<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Thailand</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/thailand/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;นิรโทษกรรม&#8221;ส่งเสริมความปรองดองหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2013 01:02:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7185</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว &#8230;&#8230;&#8230;. วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ &#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (ที่มาของภาพ) รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว</p>
<p><span id="more-7185"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (<a href="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201203/27/5302ad78.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/5302ad78.jpg" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา</p>
<p>การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีให้เห็นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะหากเรามอง set zero เป็นรูปแบบหนึ่งของการสิ้นสุดเกม (Game Termination) ตามแนวคิดของทฤษฎีเกม แล้วลองพิจารณาว่ารูปแบบการสิ้นสุดของเกมนั้นจะมีผลกับความร่วมมือ (Cooperation) หรือความปรองดองของคนในสังคมหรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Norman and Wallace (2011) ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) เพื่อทำการศึกษารูปแบบของการสิ้นสุดเกมในแบบต่างๆ ว่ามีผลต่อความร่วมมือ(หรือความปรองดอง)ของคนในสังคมหรือไม่ พวกเขาจำแนกรูปแบบการสิ้นสุดของเกมออกเป็นสี่แบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>finite horizon คือเกมที่ผู้เล่นรู้ว่าเล่นกี่รอบจึงจะจบ (ในการทดลองนี้เล่น 22 รอบ)</li>
<li>unknown horizon คือเกมที่ผู้เล่นไม่รู้ว่าจะจบที่กี่รอบ (ในการทดลองนี้เล่น 28 รอบ โดยผู้เล่นไม่ทราบจำนวนรอบก่อนเล่น แต่ทราบว่ามากกว่า 22 รอบ)</li>
<li>random-stopping with low probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 1/6</li>
<li>random-stopping with high probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 5/6</li>
</ul>
<p>ขณะที่ความร่วมมือของคนที่มาร่วมการทดลองจะเป็นไปตามผลได้ของเกมนักโทษทั่วไป (Payoff of prisoner&#8217;s Dilemma) ดังตารางที่ ๑ คือถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน (Cooperate) จะได้คะแนนคนละ 800 คะแนน ถ้าทั้งสองฝ่ายละเลย (Defect) จะได้กันคนละ 350 คะแนน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะร่วมมือ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเลือกละเลย ฝ่ายแรกจะได้ 50 คะแนน แต่ฝ่ายหลังจะได้ 1000 คะแนน กุศโลบายของเกมนี้ในการทดลองก็คือมี Nash Equilibrium สองจุดคือร่วมมือทั้งคู่ หรือละเลยทั้งคู่ และยังมีแรงจูงใจให้ละเลยมากกว่าที่จะร่วมมือ เพราะจะได้ผลตอบแทนให้กับตัวเองมากที่สุด</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลตอบแทนของเกมนักโทษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>การทดลองใช้เวลา 45 นาที มีนักเรียนเข้าร่วม 182 คน จัดขึ้นที่ Royal Holloway College (University of London) และ University College London (UCL) ผลตอบแทนที่จ่ายจริงเฉลี่ยคนละ 7.20 ปอนด์ (ได้ไม่เท่ากันแล้วแต่คะแนนที่ได้ของแต่ละคน)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการทดลองแสดงได้ตามตารางที่ ๒ ข้อมูลในแถวแสดงรูปแบบของการจบเกมทั้งสี่แบบ ข้อมูลในแนวหลักแสดงลำดับครั้งที่มีการเล่น และตัวเลขในตารางแสดงถึงจำนวนของคู่ที่มีให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดลองที่วัดจากจำนวนความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ค่าเฉลี่ยของความร่วมมือในแต่ละแบบอยู่ที่ 44.2% 55.0% 55.2% และ 59.1% ตามลำดับ โดยแม้ว่าค่าที่ได้จะต่างกัน แต่ไม่ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Kruskal-Wallis Test, <em>H</em>=1.929, <em>d.f.</em>=3, <em>p</em>=0.587) นั่นหมายความว่ารูปแบบของการจบเกม(เพื่อเริ่มต้นใหม่)ที่ต่างกันไม่มีผลทำให้ระดับความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมต่างกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะจบเกมอย่างไรไม่มีผลทำให้ความปรองดองของคนในสังคมต่างกัน</p>
<p>แล้วการจบที่ส่งผลต่อความร่วมมือไม่ต่างกันนั้น คำถามก็คือความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับกรณีของเกมที่ไม่มีการจบ ประเด็นนี้ Douglas North (นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเกมมีการเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีที่สิ่นสุด (Infinite Repeated Game) สังคมจะมีความร่วมมือกันที่ดีกว่า เช่น คนในชุมชนเดียวกันจะเจอกันซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน ย่อมมีความร่วมมือกันมากกว่าคนในชุมชนที่ไปทำงานนอกพื้นที่และแทบไม่เจอกันในชุมชนเลย</p>
<p>สอดคล้องกับงานของ Norman and Wallace (2011) เองที่ได้ขยายการทดลองออกไปเพื่อดูว่าความยาวของเกมนั้นมีผลต่อความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งข้อค้นพบก็คือเกมที่ยาวขึ้นก็จะมีความร่วมมือกันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความยาวของเกมกับความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png" alt="T3_Exp_Length" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจจากการทดลองนี้คงไม่ใช่ว่าความร่วมมือจะสูงขึ้นหรือลดลง แต่มันอยู่ที่ว่าจะลดลงมากแค่ไหนและเมื่อไหร่ ผลการทดลองพบว่าหากเกมสามารถจบลงได้ (โดยที่ไม่จสำคัญว่าจบแบบไหนและจบเมื่อไหร่) ความร่วมมือของคนในสังคมจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญในทุกรูปแบบของการจบเกม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าความร่วมมือนั้นลดลงจนไม่เหลือความร่วมมือเลยหรือเหลืออยู่น้อยมาก (ค่าเข้าใกล้ศูนย์ในตาราง) นั่นหมายความว่าไม่ว่ารูปแบบของการจบเกมจะเป็นอย่างไร จะทำลายความร่วมมือของคนในสังคมจนหมดไป</p>
<p>สาเหตุที่ความร่วมมือลดลงอย่างมากนั้น เนื่องจากการ set zero จะก่อให้เกิด present-period bias กล่าวคือคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะรีบหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่จะคิดถึงประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เนื่องจากสามารถกำหนดการเริ่มต้นใหม่ได้ เสมอ นี่ยังไม่นับว่าหากคนที่สามารถ set zero ได้เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงด้วยแล้ว การ set zero ก็จะยิ่งส่งเสริมให้การแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่ได้มีประโยชน์ใดใดต่อความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาของ Amnesty International ที่รณรงค์ให้ประชาชนสนใจการลงโทษนักโทษทางการเมือง&#8221; (<a href="http://www.ibelieveinadv.com/2010/06/amnesty-international-beating-execution-rebels/">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/amnesty-international-rebels1.jpg" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ดี นิรโทษกรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสมอไป Orrenius and Zavodny (2012) ชี้ว่าการนิรโทษกรรมให้กับแรงงานที่หลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย(โดยที่พวกเขาไม่ก่ออาชญากรรม)จะทำให้สังคมได้ประโยชน์มากกว่าปล่อยให้ใช้การข่มขู่เพื่อการลงโทษ หรือ Dan Ariely ก็ได้กล่าวถึงการดาวน์โหลดเพลงอย่างผิดกฎหมายว่าหากมีการยกโทษให้คนที่กระทำผิดเช่นนี้ก็อาจมีแรงจูงใจให้พวกเขากลับมาซื้อเพลงที่ถูกกฎหมายบ้าง รวมทั้ง Amnesty International หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากลก็มีความพยายามพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกกักขังในเวลาต่อมา แต่ทั้งสามกรณีก็ไม่ใช่การนิรโทษกรรมให้กับความผิดสาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของบทความก็คือ<span style="background-color:#f15a23;">หากมีการ set zero ได้ ความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะทุกคนก็ต่างจะมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในปัจจุบันให้มากที่สุด แทนที่จะคิดถึงความร่วมมือเพื่อประโยชน์สาธารณะหรืออดทนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต หากจะบอกว่า set zero หรือนิรโทษกรรมเพื่อความปรอองดองของคนในชาติอาจต้องกลับมาคิดใหม่อีกหลายตลบ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เพราะหลังจากรัฐบาลไทยพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม กลับเหมือนว่าคนในชาติจะปรองดองกันมากขึ้นแฮะ เพียงแต่เป็นปรองดองกันต่อต้านกฎหมายที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาด้วยเหตุผลว่าเพื่อความปรองดอง งงดีจัง &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Normann, Hans-Theo &#038; Wallace, Brian, 2011. &#8220;The impact of the termination rule on cooperation in a prisoner&#8217;s dilemma experiment,&#8221; International Journal of Game Theory, August 2012, Volume 41, Issue 3, pp 707-718.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมียฝรั่ง&#8221; มีผลแค่ไหนต่อเศรษฐกิจอีสาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 05:39:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6928</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น] ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ นอกจากนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-6928"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น]</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่สังคมชนบทให้การสนับสนุนลูกหลานของตนเองไปแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหญิงมีญาติที่เคยแต่งงานกับชาวต่างชาติมาแล้ว ก็จะพยายามแนะนําให้ญาติพี่น้องของตนเองได้รู้จักกับญาติของสามีที่เป็นชาวต่างชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงก็ให้การสนับสนุน เพราะมองว่าการแต่งงานดังกล่าวจะช่วยให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี หลังจากที่หญิงไทย(ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)ได้แต่งงาน/สมรสกับชาวต่างชาติแล้ว วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน้อยสองด้านใหญ่ๆ</p>
<p>หนึ่ง ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติมักได้รับการคาดหวังจากสังคมในท้องถิ่นค่อนข้างสูงว่าจะสามารถเป็นผู้นําในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้เป็นจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินเพื่อสร้างวัด สร้างโรงเรียน หรือทําบุญในโอกาสต่างๆ</p>
<p>สอง ด้านเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งได้แต่งงานกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ซึ่งเป็นผลทําให้ตนเองต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงดูบุตรและพ่อแม่ของตนเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้หญิงหลายคนจึงตัดสินใจแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อให้ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองดีขึ้น โดยผู้หญิงเหล่านี้จะโอนเงินกลับมาให้กับทางบ้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 9,600 บาท</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพโฆษณาชักชวนการมีคู่แต่งงานของคนไทยกับชาวตะวันตก&#8221; (<a href="http://www.pattayadailynews.com/th/wp-content/uploads/2011/05/85.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/85.jpg" alt="85" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และญาติพี่น้องในประเทศไทยเป็นประจําปีละครั้ง มีระยะเวลาพักอยู่ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่คู่สมรสพักอาศัยในประเทศไทยก็ได้มีการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว โดยมักเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปมากที่สุด ได้แก่ พัทยา ภูเก็ตและเชียงใหม่ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 126,000 บาทต่อครอบครัว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวที่ว่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของภาคอีสานในสาขาการผลิตใดและเป็นมูลค่าเท่าไหร่</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือตั้งถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อรายได้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการวิเคราะห์อาศัยแบบจําลองปัจจัยการผลิต–ผลผลิต (Input-Output Table)</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการปรับปรุงตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิตของประเทศไทย ด้วยการตัดทอนสาขาเศรษฐกิจที่ไม่มีการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกไปให้เหลือเพียง 16 สาขาเศรษฐกิจ จากนั้นทำการรวมสาขาเศรษฐกิจบางสาขาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เหลือสาขาเศรษฐกิจที่ต้องการจะศึกษาเพียง 16 สาขาเป็นแบบจําลองปัจจัยการผลิต-ผลผลิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Cross- Industry Location Quotient (SLQ)</p>
<p>อุปสงค์ขั้นสุดท้ายที่นำมาใช้ในการคํานวณคือ ค่าใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าพาหนะเดินทางไปที่ต่างๆ ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเมื่อจำแนกไปเป็นสาขาเศรษฐกิจตามตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะได้ดังตารางท่ี ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ตารางแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กระทบต่อสาขาเศรษฐกิจต่างๆ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-1.png" alt="cross culture 1" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาโดยใช้ปัจจัยการผลิต-ผลผลิต พบว่า <span style="background-color:#f15a23;">การใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาตินั้นเป็นผลทําให้ผลผลิตมวลรวมของภาคอีสานในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 8,666 ล้านบาท โดยสาขาเศรษฐกิจที่เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวม มากที่สุด 5 สาขาแรก ได้แก่ 1. สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2. สาขาตัวกลางทางการเงิน 3. สาขาการขนส่ง สถานท่ีเก็บสินค้าและการคมนาคม 4. สาขาการโรงแรมและภัตตาคาร 5. สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล ตามตารางที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ตารางแสดงผลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติต่อรายได้ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Cross-culture-2.png" alt="Cross culture 2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>นอกจากผลกระทบทางตรง (Direct Effect) ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว วิไลวรรณ (2551) ยังพิจารณาถึงผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากผู้ผลิตในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ และผลกระทบชักนํา (Induced Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากแรงงานในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ ด้วย โดยความต้องการในสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นทางตรงยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งรายได้และผลผลิตอีกรอบเป็นจํานวน 355,210 และ 982,726 ล้านบาท ตามลําดับ ส่วนผลกระทบชักนําเนื่องจากการที่แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นและนํารายได้จํานวนดังกล่าวมาใช้จ่ายมากขึ้นนั้น พบว่าเกิดผลต่อรายได้เพิ่มขึ้น 2,377 ล้านบาท และความต้องการในผลผลิตเพิ่มขึ้น 3,901 ล้านบาท ตามตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ตารางรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-3.png" alt="cross culture 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การสมรสข้ามวัฒนธรรมของผู้หญิงไทยในเขตภาคอีสานนั้นส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงและต่อเนื่องไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ด้วยมูลค่าที่สูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท</span> แม้ว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว แต่หัวข้อและวิธีคิดน่าจะทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้นำไปประยุกต์ใช้และคิดต่อจากการวิเคราะห์ของบทความนี้ได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: วิไลวรรณ เที่ยงตรง (2551) &#8220;ผลกระทบของคู่สมรสชาวต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจอีสาน&#8221; มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม &#8211; เมษายน 2551.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://img2.imagesbn.com/p/9789881900265_p0_v1_s260x420.JPG">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์)ในการ&#8220;บริจาค&#8221;(หรือทำบุญ)</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jan 2013 05:28:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6776</guid>
		<description><![CDATA[การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง</p>
<p><span id="more-6776"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค</p>
<p>การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร</p>
<p>พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad Giving Habit) และ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำพฤติกรรมที่ว่ามาปรับให้เข้ากับสังคมไทยเป็น ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการบริจาค ทั้งเงินหรือสิ่งของ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๑: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่มีต้นทุนการบริหารจัดการและจัดหาทุนต่ำ</p>
<p>คนที่ตัดสินใจบริจาคมักจะสนใจแค่ว่า &#8220;ถ้าฉันบริจาคไป 100 บาทจะถูกนำไปใช้จริงกี่บาท(หลังหักต้นทุน)&#8221; โดยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่านั้น แต่อันที่จริงต้นทุนของแต่ละมูลนิธิกลับไม่ได้ให้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้เงินบริจาค มูลนิธิสองแห่งที่มีต้นทุนไม่เท่ากันอาจจะมาจากประเภทของการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจน กับมูลนิธิเพื่อรณรงค์ลดการทารุณสัตว์ป่า หรือแม้แต่เป็นมูลนิธิที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันก็ยังอาจมีต้นทุนไม่เท่ากันอยู่ดี เพราะขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนเหมือนกัน แต่ต้นทุนจะต่างกันตามระดับการศึกษา สถานที่อยู่ของเด็ก หรือรายจ่ายที่ครอบคลุมให้เด็ก (ค่าเทอมเฉยๆ หรือค่ากินอยู่ด้วย) เป็นต้น</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๒: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่ยอมให้เราระบุได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร</p>
<p>องค์กรการกุศลบางแห่งเสนอทางเลือกให้คุณสามารถระบุได้ว่า เงินที่คุณบริจาคนั้นจะให้เขาเอาไปทำอะไร แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้คุณเห็นภาพการใช้เงินบริจาคของคุณได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ที่จริงแล้ว มูลนิธิน่าจะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินของตัวเองได้ดีกว่า หากเงินบริจาคมีความยืดหยุ่นและไม่มีข้อจำกัดว่าต้องนำไปใช้อะไร ทั้งนี้ยังไม่นับว่ามูลนิธิอาจจะเอาเงินของคุณไปรวมๆ กันแล้วใช้จ่ายตามปกติลับหลังโดยไม่ให้คุณรู้</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๓: คนเรามักจะรู้สึกว่่าได้แสดงความรักอันยิ่งใหญ่หากบริจาคให้กับมูลนิธิหลายๆ แห่งในคราวเดียวกัน</p>
<p>การดำเนินงานของมูลนิธิแต่ละแห่งมีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs) ในการจัดหาและใช้เงินบริจาค ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมูลนิธินั้นๆ และก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้บริจาคด้วย เช่น ต้นทุนการส่งข่าวสารหรือจดหมายรายเดือนให้กับผู้บริจาคแต่ละคน เป็นต้น ไม่ว่าคนๆ หนึ่งจะบริจาคมากหรือน้อยก็ตาม ต้นทุนธุรกรรมต่อผู้บริจาคหนึ่งคนจะคงที่ เพราะต้องส่งจดหมายรายเดือนเหมือนกัน นั่นหมายความว่า สัดส่วนของต้นทุนธุรกรรมต่อจำนวนเงินบริจาคจะสูงกว่า หากเงินบริจาคมีมูลค่าน้อยกว่า การที่ผู้บริจาคกระจายเงินของตัวเองออกไปให้กับหลายๆ มูลนิธิก็เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนต่อหน่วยให้กับแต่ละมูลนิธิ และเพิ่มต้นทุนรวมให้กับสังคมด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๔: คนเรามักจะหลอกตัวเองว่าผู้รับอยากได้ในสิ่งที่เราอยากให้</p>
<p>เรามักจะให้คุณค่าและความสำคัญมากกว่ากับสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเรา เวลาที่เราบริจาคอะไรก็ตาม เราก็มักบริจาคสิ่งที่เราอยากจะให้มากกว่าที่จะสนใจว่าทางผู้รับหรือมูลนิธิต้องการอะไร หลายคนก็มักลงเอยที่ตามความสะดวกของตัวเอง (ตามแต่จะหาได้) แต่บางคนก็มีความตั้งใจจริงๆ ที่จะซื้อของอย่างที่คิดว่าดี ทั้งที่จริงแล้ว มูลนิธิจะมีความต้องการของไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทางที่ดีหากเป็นไปได้ การติดต่อมูลนิธิล่วงหน้าว่าเขาอยากได้อะไรคงเป็นวิธีที่ดีกว่า</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๕: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่เป็นที่ประสบความเร็จทางการตลาด มากกว่าจะสนใจว่ามูลนิธินั้นทำงานดีขนาดไหน</p>
<p>เวลาที่คนเรานึกถึงสถานที่ที่จะไปทำบุญ มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ ก็จะเป็นที่รู้จักและจะยิ่งมีคนบริจาคมากขึ้นไปอีก ขณะที่มูลนิธิ(หรือวัด)ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับเงินบริจาคอย่างเพียงพอต่อไป หากมองให้ลึกลงไป มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ มักจะเป็นมูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีตำแหน่ง (Position) ทางการตลาดชัดเจน เช่น ปีเกิดต่างๆ จะต้องสะเดาะเคราะห์ที่วัดนั้นวัดนี้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริจาคไปแล้วและคนที่บริจาคเองก็สบายใจ แต่กลับแทบไม่มีคนที่สนใจเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้เงินของมูลนิธินั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ของเตรียมบริจาค&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/47645.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/01/47645.jpg" alt="47645" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปแบบสั้นมากๆ ก็คือ ถ้าเราอ่านรีวิว หาข้อมูล หรือทำการบ้านก่อนจะไปบริจาค ว่าบริจาคที่ไหนดี และสถานที่นั้นๆ ต้องการอะไรให้เหมือนกับเวลาที่เราจะออกไปซื้อของอะไรสักอย่างหนึ่งก็คงจะดี นอกจากนี้ หากมีเวลา ติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิกับการใช้เงินบริจาคของเราก็คงจะดีเช่นกัน</p>
<p>แน่นอนว่าข้อควรคำนึงทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจทำให้เราได้คิด ได้เรียนรู้ในอีกบางด้านที่อาจมองข้ามไปในเวลาที่ไปบริจาคหรือทำบุญ นอกจากนี้ ข้อคำนึงที่กล่าวมาทั้งหมดอาจปรับให้ใช้ได้กับมูลนิธิ องค์กรการกุศล วัด โบสถ์หรือมัสยิดต่างๆ ได้เช่นกัน ต่อไปนี้เราจะได้ทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพกันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: DEAN KARLAN, An Economist’s Guide to Year-End Charitable Giving, available at <a href="http://www.freakonomics.com/2012/12/28/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/">Freakonomics</a> (December 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.toptenthailand.com/images/rank/r_12238.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โครงสร้างรัฐบาล&#8221;แบบไหนจูงใจให้เกิดรัฐประหาร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Nov 2012 05:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5618</guid>
		<description><![CDATA[กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ &#8230;&#8230;&#8230;. อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ</p>
<p><span id="more-5618"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ข้</span>อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น</p>
<p>งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือประสิทธิภาพของรัฐ ล้วนแต่ไม่มีผลต่อการเกิดรัฐประหารทั้งสิ้น ขณะที่งานวิจัยอีกกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่งก็พยายามชี้ให้เห็นว่า สาเหตุของการเกิดรัฐประหารนั้นมีความสัมพันธ์กับงบประมาณทางการทหาร (ดู<a href=" http://setthasat.com/2012/05/20/loyalty-for-sale/">อะไรคือ “ราคา”ของการ(ไม่ถูก)ยึดอำนาจ?</a>) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการตัดสินใจทำรัฐประหารกระทำโดยคนส่วนน้อยของสังคม เช่น ชนชั้นนำ (Elites) หรือกองทัพ (Military) จึงไม่ได้มีปัจจัยเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสถาบันที่ส่งผลกับคนส่วนใหญ่ของสังคม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การรัฐประหารและยึดอำนาจโดยรัฐบาลทหารในประเทศ Mali&#8221; (<a href="http://www.abc.net.au/news/linkableblob/3909462/data/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/attachment/5703/" rel="attachment wp-att-5703"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" alt="" title="-" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Jia and Liang (2012) ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า เพราะอะไรบางประเทศจึงเกิด(หรือพยายามจะก่อ)การรัฐประหารบ่อยกว่าในบางประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่ความแตกต่างของ &#8220;โครงสร้างของรัฐบาล&#8221; (Government Structure) ซึ่งในที่นี้ พวกเขาหมายถึงความแตกต่างในเรื่องของการกระจายอำนาจ (Decentralization) ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดรัฐประหารหรือไม่</p>
<p>แบบจำลองของ Jia and Liang (2012) มีผู้เล่น (Players) 3 ราย ได้แก่ รัฐบาลกลาง (Central Government; C) รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government; L) (เช่น เทศบาล อบจ. หรือ อบต.) และกองทัพ (Army; A) งบประมาณของรัฐจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลที่มีโครงสร้างสองระดับ (Two-Layer Government) คือรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยกำหนดให้รัฐบาลทั้งสองระดับถือครองงบประมาณในสัดส่วน s และ (1-s) ตามลำดับ จากมูลค่างบประมาณที่มีทั้งหมด (Y) พูดอีกอย่าง s ก็คืออำนาจโดยเปรียบเทียบ (Relative Power) จากการกระจายอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นนั่นเอง โดยถ้า s มีค่ามาก หมายความว่า รัฐบาลมีการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมาก ขณะที่ถ้า s มีค่าน้อย ก็จะหมายความว่า รัฐบาลมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมาก</p>
<p>ทฤษฎีเกม (Game Theory) สามารถนำมาใช้วิเคราะห์กระบวนการรัฐประหารได้ โดยสามารถเขียนเป็นแผนภาพเกม (Game Tree) ได้ตามรูปที่ ๑ แกนนอนคือระยะเวลา ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ [1, 2, 3] ในช่วงที่ 1 กองทัพ (A) จะเลือกระหว่างการทำรัฐประหาร (coup) กับอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลางต่อไป (subordination) ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น (Peace) แต่หากเป็นทางเลือกแรก การทำรัฐประหารจะมีโอกาสเกิดสองทางคือ ล้มเหลว (fail) ซึ่งรัฐบาลกลางจะดำรงอยู่ต่อไป (Central government remains) กับสำเร็จ (succeed) ซึ่งกองทัพต้องไปต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่น (Local government negotiates with Army) อีกต่อหนึ่ง ถ้าต่อรองสำเร็จ สถานการณ์ก็จะกลับสู่ปกติ (Peace) แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะนำไปสู่สงคราม(กลางเมือง) (war) (ภายใต้การสนับสนุน(ลับๆ)ของรัฐบาลท้องถิ่น)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ แผนผังต้นไม้ในกระบวนการตัดสินใจทำรัฐประหาร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-1/" rel="attachment wp-att-5704"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-1.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เพื่อที่จะตอบคำถามถึงโอกาสเกิดการรัฐประหารที่ต่างกันโดยใช้ทฤษฎีเกมนั้นสามารถทำได้โดย Backward Induction เพื่อหา Sub-game Perfect Nash Equilibrium จากช่วงเวลาที่ 3 ย้อนกลับมาหาคำตอบที่ต้องการในช่วงเวลาที่ 1</p>
<p><strong>เริ่มต้นจากช่วงเวลาที่ 3</strong> เมื่อสงคราม(กลางเมือง)เกิดขึ้น ทั้งกองทัพและรัฐบาลท้องถิ่นจะใช้งบประมาณที่ตนเองมีอยู่ในมือไปเพื่อการทำสงคราม (x&#8217;<sub>A</sub>, x<sub>L</sub>) ผลได้ของผู้ชนะในสงครามก็คืองบประมาณที่เหลืออยู่หลังจากที่แต่ละฝ่ายใช้ไปเพื่อการสงครามแล้ว (Y-x&#8217;<sub>A</sub>-x<sub>L</sub>)</p>
<p>กองทัพ (A) จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x&#8217;<sub>A</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุด<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx%27_A%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /><br />
เช่นเดียวกับ รัฐบาลท้องถิ่น (L) ที่จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x<sub>L</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุดเช่นกัน<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_L%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากทั้งสองสมการเป็นสมมาตร (Symmetric) และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อการสงครามได้มากกว่างบประมาณที่พวกเขามีอยู่ (Interior Solutions) ผลลัพธ์จากการคำนวณหาค่าสูงสุดจะได้ความน่าจะเป็นที่แต่ละฝ่ายจะชนะในสงคราม (Winning Probability) และผลได้ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Payoff) แสดงได้ตามลำดับ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x%27_A%3Dx_L%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' title='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' class='latex' /><br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%5Cpi_i%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E\pi_i=\frac{Y}{4}' title='E\pi_i=\frac{Y}{4}' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากข้อจำกัด (Constraint) ของแต่ละฝ่ายก็คืิอจะไม่ลงทุนเพื่อสงครามเกินกว่าทรัพยากรที่ตนเองมี<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D%5Cleq%5Ctext%7Bmin%7D%5C%7B%281-s%29Y%2CsY%5C%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' title='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' class='latex' /><br />
ดังนั้น การตัดสินใจก่อสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับรัฐบาลท้องถิ่นจะอยู่ในช่วง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> เพราะถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก แม้กองทัพจะยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางแล้วก็มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นในสงครามกลางเมืองได้ ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก เมื่อกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางได้ รัฐบาลท้องถิ่นย่อมไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะต่อสู้ในสงครามกลางเมืองได้ กล่าวคือ ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชัดเจนในสงครามกลางเมือง หากการกระจายอำนาจเอียงข้างไปสุดขั้วของด้านใดด้านหนึ่งของการกระจายอำนาจ</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 2</strong> เป็นช่วงของการต่อรองระหว่างคณะรัฐประหารกับรัฐบาลท้องถิ่น โดยถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> สันติสุขจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะคณะรัฐประหารจะยอมผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> คณะรัฐประหารซึ่งมีงบประมาณมากกว่าจะกุมอำนาจเหนือรัฐบาลท้องถิ่นไปโดยปริยาย พื้นที่ตรงกลาง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> จึงเป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างสองกลุ่ม โดยฝ่ายใดจะมีอำนาจต่อรองมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับว่าค่า s เข้าใกล้ด้านใดมากกว่ากัน ภายใต้การต่อรองที่เกิดขึ้น ผลได้ที่กองทัพจะได้รับคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20%20%20%20V%20%3D%20%5Cleft%5C%7B%20%20%20%20%20%5Cbegin%7Barray%7D%7Bl%20l%7D%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%20%20sY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cin%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5D%5C%5C%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%5Cend%7Barray%7D%20%5Cright.%20%20&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' title='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' class='latex' /></p>
<p>รูปที่ ๒ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพ (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายอำนาจของประเทศด้วย โดยถ้าประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจมาก (ด้านซ้ายมือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็มีแนวโน้มที่จะมากตามไปด้วย ขณะที่ถ้าประเทศมีการกระจายอำนาจมาก (ด้านขวามือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็จะน้อย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-2/" rel="attachment wp-att-5705"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-2.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 1</strong> เป็นช่วงการตัดสินใจของกองทัพว่าจะรัฐประหารหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นและผลได้ของกองทัพหากทำการรัฐประหารสำเร็จเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป ดังสมการ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7DV%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ดังนั้น โอกาสที่เกิดรัฐประหารภายใต้โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจแตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่<br />
1. ภายใต้โครงสร้างแบบรวมศูนย์มากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%3E%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' title='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /><br />
2. ภายใต้โครงสร้างแบบกลางๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%20%5Cgeq%20s%20%3E%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20sY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' title='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5BsY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' class='latex' /><br />
3. ภายใต้โครงสร้างแบบกระจายอำนาจมากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%5Cleq%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' title='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ โอกาสในการเกิดรัฐประหารเมื่อเปรียบเทียบกับการกระจายอำนาจนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง โดยกองทัพจะตัดสินใจทำรัฐประหารหรือไม่ขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ซึ่งหากรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารจะมาก แต่โอกาสชนะจะน้อย เพราะรัฐบาลกลางมีทรัพยากรมากในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร ขณะที่หากรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารก็จะน้อย แต่โอกาสชนะจะมาก เพราะรัฐบาลกลางจะไม่มีทรัพยากรมากพอในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร อย่างไรก็ดี เมื่อรวมผลทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการรวมศูนย์อำนาจจะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหารมากกว่าโครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจ เนื่องจากผลได้ภายหลังการรัฐประหารจูงใจมากกว่า แม้โอกาสจะชนะน้อยลงก็ตาม</p>
<p>อย่างไรก็ดี หากประเทศเปรียบเทียบกรณีสุดขั้ว จะพบว่า การรัฐประหารจะกลับเกิดขึ้นในประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจสุดขั้วมากกว่าในประเทศที่มีการกระจายอำนาจสุดขั้ว เพราะโอกาสชนะรัฐบาลจะสูงมากและมากพอจนคุ้มกับการก่อรัฐประหารแม้ผลได้จะไม่มากนักก็ตาม</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อนำเอาแนวคิดที่ได้ไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่เนื่องจากโอกาสในการรัฐประหารสำเร็จวัดได้จริงค่อนข้างยาก จึงใช้ความยืนยาวของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเป็นดัชนีแทนค่าโอกาสในการทำรัฐประหารสำเร็จ ดังแสดงในรูปที่ ๓ พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ก็ได้ผลออกมาเป็นลบ สอดคล้องกับที่ทฤษฎีว่าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-3/" rel="attachment wp-att-5706"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-3.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เช่นเดียวกับสมการในตารางที่ ๑ ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นกำลังสอง ต่างก็มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีเครื่องหมายบวกและลบตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะแบบโค้งระฆังคว่ำ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของการทำรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-4/" rel="attachment wp-att-5707"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-4.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 4" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>งานศึกษาชิ้นนี้ถือว่าใหม่มากทีเดียวในการเชื่อมโยงประเด็นของการกระจายอำนาจในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เข้ากับการทำรัฐประหารในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการลดจำนวนการเกิดรัฐประหารในประเทศ รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ก็สามารถทำได้โดยกระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นอย่างเหมาะสมนั่นเอง และบทเรียนที่สำคัญก็คือ ยิ่งรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจูงใจให้เกิดการรัฐประหารมากเท่านั้น</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Ruixue Jia and Pinghan Liang (2012) Government Structure and Military Coups, Working Paper, Stockholm School of Economics.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; หรือ &#8220;แตกแยก ไม่แตกต่าง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Nov 2012 06:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5402</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect) Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน</p>
<p><span id="more-5402"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect)</p>
<p>Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก (Segregation Model) ซึ่งในตอนที่เขานำเสนอนั้น เขามุ่งไปที่การทำความเข้าใจสถานการณ์การแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา โดยด้วยการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของบุคคล(ในระดับจุลภาค)กับความแตกแยกในสังคม(ในระดับมหภาค) แต่คุณูปการของแบบจำลองนี้กลับสามารถประยุกต์กับกรณีอื่นที่เป็นการรวมกันของความแตกต่างในสังคมได้มากกว่าแค่การแบ่งแยกสีผิว เช่น ความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง หรือฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล&#8221; (<a href="http://meteo.lcd.lu/globalwarming/Schelling/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" alt="" title="thomas_schelling_nobelprice_eco_2005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในโลกความเป็นจริง เรามองเห็นภาพความขัดแย้งได้เฉพาะภาพของ&#8221;ความแตกแยก&#8221;ในระดับมหภาค และเราก็มักเชื่อหรือถือเอาว่าสถานการณ์ว่าความแตกแยกในระดับมหภาคดังกล่าวสะท้อนมาจากความขัดแย้งอันเกิดจาก&#8221;ความแตกต่าง&#8221;ในระดับจุลภาคด้วยความรุนแรงที่เหมือนๆ กัน ทั้งนี้เป็นเพราะเราไม่สามารถวัดความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างในระดับจุลภาคได้ </p>
<p>บทความจะขอเริ่มอธิบายจากภาพจุลภาคไปสู่มหภาค ซึ่งจะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ตามแนวคิดของ Schelling ได้ง่ายกว่า แล้วจะทำการสรุปจากภาพมหภาคกลับไปสู่จุลภาคอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>เริ่มต้นจากการสมมติว่าในสังคมมีคนอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คนสีฟ้า และ คนสีแดง ซึ่งคนทั้งสองแบบมีความคิดที่ไม่ตรงกัน คนทั้งสองแบบจึงมี&#8221;ความแตกต่าง&#8221; แต่ต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกัน</p>
<p>สมมติว่าเราเป็นคนสีแดงที่มีบ้านอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่ง โดยมีเพื่อนบ้านล้อมรอบ 7 คนจาก 8 ทิศ [1 ทิศที่เว้นไว้ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับย้ายบ้านไปมาได้] หากเพื่อนบ้าน 7 คนเป็นสีแดงเหมือนกับเรา ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครแตกต่างจากเราเลย ขณะที่หากเพื่อนบ้าน 7 คนใน 8 ทิศ เป็นสีฟ้าทั้งหมด ความขัดแย้งก็จะมากที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือนเราเลย (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ตัวเราและเพื่อนบ้านที่มีความเหมือนและแตกต่างแบบสุดขั้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg" alt="" title="Untitled.003" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในความจริงอาจไม่มีกรณีสุดขั้วดังตัวอย่างข้างต้น แต่จะเป็นกรณีที่มีเพื่อนบ้านคละสีกัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า <strong>คนแต่ละสีจะสามารถอดทนต่อความแตกต่างจากคนสีอื่นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่กัน</strong> </p>
<p>เริ่มต้นจากการมี &#8220;ดุลยภาพเชิงพื้นที่&#8221; (Spatial Equilibrium) ตามรูปที่ ๒ นั่นคือ เรา(สีแดง)รับได้กับการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีสีแดง(อย่างน้อย)ในสัดส่วน 3 คนใน 7 คน หรือต้องมีความชอบต่อความเหมือนกัน (Similarity Preference) ที่ 3/7 นัยยะก็คือถ้ามีสีแดงด้วยกันสักเกือบครึ่งหนึ่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว (แน่นอนว่าในโลกความเป็นจริงความสามารถในการรับความแตกต่างได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ในที่นี้สมมติว่าทุกคนมีเท่ากันคือ 3/7)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ดุลยภาพเชิงพื้นที่ก่อนการเริ่มแบบจำลอง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg" alt="" title="Untitled.004" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เมื่อเกณฑ์ความชอบต่อความเหมือนกันที่รับได้คือ 3/7 การย้ายบ้านหนีของเราสามารถเกิดได้จาก 2 กรณี หนึ่งคือ เราจะย้ายออก ถ้ามีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออก เพราะความเหมือนจะกลายเป็น 2/6 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Exodus Tip หรือเราก็จะย้ายออกเช่นกัน ถ้ามีเพื่อนบ้านสีฟ้าย้ายเข้า ความเหมือนจะกลายเป็น 3/8 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Genesis Tip (ดูรูปที่ ๓) ก็คือถ้าเมื่อไรก็ตามที่ความเหมือนต่ำกว่า 3/7 เราจะย้ายออก


<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการย้ายออกสองรูปแบบ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg" alt="" title="Untitled111.005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กลับมาพิจารณาดุยภาพเชิงพื้นที่ ซึ่งทุกคนจะมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันจำนวน 3/7 อยู่ในชุมชนเสมอ และมีอีกชุมชนที่เหมือนกันอยู่ข้างๆ ลองสมมติว่าเกิดมีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออกจากชุมชนบนไปยังชุมชนล่างด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น น้ำท่วม เจ้าหนี้ทวง เบื่อรถติด ฯลฯ ผลก็คือในชุมชนล่างจะมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็น 4/8 (> 3/7) ส่งผลให้คนสีฟ้าที่มีความอดทนต่ำที่สุดย้ายออกจากชุมชนล่างไปบน ขณะที่ในชุมชนบนจะมีสีแดงลดลงเหลือ 2/7 (< 3/7) ทำให้คนสีแดงที่มีความอดทนต่ำที่สุดก็จะย้ายออกจากชุมชนบนไปยังล่างเช่นกัน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ชุมชนบนมีสีแดงเพียง 2/8 (< 2/7 << 3/7) และชุมชนล่างมีสีแดงถึง 5/7 (> 4/8 >> 3/7) และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายสองชุมชนจะกลายเป็นชุมชนสีแดงและชุมชนสีฟ้าทั้งหมด (ดูรูปที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg" alt="" title="Untitled.007" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg" alt="" title="Untitled.008" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg" alt="" title="Untitled.009" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในโลกความจริงคือภาพมหภาค(ภาพสุดท้าย) ซึ่งมีความแตกแยกอย่างสุดขั้ว เพราะคนสีแดงและคนสีฟ้าจะแยกกันอยู่โดยสมบูรณ์ (Absolute Separation) ทั้งๆ ที่พวกเขาชอบความเหมือนไม่ถึงครึ่ง (=3/7) หรือเรียกว่ารับความแตกต่างได้มากกว่าครึ่งด้วยซ้ำไป</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กระบวนการใน Segregation Model ของ Schelling นั้นสามารถประยุกต์ให้ยากขึ้นได้ เช่น มีจำนวนคนมากขึ้น พื้นที่ใหญ่ขึ้น ช่องว่างมากขึ้น/ลดลง สัดส่วนของคนสองสีที่แตกต่างออกไป ภาพที่ ๕ เป็นกระบวนการของ Segregation Model ในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model ที่ซับซ้อนมากขึ้น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png" alt="" title="schellingmodel" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อสรุปของ Schelling ก็คือ &#8220;Micro Incentive &ne; Macro Aggregate&#8221; ระดับความแตกแยกในมหภาคไม่เหมือนกับระดับความแตกต่าง(ที่รับได้)ของจุลภาค</span></p>
<p>ภาพที่ ๖ เป็นการอยู่รวมกันของคนแต่ละผิวสีใน Chicago ที่ดูแตกแยกกันอย่างชัดเจน และอาจถูกทำให้เชื่อว่าสังคมจะรับได้กับความแตกต่างที่ต่ำมากๆ ซึ่ง Schelling ชี้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น (อย่างน้อยในระยะสั้น แต่ถ้าอยู่รวมกันเองมากเกินไป ความสามารถในการรับความแตกต่างได้จะลดลงเรื่อยๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ความแตกแยกในระดับมหภาคของเมือง Chicago ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความไม่ยอมรับความแตกต่างมากอย่างที่เห็น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif" alt="" title="chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นอุดมการณ์ที่ต้องพยายามทำให้ได้ในทุกสังคม แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ &#8220;(ดูเหมือน)แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้ว่า คนไทยอาจไม่ได้แตกแยกมากอย่างที่เราเห็นกันในภาพรวมก็ได้ และแน่นอนว่า หากเราส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรับความแตกต่างได้มากขึ้นไปอีก เช่น จากที่ต้องมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันอย่างน้อย 3/7 กลายเป็น 2/7 หรือ 1/7 ก็ได้ ภาพความแตกแยกก็จะยิ่งน้อยลงกว่าที่เห็นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกัน ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.marketoracle.co.uk/images/2012/Mar/new_york_segregation.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การบ้าน&#8221; ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Nov 2012 05:23:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5341</guid>
		<description><![CDATA[การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบที่นี่) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย</p>
<p><span id="more-5341"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบ<a href="http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000127769">ที่นี่</a>) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า &#8220;การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น&#8221;</p>
<p>ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li>จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%</li>
<li>เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น</li>
<li>เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว</li>
<li>ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cooper, Robinson and Patall (2006) หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่&#8221;ไม่&#8221;พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ การบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก</p>
<p>นอกจากนี้ Cooper et. al (2006) ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)</p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6) ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png" alt="" title="homework 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ที่น่าสนใจคือภาพที่ ๒ ซึ่ง<span style="background-color:#f15a23;">เด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png" alt="" title="homework 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ทางออกที่ Kohn (ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตัวอย่างของความล้มเหลวในการทำการบ้าน (ภาพจาก FaceBook ซึ่งไม่ทราบต้นตอแรกจริงๆ ครับ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png" alt="" title="293702_295734780545055_1578563225_n" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า &#8220;การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก&#8230;จริงหรือไม่&#8221; และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Harris Cooper, Jorgianne Civey Robinson, and Erika A Patall (2006) Does Homework Improve Academic Achievement? A Synthesis of Research, 1987–2003. Review of Educational Research Spring 76: 1-62.<br />
&#8211; Alfie Kohn (2007) The Homework Myth: Why Our Kids Get Too Much of a Bad Thing. Da Capo Press.<br />
&#8211; Sara Bennett and Nancy Kalish (2007) The Case Against Homework: How Homework Is Hurting Children and What Parents Can Do About It. Three Rivers Press; Reprint edition.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครงสร้างตลาด&#8220;บริการค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221;เป็นแบบไหนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Oct 2012 04:29:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5363</guid>
		<description><![CDATA[การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ &#8230;&#8230;&#8230;. ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><span id="more-5363"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน แต่มีรายได้ไม่มาก นั่นคือ ความไม่เท่าเทียมกันของการทำงานในธุรกิจนี้มีสูงมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ประมาณการหญิงบริการจำแนกตามประเภทสถานบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.16.21 PM" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การจัดสรรรายได้จากการทำงานของหญิงบริการแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ระบบเหมาจ่าย คือ ลูกค้าจ่ายให้กับเจ้าของสถานบริการโดยตรง ซึ่งเจ้าของจะแบ่งกับหญิงบริการอีกทีหนึ่งตามสัดส่วน ขณะที่รายได้ของหญิงบริการโดยตรงจะอยู่ที่ทิปของลูกค้าเท่านั้น เช่น สถานอาบอบนวด</li>
<li>ระบบเงินเดือน + คอมมิชชั่น(จากการสั่งอาหาร เครื่องดื่ม) + ค่าบริการทางเพศ เช่น บาร์ คาราโอเกะ หญิงบริการจึงต้องคอยนั่งกับลูกค้า เพื่อให้มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มด้วย</li>
<li>ระบบ freelance หรือขายบริการอิสระ โดยมักจะแฝงตัวอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆ หรือสถานเริงรมย์ชั้นสูง ซึ่งหญิงบริการจะมีความสามารถ(ระดับหนึ่ง)ในการกำหนดรายได้เอง บางครั้งอาจมีเอเย่นต์คอยติดต่อและหักส่วนแบ่งไปตามที่ตกลงกัน</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ดี รายได้ของหญิงบริการจำนวน 200,000 คนนั้นได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ผ่านทางอุตสาหกรรมก่อสร้าง บันเทิงและอาหาร ประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 ซึ่งถือว่าสูงมาก หรืออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าเพิ่มในสาขาบริการทั้งหมด (ดูตารางที่ ๒) ทั้งนี้ยังมีมูลค่าเพิ่มทางอ้อมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น วงดนตรี ดาวตลก โรงพิมพ์ ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และธุรกิจสันทนาการด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ มูลค่าเพิ่มจากการค้าบริการของหญิงบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.11 PM" width=100% class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ ในบางมิติ การค้าประเวณียังมีส่วนช่วยให้การกระจายรายได้ระหว่างเมืองและชนบทดีขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของรายได้ของหญิงบริการจะถูกส่งไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด [หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่ข้อสรุปส่วนนี้ของหญิงบริการทั่วไปสอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้น และก็ค่อนข้างเป็นไปได้ในเรื่องของการส่งเงินกลับบ้านที่มีจำนวนมากพอสมควร] (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ร้อยละของหญิงบริการที่ใช้จ่ายเงินในเรื่องต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.28 PM" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรดาหญิงขายบริการนั้น ตลาดที่น่าสนใจคือ &#8220;การค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221; เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ในระดับสูง มีโอกาสและทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย และมักไม่มีความขัดสนทางฐานะครอบครัวด้วย </p>
<p>อัญชลี (2544) ทำการวิเคราะห์ธุรกิจนักศึกษาค้าประเวณี โดยอาศัยแนวคิดของแบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model อันที่เป็นที่รู้จักกันดีในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมทั่วไป (รูปต้นแบบดูภาพที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ แบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png" alt="" title="Presentation1" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อัญชลี (2544) เริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างภายในตลาดธุรกิจค้าประเวณีในกลุ่มนักศึกษาว่าเป็น &#8220;ตลาดผู้ขายมากราย&#8221; (หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) ซึ่งหากพิจารณาตามนิยามของตลาดผู้ขายมากรายจะอธิบายได้ว่า</p>
<ol>
<li>จำนวนนักศึกษาหญิงที่ขายบริการมีจำนวนมาก และมากพอจนการกำหนดราคาหรือการดำเนินการของผู้ขายรายใดรายหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม</li>
<li>บริการที่ได้รับจากผู้ขายแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อาจด้วยรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว หรือการเอาอกเอาใจ แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ในเชิงประโยชน์ใช้สอย (Differentiated Product)</li>
<li>การเข้าหรือออกในธุรกิจนี้เป็นไปโดยเสรี และมีต้นทุนที่ต่ำมาก โดยใช้เพียงเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น [การบังคับกักขังเพื่อขายบริการใช้หนี้มีน้อยมากในปัจจุบัน]</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพในสถานบริการ&#8221; (<a href="http://1.bp.blogspot.com/-tL8JjqBD2gc/T72sYNPXweI/AAAAAAAAAT4/8NtC9VmswAA/s1600/5.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg" alt="" title="5" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในส่วนของการวิเคราะห์ด้านอื่นๆ ประกอบด้วย</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของนักศึกษา</em> แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามที่นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์ด้วย หนึ่งคือ อำนาจต่อรองกับเอเย่นต์ ซึ่งนักศึกษาอาจต่อรองเรื่องวันที่จะมาทำงานได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึงขั้นว่าจะมาหรือไม่มาก็ได้ เพราะต้องมาให้ได้จำนวนวันขั้นต่ำ) แต่ไม่สามารถต่อรองเรื่องค่านายหน้าหรือราคาได้ สองคือ อำนาจต่อรองกับลูกค้า ถ้าเป็นกรณีที่นักศึกษาหาลูกค้าเองจะเลือกลูกค้าและราคาเองได้ โดยหากแขกไม่สุภาพ นักศึกษาก็ปฏิเสธในครั้งต่อไปได้ หรือหากนักศึกษาบริการไม่ดี ลูกค้าก็ปฏิเสธได้เช่นกัน</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของลูกค้า</em> อำนาจต่อรองของลูกค้าจะอยู่ที่ความสามารถในการจ่าย หากเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินดีก็จะต่อรองได้มาก เพราะนักศึกษาหรือเอเย่นต์ต้องการให้กลับมาซื้อซ้ำ</p>
<p><em>สินค้าทดแทน</em> เป็นปัจจัยคุกคามธุรกิจขายบริการของนักศึกษา เพราะราคาถูกกว่า หาซื้อได้ง่ายกว่า และอาจบริการด้วยความเชี่ยวชาญที่มากกว่าด้วย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มนักศึกษามีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น</p>
<p><em>คู่แข่งรายใหม่</em> แม้จะมีการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่จำนวนมาก แต่ลูกค้ารายใหม่ก็เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าผู้ให้บริการเช่นกัน จึงยังส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังดำเนินต่อไปได้</p>
<p><em>ทัศนคติและผลกระทบจากสังคมแวดล้อม</em> สังคมแวดล้อมของนักศึกษามักจะอยู่ในวงของเพื่อนนักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจในงานของอัญชลี (2544) เองพบว่า แม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่รับได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัว และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ไม่ยากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดการค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นตลาดผู้ขายมากราย(หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) เพราะมีผู้ให้บริการจำนวนมาก สินค้ามีความแตกต่างแต่ทดแทนกันได้ และเข้าออกตลาดได้โดยเสรี ขณะที่องค์ประกอบด้านอื่นๆ พบว่า ผู้ให้บริการมีอำนาจต่อรองอยู่บ้างในการเลือกลูกค้า กำหนดราคาหรือเลือกวันทำงาน แต่การแข่งขันของจากรายใหม่และการค้าประเวณีอื่นๆ ก็มีสูงเช่นกัน เพียงแต่ลูกค้าใหม่ๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมากพอที่จะทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไปได้ จึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้นำให้นักศึกษาเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีมากขึ้น แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้านหนึ่งของสังคมที่เศรษฐศาสตร์สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ และน่าจะก่อให้เกิดการร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสมต่อ โดยแนวทางที่ว่าอาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในธุรกิจสีเทาอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: อัญชลี พินิจรักษ์ธรรม (2544) การค้าประเวณี: กรณีนักศึกษาหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/547/30547/images/collegegirl2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นใช้แบรนด์หรู&#8221;&#8230;เป็นเรื่องปกติหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Sep 2012 07:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5219</guid>
		<description><![CDATA[กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน</p>
<p><span id="more-5219"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander จากเยอรมนี และ Mulberry จาก UK ด้วย (Gale, 2010)</p>
<p>งานของ Chandha and Husband (2006) ระบุว่าในปี 2005 ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนมากเป็นการขายผ่านทางห้าง Siam Paragon, เกษรพลาซ่า, Central World, เอราวัณ และ Emporium </p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ การที่สินค้าเหล่านี้มียอดขายสูงขึ้นมากขนาดนี้ ก็เพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงในประเทศไทยเท่านั้นที่ซื้อ แต่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นผู้ซื้อด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่งเริ่มทำงานก็เป็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสองสาเหตุสำคัญของยอดขายที่เติบโตขึ้นมาก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Tovikkai and Jirawattananukool (2010) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบรนด์หรู โดยเน้นไปศึกษาที่กลุ่มนักศึกษาเป็นหลัก พวกเขาเก็บแบบสอบถาม 206 ชุดจากนักศึกษาหญิงใน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล และ ABAC</p>
<p>การศึกษาได้ถามคำถามเพื่อให้ผู้ตอบแต่ละคนระบุตนเองด้วยว่า &#8220;คุณเป็นคนติดแบรนด์หรูใช่หรือไม่?&#8221; (Are you a luxury preference person?) โดย 58 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ใช่” 54 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ไม่ใช่” และอีก 94 คน (ครึ่งหนึ่ง) ตอบว่า “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงคุณลักษณะของผู้ตอบในสามกลุ่มดังกล่าว ตัวแปรที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็น “ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูแต่ละครั้ง” (Spending on Fashion Luxury Products) โดยคนที่ซื้อครั้งละไม่เกิน 10,000 บาทจะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่แน่ใจ” คนที่ซื้อครั้งละ 10,000-30,000 บาท จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” กับ “ไม่แน่ใจ” ส่วนคนที่ซื้อครั้งนึงเกิน 30,000 บาท จะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าคนจะคิดว่าตนเองติดแบรนด์หรูหราหรือไม่นั้น น่าจะอยู่ที่รายจ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ คุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221; ว่าตนเองติดแบรนด์หรู&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png" alt="" title="luxury handbags 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าการเปรียบเทียบจากการมองภาพรวมคร่าวๆ นั้นก็พอจะให้บอกความน่าสนใจได้ แต่ก็อาจไม่ครบถ้วน การศึกษาจึงนำคุณสมบัติต่างๆ มาทดสอบ Chi-squared ว่าหาปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทางสถิติที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ติดหรือไม่ติดแบรนด์หรู โดยพบว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา เงินในประเป๋า รายได้ของพ่อแม่ และฐานะทางบ้าน (วัดจากทำเลของบ้านที่อยู่) แต่กลับขึ้นอยู่กับรายจ่ายในการซื้อต่อครั้ง ความถี่ในการซื้อ ความตั้งใจที่จะซื้อ(ในปีหน้า) และการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเท่านั้น (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดสอบคุณลักษณะด้านต่างๆ ด้วย Chi-squared ระหว่างคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; กับ &#8220;ไม่ใช่&#8221; ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (ในช่องสีแดงแสดงว่ามีความแตกต่างกัน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png" alt="" title="luxury handbags 2" width="100%" class="nature6" /></a><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">หากถามคนเหล่านี้ว่า “ในความคิดของคุณ อะไรคือสินค้าหรูหรา?” (What is luxury product in your opinion?) ทั้งสามกลุ่มให้นิยามแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ตอบว่าใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและให้ความสบายทางกายอย่างมาก” คนที่ตอบว่าไม่ใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีราคาแพงและไม่จำเป็น แต่อยากได้” ขณะที่คนที่ไม่แน่ใจตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ” อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ค่อนข้างดูมีเหตุผล เพราะสนใจเรื่องคุณภาพ พวกเขาเองจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนติดแบรนด์หรือไม่ (ดูตารางที่ ๓)</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความหมายของคำว่าแบรนด์หรูในความคิดของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png" alt="" title="luxury handbags 3"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ทีนี้ลองดูกันว่า กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เขาชอบสินค้าแบรนด์ไหนกันบ้าง (เรียงจากมากไปหาน้อย) กลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” เป็นคนติดแบรนด์ ชอบ Chanel, Louis Vuitton, Gucci, Hermes และ Balenciaga ตามลำดับ กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ชอบ Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Christian Dior และ Paul Smith กับ Prada (คะแนนเท่ากัน) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ “ไม่แน่ใจ” ตอบว่า Louis Vuitton, Gucci กับ Chanel (คะแนนเท่ากัน), Paul Smith และ Burberry ตามลำดับ (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ แบรนด์ที่ชื่นชอบของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png" alt="" title="luxury handbags 4"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ผลที่ได้จากการสำรวจโดยรวมมีความใกล้เคียงกับรายงานของ MillwardBrown ที่พบว่า Louis Vuitton, Hermes, CHANEL, Gucci, Prada เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก ดังตารางที่ ๕</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ สินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg" alt="" title="Top-Luxury-Brands" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุป<span style="background-color:#f15a23;">ในเบื้องต้นของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูของไทยก็คือ ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะมีการศึกษามากหรือน้อย รายได้จะมากหรือน้อย หรือบ้านจะรวยหรือจน แต่สำคัญแค่ว่าคุณซื้อ(หรือมีความตั้งใจที่จะซื้อ)มันหรือยัง โดยหากคุณได้ซื้อ(หรือเคยซื้อ)สินค้าแบรนด์หรูไปแล้ว คุณก็มีแนวโน้มจะติดมันต่อไป เกณฑ์ที่ดูเหมือนจะบอกว่าคุณจะติดหรือไม่น่าจะอยู่ที่สินค้าเกินกว่า 20,000 บาทต่อชิ้น [มาจากค่าเฉลี่ยระหว่าง 10,000-30,000 บาท]</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>คำถามก็คือ วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือว่าที่ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>ไม่มีการศึกษาในแบบเดียวกันนี้กับกรณีของวัยรุ่นทั่วโลก แต่ Chandha and Husband (2006) ก็ได้ทำการศึกษาพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียเอาไว้ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ เราก็อาจจะตอบคำถามดังกล่าวได้ด้วย</p>
<p>Chandha and Husband (2006) ได้จำแนกพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png" alt="" title="luxury handbags 5" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขั้นที่ ๑ Subjugation เป็นช่วงเวลาที่ประเทศนั้นๆ ยังยากจน การกระจายของตราสินค้าหรูหราจะยังคงอยู่ในวงแคบๆ เช่น ชนชั้นผู้ล่าอาณานิคม หรือชนชั้นปกครอง</p>
<p>ขั้นที่ ๒ Start of money เป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีกินมีใช้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สินค้าเหล่านี้จะถูกครอบครองโดยเศรษฐี หรือชนชั้นที่ร่ำรวยจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ดีนัก คนรวยจึงรวยมากและมีจำนวนไม่มาก</p>
<p>ขั้นที่ ๓ Show-off เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เหลือจากการซื้อสินค้าจำเป็น จึงสามารถซื้อสินค้าที่บ่งบอกฐานะได้ (Status Marks) และสืบเนื่องจากพัฒนาการจากขั้นที่สอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งจึงต้องการครอบครองสินค้าเหล่านี้เพื่อบ่งบอกสถานะของตนเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนที่มากไปกว่าแค่การซื้อเพื่อใช้สอยดังที่เคยเป็นมา โดยประเทศไทย(น่าจะ)อยู่ในขั้นนี้</p>
<p>ขั้นที่ ๔ Fit-in เป็นช่วงที่สินค้าที่มีตราหรูหรากระจายไปทั่วกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว คนที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้นั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในขั้นที่ ๓ เนื่องจากไม่ใช่การซื้อเพื่อแสดงสถานะ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม กล่าวคือ ซื้อเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์</p>
<p>ขั้นที่ ๕ Way of life เป็นช่วงที่สินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยการบริโภคของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างก็คือ หากได้ซื้อไปใช้แล้วครั้งหนึ่งก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าในระดับเดียวกันใช้ต่อๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี <span style="background-color:#f15a23;">พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขาย จึงเป็นความตั้งใจที่ผู้ขายต้องการให้เกิดขึ้นในทุกประเทศอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยงานของ Chandha and Husband (2006) ก็ให้ข้อสรุปกับทุกประเทศในเอเซียที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอยู่ดี ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ Mikhail Gorbachev อดีตประธานสหภาพโซเวียตกับกระเป๋า Louis Vuitton ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากได้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนทั้งโลกว่า ผู้นำสหภาพโซเวียต(หรือภรรยา) พวกเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg" alt="" title="luxury handbags 6" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้ววัยรุ่นในยุโรปเป็นเช่นนี้หรือไม่ คำตอบกับบางประเทศในอดีตคือ “ใช่” ทั้งนี้เพราะจุดเริ่มต้นของความนิยมสินค้าแบรนด์หรูนั้นมักเกิดจากการที่สังคมเคยอยู่ในระบบชนชั้นมาก่อน การก้าวสู่สถานะทางชนชั้นที่สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำว่าชนชั้นในที่นี้อาจเป็นฐานะ อำนาจหรือชื่อเสียง ซึ่งการได้สินค้าแบรนด์หรูมาครอบครองก็ดูเหมือนจะเป็นแนวทางในการบอกสถานภาพอย่างหนึ่ง</p>
<p>ดังนั้น สถานการณ์ที่มักจะบ่นกันว่า วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำใจ เพียงแต่อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเด็กๆ ของเราแย่กว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Kamolwan Tovikkai and Wiwatchai Jirawattananukool (2010) “An Exploratory Study on Young Thai Women Consumer Behavior toward Purchasing Luxury Fashion Brands” Master Thesis, School of Sustainable Development of Society and Technology, Malardalen University, Sweden.<br />
&#8211; Chadha, R. &#038; Husband, P. (2006). The Cult of Luxury Brands: Inside Asia’s Love Affair with Luxury. Nicholas Brealey International; London, Boston.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียงปรบมือของ&#8220;เซเลบริตี้&#8221;มีผลอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2012 06:59:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5172</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่ &#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย</p>
<p><span id="more-5172"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">บ่</span>อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง</p>
<p>ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (<a href="http://wadekwon.com/wp-content/uploads/standing-ovation.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/standingovation/" rel="attachment wp-att-5200"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/standingovation.jpeg" alt="" title="standingovation" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page (2004) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้ในชื่อว่า &#8220;แบบจำลองการลุกขึ้นปรบมือ&#8221; (Standing Ovations Model) โดยแบบจำลองเริ่มจากข้อสมมติ ๔ ข้อ ได้แก่</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพ Q<br />
๒. ผู้ชมแต่ละคนไม่สามารถประเมินคุณภาพที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ พวกเขาจึงรับรู้เพียงสัญญาณ (S) ว่าการแสดงนั้นดีหรือไม่ โดยสัญญาณก็คือคุณภาพที่มาพร้อมกับความคลาดเคลื่อนจากการประเมิน (e) หรือ S = Q + e<br />
๓. กฎข้อแรก ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ หากสิ่งที่เขารับรู้ได้ถึงคุณภาพดีกว่าที่มาตรฐานในใจที่เขาคิดไว้ (Threshold: T) นั่นคือ ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า S > T และไม่สนใจว่าผู้อื่นคิดอย่างไร<br />
๔. กฎข้อต่อมา เนื่องจากเวลาในการคิดหรือประเมินคุณภาพจำกัดมากๆ [ลองจินตนาการดูว่าเวลาที่การแสดงจบ เรามีเวลาแค่เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นปรบมือหรือไม่] การลุกขึ้นปรบมือจึงไม่ได้ถูกตัดสินใจอย่างอิสระ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ปรบมือคนอื่นๆ ในโรงละครด้วย (Peer Effect) นั่นคือ ผู้ชมจะลุกขึ้นปรบมือ หากผู้ชมคนอื่นๆ ลุกขึ้นปรบมือมากกว่าสัดส่วน X% ของจำนวนผู้ชมในโรงละคร โดยค่า X เป็นมาตรฐานในใจของผู้ชมแต่ละคน</p>
<p>ผลของแบบจำลองสามารถสรุปได้ว่า จำนวนผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือมากขึ้น เมื่อ</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพสูง (High Q) เพราะ S (= Q&#8593;&#8593; + e) >> T<br />
๒. มาตรฐานการตัดสินคุณภาพของผู้ชมต่ำ (Low T) เพราะ S (=Q + e) >> T&#8595;&#8595;<br />
๓. มาตรฐานการยืนปรบมือเมื่อคนอื่นยืนปรบมือต่ำ (Low X) นั่นคือ ผู้ชมคนยืนปรบมือไม่ต้องมาก ผู้ชมคนนั้นๆ ก็ยืนปรบมือตามแล้ว<br />
๔. ค่าความคลาดเคลื่อนสูง (High e) </p>
<p>กรณีของค่าความคลาดเคลื่อนสูงสามารถอธิบายได้ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้  สมมติว่ามีผู้ชม 100 คนในโรงละคร พวกเขามีมาตรฐานในใจอยู่ที่ 60 ขณะที่คุณภาพของการแสดงอยู่ที่ 50 ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า Q + e > T ถ้า e มีค่าต่ำ เช่น e = 15 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-65 แต่ถ้า e = 50 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-100 ภาพที่ ๑ อธิบายผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ชมที่ยืนขึ้นปรบมือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ยืนปรบมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-7-11-04-pm-copy/" rel="attachment wp-att-5191"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-7.11.04-PM-copy.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 7.11.04 PM copy" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แล้วความคลาดเคลื่อนจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอะไร หนึ่งคือ ยิ่งผู้ชมมีความเชี่ยวชาญในการดูการแสดงต่ำเท่าไหร่ (Audience) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง และสองคือ ยิ่งการแสดงมีหลากหลายมิติเท่าไหร่ (Multidimension) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง ซึ่งจะทำให้จำนวนคนยืนขึ้นปรบมือสูงขึ้น ดังนั้น ผู้จัดการแสดงต้องทำให้การแสดงมีหลายมิติเข้าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ลึกลงไปกว่านั้น หากเรานึกถึงที่นั่งของโรงละคร จะมีลักษณะเป็นดังภาพที่ ๒ และสมมติว่าเรานั่งอยู่ในตำแหน่งสีแดง เราจะพบว่า เราไม่ได้มองเห็น (Observe) การลุกขึ้นปรบมือของผู้ชมคนอื่นๆ ทั้งโรงละคร แต่มองเห็นเป็นรูปกรวยเฉพาะคนที่อยู่หน้าเราเท่านั้น </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ชมไม่ได้มองเห็นผู้ชมคนอื่นทั่วทั้งโรงละคร พวกเขาเห็นแค่ที่อยุูในสายตา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-8-14-02-pm/" rel="attachment wp-att-5197"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-8.14.02-PM.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 8.14.02 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดจึงมีบทบาทมาก เพราะเมื่อเขาลุกขึ้นปรบมือ เขาจะเป็นสัดส่วนที่สูง (High X) ของจำนวนผู้ชมที่ลุกขึ้นปรบมือในสายตาของผู้ชมในแถวที่สอง ผู้ชมในแถวที่สองก็จะลุกขึ้นปรบมือตาม และกลายเป็นสัดส่วนสำคัญของผู้ชมในกลุ่มที่สามต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนผู้ชมเกือบทั้งโรงละครลุกขึ้นปรบมือจากแถวหน้าสุดไปยังแถวหลัง</p>
<p>นอกจากนี้ การมาชมการแสดงเป็นคู่ก็เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อการแสดงจบ หากคู่ที่มากับเราลุกขึ้นปรบมือ เราเองก็คงต้องลุกขึ้นปรบมือด้วยเช่นกัน [ไม่มีทางเลือก] อีกทั้งหากเราไม่รู้ว่าคู่ของเราจะลุกหรือไม่ การลุกขึ้นปรบมือของเราก็ยังน่าจะดีกว่าการไม่ลุกขึ้นปรบมือเช่นกัน การมาเป็นคู่จึงมีโอกาสที่จะได้เสียงปรบมือมากกว่าด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">เมื่อการแสดงจบลง หากผู้จัดต้องการได้รับเสียงปรบมือดังๆ นอกจากพวกเขาจะผลิตการแสดงที่มีคุณภาพดีแล้ว พวกเขายังสามารถทำได้โดยจัดการแสดงให้มีหลายมิติเข้าไว้ จ้างเซเลบริตี้มานั่งแถวหน้าสุดเพื่อทำหน้าที่ลุกขึ้นปรบมือ และประชาสัมพันธ์ให้มาชมการแสดงกันเป็นคู่</p>
<p>เลยพาลไปนึกถึงว่าแบบจำลองนี้จะใช้กับการสัมมนาวิชาการได้ไหม แต่เท่าที่ทราบ ผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะปรบมือเพราะดีใจที่จบแล้ว มากกว่าประทับใจแฮะ สงสัยต้องปรับแบบจำลองกันต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Page, Scott E. &#8220;The Standing Ovation Problem.&#8221; By John H. Miller. Print. (บทสรุปอ่านได้<a href="https://sites.google.com/site/standingovationmodel/home">ที่นี่</a>).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.clker.com/cliparts/2/4/3/3/12571043261351773352wasat_Theatre_Masks.svg.med.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;กวดวิชา&#8221; ทำให้เศรษฐกิจเติบโตหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/15/private-tutoring-and-economic-growth/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/15/private-tutoring-and-economic-growth/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Sep 2012 05:20:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4991</guid>
		<description><![CDATA[การกวดวิชาเป็นรายจ่ายมหาศาลของระบบเศรษฐกิจ แต่การกวดวิชาก็สามารถก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ อาจจะมากถึง 5% เลยทีเดียว เพียงแต่แบบจำลองชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้การกวดวิชาก่อให้เกิดการยกระดับความสามารถของนักเรียน &#8230;&#8230;&#8230;. ารศึกษาเป็นช่องทางในการสะสมทุนมนุษย์ เพราะความรู้จากการศึกษาส่งผลต่อผลิตภาพของตัวผู้ได้รับการศึกษาในเกือบทุกด้าน หากพิจารณาระดับการศึกษาคร่าวๆ ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระดับคือ ก่อนอุดมศึกษา และอุดมศึกษา โดยมีการสอบวัดความรู้ฯ เป็นปราการแบ่งแยกสองระดับที่ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น หนทางหนึ่งที่นักเรียนก่อนอุดมศึกษาส่วนใหญ่กระทำก็คือ เรียนกวดวิชาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียนปกติ ดุสิตโพลล์ (2547) ชี้ว่า การเรียนพิเศษเป็นการช่วยทบทวนความรู้และสรุปเนื้อหาให้เข้าใจได้มากขึ้น สอดคล้องกับงานของไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2545) ที่ให้รายละเอียดด้วยว่า นักเรียนหนึ่งคนจะเรียนกวดวิชาเฉลี่ยสองวิชา ค่าใช้จ่ายวิชาละประมาณ 1,600 บาท แต่ละปีมีนักเรียนเรียนกวดวิชาประมาณ 3.3 แสนคน หรือประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนมัธยมปลายทั้งหมด นั่นคือธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจะมีเงินหมุนเวียนประมาณภาคเรียนละ 1,000 ล้านบาท อีกทั้งแนวโน้มของนักเรียนที่เรียนกวดวิชายังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาพที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การกวดวิชาเป็นรายจ่ายมหาศาลของระบบเศรษฐกิจ แต่การกวดวิชาก็สามารถก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ อาจจะมากถึง 5% เลยทีเดียว เพียงแต่แบบจำลองชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้การกวดวิชาก่อให้เกิดการยกระดับความสามารถของนักเรียน</p>
<p><span id="more-4991"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารศึกษาเป็นช่องทางในการสะสมทุนมนุษย์ เพราะความรู้จากการศึกษาส่งผลต่อผลิตภาพของตัวผู้ได้รับการศึกษาในเกือบทุกด้าน หากพิจารณาระดับการศึกษาคร่าวๆ ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระดับคือ ก่อนอุดมศึกษา และอุดมศึกษา โดยมีการสอบวัดความรู้ฯ เป็นปราการแบ่งแยกสองระดับที่ว่า</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนั้น หนทางหนึ่งที่นักเรียนก่อนอุดมศึกษาส่วนใหญ่กระทำก็คือ เรียนกวดวิชาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียนปกติ ดุสิตโพลล์ (2547) ชี้ว่า การเรียนพิเศษเป็นการช่วยทบทวนความรู้และสรุปเนื้อหาให้เข้าใจได้มากขึ้น สอดคล้องกับงานของไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2545) ที่ให้รายละเอียดด้วยว่า นักเรียนหนึ่งคนจะเรียนกวดวิชาเฉลี่ยสองวิชา ค่าใช้จ่ายวิชาละประมาณ 1,600 บาท แต่ละปีมีนักเรียนเรียนกวดวิชาประมาณ 3.3 แสนคน หรือประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนมัธยมปลายทั้งหมด นั่นคือธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจะมีเงินหมุนเวียนประมาณภาคเรียนละ 1,000 ล้านบาท อีกทั้งแนวโน้มของนักเรียนที่เรียนกวดวิชายังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาพที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ จำนวนและร้อยละของผู้สมัครสอบวัดระดับความรู้ที่เรียนกวดวิชา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-1.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่มีนักเรียนมัธยมปลายเข้าเรียนกวดวิชาเป็นจำนวนมาก ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะแถบบ้านเราก็มีนักเรียนกวดวิชาจำนวนมากเช่นกัน ดังตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ขนาดของการเรียนกวดวิชาในประเทศต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-2.png" alt="" title="Untitled-2" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มนชยา และ ศิวพงศ์ (2548) จึงตั้งคำถามต่อเม็ดเงินของระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลนี้ว่า แท้จริงแล้วการกวดวิชาส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะในด้านหนึ่ง คุณภาพแรงงานและทุนมนุษย์เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากการศึกษา และการศึกษาในระดับอุดมศึกษาก็ย่อมดีกว่าการศึกษาในระดับก่อนอุดมศึกษา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การศึกษาก็มีต้นทุน ทั้งต้นทุนค่าจัดการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการศึกษา และค่าเสียโอกาสในการทำงาน ขณะที่การกวดวิชา แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลของสังคมเช่นกัน</p>
<p>การศึกษาอาศัยแบบจำลองรุ่นอายุเหลื่อมกันสองช่วงเวลา (Two-Period Overlapping Generation Model) ในการวิเคราะห์ โดยช่วงแรก (t=1) คือวัยเรียน และช่วงหลัง (t=2) คือวัยทำงาน คนที่เกิดมาจะเริ่มต้นจากวัยเรียนในช่วงแรก และเข้าสู่วัยทำงานในช่วงถัดไป จากนั้นจะตายตอนสิ้นสุดวัยทำงาน นอกจากนี้ ความสามารถของคนในระบบเศรษฐกิจมีตั้งแต่ต่ำสุด (j=0) ไปจนถึงสูงสุด (j=1) และกระจายแบบสม่ำเสมอ (Uniformly Distributed)</p>
<p>ในวัยเรียน นักเรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างเท่าเทียม ดังนั้น ทุกคนจะมีเวลาเหลือจากการเรียนเท่าๆ กัน พวกเขาสามารถเลือกเอาเวลาที่เหลือไปใช้ได้สองทาง หนึ่งคือเอาชั่วโมงไปเรียนกวดวิชา (v) โดยค่ากวดวิชาคิดตามเวลาที่ใช้ (T) (จ่ายค่ากวดวิชารวม = Tv) และสองคือเอาชั่วโมงไปทำงาน (1-v) ได้ค่าจ้างแรงงานระดับมัธยมศึกษา (W) (ได้ค่าจ้างรวม = (1-v)W) ซึ่งพวกเขาอาจจะใช้ทั้งหมดไปกับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมผสานทั้งสองอย่างก็ได้</p>
<p>เนื่องจากความสามารถของคนมีการกระจายอย่างสม่ำเสมอ การกวดวิชาจะเข้ามามีบทบาททำให้ความสามารถของคนที่ไปกวดวิชาเพิ่มขึ้นได้ ดังสมการ</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Calpha%20%3D%20%28%5Cmu%20-%20%5Cfrac%7B%5Csigma%7D%7B2%7D%29%20%2B%20%5Csigma%20j_%7Bt-1%7D%20%2B%20v%20%5Csigma%20%281-j_%7Bt-1%7D%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\alpha = (\mu - \frac{\sigma}{2}) + \sigma j_{t-1} + v \sigma (1-j_{t-1})' title='\alpha = (\mu - \frac{\sigma}{2}) + \sigma j_{t-1} + v \sigma (1-j_{t-1})' class='latex' /></br></p>
<p>เมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Calpha&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\alpha' title='\alpha' class='latex' /> คือความสามารถหลังการกวดวิชา <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cmu&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\mu' title='\mu' class='latex' /> คือระดับเฉลี่ยเริ่มต้นของประชากร และมีการกระจายของคนที่ j=0 ถึง j=1 อยู่ระหว่าง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cmu%20%5Cpm%20%5Csigma%2F2&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\mu \pm \sigma/2' title='\mu \pm \sigma/2' class='latex' /> </p>
<p>ดังนั้น บุคคลที่ความสามารถเริ่มต้นต่ำกว่าเกณฑ์ก็สามารถเรียนกวดวิชาเพื่อเพิ่มความสามารถของตนให้ถึงเกณฑ์ได้ด้วยการเรียนกวดวิชาเป็นเวลาเท่ากับ</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=v%20%3D%20%5Cfrac%7B%5Calpha%5E%2A%20-%20%5Cmu%20%2B%20%5Csigma%2F2%20-%20%5Csigma%20j_%7Bt-1%7D%7D%7B%5Csigma%20%281-j%7Bt-1%7D%29%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='v = \frac{\alpha^* - \mu + \sigma/2 - \sigma j_{t-1}}{\sigma (1-j{t-1})}' title='v = \frac{\alpha^* - \mu + \sigma/2 - \sigma j_{t-1}}{\sigma (1-j{t-1})}' class='latex' /></br></p>
<p>อย่างไรก็ดี ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คนที่มีความสามารถ j=1 จะไม่เรียนกวดวิชา เนื่องจากสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้อย่างแน่นอน ขณะที่คนที่มีความสามารถ j=0 ก็จะไม่เรียนกวดวิชาเช่นกัน เพราะไม่สามารถสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้อย่างแน่นอน ดังนั้น นักเรียนจะเลือกเรียนกวดวิชาตราบเท่าที่ความพึงพอใจจากการได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาภายหลังกวดวิชาเท่ากับความพึงพอใจจากการทำงานโดยไม่เรียนต่อ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ห้องเรียนกวดวิชา&#8221; (<a href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2341287" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Image.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Image.jpeg" alt="" title="Image" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลได้ของระบบเศรษฐกิจของการเรียนกวดวิชาที่ทำให้นักเรียนสามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้นจะถูกส่งผ่านมาทางสมการการผลิตแบบ Cobb-Douglas ที่พิจารณาร่วมกับทุนมนุษย์</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Y_t%20%3D%20%5Clambda%20H_t%20l_t%5EN%20%2B%20%28H_t%20l_t%5EG%29%5E%7B%5Ctheta%7DK%5E%7B1-%5Ctheta%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Y_t = \lambda H_t l_t^N + (H_t l_t^G)^{\theta}K^{1-\theta}' title='Y_t = \lambda H_t l_t^N + (H_t l_t^G)^{\theta}K^{1-\theta}' class='latex' /></br></p>
<p>โดยสมมติให้ระบบเศรษฐกิจมีสินค้าชนิดเดียว (Y<sub>t</sub>) ที่ผลิตจากปัจจัยการผลิตสามประเภท ได้แก่ ทุนทางกายภาพ (K<sub>t</sub>) ทุนมนุษย์  (H<sub>t</sub>) และแรงงานอันประกอบด้วยแรงงานที่ไม่จบอุดมศึกษา (l<sub>t</sub><sup>N</sup>) และแรงงานที่จบอุดมศึกษา (l<sub>t</sub><sup>G</sup>) ซึ่งแรงงานที่ไม่จบอุดมศึกษาก็สามารถได้รับประโยชน์จากทุนมนุษย์ของแรงงานที่จบอุดมศึกษาบางส่วน (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Clambda&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\lambda' title='\lambda' class='latex' />) </p>
<p>อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงค่าทุนนุษย์ โดยสมมติว่าทุนมนุษย์ไม่มีการเสื่อมค่า จะได้ว่า</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=H_%7Bt%2B1%7D%20%3D%20H_t%20%2B%20j_%7Bt-1%7D%5E%7B%5Cphi%7D%20H_t%20%5Cint_%7Bj_%7Bt-1%7D%7D%5E1%20%5Calpha%5E%7Bj_%7Bt-1%7D%7Ddj_%7Bt-1%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='H_{t+1} = H_t + j_{t-1}^{\phi} H_t \int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' title='H_{t+1} = H_t + j_{t-1}^{\phi} H_t \int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' class='latex' /></br></p>
<p>จัดรูปใหม่ได้ว่า</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cgamma_t%20%3D%20%5Cfrac%7BH_%7Bt%2B1%7D%20-%20H_%7Bt%7D%7D%7BH_t%7D%20%3D%20j_%7Bt-1%7D%5E%7B%5Cphi%7D%20%5Cint_%7Bj_%7Bt-1%7D%7D%5E1%20%5Calpha%5E%7Bj_%7Bt-1%7D%7Ddj_%7Bt-1%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\gamma_t = \frac{H_{t+1} - H_{t}}{H_t} = j_{t-1}^{\phi} \int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' title='\gamma_t = \frac{H_{t+1} - H_{t}}{H_t} = j_{t-1}^{\phi} \int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' class='latex' /></br></p>
<p>โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cgamma_t&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\gamma_t' title='\gamma_t' class='latex' /> คืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=j_%7Bt-1%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='j_{t-1}' title='j_{t-1}' class='latex' /> คือบัณฑิตคนที่ตัดสินใจเรียนกวดวิชา <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cphi%20%28%5Cin%20%5B0%2C1%5D%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\phi (\in [0,1])' title='\phi (\in [0,1])' class='latex' /> คือดัชนีชี้วัดความคับคั่ง (Congestion) เพราะการมีบัณฑิตมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจ และ<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cint_%7Bj_%7Bt-1%7D%7D%5E1%20%5Calpha%5E%7Bj_%7Bt-1%7D%7Ddj_%7Bt-1%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' title='\int_{j_{t-1}}^1 \alpha^{j_{t-1}}dj_{t-1}' class='latex' /> คือผลรวมความสามารถของบัณฑิตที่มีในเวลา t ซึ่งเป็นคนรุ่นอายุ t-1 ตั้งแต่คนที่ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=j_%7Bt-1%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='j_{t-1}' title='j_{t-1}' class='latex' /> ถึง 1</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนำเอาแบบจำลองที่ได้มาทำ Calibration ได้สัดส่วนรายได้ของแรงงานต่อผลผลิตเท่ากับ 0.56 สัดส่วนผู้เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย 55.3 และค่าอัตราการเติบโตร้อยละ 5.1 </p>
<p>นั่นหมายความว่า <span style="background-color:#f15a23;">การกวดวิชาสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้ และสาเหตุที่การเติบโตเพิ่มสูงขึ้นไม่มากนักก็เพราะคนที่เลือกเรียนกวดวิชามักจะเป็นคนที่มีความสามารถค่อนข้างสูงและมีโอกาสได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษาอยู่แล้ว ขณะที่คนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อก็จะเลือกไม่เรียนกวดวิชาตั้งแต่ต้น</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เส้นทางชีวิตของคนในแบบจำลอง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Untitled-3.png" alt="" title="Untitled-3" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ <span style="background-color:#f15a23;">แบบจำลองยังทำให้เราตระหนักในอีกสามประเด็น ได้แก่</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">&#8211; การเพิ่มจำนวนบัณฑิตให้มากขึ้นจากการลดเกณฑ์ขั้นต่ำ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Calpha%5E%2A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\alpha^*' title='\alpha^*' class='latex' />) ในการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัย (ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) จะทำให้เกืดความคับคั่งของแรงงานบัณฑิตที่มีประสิทธิภาพต่ำ อันจะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็นจนอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายของสังคมในการกวดวิชา</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">&#8211; หากไม่สามารถเพิ่มคุณภาพของการศึกษาภาคบังคับได้ การกวดวิชาก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน และอย่างน้อยมันก็ก่อให้เกิดผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">&#8211; การให้น้ำหนักกับเกรดเฉลี่ยในการคัดเลือกเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ไม่สามารถลดปริมาณการกวดวิชาได้ ตราบใดที่ความต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษายังมีมากกว่าจำนวนที่นั่งอยู่</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปแล้ว การกวดวิชาสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 5 ต่อปี เพียงแต่เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การกวดวิชาก่อให้การเติบโตก็คือ ต้องมีการขยายจำนวนการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่มาตรฐานการรับบุคลเข้าศึกษาต่อต้องไม่ลดลง เพราะนั่นจะเป็นการประกันว่า การกวดวิชาจะทำให้เกิดการเพิ่มความสามารถของบุคคลก่อนเข้าศึกษาต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเห็นว่าปัญหาสำคัญของการใช้จ่ายมหาศาลในการเรียนกวดวิชาของประเทศไทย อาจจะแก้ไขได้ในระดับหนึ่งหากการรับเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ดูเหมือนว่าลดมาตรฐานลงอย่างที่เป็นอยู่</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: มนชยา อุรุยศ และ ศิวพงศ์ ธีรอําพน (2548) &#8220;การกวดวิชากับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;, การประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 28 ตุลาคม 2548.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/News%202/edu350.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/15/private-tutoring-and-economic-growth/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความยากจน&#8221; คืออะไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/15/what-is-poverty/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/15/what-is-poverty/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Aug 2012 05:35:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4904</guid>
		<description><![CDATA[ความยากจนเป็นปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมานาน บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าความยากจนคืออะไร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน และทำไมจึงแก้ไขได้ยากยิ่ง รวมทั้งยังได้เกริ่นถึงโครงการของช่างภาพคนหนึ่งที่ตระเวนถ่ายภาพทางเลือกของคนจนในแต่ละประเทศมาให้ชมกันด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. วข้อเกี่ยวกับ &#8220;ความยากจน&#8221; อาจจะดูน่าสนใจน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับหัวข้ออื่นๆ ที่ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้ แต่อันที่จริงน้อยคนมากที่จะเข้าใจปัญหา&#8221;ความยากจน&#8221;อย่างแท้จริง ซึ่งในที่นี้ขอนำเอางานของ สมบูรณ์ นิธินันท์ และศุภชัย (2547) ที่ได้สำรวจความรู้เกี่ยวกับความยากจนมาสรุปให้ฟังกันอย่างคร่าวๆ นะครับ อะไรคือความยากจน? ในทางวิชาการ(เศรษฐศาสตร์)นั้น แม้ความยากจนจะเป็นเรื่องเชิงจิตวิสัย แต่จำเป็นต้องถูกวัดให้เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถนําไปวิเคราะห์ต่อและเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ได้ โดยคํานิยามของธนาคารโลก ระบุว่า “ความยากจน” คือ &#8220;สภาวะที่อัตคัดอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้ (unacceptable deprivation) ของมนุษย์ปุถุชน&#8221; แนวคิดของการพิจารณาความอัตคัดที่ว่ามาทำให้เกิดแนวทางการวัดว่าใครคือคนจนสองแนวทาง หนึ่งคือ วัดคนจนแบบจนอย่างสัมบูรณ์ (absolute poverty) หมายถึง คนที่มีน้อยกว่าที่จําเป็นจะต้องมี&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความยากจนเป็นปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมานาน บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าความยากจนคืออะไร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน และทำไมจึงแก้ไขได้ยากยิ่ง รวมทั้งยังได้เกริ่นถึงโครงการของช่างภาพคนหนึ่งที่ตระเวนถ่ายภาพทางเลือกของคนจนในแต่ละประเทศมาให้ชมกันด้วย</p>
<p><span id="more-4904"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">หั</span>วข้อเกี่ยวกับ &#8220;ความยากจน&#8221; อาจจะดูน่าสนใจน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับหัวข้ออื่นๆ ที่ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้ แต่อันที่จริงน้อยคนมากที่จะเข้าใจปัญหา&#8221;ความยากจน&#8221;อย่างแท้จริง ซึ่งในที่นี้ขอนำเอางานของ สมบูรณ์ นิธินันท์ และศุภชัย (2547) ที่ได้สำรวจความรู้เกี่ยวกับความยากจนมาสรุปให้ฟังกันอย่างคร่าวๆ นะครับ</p>
<h2>อะไรคือความยากจน?</h2>
<p>ในทางวิชาการ(เศรษฐศาสตร์)นั้น แม้ความยากจนจะเป็นเรื่องเชิงจิตวิสัย แต่จำเป็นต้องถูกวัดให้เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถนําไปวิเคราะห์ต่อและเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ได้ โดยคํานิยามของธนาคารโลก ระบุว่า “ความยากจน” คือ &#8220;สภาวะที่อัตคัดอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้ (unacceptable deprivation) ของมนุษย์ปุถุชน&#8221;</p>
<p>แนวคิดของการพิจารณาความอัตคัดที่ว่ามาทำให้เกิดแนวทางการวัดว่าใครคือคนจนสองแนวทาง หนึ่งคือ วัดคนจนแบบจนอย่างสัมบูรณ์ (absolute poverty) หมายถึง คนที่มีน้อยกว่าที่จําเป็นจะต้องมี จนไม่สามารถมีความมั่นคงในการเสาะหาสินค้าหรือบริการที่ให้พอเพียงแก่ความจําเป็นพื้นฐานในการดํารงชีพ และสองคือ วัดคนจนแบบจนโดยเปรียบเทียบ (relative poverty) หมายถึง คนที่มีน้อยกว่าคนอื่นๆ ในสังคมโดยเปรียบเทียบ</p>
<p>ในปัจจุบัน การพัฒนาเศรษฐกิจทำให้คนจนโดยสัมบูรณ์ ซึ่งไม่มีอันจะกินนั้น มีแนวโน้มลดลง โดยหากพิจารณาจากเส้นความยากจน (poverty line) ซึ่งหมายถึง&#8221;รายจ่ายที่ต่ำที่สุดที่เขาสามารถซื้ออาหารให้มีสารอาหารเพียงพอเพื่อประทังชีพได้&#8221; แล้วล่ะก็จะพบว่าจำนวนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีแนวโน้มลดลง</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-12.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-12.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<h2>สาเหตุของความยากจน?</h2>
<p>ขณะที่สาเหตุที่ก่อให้เกิดความยากจนนั้น สมบูรณ์ นิธินันท์ และศุภชัย (2547) สรุปเอาไว้ 4 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หมายถึง การขาดแคลนทรัพย์สินที่จะก่อให้เกิดรายได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ทุน ทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงโอกาสที่จะหามาซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ด้วย ผลก็คือครอบครัวที่ยากจนมักจะต้องเผชิญกับความยากจนถาวร ปัจจัยทางเศรษฐกิจประกอบด้วย</p>
<p>1.1) ขนาดของที่ดินทํากิน จากการศึกษาของธนาคารโลก (2001) พบว่า ถ้าให้ประชากรในชนบทมีที่ดินทํากินเพิ่มขึ้น 1% จะสามารถลดโอกาสที่จะตกอยู่ในภาวะ ยากจนได้ประมาณ 0.1% นอกจากนี้ ยังพบว่าลักษณะการถือครองที่ดินมีความสําคัญมาก หากเป็นผู้เช่า (แทนที่จะเป็นเจ้าของที่ดิน) จะเพิ่มโอกาสของการตกอยู่ในภาวะความยากจนถึง 30%</p>
<p>1.2) โอกาสการศึกษา งานของธนาคารโลก (2001) พบว่า ครัวเรือนที่มีผู้ใหญ่ที่ได้รับการศึกษาจนจบระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นอย่างน้อย ความเสี่ยง ของการตกอยู่ในภาวะความยากจนจะลดลงถึง 66-74% เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ไม่มีการศึกษาเลย และถ้าได้รับการศึกษาไปถึงระดับมหาวิทยาลัย โอกาสจะลดลงไปอีกถึง 90%</p>
<p>1.3) ภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา Warr (2000) พบว่าภายหลังจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรที่จัดว่ายากจนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.15 ในปี 2539 เป็นร้อยละ 8.58 ในปี 2542</p>
<p>2. ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร ธนาคารโลก (2001) พบว่า ครอบครัวที่มีขนาดใหญ่จะมีโอกาสตกอยู่ในภาวะความยากจนมากกว่าครอบครัวขนาดเล็ก นอกจากนี้ ถ้าครอบครัวมีขนาดเท่ากัน ครอบครัวที่มีสัดส่วนของผู้ใหญ่มากกว่าจะเสี่ยงต่อภาวะความยากจนน้อยกว่า</p>
<p>3. ปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์ พบว่า การมีที่พักอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จะมีความเสี่ยงต่อความยากจนเพิ่มขึ้นถึง 56% ในขณะที่ถ้าที่พักอาศัยตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โอกาสที่จะตกเป็นคนยากจนจะลดลงถึง 80%</p>
<p>4. เหตุปัจจัยเชิงสังคมและวัฒนธรรม ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยฟัง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุเกี่ยวกับผลการสำรวจทัศนคติของคนไทย คำถามเริ่มต้นว่า คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนจนหรือไม่? ประมาณ 70% คิดว่าตัวเองเป็นคนจน ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อถามต่อว่า ทำไมถึงจน? คนที่คิดว่าตัวเองจน ส่วนใหญ่ตอบว่า จนเพราะขาดโอกาส แต่คนที่คิดว่าตัวเองไม่จน ส่วนใหญ่ตอบว่า จนเพราะขี้เกียจ ทัศนคติที่แตกต่างเช่นนี้ทำให้คนจนที่คิดว่าตนเองจนไม่อาจได้รับโอกาสที่ดีพอจากคนที่คิดว่าตนเองไม่จนได้เลย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<h2>ความยากจนเริ่มมาจากไหน? และจะแก้อย่างไร?</h2>
<p>นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Kuznets เคยนำเสนอทฤษฎีของเขาจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกเมื่อปี 2493 ว่า ความเหลื่อมล้ําของการพัฒนาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในตอนแรกเริ่มของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ แต่เมื่อมีการพัฒนาไประยะหนึ่งแล้ว การกระจายรายได้หรือความเหลื่อมล้ําก็จะดีขึ้นเอง เสมือนเป็นรูประฆังคว่ำหรือ U-inverted curve ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากในเวลานั้นและทำให้ความยากจนกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม</p>
<p>แต่ต่อมาได้เกิดคำถามขึ้นว่า ความเป็นธรรมของการกระจายรายได้เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้หรือไม่? และจะต้องใช้เวลานานเท่าใหร่กัน? ไม่ต่างจากประเทศไทยที่พบว่าความยากจนสัมบูรณ์อาจจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่ความเหลื่อมล้ำซึ่งบ่งบอกถึงความยากจนสัมพัทธ์นั้นไม่ได้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเลยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>แม้ว่าชุดความคิดจำนวนมากจะเห็นด้วยกับการลดความยากจนลงในสังคม แต่แนวทางการแก้ไขปัญหายังไม่อาจเห็นพ้องกันทั้งหมดได้ โดยสามารถสรุปข้อเสนอในการแก้ความยากจนออกได้เป็น 3 กลุ่ม</p>
<p>1. กลุ่มวิพากษ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กลุ่มนี้มีความเชื่อว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้เท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหากับการกระจายรายได้ให้มีปัญหามากขึ้นอีกดัวย นับตั้งแต่ McCleary(1972), Medhi(1996), Rizwanul(1983), Bandid(1987) และ Bruno, Ravallion and Spuire(1996) ที่สรุปว่าทฤษฎีของ Kuznets เป็นจริงที่ว่าเกิดความเหลื่อมล้ํามากขึ้นในระยะแรก แต่กลับไม่พบข้อมูลยืนยันว่าการกระจายรายได้จะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ข้อเสนอแนะทางนโยบายก็คือ รัฐบาลต้องหันมาสนใจประเด็นการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช่ว่าเน้นที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงด้านเดียว เช่น กระบวนการทางภาษีเพื่อปรับรูปแบบการบริโภคและการลงทุนให้กระจายไปสู่คนจนจริงๆ</p>
<p>2. กลุ่มวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำทางนโยบาย กลุ่มนี้ เช่น Pranee(1995), Somlucrat(1978), Glassman(1997) เชื่อว่าความยากจนเกิดจากการแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เพราะคนจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมในชนบท แต่ภาคอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ในเมือง อีกทั้งภาคเกษตรยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดําเนินนโยบายของรัฐ เนื่องจากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศมุ่งไปที่การทําให้เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก (Export-led growth industrialization) ขณะที่การกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ชนบทกลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดปัจจัยพื้นฐาน (infra structure) รวมทั้งการสนับสนุนอุตสาหกรรมผ่านนโยบายภาษีนำเข้าก่อให้เกิดการบิดเบือนราคาที่แท้จริงของสินค้าภายในประเทศและส่งผลกับการกระจายรายได้อีกต่อหนึ่ง เช่น ภาคอุตสาหกรรมมักได้รับการคุ้มครองทางด้านภาษี ขณะที่ภาคเกษตรได้รับการคุ้มครองน้อยมาก อย่างไรก็ตาม บางครั้งงานของกลุ่มนี้ก็ถูกจัดไว้ในกลุ่มแรก เพียงแต่งานของกลุ่มนี้มีความเด่นชัดในเรื่องที่เชื่อว่าการทําให้เป็นอุตสาหกรรมก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ําทางนโยบายโดยเฉพาะ</p>
<p>3. กลุ่มวิพากษ์นิยามความยากจน เน้นที่ความยากจนโอกาสมากกว่าความยากจนที่เป็นตัวเงิน โดยมองว่าการที่ผู้ที่ประสบภาวะยากจนและไม่สามารถหลุดจากวังวนแห่งความยากจนได้นั้นเกิดจากการขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ Amartya Sen ชี้ว่าการมองความยากจนที่เป็นตัวเงินทําใหัเราละเลยปัญหาเรื่องโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร กล่าวคือ เขาลองตั้งคําถามเพื่อให้มองง่ายๆ ว่า หากมีคนสองคนที่มีรายได้เท่ากันและอยู่ใต้เส้นความยากจน ทั้งสองคนมีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนเท่ากันจริงหรือ ถ้าหากว่าไม่เท่ากันแล้ว อะไรที่ทำให้แตกต่าง สิ่งนั้นก็คือความยากจนจากการขาดโอกาส นอกจากนี้ งานในกลุ่มที่สามยังทำการสํารวจชุดความรู้เรื่องความยากจนของตัวละครต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความยากจน เช่น Somchai(2001) พบว่า คนจนมองความจนคือความไม่พอกิน ไม่มีที่ดินและเป็นหนี้ นักวิชาการมองไปที่การแก้ปัญหาการกระจายรายได้เชิงโครงสร้าง ส่วนผู้กําหนดนโยบายมองที่จํานวนคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเท่านั้น การแก้ปัญหาที่แท้จริงจึงต้องเริ่มจากมาตกลงกันก่อนว่าจะนิยามคนจนให้เหมือนกันได้อย่างไร</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<h2>ความยากจนที่เห็นภาพ</h2>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ ในงาน TED ที่ประเทศจีน ช่างภาพมืออาชีพ Stefen Chow ได้ตอบคำถามเรื่องความยากจนผ่านโครงการที่มีชื่อว่า “Poverty line” โดยเขาเล่าว่า เขาเกิดในครอบครัวที่พอมีอันจะกิน ในระดับที่มีสวนกว้างพอจะสามารถขว้างบูมเมอแรงได้ แต่เมื่อโตพอที่จะเข้าโรงเรียน ครอบครัวของเขากลับถังแตกถึงขนาดเกือบไม่มีจะกิน  คำถามเรื่องความรวยความจนจึงเกิดในหัวของเขาหลังจากนั้น</p>
<p>โครงการ “Poverty line” ค้นหาความหมายของความยากจนผ่านภาพถ่ายที่ตั้งเส้นแบ่งของความยากจนจากประเทศต่างๆ ผ่านแนวคิดที่ว่า One frame, one day, one person โดยเขาสนใจปริมาณแคลอรี่ในอาหารต่อหนึ่งวันที่คนยากจนในท้องถิ่นนั้นจะหาทานได้ และถ่ายภาพนั้นจะใช้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นพื้นหลัง เพราะความยากจนสำหรับเขา คือ การที่คนมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารที่จำกัด มันใช้ชีวิตยากลำบากกว่าคนอื่น และในแต่ละที่ก็มีทางเลือกที่จำกัดแตกต่างกันหลากรูปแบบ การถ่ายภาพอาหารของเขาที่ได้จากการลงไปสัมผัสพื้นที่ต่างๆ และนี่คือส่วนหนึ่งของภาพจากโครงการ “Poverty line”</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ไทย ความยากจนอยู่ที่ THB 52.87 = USD 1.71&#8243; (<a href="http://thepovertyline.net/?p=284" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Thailand.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Thailand.jpg" alt="" title="Thailand" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ญี่ปุ่น ความยากจนอยู่ที่ 394 Yen = 4.88 USD&#8221; (<a href="http://thepovertyline.net/?p=239" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Japan.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Japan.jpg" alt="" title="Japan" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฝรั่งเศส ความยากจนอยู่ที่ EUR 5.60 = USD 7.68&#8243; (<a href="http://thepovertyline.net/?p=1143" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/France.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/France.jpg" alt="" title="France" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;จีน ความยากจนอยู่ที่ CNY 6.30 = USD 1.00&#8243; (<a href="http://thepovertyline.net/?p=1208" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/China.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/China.jpg" alt="" title="China" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;USA ความยากจนอยู่ที่ USD 4.91 = EUR 3.60&#8243; (<a href="http://thepovertyline.net/?p=1159" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/USA.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/USA.jpg" alt="" title="USA" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ภาพของประเทศอื่นๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ <a href="http://thepovertyline.net">Project Poverty Line</a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ความยากจนเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เป็นที่สงสัยและถูกตั้งคำถามได้ง่าย แต่แก้ไขได้ยาก อย่างไรก็ตาม หลายประเทศเริ่มยอมรับแนวคิดของกลุ่มที่สามมากขึ้น คือเริ่มจากการนิยามความหมายของคำว่าคนจนให้ตรงกันในทุกหน่วยงานและจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ตรงเข้าไปแก้ไขคนจนที่ถูกนิยามเหมือนกันก่อน ซึ่งจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าให้นโยบายกว้างๆ และทุกหน่วยงานเข้าไปแก้ไขกันเอง </span>ซึ่ง [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าวันหนึ่งจะเห็นยุทธศาสตร์เช่นนี้เกิดขึ้นกับรัฐไทยและเห็นภาพของคนจนในประเทศไทยลดลงให้เหลือน้อยที่สุดให้ได้</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่งคือ พอเห็นอาหารที่พอจะเลือกได้สำหรับคนจนแล้วล่ะก็ลองเลือกกันดูนะครับว่าเป็นคนจนที่ไหนดี สำหรับผมแล้ว ประเทศไทยดีที่สุดครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; สมบูรณ์ ศิริประชัย , นิธินันท์ วิศเวศวร และศุภชัย ศรีสุชาติ (2004) &#8220;นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคกับความยากจนในประเทศไทย: การสำรวจสถานะความรู้&#8221;, วาสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ Volume 22 Number 3 September 2004.<br />
&#8211; พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ (2012) &#8220;เราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย ใน “เส้นแบ่งความยากจนที่เห็นภาพ”&#8221;, ออนไลน์<a href="http://kokoyadi.com/2012/08/povertyline/">ที่นี่</a>.<br />
&#8211; http://thepovertyline.net</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://2.bp.blogspot.com/-g2Sgtcc4l1M/UAAs9GxnE3I/AAAAAAAAAFM/xUv0scVSaLw/s1600/poor+girl.gif">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/15/what-is-poverty/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นตัวแทนของค่าครองชีพได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jul 2012 04:42:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4701</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4701"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ไ</span>ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น</p>
<p>การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60 บาท สมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ชื่อว่า ไข่ป๋าเปรม สมัยที่หนึ่ง 1.26 บาท สมัยที่ห้า 1.80 บาท สมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ ไข่น้าชาติ 1.90-2.00 บาท สมัยนายชวน หลีกภัย หรือ ไข่คุณชวน 1.65-2.70 บาท สมัยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือ ไข่แม้ว 2.40-3.20 บาท สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ ไข่บิ๊กแอ๊ด 3.00 บาท สมัยนายสมัคร สุนทรเวช หรือ ไข่สมัคร 3.00 บาท และสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ ไข่มาร์ค 3.30 บาท อย่างไรก็ตาม มีสมัยนายอานัท์ ปันยารชุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ได้รับความสนใจในการตั้งชื่อเรื่องไข่มากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กิตติศักดิ์ ธรพร และชยงการ (2011) ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ซึ่งใช้ราคาไข่ไก่เบอร์ 3 เพราะมีปริมาณการบริโภคสูงที่สุด กับข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจสองประเภท คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ราคาไข่สามารถเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้หรือไม่ โดยใช้ข้อมูล 148 เดือนตั้งแต่มกราคม 2542 ถึง เมษายน 2554</p>
<p>จากการประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares: OLS) ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๑) และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๒) พบว่า ราคาไข่เป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สำคัญมาก (ในระดับนัยสำคัญที่ 0.01) ของทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดไม่ได้ให้ค่าที่ถูกต้องกับกรณีของราคาไข่กับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจทั้งสองตัวดังกล่าว เนื่องจากทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น เวลาจึงเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของตัวแปรทั้งสามซึ่งทำให้ตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์ที่ไม่จริงต่อกัน (Spurious Regression)</p>
<p>[หากนึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการดูว่าถ้าเอาราคาก๋วยเตี๋ยวตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาหาความสัมพันธ์กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ก็จะพบว่ามีความสัมพันธ์กันสูง ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลย]</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กับเวลา สามารถแสดงได้ตามภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มของตัวแปรแต่ละตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงราคาไข่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png" alt="" title="3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png" alt="" title="4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png" alt="" title="5"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>วิธีการหาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องในกรณีเช่นนี้จึงต้องเป็นการประมาณค่าความสัมพันธ์ระยะยาวโดยวิธี Johansen Cointegration Test </p>
<p>ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ แสดงได้ในตารางที่ ๔ และ ๕ ตามลำดับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า <strong>แท้จริงแล้วหากตัดเอาความสัมพันธ์ของเวลาออกไป ทั้งราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกลับไม่มีความสัมพันธ์กันเลย นั่นเท่ากับว่าการใช้ราคาไข่มาเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ย่อมไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png" alt="" title="6" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png" alt="" title="7" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุป <span style="background-color:#f15a23;">แม้ว่าจะดูมีเหตุผลที่ราคาไข่จะเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ดี แต่สาเหตุที่ราคาไข่ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีได้ในโลกความเป็นจริงก็เพราะราคาไข่นั้นถูกกำหนดโดยปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศที่ส่งผลต่อการออกไข่ของแม่ได้ สถานการณ์น้ำท่วมฟาร์มไก่ รวมถึงการผูกขาดตลาดไข่ไก่ของผู้ผลิตรายใหญ่ด้วย</p>
<p>ในประเด็นของการผูกขาดตลาดไข่ไก่สามารถดูได้จากวิดีโอนำเสนอที่จัดทำโดย VReform นะครับ ^^</p>
<p><object width="640" height="360"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์บทความมาในกลุ่ม Social Sciences and Humanities Readers in Thailand</p>
<p>ที่มา: Jermsittiparsert, Kittisak, Sriyakul, Thanaporn and Pamornmast, Chayongkan, คุณภาพของสื่อไทย: ข้อเสนอเชิงประจักษ์ว่าด้วย &#8216;วาทกรรมไข่นายก&#8217; (Quality of Thai Media: Empirical Proposals on &#8216;Prime Minister&#8217;s Eggs Discourse&#8217;) (July 1, 2011). Journal of Social Sciences and Humanities, Vol. 37, No. 2, pp. 212-225, 2011. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://4.bp.blogspot.com/-KgDaudAgp3o/TWP9rd_xZDI/AAAAAAAAAKE/TAj9mvbDhfQ/s1600/Chicken_-_Cartoon_08.4172803_std.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-17 05:47:27 by W3 Total Cache -->