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน เมื่อพิจารณาเวลาที่พวกเขาอยู่ในนิวยอร์คแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption2/" rel="attachment wp-att-5011"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption2.png" alt="" title="Corruption2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของนิวยอร์คประสบกับแรงต้านอย่างหนัก เพราะการฝ่าฝืนกฎจราจรของนักการฑูตเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันในแบบที่สังคมอเมริกันไม่อาจยอมรับได้ รัฐบาลนิวยอร์คจึงแก้เผ็ดนักการฑูตที่ไม่จ่ายค่าปรับโดยการหักเงินค่าปรับออกจากเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ลักษณะการจอดรถของนักการฑูตที่มักก่อให้เกิดปัญหา (<a href="http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?115240-Putin-advance-party-tries-to-use-counterfeit-money" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg" alt="" title="800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริง การเรียกเก็บค่าปรับจากการจอดรถผิดกฎจราจรมันมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาล แต่มันก็ได้สร้างความอับอาย หรืออย่างน้อยก็เป็นการฟ้องให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้รับรู้</p>
<p>ผลที่ตามมาดีเกินคาดคือ จำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณรวมๆ แล้ว 1000 ใบต่อเดือน เหลือแค่ประมาณ 70 ใบต่อเดือนเท่านั้น ตามภาพที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนใบสั่งต่อเดือน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption4/" rel="attachment wp-att-5013"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption4.png" alt="" title="Corruption4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Fisman and Miguel (2006) สนใจประเด็นนี้มาก เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ดูจะได้ผลดีทีเดียว พวกเขาจึงนำเอาข้อมูลภายหลังจากที่รัฐบาลนิวยอร์คบังคับใช้กฎนี้มาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินอีกครั้งหลังการบังคับเรียกเก็บจากเงินช่วยเหลือ ผลที่ได้เป็นตามตารางที่ ๓ ซึ่งแม้ว่าค่าดัชนีคอรัปชั่นจะยังคงมีผลต่อจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระ แต่ก็ลดลงอย่างมาก </p>
<p>จากการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ในกรณีที่ประเทศมีระดับการคอรัปชั่นกลางๆ ค่อนข้างสูง (ค่า CPI ประมาณ 4) จะเท่ากับว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพลดการคอรัปชั่นลงไปได้ e<sup>(1-0.3)(4)</sup> &#8211; 1 = 94% เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ภายหลังการใช้บังคับกฎใหม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption3/" rel="attachment wp-att-5012"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption3.png" alt="" title="Corruption3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่น นั่นหมายความว่าพวเขามีนิสัยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน แม้จะมาอยู่ในสถานที่ที่มีกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ พวกเขาจะยังคงเคยชินกับการใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนเช่นเดิม แถมยังมีการปรับตัวจนสามารถคอรัปชั่นได้มากขึ้นในวัฒนธรรมใหม่เสียอีก</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งก็ยังคงเป็นหัวใจในการต่อต้านการคอรัปชั่น โดยสามารถลดระดับการคอรัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่อาจทำให้คอรัปชั่นหมดไปได้โดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะคอรัปชั่นฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งหลายประการ โดยเฉพาะจากนักสังคมศาสตร์ เนื่องจากเป็นการมองเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ด้วยวิธีมองที่ต่างออกไปในการวิเคราะห์ปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งน่าจะทำให้งานวิจัยจำนวนมากได้ประโยชน์ในอนาคต แต่ความยากในความเป็นจริงคงอยู่ที่ว่า แม้กฎหมายจะลดระดับคอรัปชั่นได้มาก แต่คนที่คอรัปชั่นก็มักเป็นผู้ควบคุมกฎหมายด้วยเนี่ยสิ &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Raymond Fisman &#038; Edward Miguel, 2006. &#8220;Cultures of Corruption: Evidence From Diplomatic Parking Tickets,&#8221; NBER Working Papers 12312, National Bureau of Economic Research.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.quirkycottages.com/Editor/assets/parking%20area%20sign.png">here</a>, rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing and Mini car image from <a href="http://pixabay.com/en/photos/get_image/34326/?t=1355604448&#038;c=f458bc022ebda3497191&#038;ext=png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะไรจะเกิดขึ้น หากผู้นำประเทศถูก&#8221;ลอบสังหาร&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Aug 2012 06:25:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4787</guid>
		<description><![CDATA[สาขารัฐศาสตร์ทำการศึกษาเรื่องการลอบสังหารผู้นำมาเป็นจำนวนมาก แต่มักเป็นแบบกรณีศึกษา หากวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นวิถีทางที่ถนัดของนักเศรษฐศาสตร์ ผลที่ออกมาจะบอกเราได้ว่า ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของการลอบสังหารจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. ารลอบสังหาร (Assassination) ผู้นำประเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Julius Caesar, Abraham Lincoln, John F.Kennedy, Yitzhak Rabin และคนอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีการลอบสังหารที่ไม่สำเร็จอีก เช่น ในปี 1939 Hitler ออกจากโรงเบียร์ที่ Munich ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นเพียง 13 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้เขารอดตายไปได้ ที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติบอกเราว่า ตั้งแต่ 1950 เป็นต้นมา จะมีการลอบสังหารผู้นำประเทศประมาณสองคนในทุกๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>สาขารัฐศาสตร์ทำการศึกษาเรื่องการลอบสังหารผู้นำมาเป็นจำนวนมาก แต่มักเป็นแบบกรณีศึกษา หากวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นวิถีทางที่ถนัดของนักเศรษฐศาสตร์ ผลที่ออกมาจะบอกเราได้ว่า ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของการลอบสังหารจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่</p>
<p><span id="more-4787"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารลอบสังหาร (Assassination) ผู้นำประเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Julius Caesar, Abraham Lincoln, John F.Kennedy, Yitzhak Rabin และคนอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีการลอบสังหารที่ไม่สำเร็จอีก เช่น ในปี 1939 Hitler ออกจากโรงเบียร์ที่ Munich ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นเพียง 13 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้เขารอดตายไปได้ ที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติบอกเราว่า ตั้งแต่ 1950 เป็นต้นมา <strong>จะมีการลอบสังหารผู้นำประเทศประมาณสองคนในทุกๆ 3 ปี</strong></p>
<p>Benjamin Disraeli (1965) เคยกล่าวภายหลังการเสียชีวิตของ Abraham Lincoln ไว้ว่า &#8220;การลอบสังหารไม่มีวันจะทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปได้&#8221; แม้คำพูดนี้จะดูกินใจ แต่มันนำมาสู่คำถามสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ว่า ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกันแน่ แม้ว่าการศึกษาในทางรัฐศาสตร์ที่เป็นกรณีๆ ไปจะมีอยู่จำนวนมาก แต่การศึกษาด้วยชุดข้อมูลตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์ยังแทบไม่มีให้เห็น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานการณ์การเสียชีวิตของ Julius Caesar&#8221; (<a href="http://images.wikia.com/assassinscreed/images/f/f0/Assassination_of_Julius_Caesar.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Assassination_of_Julius_Caesar.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Assassination_of_Julius_Caesar.jpeg" alt="" title="Assassination_of_Julius_Caesar" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในบทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอผนวกเอาบทความวิชาการสองชิ้นเข้าด้วยกัน บทความแรกศึกษาผลกระทบของการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบันและโอกาสเกิดสงคราม กับบทความที่สองว่าด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองบทความใช้วิธีการศึกษาแบบเดียวกัน</p>
<p>บทความแรกของ Jones and Olken (2007) ใช้ข้อมูลปี 1875 &#8211; 2004 จากความพยายามลอบสังหาร 298 ครั้ง และทำได้สำเร็จ 59 ครั้ง โดยแบบจำลองของเขาใช้การลอบสังหารที่ไม่สำเร็จเป็นตัวแปรควบคุม (Controls) (เนื่องจากการลอบสังหารเกิดขึ้นแล้ว บทความจึงมุ่งไปที่การเปรียบเทียบผลของการลอบสังหารสำเร็จและไม่สำเร็จ ไม่ใช่การเปรียบเทียบระหว่างมีหรือไม่มีการลอบสังหาร) นอกจากนี้ คำว่าผู้นำประเทศจะหมายถึงตัวผู้นำสูงสุดของประเทศนั้นๆ เท่านั้น ไม่รวมถึงผู้นำระดับสูงอื่นๆ เช่น รัฐมนตรี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานการณ์การลอบสังหาร Abraham Lincoln&#8221; (<a href="http://www-acad.sheridanc.on.ca/APPL27670/melosas/images/shot.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/shot.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/shot.png" alt="" title="shot" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตัวแปรที่ใช้วัดสถาบันมีสองตัว ตัวแปรแรกเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยวัดจากระบอบการปกครอง ซึ่ง 1 คือประชาธิปไตย และ 0 คือระบอบเผด็จการ (Autocracy) ใช้ข้อมูล POLITY2 และตัวแปรที่สองเป็นสัดส่วนของผู้นำประเทศที่มาตามวิถีทางปกติ(ตามกฎหมาย) (Regular Change) กับวิถีทางที่ไม่ปกติ(เช่น การรัฐประหาร) (Irregular Change) โดยใช้ข้อมูล Archigos ขณะที่ตัวแปรที่ใช้วัดสงครามมีสองตัวเช่นกันคือ ตัวแปรหุ่นจากฐานข้อมูล Correlates of War ที่จะนับความเป็นสงครามเมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,000 คน และตัวแปรหุ่นจากฐานข้อมูล PRIO ที่จะนับว่าเป็นความขัดแย้ง (Conflict) (ถือเป็นสงครามอย่างอ่อนๆ) (Moderate War) เมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 25 คน และนับเป็นสงคราม (Intense War) เมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,000 คน</p>
<p>ข้อมูลพื้นฐานในตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า อาวุธหลักที่ใช้ในการลอบสังหารผู้นำคือ ปืน (55%) รองลงมาคืออุปกรณ์จำพวกระเบิด (31%) โดยปืนจะมีโอกาสลอบสังหารสำเร็จ 30% ขณะที่ระเบิดมีโอกาสเพียง 7% เท่านั้น และส่วนใหญ่การลอบสังหารจะเกิดขึ้นในประเทศตัวเองมากกว่าจะเกิดในต่างประเทศ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณนาของการลอบสังหารผู้นำ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-1.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การประมาณค่าผลกระทบของการลอบสังหาร อยู่ภายใต้ข้อสมมติสำคัญที่ว่า ความสำเร็จของการลอบสังหารเป็นแบบสุ่ม ดังนั้น ประเทศที่มีการลอบสังหารไม่สำเร็จ จะเป็นตัวควบคุม (Controls) ผลของการลอบสังหารสำเร็จ (Treatments) รูปแบบสมการที่ใช้ในการประมาณค่าคือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=y_i%20%3D%20%5Cbeta%5C%20SUCCESS_i%20%2B%20%5Cdelta%20X_i%20%2B%20%5Cvarepsilon_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='y_i = \beta\ SUCCESS_i + \delta X_i + \varepsilon_i' title='y_i = \beta\ SUCCESS_i + \delta X_i + \varepsilon_i' class='latex' /> และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta%20%3D%20E%5By%5Cmid%20SUCCESS_i%3D1%2CX%5D%20-%20%20E%5By%5Cmid%20SUCCESS_i%3D0%2CX%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta = E[y\mid SUCCESS_i=1,X] -  E[y\mid SUCCESS_i=0,X]' title='\beta = E[y\mid SUCCESS_i=1,X] -  E[y\mid SUCCESS_i=0,X]' class='latex' /> ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อตัวแปร y ในกรณีที่ลอบสังหารสำเร็จหรือไม่สำเร็จ</p>
<p>ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบันแสดงได้ตามตารางที่ ๒ Panel A พิจารณารวมกันทั้งประเทศที่เป็นเผด็จการและประชาธิปไตย คอลัมน์ที่ 1 แสดงให้เห็นว่า หากการลอบสังหารผู้นำสำเร็จ จะมีโอกาสที่ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไป คอลัมน์ที่ 2 พิจารณาเพิ่มเติมถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลง และพบว่าการลอบสังหารผู้นำสำเร็จมีแนวโน้มที่จะทำให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สอดคล้องกับผลที่ได้ในคอลัมน์ 3 ที่พบว่า การลอบสังหารผู้นำสำเร็จจะทำให้ประเทศมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบการเปลี่ยนผู้นำให้เป็นไปตามวิถีทางปกติ(ตามกฎหมาย)มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่ใน Panel B แยกพิจารณาผลของประเทศที่เป็นเผด็จการและประชาธิปไตยออกจากกัน ทั้งคอลัมน์ 2 และ 3 ชี้ให้เห็นว่า การลอบสังหารผู้นำที่สำเร็จนั้น มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากประเทศที่มีระบอบเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย แต่กลับไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกับกรณีที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-2.png" alt="" title="Untitled-2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อโอกาสในการเกิดสงครามแสดงได้ตามตารางที่ ๓ คอลัมน์แรกใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1875-2002 และคอลัมน์ที่สองใช้ข้อมูลหลังสงครามโลกช่วง 1946-2002 พบว่า ความสำเร็จของการลอบสังหารผู้นำมีผลไม่ชัดเจนนักต่อโอกาสการเกิดสงคราม แต่เมื่อพิจารณาในคอลัมน์ที่สาม ซึ่งใช้ข้อมูลช่วง 1946-2002 และจำแนกระดับของสงครามออกเป็นความรุนแรงระดับกลาง (จำนวนผู้เสียชีวิต 26-999 คน) กับระดับสูง (จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน) โดยพบว่าความสำเร็จจากการลอบสังหารผู้นำจะมีผลต่อการเกิดความขัดแย้ง (สงครามอย่างอ่อน) แต่ไม่ถึงขั้นเกิดสงครามขั้นรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อโอกาสเกิดสงคราม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-3.png" alt="" title="Untitled-3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากผลกระทบที่มีต่อสถาบันและสงครามแล้ว Gilbert, Sylwester and Gao (2011) ใช้วิธีเดียวกันกับ Jones and Olken (2007) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากแหล่งข้อมูลสองแหล่งคือ Penn World กับ Maddison และพิจารณาส่วนต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=GAP%20%3D%20growth_%7Bafter%7D%20-%20growth_%7Bbefore%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='GAP = growth_{after} - growth_{before}' title='GAP = growth_{after} - growth_{before}' class='latex' /> ทั้งแบบเส้นตรง และแบบกำลังสอง เพื่อตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่โดยไม่สนใจทิศทางว่าอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p>ผลการประมาณค่า แสดงได้ตามตารางที่ ๔ ซึ่งพบว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจาก Penn World หรือ Maddison และไม่ว่าจะเป็นตัวแปรแบบเส้นตรงหรือกำลังสอง ความสำเร็จในการลอบสังหารผู้นำก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างไปจากกรณีที่ลอบสังหารไม่สำเร็จ นั่นหมายถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอ่อนไหวต่อสถานการณ์ลอบสังหาร แต่ชัดเจนว่าไม่อ่อนไหวต่อความสำเร็จของการลอบสังหาร</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-4.png" alt="" title="Untitled-4" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของประเด็นการลอบสังหารผู้นำที่มีต่อประเทศนั้นคือ <span style="background-color:#f15a23;">ความสำเร็จของการลอบสังหารมีผลเฉพาะในประเทศเผด็จการ ซึ่งจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดสงคราม ขณะที่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วนั้น ความสำเร็จของการลอบสังหารผู้นำไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่ระบอบเผด็จการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการลอบสังหารผู้นำก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดใดต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ อาจารย์กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ที่แนะนำหัวข้อและบทความที่น่าสนใจของ Jones and Olken ครับ ^^</p>
<p>ที่มา:<br />
- Benjamin F. Jones &#038; Benjamin A. Olken, 2007. &#8220;Hit or Miss? The Effect of Assassinations on Institutions and War,&#8221; NBER Working Papers 13102, National Bureau of Economic Research.<br />
- Scott Gilbert, Kevin Sylwester, and Wei Gao, 2011. &#8220;Leader Assassination and Economic Growth&#8221; Discussion Paper for 2011, Southern Illinois University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.pixlbit.com/media/news/1253.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เสรีภาพทางการเมือง&#8221; หรือ &#8220;เสรีภาพทางเศรษฐกิจ&#8221; อะไรควรมาก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Aug 2012 04:36:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4746</guid>
		<description><![CDATA[เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221; รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221; คำถามที่ตามมาอีกก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p><span id="more-4746"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ร</span>ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221;</p>
<p>รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221;</p>
<p>คำถามที่ตามมาอีกก็คือ &#8220;แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่มีผลสนับสนุนหรือขัดขวางการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization)&#8221; คำตอบของงานวิจัยจำนวนหนึ่งก็คือ การเปิดเสรีทางการเมือง (Political Liberalization) หรือการเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ อันจะกลายเป็นแรงผลักดันของการเปิดเสรีการค้าในเวลาต่อมา ขณะที่ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลประเทศนั้นๆ ตัดสินใจที่จะเปิดเสรีทางการค้าด้วยตัวเอง สถานการณ์ดังกล่าวก็จะกลายเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปิดเสรีทางการเมืองตามมาเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Giavazzi and Tabellini (2005) ตั้งคำถามต่อประเด็นนี้ว่า ถ้าประเทศมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ หรือเสรีทางการเมืองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีผลแตกต่างกันหรือไม่ รวมทั้งจะมีผลแตกต่างกันกับกรณีของการเปิดเสรีทั้งสองด้านหรือไม่ นอกจากนี้ คำถามสำคัญของบทความของพวกเขาคือ <strong>ลำดับของการเปิดเสรีมีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่างกันหรือไม่ นั่นคือ ประเทศที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจแล้วตามด้วยการเมือง มีผลเหมือนกันกับประเทศที่เปิดเสรีทางการเมืองแล้วตามด้วยเศรษฐกิจหรือไม่</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การเลือกตั้ง องค์ประกอบหนึ่งของเสรีภาพทางการเมือง&#8221; (<a href="http://thepolitic.org" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg" alt="" title="politics1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตัวแปรหลักในการระบุว่าประเทศนั้นๆ มีการเปิดเสรีจะพิจารณาจาก</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามหลักของ Wacziarg and Welch (2003) เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขใดเลยทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้ ๑) อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของทั้งประเทศสูงกว่า 40% ๒) มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ครอบคลุมมากกว่า 40% ของประเภทสินค้านำเข้า ๓) เป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ๔) ส่วนเกินของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดมีค่ามากกว่า 20% และ ๕) สินค้าส่งออกจำนวนมากถูกควบคุมโดยรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางการเมืองจากการพิจารณาค่า POLITY2 ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยในมิติหลายๆ ด้าน โดยค่านี้จะอยู่ระหว่าง -10 (ไม่เป็นประชาธิปไตย) ไปจนถึง +10 (เป็นประชาธิปไตย) หากประเทศมีค่า POLITY2 เป็นบวกจะนับว่ามีการเปิดเสรีทางการเมือง</p>
<p>การศึกษาใช้ข้อมูล 140 ประเทศในช่วง 1960-2000 มาวิเคราะห์โดยวิธีประมาณค่า difference-in-differences ประเทศที่ไม่มีการเปิดเสรีใดใดเลยเป็นตัวเปรียบเทียบ (Controls) และประเทศที่มีการเปิดเสรีเป็นตัววิเคราะห์ (Treated) แต่เนื่องจากการเปิดเสรีไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั้งหมดจึงต้องอาศัยสมการถดถอยเข้ามาช่วยวิเคราะห์ระหว่างประเทศที่มีการเปิดเสรีและไม่มีการเปิดเสรี</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20y_%7Bit%7D%20%3D%20a_i%20%2B%20b_t%20%2B%20%5Cgamma%20x_%7Bit%7D%20%2B%20%5Cdelta%20reform_%7Bit%7D%20%2B%20e_%7Bit%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' title=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาในส่วนของการเปิดเสรีที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตามตารางที่ ๑ พบว่า การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) ส่งผลให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และหากพิจารณาคอลัมน์ที่ 3 จะพบว่า เศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วง 3 ปี (<em>3y_pre_lib</em>) เป็นตัวขับดันให้เกิดการเปิดเสรี และภายหลังจากเปิดเสรีแล้วอย่างน้อย 4 ปี (<em>4yon_post_lib</em>) จึงจะเห็นผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง ตารางที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า การเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) แม้จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนเท่ากับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาจากค่านัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการเมืองต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อพิจารณาประเทศที่มีการเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เปิดเสรีทั้งสองด้าน และไม่เปิดเสรีเลย โดย <em>dem_1t</em> และ <em>lib_1t</em> สำหรับประเทศที่มีการเปิดเสรีการเมืองหรือเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง <em>dem_2t</em> และ <em>lib_2t</em> สำหรับประเทศที่มีทั้งการเปิดเสรีการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วน <em>lib_after_dem</em> และ <em>dem_after_lib</em> เป็นตัวแปรบอกลำดับก่อนหลังของการเปิดเสรี</p>
<p>ผลการศึกษาในตารางที่ ๓ พบว่า ทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) และการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) จะก่อให้เกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้านเท่านั้น และเมื่อพิจารณาตัวแปรลำดับการเปิดเสรีจะเห็นว่า การเปิดเสรีเศรษฐกิจหลังการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>lib_after_dem</em>) จะลดผลได้ของการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทั้งสองด้านลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองหลังการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>dem_after_lib</em>) ไม่มีผลชัดเจนต่อการลดลงของผลได้จากการเปิดเสรีทั้งสองด้าน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การเมือง และลำดับการเปิดต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png" alt="" title="3_edited-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สาเหตุที่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองให้ผลดีมากกว่าในทางกลับกันก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดการค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก และเมื่อเปิดเสรีทางการเมืองตามมา การค้าก็ยิ่งเพิ่มไปอีก ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองก่อนไม่ได้ทำให้เกิดการค้าที่เพิ่มขึ้นมากนัก สองคือ เมื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและมีการค้าเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อเปิดเสรีทางการเมืองจะได้คุณภาพของประชาธิปไตยที่ดี ขณะที่หากเปิดเสรีการเมืองก่อน คุณภาพประชาธิปไตยจะไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากประชาชนยังคงมีข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจอยู่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเปิดเสรีทางการเมืองนั้นจะให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้าน การเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะให้ผลที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองจะให้ผลดีกว่าในทางกลับกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ลองพิจารณา ประเทศรัสเซียและจีนที่ต่างก็เคยปิดประเทศมาก่อนทั้งคู่ รัสเซียเลือกที่จะเปิดเสรีทางการเมืองก่อน โดยเริ่มพัฒนาไปเป็นประชาธิปไตย จากนั้นก็เปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามมา แนวทางนี้ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่ง่าย (Easy Way) แต่ผลได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับไม่ชัดเจน ขณะที่จีนเลือกที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยการเปิดการค้าก่อน ทั้งที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ยาก (Hard Way) จากนั้นจึงค่อยๆ ให้เสรีภาพทางการเมืองตามมา ซึ่งนับว่าให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่ากรณีของรัสเซียมากทีเดียว</p>
<p>อันที่จริง หากเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ต้องคิดไปไกลก็ได้ ลองนึกถึงประเทศไทยดูว่าเราเปิดเสรีอะไรก่อนกัน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะไม่ไปไหนในตอนนี้ก็อาจจะเกิดจากสาเหตุของลำดับที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Giavazzi, Francesco &#038; Tabellini, Guido, 2005. &#8220;Economic and political liberalizations,&#8221; Journal of Monetary Economics, Elsevier, vol. 52(7), pages 1297-1330, October.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from blogs.worldbank.org</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-23 14:40:32 by W3 Total Cache -->