<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Others</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/others/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>20 เหตุผลที่สาวๆ ควร &#8220;ออกเดท&#8221; กับหนุ่มเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 01:56:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7222</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน &#8230;&#8230;&#8230;. 1. เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization) 2. ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน 3. ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน<span id="more-7222"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>1.	เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization)</p>
<p>2.	ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน</p>
<p>3.	ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่ Demand = Supply) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงอยากได้ของขวัญสุดแพงในวันวาเลนไทน์ ไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้ว เขาก็จะหามาให้คุณจนได้ เพื่อทำให้ตลาดเข้าสู่ดุลยภาพ</p>
<p>4.	เมื่อคุณเริ่มมีการเสื่อมค่า (Depreciation) เขาจะลงทุนเพิ่มขึ้น (Incremental Investment) จนกว่าคุณจะกลับสู่สภาพเดิม เช่น ถ้าคุณผู้หญิงรู้สึกเริ่มมีรอยตีนกาบนใบหน้า เขาพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าฉีดโบท็อกซ์ให้คุณอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>5.	เขามีวิธีเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณอย่างเป็นระบบทางสถิติ (Statistical Tools) แล้วคาดการณ์พฤติกรรมของคุณดีที่สุดตามหลักการอย่างไม่ลำเอียง (Best Linear Unbiased Estimator (BLUE))</p>
<p>6.	เขาอาจจะทำอะไรได้ดีกว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แย่กว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แต่ก็จงมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว โดยเฉลี่ย สิ่งที่คุณได้รับจริง (actual Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Y_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Y_i' title='Y_i' class='latex' />) จะเท่ากับสิ่งที่คุณคาดหวัง (predicted Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Chat%7BY%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\hat{Y}' title='\hat{Y}' class='latex' />) พอดี (Ordinary Least-squared: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Csum%7B%5Chat%7BY%7D%7D%20%3D%20%5Csum%7BY_i%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' title='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' class='latex' />) เช่น ถ้าแฟนของคุณจะไม่ได้พาคุณไปเดทในสถานที่สุดฮิตในวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคุณจะได้รับการชดเชยในวันอื่นที่ไม่มีใครเขาไปกันแทน </p>
<p>7.	ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาจะสังเกต (Observe) ปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของคุณไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้ R-squared สูงขึ้น นั่นย่อมหมายความว่า เขาจะทำนายพฤติกรรมของคุณได้แม่นยำมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p>8.	ถ้าคุณผู้หญิงไม่มีเวลาให้ แฟนของคุณก็สามารถสร้างหุ่นและตัวแบบจำลองขึ้นมาเองได้ (Dummies and Models) [อันนี้ไม่กล้าขยายความ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/couple-ring.jpg" alt="couple-ring" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>9.	ยิ่งคุณผู้หญิงมีความยืดหยุ่นต่อตัวเขามากเท่าไหร่ (High Elasticity) คุณก็จะยิ่งเป็นสินค้าหรูหรามากเท่านั้น (Luxury Goods) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงเป็นคนที่คอยตามใจเขา เขาก็จะคอยเรียกร้องหาคุณอยู่ตลอด ดังนั้น นิสัยการชอบตามใจแฟนของคุณผู้หญิงถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่ง</p>
<p>10.	ถ้าคุณผู้หญิงกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิต (Great Depression) จงสบายใจว่าสิ่งแรกที่แฟนของคุณจะทำคือกระตุ้นการบริโภคของคุณโดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (Increase Spending) เช่น ในเวลาที่คุณกำลังเครียด แฟนของคุณย่อมยินดีที่จะเอาเงินให้คุณไปช็อปปิ้งเพื่อคลายความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับนิสัยผู้หญิงอย่างคุณอยู่แล้ว</p>
<p>11.	ถ้าคุณผู้หญิงมีกิ๊ก แล้วถูกจับได้ แฟนของคุณมีแนวโน้มที่จะให้อภัยได้ง่าย เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันเป็นผลดีกับทุกฝ่าย (Competition increases welfare.) แต่แน่นอนว่า แฟนของคุณก็อาจจะมีกิ๊กได้ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>12.	ถ้าแฟนของคุณจะมองสาวสวยบ้างในเวลาที่ไปเที่ยวกับคุณ ไม่ต้องต่อว่าเขา นั่นก็เพราะการมองเป็นแค่การบริโภคระยะสั้น (Consumption) แต่คุณต่างหากที่เป็นการลงทุนระยะยาว (Investment)</p>
<p>13.	แฟนของคุณจะพยายามทำให้รายได้ของเขาเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องเสมอ (Income Growth) รับประกันได้ว่าอยู่กับหนุ่มนักเศรษฐศาสตร์แล้วจะไม่จนแน่นอน [ยกเว้นคนเขียนกระมัง]</p>
<p>14.	หากคุณผู้หญิงตกงาน แฟนของคุณจะยอมรับสภาพการว่างงานของคุณได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเข้าใจหลักของการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) และที่สำคัญ คุณก็สามารถว่างงานตามธรรมชาติได้อย่างถาวรด้วย (Permanent Unemployment)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" alt="vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>15.	แฟนของคุณสามารถจัดสรรแรงงานและเงินทุนที่มีอยู่ในครอบครัวให้เกิดรายได้สูงที่สุดได้ (Efficient Allocation) เพียงแต่แฟนนักเศรษฐศาสตร์แค่ไม่เคยเรียนว่าจะทำยังไงจึงจะเพิ่มเงินทุนของครอบครัวได้ ซึ่งที่จริงอันนี้สำคัญกว่า <img src="http://setthasat.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif" alt=":P" class="wp-smiley" /> </p>
<p>16.	คุณผู้หญิงจะได้ส่วนแบ่งรายได้ครึ่งหนึ่งของแฟนคุณเสมอตลอดเวลาที่คบกัน เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม (Income Inequality) แต่พึงสังวรด้วยว่า คุณก็จะไม่มีวันได้ถือเงินทั้งหมดของเขาเช่นกัน [ไม่รู้ดีไหมนะครับ]</p>
<p>17.	แต่ในอีกด้านหนึ่ง แฟนของคุณจะแบ่งสรรหน้าที่ในบ้านให้คุณและตัวเขาเองอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (Free Riders) เช่น งานบ้านทุกประเภทจะถูกกำหนดความรับผิดชอบของใครของมันไว้อย่างชัดเจนและเท่าเทียม</p>
<p>18.	แฟนของคุณจะไม่ตำหนิ หากคุณจะเปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกปี เพราะ Solow’s Growth Model บอกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของรายได้ในระยะยาว</p>
<p>19.	เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหากัน คุณผู้หญิงสามารถไปหาหมอดูได้อย่างสบายใจ เพราะนั่นคือการสนับสนุนให้มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) จะเข้ามาจัดการปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>20.	แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมาย แต่ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แฟนของคุณก็จะยังมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณเสมอ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=F%28x%29%20%3D%20x&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='F(x) = x' title='F(x) = x' class='latex' />: Fixed-point Theorem)</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://media1.santabanta.com/full1/Emotions/Love/love-258a.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้เวลานานแค่ไหนในการ &#8220;เปลี่ยนนิสัย&#8221; ตัวเอง?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jul 2012 05:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4682</guid>
		<description><![CDATA[การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน</p>
<p><span id="more-4682"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา</p>
<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ</p>
<p>แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;นิสัยของเรา เราเลือกได้&#8221; (<a href="http://freddabranyon.com/wp-content/uploads/2012/05/thepowerofhabit.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg" alt="" title="thepowerofhabit" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การทดลองทางจิตวิทยาใช้อาสาสมัครเข้าร่วมการทดลอง 96 คน อายุ 21-45 ปี และใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยก่อนเข้าร่วมการทดลอง ผู้เข้าร่วมจะมีสามตัวเลือกที่เขาอยากปฏิบัติเป็นนิสัย ได้แก่ กินแบบสุขภาพดี (healthy eating) เช่น กินผลไม้หลังอาหารกลางวัน (27 คน) ดื่ม (drinking) เช่น ดื่มน้ำทั้งขวดหลังอาหารกลางวัน (31 คน) และออกกำลังกาย (exercise) เช่น วิ่ง 15 นาทีตอนเย็น (34 คน) ซึ่งมีเงื่อนไขว่า (i) ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำประจำมาก่อน (ii) สามารถปฏิบัติได้ทุกวัน(หากคิดจะทำ) และ (iii) ไม่มีสถานการณ์มาบังคับให้ต้องทำ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องทำการบันทึกข้อมูลของตนทางอินเตอร์เน็ตทุกวันตลอด 84 วัน</p>
<p>การวัดนิสัยจะกระทำด้วยแบบสอบถาม 12 ข้อที่มี 7 สเกล (7-point Likert Scale) ตั้งแต่รู้สึกว่ายากในการลงมือทำ ลงมือทำโดยไม่ต้องคิด ไปจนถึงลงมือทำโดยอัตโนมัติ และมีการปรับสเกลบางข้อ ทำให้ค่าคะแนนรวมเป็นไปได้ตั้งแต่ 0-42 โดย 0 คือไม่เป็นอัตโนมัติ และ 42 คือเป็นอัตโนมัติ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของการเป้นอัตโนมัตินั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง ซึ่งสอดคล้องกับ Mitscherlich&#8217;s Law of Diminishing Returns (<em>y = a &#8211; be<sup>-cx</sup></em>) เมื่อ y คือระดับความเป็นอัตโนมัติ และ x คือจำนวนวัน แกนตั้งคือระดับความเป็นอัตโนมัติ และแกนนอนคือจำนวนวัน ส่วนจุดที่อยู่ในกราฟนั้น สีเทาคือวันนี้รู้สึกไม่ต่างจากเมื่อวานนี้ สีขาวคือวันนี้รู้สึกว่าง่ายขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ และสีดำคือวันนี้รู้สึกว่ายากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในกิจกรรมแต่ละประเภทตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>จากนั้น คณะผู้วิจัยทำการคัดเฉพาะผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและให้ผลที่ค่อนข้างคงเส้นคงวา (A Good Fit) โดยเกณฑ์คือมีค่า R<sup>2</sup> > 0.7 เพื่อหาผลของการปฏิบัติอย่างเป็นอัตโนมัติที่ลู่เข้าสู่ค่าคงที่ โดยในขั้นนี้เหลือจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลอง 39 คน </p>
<p>ผลการทดลองในตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าจำนวนวันที่จะทำให้นิสัยถูกเปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่ (95% of Asymptote) คือ 66 วัน แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นนิสัยได้ตั้งแต่ 18 &#8211; 254 วัน โดยระยะเวลาที่ต่างกันนี้มาจากความยากของกิจกรรมที่แตกต่างกัน </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติสม่ำเสมอและมีพัฒนาการคงเส้นคงวา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>หากจะพิจารณาความยากของกิจกรรมที่ส่งผลต่อเวลาในการเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายที่สุดก็คงต้องดูที่การออกกำลังกาย โดยภาพที่ ๒ แสดงผลดังกล่าว ซึ่งในภาพกลางเป็นการเดิน 10 นาทีหลังอาหารเช้า ซึ่งทำได้ง่ายก็จะพัฒนาเป็นนิสัยได้เร็วกว่า ขณะที่การออกกำลังกาย 15 นาทีตอนเย็น(ภาพล่าง) และการซิทอัพ 50 ครั้งหลังกาแฟยามเช้า(ภาพบน) ซึ่งยากขึ้นก็จะใช้เวลานานขึ้นด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในการออกกำลังกายแต่ละแบบตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากนี้ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ยังศึกษาด้วยว่า หากผู้เข้าร่วมการทดลองลืมเป็นบางวันจะเป็นไรหรือไม่ คำตอบที่เฉพาะเจาะจงก็คือ ถ้าผู้เข้าร่วมการทดลองปฏิบัติติดต่อกันสามวันแล้วลืมหนึ่งวัน วันถัดไปที่จะทำก็แค่รู้สึกยากขึ้น แต่ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรในระยะยาว ถ้าเข้มงวดกับการตีความตามนี้ก็คือ สามวันลืมได้หนึ่งวันก็ไม่น่าจะเป็นอะไร</p>
<p>นอกจากนี้ พวกเขายังอ้างถึงงานของ Ronis, Yates and Kirscht (1988) ที่ชี้ว่า ถ้าคุณอยากสร้าง(หรือเปลี่ยนแปลง)นิสัย คุณต้องปฏิบัติด้วยความถี่อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง และสม่ำเสมออย่างน้อยที่สุด 10 ครั้งจึงจะมีโอกาสพัมนาเป็นนิสัยได้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ก็คงรู้แล้วนะครับว่า <span style="background-color:#f15a23;">โดยเฉลี่ยหากเราต้องการจะเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจำนวน 66 วัน ลืมบ้างไม่เป็นไร (อย่าคิดมาก แต่ไม่ลืมคงดีกว่า) </span>ซึ่งผู้เขียนก็จะไปเปลี่ยนนิสัยขี้เกียจของตัวเองเหมือนกัน และคงเป็น 66 วันที่เหนื่อยมาก แต่ก็คุ้มกับเวลาที่เหลือทั้งชีวิตนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ คุณ Nattapon Pinthong ที่ช่วยหาบทความให้ครับ ^^</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.softballexcellence.com/images/InitialSet/habit.jpg">here</a></font></p>
<p>ที่มา: Lally, P., van Jaarsveld, C. H. M., Potts, H. W. W. and Wardle, J. (2010), How are habits formed: Modelling habit formation in the real world. Eur. J. Soc. Psychol., 40: 998–1009. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;จดโน้ต&#8221; อย่างไรให้เวิร์ค?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/03/01/cornell-note-taking/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/03/01/cornell-note-taking/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Mar 2012 03:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2101</guid>
		<description><![CDATA[เวลานั่งเรียนหรือนั่งฟังสัมมนา แล้วมีกระดาษว่างๆ วางอยู่ หน้ากระดาษแผ่นนั้นก็คือทรัพยากรที่มีจำกัด เคยสงสัยกันไหมว่า จะจดอย่างไรบนหน้ากระดาษแผ่นนั้นให้เกิดการจัดสรรที่เป็นประโยชน์สูงที่สุด แนวทางการจดโน้ตของมหาวิทยาลัย Cornell จะช่วยให้เราแบ่งหน้ากระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ &#8230;&#8230;&#8230;. ธีการจดโน๊ตแบบ Cornell (Cornell Note-taking) เป็นวิธีการบันทึกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่าเป็นวิธีการใช้พื้นที่หน้ากระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ Jacobs (2008) ได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันว่าวิธีการจดโน๊ตแบบ Cornell มีประสิทธิภาพจริง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้จดเน้นการสังเคราะห์ (Synthesize) และประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply Learned Knowledge) แต่ก็อาจไม่ได้ผลดีนักหากผู้จดต้องการท่องจำ &#8230;&#8230;&#8230;. วิธีการจดโน๊ตแบบ Cornell เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น ๓ ส่วน ตามรูปที่ ๑ &#8220;รูปที่ ๑ แม่แบบ Cornell&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เวลานั่งเรียนหรือนั่งฟังสัมมนา แล้วมีกระดาษว่างๆ วางอยู่ หน้ากระดาษแผ่นนั้นก็คือทรัพยากรที่มีจำกัด เคยสงสัยกันไหมว่า จะจดอย่างไรบนหน้ากระดาษแผ่นนั้นให้เกิดการจัดสรรที่เป็นประโยชน์สูงที่สุด แนวทางการจดโน้ตของมหาวิทยาลัย Cornell จะช่วยให้เราแบ่งหน้ากระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span id="more-2101"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">วิ</span>ธีการจดโน๊ตแบบ Cornell (Cornell Note-taking) เป็นวิธีการบันทึกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่าเป็นวิธีการใช้พื้นที่หน้ากระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>Jacobs (2008) ได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันว่าวิธีการจดโน๊ตแบบ Cornell มีประสิทธิภาพจริง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้จดเน้นการสังเคราะห์ (Synthesize) และประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply Learned Knowledge) แต่ก็อาจไม่ได้ผลดีนักหากผู้จดต้องการท่องจำ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>วิธีการจดโน๊ตแบบ Cornell เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น ๓ ส่วน ตามรูปที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ แม่แบบ Cornell Note&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/cornell-note.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/cornell-note.png" alt="" title="รูปที่ ๑ แม่แบบ Cornell Note" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แต่ละส่วนจะถูกใช้ตามหน้าที่ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ส่วนที่ ๑ เป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด เรียกว่า Note-taking Area สำหรับจดทุกอย่างเท่าที่จะจดได้ ในช่วงที่นั่งเรียนหรือสัมมนาอยู่</li>
<li>ส่วนที่ ๒ เรียกว่า Cue Column สำหรับบันทึกประเด็นสำคัญ เชื่อมโยงจากส่วนที่ ๑ โดยเป็นคำสำคัญ (Keywords) หรือคำถามก็ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ ๒ ประการ หนึ่งคือง่ายสำหรับการทบทวนโดยไม่ต้องอ่านทั้งหมด และสองเพื่อให้เห็นโครงร่างทั้งหมดของบทเรียนหรือการสัมมนา</li>
<li>ส่วนที่ ๓ เรียกว่า Summary Area สำหรับในอนาคตที่เกิดนึกถึงคำถามใหม่ๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะไปเจอความรู้ใหม่ๆ ก็นำมาเขียนที่นี่ รวมทั้งอาจใช้เป็นพื้นที่ในการสรุปเนื้อหาก็ได้ โดยส่วนนี้จะถูกอนุญาตให้เขียนเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า ๒๔ ชั่วโมง หรือ ๗ วันแล้ว</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ตัวอย่างของการจดโน้ตแสดงได้ตามรูปที่ ๒ และ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ตัวอย่างการจดโน้ตแบบ Cornell Note-taking&#8221; (<a href="http://1stopbrainshop.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/cornell-notes1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/cornell-notes1.jpg" alt="" title="รูปที่ ๒ ตัวอย่างการจดโน้ตแบบ Cornell Note-taking (ภาพจาก 1stopbrainshop.com)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>หากนึกไม่ออก ลองนึกถึงเวลาที่เราไปดูภาพยนตร์ </p>
<p>ส่วนที่ ๑ ก็คือเนื้อหาภาพยนตร์ที่มีรายละเอียดเยอะมากๆ </p>
<p>ส่วนที่ ๒ คือประเด็นสำคัญๆ ซึ่งเวลาที่เราจะเล่าให้คนอื่นฟังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็สามารถเล่าได้จากการเรียงลำดับประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้ </p>
<p>ส่วนที่ ๓ คล้ายๆ กับบทวิจารณ์ภาพยนตร์หรือความคิดเห็นของเราเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะเป็นคำถาม ข้อบกพร่อง หรือความรู้สึกก็ได้นั่นเอง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ตัวอย่างการจดโน้ตแบบ Cornell Note-taking&#8221; (<a href="http://p2sts1011.blogspot.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/good-cornell-notes1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/good-cornell-notes1.jpg" alt="" title="รูปที่ ๓ ตัวอย่างการจดโน้ตแบบ Cornell Note-taking (ภาพจาก p2sts1011.blogspot.com)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ลองคิดดูครับว่าหลายๆ ครั้ง เราอ่านหนังสือเรียน อย่าว่าแต่จบเล่มเลย เอาแค่จบบทเอง เราแทบจะจำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าบอกตัวเองด้วยซ้ำว่าอ่านไปแล้วได้อะไร แต่เวลาที่เราอ่านหนังสือการ์ตูนจบเล่ม เราสามารถเล่าได้เป็นฉากๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะหนังสือการ์ตูนมันง่ายกว่า แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะตอนที่เราอ่านหนังสือเรียน เราลงรายละเอียดมากเกินไป มากเกินกว่าที่เราจะจำมันได้ ขณะที่การอ่านหนังสือการ์ตูนนั้น เราถอยห่างออกมาจากรายละเอียด แล้วทำความเข้าใจโครงร่างของเรื่อง เราจึงรู้เรื่อง</p>
<p><strong>ส่วนที่ ๒ จึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจบทเรียนหรือสัมมนาที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันจะทำให้เราเล่าต่อได้ผ่านคำสำคัญที่ได้สรุปเอาไว้ เหมือนๆ การอ่านหนังสือการ์ตูนนั่นเอง<br />
</strong></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ต่อไปนี้เพื่อนๆ ก็จะสามารถใช้ทรัพยากรหน้ากระดาษที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกันได้แล้วนะครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม <span style="background-color:#f15a23;">[เสด-ถะ-สาด].com ได้ทำลิงค์ให้ดาวน์โหลด template ของ Cornell Note ไปให้เพื่อนๆ ลองนำไปใช้ดูด้านล่างนี้แล้ว เพื่อนๆ ใช้กันแล้วได้ผลเป็นอย่างไรก็มาเขียนเล่าให้ฟังด้วยนะครับ</p>
<p><a href="http://static.timeatlas.com/tutorials/CornellNotesTemplate.pdf" target="_blank">PDF Template</a><br />
<a href="http://www.cocooa.com/wp-content/uploads/2011/09/cornell-method-template.zip" target="_blank">(Mac) Pages Template</a><br />
<a href="http://office.microsoft.com/en-us/results.aspx?qu=cornell+notes&amp;origin=EC010141330" target="_blank">(Windows) OneNote Template</a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/cornell_notes_1.doc" target="_blank">(Windows) Word Template</a></p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Jacobs, Keil. A Comparison of Two Note Taking Methods in a Secondary English Classroom Proceedings: 4th Annual Symposium: Graduate Research and Scholarly Projects [79] Conference proceedings held at the Eugene Hughes Metropolitan Complex, Wichita State University, April 25, 2008. Symposium Chair: David M. Eichhorn.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://pixabay.com/static/uploads/photo/2012/04/18/18/12/note-37460_640.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/03/01/cornell-note-taking/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนเรารู้สึก&#8220;เสียใจ&#8221;กับเรื่องอะไรบ้าง ก่อนเสียชีวิต?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/16/the-top-five-regrets-of-the-dying/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/16/the-top-five-regrets-of-the-dying/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Feb 2012 04:40:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2544</guid>
		<description><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความจากประสบการณ์ของผู้ที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายก่อนเสียชีวิต ว่าพวกเขาเหล่านั้นนึกเสียใจกับเรื่องอะไรที่ผ่านมาของชีวิตบ้าง และบทเรียนของพวกเขาเหล่านี้ จะทำให้เรารักและเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้น &#8230;&#8230;&#8230;. ลังจากวันแห่งความรักผ่านไป ขออนุญาตซึ้งแบบพลิกอารมณ์สักหน่อยนะครับ บทความชิ้นนี้ตั้งใจว่า หลังจากที่เพื่อนๆ ให้ความรักกับคนรอบข้างแล้ว ลองมาดูว่า จะรักและตระหนักกับการใช้ชีวิตของตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอบทความเรื่อง &#8220;ก่อนตาย&#8221;&#8230;เราเห็นอะไร? ที่ได้ไปสำรวจคนจำนวนหนึ่งที่หัวใจของพวกเขาเคยหยุดเต้น และฟื้นขึ้นมาจากการปั๊มหัวใจ ว่าในเวลาที่หัวใจของพวกเขากำลังจะหยุดเต้นนั้น เขาเห็นอะไรกันบ้าง บทความนี้อาจจะนับเป็นอีกภาคหนึ่งก็ได้ เพราะมันกำลังจะบอกเราว่า คนที่ป่วยหนักและรู้ตัวว่ากำลังจะเสียชีวิต เขารู้สึกเสียใจเรื่องอะไรบ้าง &#8220;รอยยิ้มที่แสนน่ารักของคุณยายชาวเชียงรายใกล้สามเหลี่ยมทองคำ&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. หนังสือขายดีใน Amazon เล่มหนึ่ง ชื่อว่า &#8220;The Top Five Regrets of the Dying&#8221; เขียนโดย&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>[เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความจากประสบการณ์ของผู้ที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายก่อนเสียชีวิต ว่าพวกเขาเหล่านั้นนึกเสียใจกับเรื่องอะไรที่ผ่านมาของชีวิตบ้าง และบทเรียนของพวกเขาเหล่านี้ จะทำให้เรารักและเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้น </p>
<p><span id="more-2544"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลังจากวันแห่งความรักผ่านไป ขออนุญาตซึ้งแบบพลิกอารมณ์สักหน่อยนะครับ บทความชิ้นนี้ตั้งใจว่า หลังจากที่เพื่อนๆ ให้ความรักกับคนรอบข้างแล้ว ลองมาดูว่า จะรักและตระหนักกับการใช้ชีวิตของตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ก่อนหน้านี้ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอบทความเรื่อง <a href='http://setthasat.com/2011/11/24/near-death-experiences/'>&#8220;ก่อนตาย&#8221;&#8230;เราเห็นอะไร?</a> ที่ได้ไปสำรวจคนจำนวนหนึ่งที่หัวใจของพวกเขาเคยหยุดเต้น และฟื้นขึ้นมาจากการปั๊มหัวใจ ว่าในเวลาที่หัวใจของพวกเขากำลังจะหยุดเต้นนั้น เขาเห็นอะไรกันบ้าง บทความนี้อาจจะนับเป็นอีกภาคหนึ่งก็ได้ เพราะมันกำลังจะบอกเราว่า คนที่ป่วยหนักและรู้ตัวว่ากำลังจะเสียชีวิต เขารู้สึกเสียใจเรื่องอะไรบ้าง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รอยยิ้มที่แสนน่ารักของคุณยายชาวเชียงรายใกล้สามเหลี่ยมทองคำ&#8221; (<a href="http://www.flickr.com/photos/glouk/4523649809/" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.flickr.com/photos/glouk/4523649809/" title="Old Thai woman, near Chiang Rai by m'sieur rico, on Flickr"><img src="http://farm3.staticflickr.com/2727/4523649809_f893abca83.jpg"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หนังสือขายดีใน Amazon เล่มหนึ่ง ชื่อว่า &#8220;The Top Five Regrets of the Dying&#8221; เขียนโดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นคนดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่ากำลังจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต ในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุยและรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นหลักๆ</p>
<p><BR/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นแรก พวกเขาน่าจะใช้ชีวิตตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง มากกว่าตามความคาดหวังของคนอื่น (I wish I&#8217;d had the courage to live a life true to myself, not the life others expected of me.)</span></p>
<p>เกือบทุกคนที่กำลังจะเสียชีวิตจะพูดถึงประเด็นนี้ เมื่อพวกเขารู้ตัวว่าชีวิตได้ล่วงเลยมาจนถึงขั้นนี้แล้ว และย้อนกลับไปมองอดีต เขาจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าอะไรที่อยากทำ อะไรที่ได้ทำ และอะไรที่ยังไม่ได้ทำ</p>
<p>กว่าพวกเขาจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะเดินตามความฝันของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็แค่พยายาม มันก็สายเกินไป สุขภาพของพวกเขาเอาอิสรภาพในการตัดสินใจทำไปจากพวกเขาแล้ว และก็ไม่มีวันจะคืนให้เขาอีกต่อไป</p>
<p><BR/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่สอง พวกเขาจะไม่ทำงานหนัก (I wish I didn&#8217;t work so hard.)</span></p>
<p>งานหนักที่พวกเขาเคยรู้สึกว่าไม่ทำไม่ได้นั้น พาพวกเขาออกห่างจากชีวิตส่วนตัว ลูกๆ ครอบครัว และคนสำคัญของชีวิต พวกเขาไขว่คว้าและวิ่งตามแต่เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือแม้กระทั่งการยอมรับจากคนที่อยู่นอกวงกลมของชีวิต โดยที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าตัวเองทำอย่างนั้น</p>
<p>พวกเขาคิดว่าพวกเขาน่าจะมีตารางเวลาที่ดี แสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง หรือเกียรติยศเท่าที่พอเพียง และแบ่งเวลาไปให้กับชีวิตส่วนตัว ลูกๆ ครอบครัว และคนสำคัญของชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาหมดลมหายใจ จะไม่มีอะไรที่ติดตัวพวกเขาไปเลยสักอย่างเดียว</p>
<p><BR/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่สาม พวกเขาน่าจะกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองให้มากกว่านี้ (I wish I&#8217;d had the courage to express my feelings.)</span></p>
<p>คนจำนวนมากเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ข้างใน เพราะเกรงใจ เพราะกลัวคนจะว่า เพราะกลัวจะไปขัดใจคนอื่น แต่ความรู้สึกเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความเครียด และความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองในภายหลัง นอกจากนี้ ความต้องการแสดงความรู้สึกของตัวเองไม่ได้มีเฉพาะด้านลบเท่านั้น พวกเขายังไม่แทบจะไม่ได้แสดงความรู้สึกดีดีออกไปให้บางคนที่ได้รับรู้ในสถานการณ์นั้นๆ เมื่อเวลาผ่านมา จนถึงที่พวกเขากำลังจะเสียชีวิต หลายคนก็เสียชีวิตไปก่อนเขา และหลายครั้งมันก็เลยสถานการณ์นั้นๆ มานานแล้ว</p>
<p>หากพวกเขาได้แสดงความต้องการออกไปอย่างที่ตัวเองรู้สึก ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจ รู้สึกดีกับตัวเองมากกว่านี้ และเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง</p>
<p><BR/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่สี่ พวกเขาจะอยู่กับเพื่อนเก่าๆ ให้นานกว่านี้ (I wish I had stayed in touch with my friends.)</span></p>
<p>บ่อยครั้งที่พวกเขารับรู้ถึงความสุขที่แท้จริงจากการได้อยู่กับเพื่อนเก่าๆ ก็ต่อเมื่อตัวเขาเองกำลังจะเสียชีวิตลง หรือเพื่อนๆ ของเขาเหล่านั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ที่ผ่านมา พวกเขาก็ห่างเหินจากเพื่อนเก่าๆ ที่สนิทกันมากๆ ไปเป็นปีๆ และเมื่อพวกเขากำลังจะเสียชีวิต พวกเขาก็รู้สึกเสียใจกับช่วงเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตอันยุ่งเหยิงจะพาเราออกจากเพื่อนๆ แต่เมื่อเรากำลังจะเสียชีวิตลง พวกเขากลับต้องการเพื่อนๆ พูดคุย เห็นหน้า ดูหนังด้วยกัน ไปเที่ยวกัน มากกว่าเรื่องอื่นๆ เสียอีก</p>
<p><BR/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่ห้า พวกเขาน่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่านี้ (I wish that I had let myself be happier.)</span></p>
<p>เป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่กำลังจะเสียชีวิตกลับตระหนักว่า ความสุขนั้นอยู่ที่ตัวเราเอง พวกเขาดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบซ้ำๆ แล้วก็หลอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันดีอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็ไม่อยากจะลำบากต้องเปลี่ยนแปลงอะไร</p>
<p>เมื่อพวกเขากำลังจะเสียชีวิต และย้อนเวลากลับไปนึกถึง พวกเขารู้สึกว่าความสุขในชีวิตนั้น เกิดจากสิ่งที่เขาเลือก อะไรก็ตามที่ทำอยู่ซ้ำๆ จะไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตมากนัก แต่จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เป็นไปตามความต้องการของตนเองนั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว มีความหมายกับชีวิตมากกว่านัก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รอยยิ้มที่ดูจริงใจมากของชายไทยชาวชนบทคนหนึ่ง&#8221; (<a href="http://www.flickr.com/photos/glouk/4518299997/" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.flickr.com/photos/glouk/4518299997/" title="Thailand by m'sieur rico, on Flickr"><img src="http://farm5.staticflickr.com/4024/4518299997_221e62e5ef.jpg"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หลายคนอาจจะสงสัยว่า [เสด-ถะ-สาด].com ได้บอกไว้ว่าเดือนนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ทำไมจึงเป็นบทความนี้ แต่เมื่อเพื่อนๆ ที่ได้อ่านจบแล้ว ก็คงจะได้เห็นคุณค่าของความรักมากขึ้น ทั้งความรักที่มีต่อชีวิตตนเอง รักครอบครัว รักเพื่อน และคนรอบข้าง </p>
<p>ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ตระหนักกับทุกๆ วินาทีที่ผ่านไปนะครับ เมื่อถึงวันหนึ่งที่เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับพวกเขาเหล่านี้ เราจะได้ไม่เสียใจกับช่วงเวลาที่ผ่านไป ขอเป็นกำลังใจให้กับความรักของทุกๆ คนครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ คุณมนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล (ดีเจเล็กน้อยจาก RadioOK OKLove) ที่ได้แบ่งปันบทความดีดีมาให้ครับ</p>
<p>ที่มา</p>
<ol>
<li>Ware, Bronnie. (2011) The Top Five Regrets of the Dying: A Life Transformed by the Dearly Departing. Balboa Press.</li>
<li>Regrets of the Dying. (2009). Retrieved February 14, 2011, from http://www.inspirationandchai.com/Regrets-of-the-Dying.html</li>
<li>พสุ เดชะรินทร์. (2553). สิ่งที่เรามักจะนึกเสียใจก่อนเสียชีวิต. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้าการเมือง: ทัศนะวิจารณ์. ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม.</li>
</ol>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from thaiblogonline.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/16/the-top-five-regrets-of-the-dying/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โอกาสเจอ &#8220;ใครสักคนที่ใช่” เป็นเท่าไหร่กัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/02/why-i-dont-have-a-girlfriend/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/02/why-i-dont-have-a-girlfriend/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 03:22:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2384</guid>
		<description><![CDATA[Backus ได้ทำการประยุกต์สมการที่ใช้ประเมินจำนวนดวงดาวที่มีโอกาสจะติดต่อกับมนุษย์ได้ มาคำนวณหาโอกาสที่ชีวิตของเราจะได้เจอใครสักคนที่ใช่ แบบที่สามารถสื่อสารกับเราได้พอดี (Perfect Match) และโอกาสที่เราจะได้คบกันกับคนๆ ด้วย แต่สุดท้ายค่าที่ได้ก็ช่างน้อยเสียเหลือเกิน &#8230;&#8230;&#8230;. นปี 1961 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Frank  Drake จาก  the  National  Radio  Astronomy  Observatory ใน West  Virginia ได้ทำการคิดสมการที่ชื่อว่า Drake  equation ขึ้นมา เพื่อ  ประเมินว่ามีดวงดาวสักกี่ดวงในกาแล็กซี่ที่จะมีสิ่งมีชีวิตซึ่งจะติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ เพราะดาวดวงนั้นต้องมีสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นต้องศิวิไลซ์จนพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารได้ และต้องสื่อสารด้วยช่วงของการสื่อสารที่ตรงกับมนุษย์โลกพอดีด้วย ต่อมา Backus นักเศรษฐศาสตร์ ได้ทำการประยุกต์ Drake  equation เพื่อคำนวณโอกาสที่ชีวิตของเราจะได้เจอใครสักคนที่ใช่ (Perfect&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Backus ได้ทำการประยุกต์สมการที่ใช้ประเมินจำนวนดวงดาวที่มีโอกาสจะติดต่อกับมนุษย์ได้ มาคำนวณหาโอกาสที่ชีวิตของเราจะได้เจอใครสักคนที่ใช่ แบบที่สามารถสื่อสารกับเราได้พอดี (Perfect Match) และโอกาสที่เราจะได้คบกันกับคนๆ ด้วย แต่สุดท้ายค่าที่ได้ก็ช่างน้อยเสียเหลือเกิน</p>
<p><span id="more-2384"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ใ</span>นปี 1961 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Frank  Drake จาก  the  National  Radio  Astronomy  Observatory ใน West  Virginia ได้ทำการคิดสมการที่ชื่อว่า Drake  equation ขึ้นมา เพื่อ  ประเมินว่ามีดวงดาวสักกี่ดวงในกาแล็กซี่ที่จะมีสิ่งมีชีวิตซึ่งจะติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ เพราะดาวดวงนั้นต้องมีสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นต้องศิวิไลซ์จนพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารได้ และต้องสื่อสารด้วยช่วงของการสื่อสารที่ตรงกับมนุษย์โลกพอดีด้วย</p>
<p>ต่อมา Backus นักเศรษฐศาสตร์ ได้ทำการประยุกต์ Drake  equation เพื่อคำนวณโอกาสที่ชีวิตของเราจะได้เจอใครสักคนที่ใช่ (Perfect Match) โดยประเมินว่าจะมีสักกี่คนในสังคมที่ตรงกับความต้องการของเรา และสามารถสื่อสารกับเราได้อย่างพอดีจริงๆ (ประเภทมีฮอร์โมนตรงกันกับเราแบบมองตาก็รู้ใจ = สื่อสารด้วยสัญญาณแบบเดียวกัน) สมการดังกล่าวถูกเรียกว่า Drake-Backus  equation</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพชื่อ I found you (ภาพโดย stonepix_de @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/530501248_f153d46a1f_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/530501248_f153d46a1f_z.jpg" alt="" title="ภาพชื่อ I found you (ภาพโดย stonepix_de @flickr)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขอเริ่มต้นจากการยกตัวอย่างการคำนวณ Drake  equation ซึ่งมีหลักการว่า หากจะหาดวงดาวที่สามารถสื่อสารกับโลกได้นั้น เริ่มจากพิจารณาอัตราการเกิดดาวดวงใหม่ต่อปี ปรับด้วยจำนวนที่เป็นดาวเคราะห์ ที่สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอด พัฒนาความศิวิไลซ์ และสามารถสื่อสารแบบเดียวกับมนุษย์ได้ ภายในช่วงเวลาที่ไม่น้อยไปกว่าที่ใช้พัฒนาสัญญาณ<a href="#X" id="refX"><sup>[1]</sup></a></p>
<p><em>N = R* x &fnof;<sub>p</sub> x n<sub>e</sub> x &fnof;<sub>l</sub> x &fnof;<sub>i</sub> x &fnof;<sub>c</sub> x L</em></p>
<p>โดยบทความของ Drake ระบุความหมายของแต่ละตัวแปรไว้ว่า<br />
R* = 10/year (มีดวงดาวเกิดใหม่ 10 ดวงต่อปี)<br />
&fnof;<sub>p</sub> = 0.5 (ครึ่งหนึ่งของดวงดาวที่เกิดใหม่เป็นดาวเคราะห์)<br />
n<sub>e</sub> = 2 (ในดวงดาวที่เกิด มีดาวเคราะห์ 2 ดวงที่สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้)<br />
&fnof;<sub>l</sub> = 1 (100% ดาวเคราะห์เหล่านี้ สิ่งมีชีวิตจะอยู่รอดได้)<br />
&fnof;<sub>i</sub> = 0.01 (1% สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดจะพัฒนาความศิวิไลซ์)<br />
&fnof;<sub>c</sub> = 0.01 (1% จะสามารถสื่อสารได้)<br />
L = 10,000 years (ใช้เวลาในการพัฒนาสัญญาณ 10,000 ปี)</p>
<p>ดังนั้น จำนวนดวงดาวในกาแล็กซี่ที่มีโอกาสจะสื่อสารกับโลกของเราได้ (N) = 10 × 0.5 × 2 × 1 × 0.01 × 0.01 × 10,000 = 10 ดวง(เท่านั้น)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพชื่อ Couple in the sunset (ภาพโดย tanakawho @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/3355858755_ac59638d6b.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/3355858755_ac59638d6b.jpg" alt="" title="ภาพชื่อ Couple in the sunset (ภาพโดย tanakawho @flickr)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Backus ได้ทำการประยุกต์จนเป็นสมการใหม่เป็น Drake-Backus  equation โดยอยู่บนพื้นฐานเดียวกันกับ Drake equation</p>
<p><em>G = R* x &fnof;<sub>p</sub> x &fnof;<sub>w</sub> x &fnof;<sub>L</sub> x &fnof;<sub>A</sub> x &fnof;<sub>U</sub> x &fnof;<sub>B</sub> x L</em></p>
<p>G = จำนวนคนที่มีโอกาสเป็น &#8220;คนที่ใช่&#8221; (The  number  of  potential  girlfriends)<br />
R* x L  =  จำนวนประชากรในประเทศ (The  number  of  people  in  our country)<br />
[n<sub>e</sub> หายไปในสมการ เพราะประชากรที่เกิดมาเป็นคนทั้งหมด]<br />
&fnof;<sub>w</sub> = สัดส่วนของประชากรที่เป็นเพศตรงข้าม (The  fraction  of  people  in  the  country  who  are  women)<br />
&fnof;<sub>L</sub> = สัดส่วนของเพศตรงข้ามที่อยู่ในเมืองของเรา (The  fraction  of  women  in  the  country  who  live  in our city)<br />
&fnof;<sub>A</sub> = สัดส่วนของเพศตรงข้ามในช่วงอายุที่เหมาะสม (The  fraction  of  the  women  in our city  who  are  age ­appropriate)<br />
&fnof;<sub>U</sub> = สัดส่วนของเพศตรงข้ามในช่วงระดับการศึกษาที่เหมาะสม (The  fraction  of  age ­appropriate  women  in our city  with  a  university  education)<br />
&fnof;<sub>B</sub> = สัดส่วนของเพศตรงข้ามที่ตรงสเป็ค (The  fraction  of  university  educated,  age ­appropriate  women  in our city  who  I  find  physically  attractive)</p>
<p>หลักการที่สามารถเข้าใจได้ก็คือ เริ่มจากจำนวนประชากร (R* x L) ปรับด้วยสัดส่วนของเพศตรงข้าม (&fnof;<sub>w</sub>) ที่อยู่ในเมืองของเรา (&fnof;<sub>L</sub>) มีความเป็นไปได้ทางอายุ (&fnof;<sub>A</sub>) มีความเป็นไปได้ทางการศึกษา (&fnof;<sub>U</sub>) และตรงสเป็ค (&fnof;<sub>B</sub>) นั่นเอง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของผู้ชาย อายุ 30 ปี จบปริญญาตรี และทำงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ ข้อมูลที่ได้คือ</p>
<p>R*  =  60.6 ล้านคน (2554), &fnof;<sub>w</sub> = 50.2% (2543), &fnof;<sub>L</sub> = 9.4% (2553), &fnof;<sub>A</sub> = 15.18% (2553 ช่วงอายุ &plusmn; 5 ปี ของคนที่อยู่ในช่วงอายุ 15-64 ปี), &fnof;<sub>U</sub> = 21% (2553 สัดส่วนของคนกทม.ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป), &fnof;<sub>B</sub> = 5% (ตัวเลขสมมติกรณีสเป็คแคบ หมายความว่า ใน 100 คนจะตรงสเป็ค 5 คน), L = 30 ปี</p>
<p>เมื่อนำมาคำนวณจะได้ G = 60,600,000 x 50.2% x 9.4% x 15.18% x 21% x 5% = 4,558 คน</p>
<p>หรือจำนวนของคนที่ใช่สำหรับผู้ชาย จบปริญญาตรี และทำงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะมีอยู่เพียง 4,558 คนเท่านั้น</p>
<p>จากนั้นยังไม่เสร็จเพียงแค่นี้ เพราะค่า G ที่ได้คือจำนวนของคนที่ใช่เท่านั้น ยังไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแฟนกับเราได้ จึงต้องนำค่า G มาปรับด้วย 3 ปัจจัย คือ </p>
<ol>
<li>สัดส่วนของคนที่จะเห็นว่าเราก็ใช่ในแบบของเขาด้วย เพราะถ้าเขาใช่ของเรา เราไม่ใช่ของเขา ก็จบ ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับหน้าตา นิสัย ฐานะ และบุคลิกเฉพาะตัวของแต่ละคน (บทความสมมติว่า 5%)</li>
<li>สัดส่วนคนที่ยังโสด มีค่าเป็นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับการนิยามความโสดของแต่ละคน ถ้านับมีแฟนแล้วว่าไม่โสด คนโสดก็จะน้อย ถ้านับที่แต่งงานแล้ว ไม่นับแค่มีแฟน คนโสดก็จะเยอะขึ้น แต่บางคนเค้าไม่ถือ แต่งงานแล้วก็ยังจะนับว่าโสด อย่างนี้ก็ 100% ไปเลย (หากใช้เกณฑ์ว่ามีแฟนหรือยัง ในประเทศไทยก็คงยังไม่มีสัก 10%)</li>
<li>และสัดส่วนของคนที่เราจะกล้าลองจีบดูจริงๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับความกล้าของแต่ละคนครับ (ในบทความสมมติว่า 10%)</li>
</ol>
<p>เท่ากับว่า จำนวนคนที่ใช่ และมีโอกาสจะได้คบกันจริงจัง (G*) คือ 4,558 x 5% x 10% x 10% = 2.279 &#8776; 2 คนเท่านั้น </p>
<p>หรือ โอกาสที่จะได้คบกันจริงจังกับคนที่ใช่ในแบบของเรามีเพียง 2 ใน 60.6 ล้านคนเท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สำหรับคนที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่อยากเอาสมการนี้ไปใช้ ขอแนะนำสมการง่ายๆ เป็น [ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย เพราะสัดส่วนใกล้เคียงกันมาก]</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">จำนวนคนที่ใช่ และมีโอกาสจะได้คบกันจริงจัง (G*) = 9.1 x (ใน 10 คน น่าจะตรงสเป็คเรากี่คน) x (ใน 10 คน น่าจะสนใจเรากี่คน) x (ใน 10 คน น่าจะโสดกี่คน) x (ใน 10 คน จะกล้าจีบกี่คน)</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">และโอกาสเจอคนที่ใช่ และมีโอกาสจะได้คบกันจริงจังมีเพียง = G* / 60.6 ล้าน เท่านั้น</p>
<p>ดังนั้น หากใครยังไม่เจอก็ขอให้พบเจอในเร็ววันนะครับ หากใครเจอแล้วก็ขอให้ดูแลกันให้ดีและรักกันไปนานๆ ครับ เพราะจากสมการจะเห็นได้ว่าไม่ได้เจอกันง่ายๆ เลยทีเดียว ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>อ้างอิง<br />
<a href="#refX" id="X">[1]</a> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Drake_equation" target="_blank">wikipedia</a>.</p>
<p>ที่มา: Peter, Backus (2010). Why I don&#8217;t have a girlfriend, mimeo, online at <a href="http://www2.warwick.ac.uk/fac/soc/economics/staff/phd_students/backus/why_i_dont_have_a_girlfriend.pdf" target="_blank">The University of Warwick</a>.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/02/why-i-dont-have-a-girlfriend/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;หนังสือการ์ตูน&#8221; ที่ ดีที่สุด และ ขายดีที่สุด มีเรื่องอะไรบ้าง?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/01/12/best-seller-and-best-manga/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/01/12/best-seller-and-best-manga/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Jan 2012 03:22:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2165</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากใกล้วันเด็กของปี [เสด-ถะ-สาด].com ขอออกนอกเรื่อง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของวัยเด็กๆ กันบ้าง โดยเป็นเรื่องของ &#8220;หนังสือการ์ตูน&#8221; ที่เพื่อนๆ หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ดีดีมาก่อน ลองมาดูกันว่าหนังสือการ์ตูนเหล่านั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่ดีที่สุด และ ที่ขายดีที่สุด &#8230;&#8230;&#8230;. เนื่องจากเป็นบทความต้อนรับวันเด็กที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น ก่อนเพื่อนๆ จะอ่านบทความนี้ขอให้อย่าจริงจังกับระเบียบวิธีการวิจัยมากนัก เพราะคำว่าดีที่สุดนั้น อาจมีเกณฑ์วัดที่หลากหลายและใจใครใจมัน ไม่เหมือนกับคำว่าขายดีที่สุด ซึ่งคงเป็นสถิติที่ถกเถียงได้ยาก อย่างไรก็ตาม ขอให้อ่านบทความนี้กันอย่างมีความสุขเหมือนในวัยเด็กนะครับ ก่อนจะกล่าวถึงอันดับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ขอยกคำพูดของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Rich Dad Poor Dad ที่ว่า &#8220;หนังสือที่ขายดีที่สุด (Best Selling Books) กับหนังสือที่ดีที่สุด (Best&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากใกล้วันเด็กของปี [เสด-ถะ-สาด].com ขอออกนอกเรื่อง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของวัยเด็กๆ กันบ้าง โดยเป็นเรื่องของ &#8220;หนังสือการ์ตูน&#8221; ที่เพื่อนๆ หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ดีดีมาก่อน ลองมาดูกันว่าหนังสือการ์ตูนเหล่านั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่ดีที่สุด และ ที่ขายดีที่สุด</p>
<p><span id="more-3240"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>เนื่องจากเป็นบทความต้อนรับวันเด็กที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น ก่อนเพื่อนๆ จะอ่านบทความนี้ขอให้อย่าจริงจังกับระเบียบวิธีการวิจัยมากนัก เพราะคำว่าดีที่สุดนั้น อาจมีเกณฑ์วัดที่หลากหลายและใจใครใจมัน ไม่เหมือนกับคำว่าขายดีที่สุด ซึ่งคงเป็นสถิติที่ถกเถียงได้ยาก อย่างไรก็ตาม ขอให้อ่านบทความนี้กันอย่างมีความสุขเหมือนในวัยเด็กนะครับ</p>
<p>ก่อนจะกล่าวถึงอันดับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ขอยกคำพูดของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Rich Dad Poor Dad ที่ว่า &#8220;หนังสือที่ขายดีที่สุด (Best Selling Books) กับหนังสือที่ดีที่สุด (Best Books) ไม่เหมือนกัน&#8221; โดยบทความนี้จะนำเอาอันดับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นมานำเสนอทั้งสองส่วน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เริ่มจาก หนังสือการ์ตูนที่ดีที่สุด 10 อันดับ ซึ่งมาจากการโหวตของผู้อ่านเว็บ the-top-tens.com [ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2555] ได้แก่ (ภาพปกหนังสือการ์ตูนทั้งหมดมาจาก Wikipedia)</p>
<p>1) One Piece</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/one_piece_volume_1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/one_piece_volume_1.jpg" alt="" title="One_Piece,_Volume_1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>2) Naruto</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/narutocovertankobon1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/narutocovertankobon1.jpg" alt="" title="NarutoCoverTankobon1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>3) Dragon Ball</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/db_tankc58dbon.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/db_tankc58dbon.png" alt="" title="DB_Tankōbon" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>4) Death Note</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/snote.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/snote.jpg" alt="" title="SNote" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>5) Bleach</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/bleach_cover_01.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/bleach_cover_01.jpg" alt="" title="Bleach_cover_01" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>6) Fullmetal Alchemist</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/fullmetal123.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/fullmetal123.jpg" alt="" title="Fullmetal123" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>7) Bersek</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/berserk_vol01.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/berserk_vol01.jpg" alt="" title="Berserk_vol01" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>8) Detective Conan</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/detective_conan_volume_1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/detective_conan_volume_1.png" alt="" title="Detective_Conan_Volume_1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>9) Great Teacher Onizuka</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/gto_manga.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/gto_manga.jpg" alt="" title="GTO_manga" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>10) Doraemon</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/doraemon_volume_1_cover.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/doraemon_volume_1_cover.jpg" alt="" title="Doraemon_volume_1_cover" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เป็นอย่างไรบ้างครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันบ้าง สำหรับผู้เขียนเองกลับชอบเรื่องสามเรื่องท้ายมากกว่าหลายๆ เรื่องก่อนหน้านั้น เพราะชอบโดเรมอนที่มีของวิเศษมากมาย ชอบ GTO เพราะเป็นต้นแบบของครูที่ผู้เขียนอยากเป็นเลยทีเดียว และชอบโคนัน ในความเฉลียวฉลาดมากๆ</p>
<p>นอกจากนี้ ที่จริงผู้เขียนยังนึกถึง City Hunter นักเรียนนายร้อยเดนตาย และกัปตันซึบาสะด้วย แต่ไม่ติดโผแฮะ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ขณะที่หนังสือการ์ตูนที่ขายดีที่สุดตลอดกาล จากข้อมูลของ comipress.com ที่รวบรวมยอดขายตั้งแต่ในอดีตจนถึงเดือนตุลาคม ปี 2008 [แม้ว่าข้อมูลอาจจะเก่าไปนิด แต่จนถึงปัจจุบัน อันดับไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนักครับ] แสดงได้ตามรูปด้านล่าง</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/1242468937829.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/1242468937829.jpg" alt="" title="อันดับหนังสือการ์ตูนที่ขายดีที่สุดตลอดกาล" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="left" style="font-style:italic;">&#8220;อันดับหนังสือการ์ตูนที่ขายดีที่สุดตลอดกาล&#8221;</p>
<p><br/></p>
<p>แม้ว่าอันดับที่หนึ่งของทั้งสองการจัดอันดับคือหนังสือการ์ตูนที่ดีที่สุดและหนังสือการ์ตูนที่ขายดีที่สุดจะเหมือนกันคือ One Piece แต่ส่วนที่เหลือก็ไม่ค่อยเหมือนกันมากนัก เพราะหนังสือการ์ตูนที่ดีที่สุดมักจะไม่เกี่ยวข้องกับเวลาที่ตีพิมพ์มากนัก อีกทั้งหากอยู่ในใจของผู้บริโภคมาเป็นเวลานานก็อาจจะดีกว่า ขณะที่หนังสือการ์ตูนที่ขายดีที่สุดจะมีความลำเอียง (Biased) กับช่วงเวลาปัจจุบันมากกว่า เพราะจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ยอดพิมพ์จึงสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม [เสด-ถะ-สาด].com ขอเพิ่มหนังสือการ์ตูนเรื่องหนึ่ง สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com ก็น่าจะชอบอ่านเรื่องนี้ด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ และตลกๆ นั่นคือ The Life of Genius Professor Yanagizawa หรือชื่อไทยคือ <strong>&#8220;ป๋าอัจฉริยะ&#8221;</strong> ที่มีตัวละครเอกคือศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อว่า ยานางิซาว่า ซึ่งมีเหตุมีผลแบบสุดขั้ว ต้องมาเลี้ยงหลานสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่เข้าใจคำว่าเหตุผล ทุกอย่างทำตามอารมณ์แบบเด็กๆ เรื่องยุ่งๆ จึงเกิดขึ้น</p>
<p>ที่จริงในตอนนั้น ผู้เขียนก็อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก เพราะยังไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์ ตอนนี้รู้สึกอยากหามาอ่าน แต่ก็หาซื้อไม่ได้แล้ว ยังไงถ้าเพื่อนๆ มีหนังสือเล่มนี้อยู่กับตัว อย่าลืมหยิบมาอ่านกันนะครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;The Life of Genius Professor Yanagizawa หรือ ป๋าอัจฉริยะ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/tlotgpy28.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/tlotgpy28.jpg" alt="" title="The Life of Genius Professor Yanagizawa หรือ ป๋าอัจฉริยะ" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>หากเพื่อนๆ ไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับที่ได้นำเสนอไว้ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้นะครับ แต่คงไม่ต้องถกเถียงกันแบบหน้าดำคร่ำเครียดนะครับ เพราะเนื่องในวันเด็ก บทความนี้มีเจตนาให้เพื่อนมีความสุขในการนึกถึงวัยเด็กกันครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: http://www.the-top-tens.com/lists/best-manga.asp</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/01/12/best-seller-and-best-manga/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความคิดดีดี&#8221; มาจากไหน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/01/02/where-good-ideas-come-from/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/01/02/where-good-ideas-come-from/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Jan 2012 03:20:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2006</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวเบาๆ ที่ถูกเรียกว่าเป็น &#8220;กรณีศึกษาอันยอดเยี่ยม&#8221; โดย Steven Johnson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Where good ideas come from? ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนังสือที่ดีเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งของโลก นี่คือเรื่องราวความเป็นมาที่น่าทึ่งของนวัตกรรมอันหนึ่ง และมันก็เกิดขึ้นได้ในทางที่เหลือเชื่อเสียด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. ทความแรกของปี 2012 [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอเรื่องราวเบาๆ ที่ถูกเรียกว่าเป็น &#8220;กรณีศึกษาอันยอดเยี่ยม&#8221; โดย Steven Johnson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Where good ideas come from? ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนังสือที่ดีเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งของโลกในปี 2010 โดยนิตยสาร The Economist &#8220;ภาพที่ ๑ ปกหนังสือ Where&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องราวเบาๆ ที่ถูกเรียกว่าเป็น &#8220;กรณีศึกษาอันยอดเยี่ยม&#8221; โดย Steven Johnson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Where good ideas come from? ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนังสือที่ดีเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งของโลก นี่คือเรื่องราวความเป็นมาที่น่าทึ่งของนวัตกรรมอันหนึ่ง และมันก็เกิดขึ้นได้ในทางที่เหลือเชื่อเสียด้วย</p>
<p><span id="more-2006"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความแรกของปี 2012 [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอเรื่องราวเบาๆ ที่ถูกเรียกว่าเป็น &#8220;กรณีศึกษาอันยอดเยี่ยม&#8221; โดย Steven Johnson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Where good ideas come from? ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหนังสือที่ดีเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งของโลกในปี 2010 โดยนิตยสาร The Economist</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ปกหนังสือ Where good ideas come from&#8221; (<a href="http://online.wsj.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ob-ki166_bkrvgo_dv_201010041615311.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ob-ki166_bkrvgo_dv_201010041615311.jpg" alt="" title="ภาพที่ ๑ ปกหนังสือ Where good ideas come from (ภาพจาก online.wsj.com)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1957 โซเวียตเพิ่งยิงดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศชื่อว่า &#8220;สปุตนิก 1&#8243; (Sputnik I) ตอนนั้นเป็นวันจันทร์เช้า ทำให้ข่าวถูกกระพือได้ง่ายกว่าวันอื่นๆ ถึงดาวเทียมดวงแรกนี้ที่ขึ้นไปโคจรรอบโลก</p>
<p>แน่นอน นี่เป็นสวรรค์สำหรับพวกเนิร์ดที่คลั่งฟิสิกส์หลายคน ซึ่งกำลังคิดว่า &#8220;ให้ตายเถอะ! เรื่องนี้เจ๋งจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเกิดได้&#8221; </p>
<p>สองคนในพวกเด็กบ้าฟิสิกส์เหล่านั้นชื่อ Guier กับ Weiffenbach ที่อายุประมาณ 20 ทำงานวิจัยอยู่ในห้องแล็บฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัย John Hopkins  รัฐ Maryland กำลังนั่งคุยกันสบายๆ กันอยู่ที่โรงอาหารกับเพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>ขณะที่คุยกัน คนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า &#8220;เฮ้ย มีใครลองฟังเสียงเจ้าดาวเทียมนี่หรือยัง? ตอนนี้เรามีดาวเทียมที่มนุษย์ผลิตลอยอยู่ในอวกาศ มันต้องกำลังกระจายสัญญาณอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ เราคงฟังสัญญาณนี้ได้ถ้าเราจูนไปหามัน&#8221; พวกเขาถามเพื่อนร่วมงานรอบวง และทุกคนก็บอกว่า &#8220;อืม ยังไม่เคยนึกอยากทำอย่างนั้นเลย แต่มันเป็นความคิดที่น่าสนใจนะ&#8221;</p>
<p>พวกเขาสองคนได้เริ่มใช้เสาอากาศขนาดเล็กต่อกับเครื่องขยายเสียงในห้องทำงาน ปรับแต่งอุปกรณ์จับสัญญาณ [แบบที่ปัจจุบันเราเรียกว่าการ "แฮ็ค" นั่นแหละครับ] หลังจากผ่านไป 2-3 ชั่วโมง พวกเขาก็เริ่มรับสัญญาณได้จริงๆ เพราะโซเวียตสร้างสปุตนิก ให้ตามร่องรอยได้ง่ายมาก มันส่งสัญญาณที่ 20 MHz [เพราะโซเวียตกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าดาวเทียมดวงนี้เป็นเรื่องโกหก ก็เลยทำให้มันเป็นดาวเทียมที่หาเจอได้ง่ายมาก]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ดาวเทียม Sputnik I (ภาพจาก wikipedia)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/sputnik_1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/sputnik_1.jpg" alt="" title="ภาพที่ ๒ ดาวเทียม Sputnik I (ภาพจาก wikipedia)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขณะที่เด็กเนิร์ดสองคนนั่งฟังสัญญาณอยู่ในห้อง คนอื่นเริ่มทยอยเข้ามาในห้องแล้วพูดว่า &#8220;โห สุดยอดไปเลย ขอฟังด้วยได้ไหม?” &#8230; &#8220;เฮ้ย นี่มันเจ๋งจริง&#8221; ไม่นานพวกเขาก็คิดว่า &#8220;อืม นี่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นะ เราอาจเป็นคนกลุ่มแรกในอเมริกาที่กำลังฟังดาวเทียมดวงนี้ เราน่าจะอัดมันไว้&#8221; พวกเขาก็เลยขนเอาเครื่องอัดเทปแบบอนาล็อก (Analog) ขนาดใหญ่เทอะทะ เข้ามาในห้อง เริ่มอัดเสียงบี๊บ บี๊บ บันทึกข้อมูลวันที่และเวลาอย่างละเอียด</p>
<p>สำหรับแต่ละบี๊บที่บันทึกไว้ ต่อมา พวกเขาก็เริ่มคิดว่า &#8220;เฮ้ย เราสังเกตว่ามีค่าความแปรผันเล็กน้อยของความถี่ เราน่าจะสามารถคำนวณความเร็ว ที่ดาวเทียมดวงนี้กำลังโคจรได้ ถ้าเราใช้สมการทางคณิตศาสตร์ จากผลกระทบดอพเพลอร์ (Doppler Effect)&#8221; </p>
<p>แล้วพวกเขาก็เล่นกับมันต่อ โดยไปหารือกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอื่น เสร็จแล้วพวกเขาก็บอกว่า &#8220;เฮ้ย ที่จริงนะ เราคิดว่าเราสามารถมองดูค่าความชันของผลกระทบดอพเพลอร์ เพื่อหาจุดที่ ดาวเทียมเข้ามาใกล้กับเสาอากาศของเราที่สุด และจุดที่มันอยู่ห่างที่สุด ซึ่งมันก็จะเจ๋งขึ้นไปอีก&#8221;</p>
<p>สุดท้าย พวกเขาก็ได้ขออนุญาตทำโครงการเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายงานประจำ โดยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นยูนิแวค [คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่มากขนาดกินพื้นที่ห้องทั้งห้อง] ที่ห้องวิจัยของพวกเขาเพิ่งได้เครื่องนี้มาไม่นาน พวกเขาใช้เครื่องนี้คำนวณ และต่อมาอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็ปรากฏว่าพวกเขาสามารถคำนวณวงโคจรรอบโลกของดาวเทียมดวงนี้ได้เป๊ะๆ แค่จากการฟังสัญญาณเล็กๆ นี้สัญญาณเดียว ด้วยการทำตามความตะหงิดใจของตัวเองที่มีแรงบันดาลใจจะทำ ระหว่างทานอาหารกลางวันวันหนึ่ง</p>
<p>อีกประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา แฟรงค์ แม็คคลัวร์ หัวหน้าของพวกเขา ดึงคนคู่นี้เข้าไปในห้องแล้วบอกว่า &#8220;นี่นาย ผมถามอะไรหน่อยสิ เกี่ยวกับโครงการที่คุณสองคนทำ คุณคำนวณพิกัดเป๊ะๆ ที่ไม่มีใครรู้ ของดาวเทียมที่โคจรรอบโลก จากพิกัดภาคพื้นดินที่คุณรู้อยู่แล้ว ถ้าคุณจะทำอีกทางได้หรือเปล่า? คุณสามารถคำนวณหาพิกัดบนภาคพื้นที่ไม่มีใครรู้ได้ไหม ถ้าคุณรู้ตำแหน่งของดาวเทียม?&#8221; </p>
<p>พวกเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บอกว่า &#8220;อืม น่าจะทำได้นะ เดี๋ยวจะลองดู&#8221; เสร็จแล้วพวกเขาก็กลับไป ใช้เวลาคิดเพิ่ม แล้วกลับมาบอกว่า &#8220;ที่จริงทำอย่างนั้นง่ายกว่าอีก&#8221; </p>
<p>แม็คคลัวร์ตอบว่า &#8220;โอ้ สุดยอดเลย เพราะตอนนี้มีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ที่ผมกำลังออกแบบ และยากมากเลยที่จะคำนวณว่าจะยิงขีปนาวุธยังไง ให้ไปตกใน Moscow เป๊ะ เพราะปัญหาก็คือเราไม่รู้พิกัดเรือดำนำในกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เลยคำนวณพิกัดเป้าหมายไม่ได้ เราก็เลยอยากยิงดาวเทียมขึ้นไปชุดหนึ่งเพื่อใช้ติดตามพิกัดของเรือดำน้ำ และคำนวณหาตำแหน่งของมันกลางทะเล พวกคุณไปช่วยทำโจทย์นี้ได้ไหมครับ?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เรื่องราวนี้เหมือนเป็นตลกร้าย แต่มันคือจุดกำเนิดของ GPS อุปกรณ์ติดตามตัวบอกตำแหน่งของเราใน 30 ปีต่อมา </p>
<p>โรนัลด์ เรแกน เปิดเผยเทคโนโลยีนี้ออกมา ทำให้มันเป็นแพล็ตฟอร์มเปิด ที่ใครก็ตามสามารถต่อยอด ใครๆ ก็สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ ที่จะสร้างสรรค์และมีนวัตกรรม บนแพล็ตฟอร์มเปิดตัวนี้ ปล่อยทิ้งไว้ให้ใครก็ได้ มาทำอะไรก็ได้กับมัน </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ เครื่อง GPS&#8221; (<a href="http://fpm3.weblogbiz.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/garmin-265wt-gps1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/garmin-265wt-gps1.jpg" alt="" title="ภาพที่ ๓ เครื่อง GPS (ภาพจาก fpm3.weblogbiz.com)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>และตอนนี้ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเพื่อนๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ก็คงมีอุปกรณ์ GPS ที่อาจจะแทรกตัวอยู่ในโทรศัพท์มือถือติดอยู่กับตัวเป็นแน่</p>
<p>Johnson กล่าวว่า &#8220;นี่เป็นกรณีศึกษาที่สุดยอดมาก เป็นบทเรียนที่ยอดเยี่ยม เกี่ยวกับพลังแบบที่มหัศจรรย์ ไร้การวางแผน พลังที่อุบัติเองและพยากรณ์ไม่ได้ ของระบบนวัตกรรมเปิด เมื่อคุณสร้างมันอย่างถูกต้อง มันก็จะพาเราไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ผู้สร้างมันไม่เคยแม้แต่ฝันถึง คือผมหมายความว่า เรื่องนี้เรามีนักฟิสิกส์ ที่คิดว่าพวกเขาแค่ทำตามความตะหงิดใจของตัวเอง เรื่องเล็กๆ ที่พวกเขาอินกับมัน เสร็จแล้วพวกเขาก็คิดว่ากำลังต่อสู้ในสงครามเย็น แต่กลายเป็นว่าพวกเขาแค่กำลังช่วยใครบางคน หาทางไปร้านอาหารกิน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วเรื่องนี้สอนอะไรเรา?</p>
<p>Johnson อธิบายว่า <span style="background-color:#f15a23;">ปัจจัยสำคัญอย่างน้อยสองประการที่จะทำให้ความคิดดีดีเกิดขึ้นได้ก็คือ </p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ต้องมีแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากภายใน มีแรงปรารถนา มีความตะหงิดใจของตัวเอง มันจะทำให้ตัวเราเองอยากรู้ ใส่ใจ และค้นหาคำตอบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย</li>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ต้องพูดคุย สนทนา ไม่ใช่แค่กับคนที่อยู่ในสาขาเดียวกันเท่านั้น แต่ต้องพูดคุยกับคนในสาขาอื่นๆ ด้วย เพราะความไม่รู้ของพวกเขาเหล่านั้นจะช่วยให้คุณก้าวข้ามข้อจำกัดที่ตีกรอบความคิดของคุณเองไปได้</li>
</ol>
<p>เพื่อนๆ เองก็อย่าลืมเดินตามแรงจูงใจที่อยู่ภายในของตัวเพื่อนๆ เอง แล้วก็รับฟังความเห็นจากคนอื่นๆ ทั้งจากคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจในเรื่องที่เราคิดอยู่นะครับ เผื่อจะได้ช่วยกันมีความคิดดีดีมาช่วยให้โลกใบนี้ดีขึ้นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: คัดลอกและปรับเล็กน้อย จาก บทบรรยายไทย ของ Steven Johnson (2010) Where good ideas come from, แปลโดย Sarinee Achavanuntakul และตรวจทาน โดย Thipnapa Huansuriya, TED Talk available <a href="http://www.ted.com/talks/steven_johnson_where_good_ideas_come_from.html" target="_blank">&#8220;here&#8221;</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from robotspacebrain.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/01/02/where-good-ideas-come-from/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;1 นาทีของเรา ไม่เท่ากัน&#8221;&#8230;จริงหรือ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/29/one-minute-unequally/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/29/one-minute-unequally/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2011 02:22:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2035</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้ง มีคนมักจะบอกเราว่า คนเรามีเวลาเท่าๆ กัน ไม่มีใครมีมากน้อยไปกว่ากัน แต่หลายครั้ง 1 นาทีของแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์ก็มีค่าไม่เท่ากัน เศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เราตระหนักในเรื่องการจัดสรรเวลาให้กับสังคมให้ดีขึ้นได้ &#8230;&#8230;&#8230;. อนจะสิ้นปี 2011 นี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอกล่าวคำขอบคุณแด่เพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตาม หรือแวะเวียนเข้ามาอ่านบทความของบลอกนี้ ทั้งที่อ่านทุกเรื่องเป็นประจำ และอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจ ก็ขอขอบคุณทั้งนั้น และถือโอกาสนี้ ขออวยพรให้เรื่องเลวร้ายใดใดที่เพื่อนๆ ประสบในปีที่ผ่านมาก็ขอให้ไม่ประสบอีกเลยในปีถัดๆ ไปครับ สำหรับบทความสุดท้ายของปี ขอจบด้วยเรื่องที่ให้ข้อคิดดีดี และแน่นอนว่า จะยังคงถูกนำมาวิเคราะห์ในมิติเศรษฐศาสตร์เช่นเดิม &#8230;&#8230;&#8230;. เพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าแค่ไหน ให้ไปถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ใหัไปถามนักเรียนที่สอบไล่ตก ถ้าอยากรู้ว่าเวลา&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บางครั้ง มีคนมักจะบอกเราว่า คนเรามีเวลาเท่าๆ กัน ไม่มีใครมีมากน้อยไปกว่ากัน แต่หลายครั้ง 1 นาทีของแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์ก็มีค่าไม่เท่ากัน เศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เราตระหนักในเรื่องการจัดสรรเวลาให้กับสังคมให้ดีขึ้นได้</p>
<p><span id="more-2035"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนจะสิ้นปี 2011 นี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอกล่าวคำขอบคุณแด่เพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตาม หรือแวะเวียนเข้ามาอ่านบทความของบลอกนี้ ทั้งที่อ่านทุกเรื่องเป็นประจำ และอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจ ก็ขอขอบคุณทั้งนั้น และถือโอกาสนี้ ขออวยพรให้เรื่องเลวร้ายใดใดที่เพื่อนๆ ประสบในปีที่ผ่านมาก็ขอให้ไม่ประสบอีกเลยในปีถัดๆ ไปครับ</p>
<p>สำหรับบทความสุดท้ายของปี ขอจบด้วยเรื่องที่ให้ข้อคิดดีดี และแน่นอนว่า จะยังคงถูกนำมาวิเคราะห์ในมิติเศรษฐศาสตร์เช่นเดิม</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า</p>
<blockquote><p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าแค่ไหน ให้ไปถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย</p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ใหัไปถามนักเรียนที่สอบไล่ตก</p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาไหน ให้ไปถามคนรักที่รอพบกัน</p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 นาทีมีค่าขนาดไหน ให้ไปถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทางหรือ เครื่องบิน</p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน ให้ไปถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด</p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าเวลา เสี้ยวหนึ่งของวินาทีมีค่าขนาดไหน ให้ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ได้เหรียญเงิน</p>
<p>และถ้าอยากรู้ว่ามิตรภาพนั้นมีค่าขนาดไหน ให้ลองเสียเพื่อนสักคนหนึ่ง</p>
<p>เวลาไม่เคยมีค่า ถ้ามันยังไม่ผ่านเลยไป </p>
<p>และมันจะมีค่า จนทำให้คุณร้องไห้ได้ หากมันผ่านคุณไปแล้ว</p></blockquote>
<p>เวลา(ของแต่ละคน) เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป คนอื่นไม่สามารถใช้อีกได้ (Rivalry) และสามารถกีดกันไม่ให้คนอื่นมาใช้เวลาของเราได้ (Excludable) ดังนั้น เวลา จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของ &#8220;สินค้าเอกชน&#8221; (Private Goods) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน</p>
<p>เมื่อแต่ละคนมาอยู่รวมกัน เวลาอาจจะไม่ใช่ปัญหา เพราะแต่ละคนต่างเป็นเจ้าของเวลาของตน และก็มีอย่างเท่าเทียมกันคนละ 24 ชั่วโมงเสียด้วย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเมื่อคนมาอยู่รวมกันก็คือ &#8220;เวลาในการใช้ทรัพยากร&#8221;</p>
<p>จากคำกล่าวด้านบน มีความชัดเจนว่า เวลาของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลามีค่าไม่เท่ากัน เวลาในการใช้ทรัพยากรสังคมโดยคนบางคนจึงเท่ากับว่าไปเบียดเบียน แข่งขัน หรือแย่งชิงเวลาจากคนอื่นในการใช้ทรัพยากรนั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เวลาบางประเภทสามารถบริหารจัดการได้แบบสินค้าเอกชน เช่น ถ้าเพื่อนๆ ขับรถเข้าไปในสยามสแควร์ จะเจอกับที่จอดรถแบบเร่งด่วน ที่คิดราคาค่าจอดรถแพงขึ้นกว่าปกติเป็นเท่าตัว หรือหากจองตั๋วเครื่องบินในช่วงใกล้เวลาเดินทาง ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะแพงกว่าคนที่จองล่วงหน้าหลายเท่าตัวเช่นกัน การตั้งราคาที่ไม่เท่ากันก็เพื่อแยกแยะความจำเป็นที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน ด้านหนึ่งอาจจะเป็นผลกำไรพิเศษของผู้ประกอบการ แต่อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการแก้ปัญหาค่าของเวลาที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนไปด้วยในตัว</p>
<p>แต่เวลาบางประเภทก็เป็นประเด็นของการแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ณ เวลาหนึ่งๆ บนถนน ย่อมเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความจำเป็นแตกต่างกัน บางคนขับรถเล่นฆ่าเวลา บางคนกำลังไปรับแฟน บางคนไปพบพ่อที่รอกินข้าว บางคนรีบไปสัมภาษณ์งาน[ไปสาย ตกงานแน่ๆ] หรือบางคนกำลังป่วยหนัก ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้ทัน แน่นอนว่า 1 นาทีที่เท่ากันของพวกเขามีค่าไม่เท่ากันแน่ๆ </p>
<p>ประเด็นก็คือว่า <span style="background-color:#f15a23;">คนสุดท้ายตกอยู่ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ เสี้ยววินาทีของเขาดูมีค่ามากที่สุด และมากกว่าคนอื่นๆ อย่างเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะอาจหมายถึงทั้งชีวิตของเขา</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สังคมจึงต้องมีระบบในการจัดการกับสถานการณ์ในการแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะ ที่ไม่สามารถอาศัยการกำหนดราคาที่แตกต่างกันได้ดังกรณีที่จอดรถ อย่างเช่น การติดไซเรนให้รถพยาบาล เพื่อขอทางจากผู้ใช้ถนนคนอื่น หรือในบางประเทศที่ออกเป็นกฎหมายให้รถทุกคันต้องหยุด เมื่อได้ยินเสียงไซเรน แน่นอนว่า ระบบกฎหมายก็ดูจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ไม่อย่างนั้นแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าสถานการณ์ของตนเองสำคัญกว่าเสมอ ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ควรจะต้องเป็นการบังคับ เพราะในวันหนึ่ง เราอาจจะเป็นคนที่อยู่ในรถไซเรนคันนั้นก็เป็นไปได้</p>
<p>คำกล่าวที่ว่ามาจึงเป็นจริงอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเวลาของแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์มีมูลค่าไม่เท่ากัน และนอกเหนือจากสถานการณ์ความเดือดร้อนของตัวเราเอง อย่าลืมว่าอาจจะเป็นวินาทีชีวิต หรือเป็นวินาทีที่มีความสำคัญมากกว่า สำหรับใครสักคน และเมื่อวันนั้นมาถึง คนๆ นั้นอาจจะเป็นตัวเราเอง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รถพยาบาล (ภาพโดย alexkess @flickr)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/4114250064_8c475b364a_b.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/4114250064_8c475b364a_b.jpg" alt="" title="รถพยาบาล (ภาพโดย alexkess @flickr)" width="600" height="399" class="size-full wp-image-2042" /></a></p>
<p>เมื่ออยู่ในสังคม เราจึงอย่าลืมช่วยกันนึกถึงจิตใจคนอื่นด้วยนะครับ เราคงไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดของสังคมเสมอไป แต่ถ้าเราทุกคนช่วยกันเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราทุกคนก็จะกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดของสังคมกันได้ทุกคนครับ</p>
<p>สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://clipartist.info/openclipart.org/2011/Sept/September/02-Friday/cartoon_clock-999px.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/29/one-minute-unequally/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปช็อปที่ &#8220;outlet&#8221; ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๒)</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 03:20:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=851</guid>
		<description><![CDATA[ภาคต่อสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับราคาที่อิตาลี) โดยครั้งนี้จะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ สินค้าส่วนใหญ่ระดับตราสินค้ากลางๆ และที่สำคัญ เป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นยุโรป &#8230;&#8230;&#8230;. นื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนคงวางแผนเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อิตาลีหรือมิลานน่าจะเป็นที่หนึ่ง ซึ่งหลายคนได้มีโอกาสเดินทางมาที่นี่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเอา outlet ที่เดินทางไปเช้า-เย็นกลับจากมิลานมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน เผื่อว่าใครจะได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวมิลานและอยากช็อปของราคาที่ถูกลงครับ บทความนี้เป็นตอนที่ ๒ สำหรับคนที่มีโอกาสมามิลาน และอยากช็อปของถูกที่ outlet หรืออยากช็อปที่อื่นบ้าง นอกเหนือจากแค่ในเมืองมิลานเอง หากใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ ๑ หรือมองหา outlet อีกที่หนึ่ง แต่เป็น outlet ประเภทตราสินค้าหรูหราไฮโซ ก็ดูได้จาก ไปช็อปที่ “outlet”&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ภาคต่อสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับราคาที่อิตาลี) โดยครั้งนี้จะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ สินค้าส่วนใหญ่ระดับตราสินค้ากลางๆ และที่สำคัญ เป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นยุโรป</p>
<p><span id="more-851"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>นื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนคงวางแผนเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อิตาลีหรือมิลานน่าจะเป็นที่หนึ่ง ซึ่งหลายคนได้มีโอกาสเดินทางมาที่นี่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเอา outlet ที่เดินทางไปเช้า-เย็นกลับจากมิลานมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน เผื่อว่าใครจะได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวมิลานและอยากช็อปของราคาที่ถูกลงครับ</p>
<p>บทความนี้เป็นตอนที่ ๒ สำหรับคนที่มีโอกาสมามิลาน และอยากช็อปของถูกที่ outlet หรืออยากช็อปที่อื่นบ้าง นอกเหนือจากแค่ในเมืองมิลานเอง หากใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ ๑ หรือมองหา outlet อีกที่หนึ่ง แต่เป็น outlet  ประเภทตราสินค้าหรูหราไฮโซ ก็ดูได้จาก <a href="http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/" target="_blank">ไปช็อปที่ “outlet” ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๑)</a> ครับ</p>
<p>outlet ที่จะขอแนะนำในตอนนี้เป็น outlet ที่มีพื้นที่มากที่สุดของยุโรป และบริหารงานโดย McArthurGlen Group เครือธุรกิจ outlet ชั่นนำของยุโรป ซึ่งมี 13 แห่งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี โดย outlet แห่งนี้ชื่อว่า <strong>Serravalle Designer Outlet</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพทางเข้าของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet2361.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet2361.jpg" alt="" title="ภาพทางเข้าของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ร้านค้าใน Serravalle มีทั้งหมดกว่า 180 ร้าน ในราคาที่ลดลง 30% &#8211; 70% ส่วนที่ว่ามีร้านอะไรบ้าง ดูได้<strong><a href="http://www.mcarthurglen.it/serravalle/en/brands" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การเดินทางไป Serravalle สามารถทำได้ทั้งการซื้อตั๋วรถ shuttle bus และไปด้วยตนเอง แต่สำหรับ outlet นี้จะต่างจาก FoxTown โดยอยากขอแนะนำให้ไปโดย shuttle bus จะสะดวกกว่ามาก เพราะ outlet อยู่ใกล้ทางด่วนมากกว่าสถานีรถไฟ รวมทั้งค่าเดินทางไม่แตกต่างกัน</p>
<p>การซื้อตั๋วไปและกลับ ทำได้จากการจอง <strong><a href="http://www.zaniviaggi.it/tour/tour_milano/shopping_tour/serravalle_outlet.htm" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (ค่าเดินทางไป-กลับ 20 ยูโร) โดยต้องไปขึ้นรถที่ Foro Bonaparte 76 ang. via Cusani ส่วนจะไปสถานที่ขึ้นรถอย่างไร ขอแนะนำให้สอบถามทางโรงแรมที่ท่านพักอยู่ หรือลองหา google map กันดูนะครับ</p>
<p>รถจะออก 10 โมง ถึง outlet 1130 แต่ถ้าไม่จองก็มักจะไม่เต็มอยู่แล้ว และ outlet เปิด 10 โมงถึง 2 ทุ่มครับ [อย่าลืมเช็ครถเที่ยวกลับจากคนขับรถด้วย เพราะบางวัน รถไม่ได้มีจนถึง outlet ปิดครับ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ที่ตั้งของ Serravalle&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">[googlemaps http://maps.google.com/maps?f=q&amp;source=s_q&amp;hl=en&amp;geocode=&amp;q=Serravalle+Designer+Outlet++++++Via+della+Moda,+1,+15069+Serravalle+Scrivia+Alessandria,+Italy&amp;aq=&amp;sll=44.735445,8.836929&amp;sspn=0.011478,0.023153&amp;vpsrc=0&amp;ie=UTF8&amp;hq=Serravalle+Designer+Outlet++++++Via+della+Moda,+1,+15069+Serravalle+Scrivia+Alessandria,+Italy&amp;t=h&amp;ll=44.735394,8.836784&amp;spn=0.029266,0.054932&amp;z=14&amp;iwloc=A&amp;output=embed&amp;w=640&amp;h=480]</p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมสูงของ Serravalle (ภาพจาก shoppy.biz)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalle_designer_outlet1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalle_designer_outlet1.jpg" alt="" title="ภาพมุมสูงของ Serravalle (ภาพจาก shoppy.biz)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมกว้างของ Serravalle (ภาพจาก panoramio.com)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/392848731.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/392848731.jpg" alt="" title="ภาพมุมกว้างของ Serravalle (ภาพจาก panoramio.com)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพด้านในของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet1381.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet1381.jpg" alt="" title="ภาพด้านในของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สัญลักษณ์ของ Serravalle Designer Outlet&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/10/serravalleoutlet.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/10/serravalleoutlet.jpg" alt="" title="สัญลักษณ์ของ Serravalle Designer Outlet" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>โดยส่วนตัว ถ้าถามว่าไป outlet ไหนดีกว่ากันระหว่าง FoxTown กับ Serravalle ก็ขอแนะนำว่าให้ลองดูจากรายชื่อร้านค้าของทั้งสองแห่งดีกว่าครับ หากเน้นความไฮโซและราคาแพง FoxTown น่าจะดีกว่า แต่ถ้าเน้นสินค้าอิตาเลียนแท้ๆ และราคากลางๆ ค่อนขางสูงถึงสูงมาก Serravalle ก็น่าจะดีกว่าครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแล้วก็เขียนมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ ชอบหรือไม่ชอบอย่างไรก็คิดซะว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้ไปเดินช็อปปิ้ง outlet ในอิตาลีละกันนะครับ แค่ได้เดินทางชมวิวของอิตาลีในระหว่างเดินทางก็คุ้มแล้วล่ะครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>รายละเอียดอื่นๆ ของ Serravalle ดูได้จาก<a href="http://www.mcarthurglen.it/serravalle/en" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a>.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เข้าใจระบบการปกครองด้วยวัวสองตัว!!!</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/25/two-cows-system/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/25/two-cows-system/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Dec 2011 07:12:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2080</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวเกี่ยวกับวัวสองตัวที่อธิบายรูปแบบความแตกต่างของการปกครองได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เปรียบเทียบได้เห็นภาพจนต้องอมยิ้มกันเลยทีเดียว ^^ &#8230;&#8230;&#8230;. ระบบศักดินา: คุณมีวัวสองตัว ชนชั้นสูงจะแบ่งเอานมบางส่วนของคุณไป ระบบสังคมนิยม: คุณมีวัวสองตัว รัฐเอาไปตัวหนึ่ง และนำไปแบ่งให้คนอื่นที่เหลือ ระบบคอมมิวนิสต์: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และเอานมมาให้คุณเท่าที่จำเป็น ระบบคอมมิวนิสต์แบบราชการ: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และเอานมมาให้คุณเท่าที่กฎหมายบอกว่าคุณจะจำเป็น ระบบราชการ: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะเข้าควบคุมทั้งการให้อาหารวัวและการรีดนม โดยที่คุณทำอะไรกับนมไม่ได้เลย เพราะรัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว ยิงทิ้งตัวนึง รีดนมอีกตัวนึงและเททิ้งลงท่อ จากนั้นก็จะให้คุณต้องกรอกแบบฟอร์มรับผิดชอบวัวตัวที่หายไป ระบบฟาสซิสต์: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และขายนมให้คุณ ระบบนาซี: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และยิงคุณทิ้งซะ ระบบเสรีนิยม: คุณมีวัวสองตัว รัฐไม่สนใจว่าคุณ หรือแม้แต่วัวจะมีตัวตนหรือไม่ ระบบทุนนิยม:&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องราวเกี่ยวกับวัวสองตัวที่อธิบายรูปแบบความแตกต่างของการปกครองได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เปรียบเทียบได้เห็นภาพจนต้องอมยิ้มกันเลยทีเดียว ^^</p>
<p><span id="more-2080"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ระบบศักดินา: คุณมีวัวสองตัว ชนชั้นสูงจะแบ่งเอานมบางส่วนของคุณไป</p>
<p>ระบบสังคมนิยม: คุณมีวัวสองตัว รัฐเอาไปตัวหนึ่ง และนำไปแบ่งให้คนอื่นที่เหลือ</p>
<p>ระบบคอมมิวนิสต์: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และเอานมมาให้คุณเท่าที่จำเป็น</p>
<p>ระบบคอมมิวนิสต์แบบราชการ: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และเอานมมาให้คุณเท่าที่กฎหมายบอกว่าคุณจะจำเป็น</p>
<p>ระบบราชการ: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะเข้าควบคุมทั้งการให้อาหารวัวและการรีดนม โดยที่คุณทำอะไรกับนมไม่ได้เลย เพราะรัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว ยิงทิ้งตัวนึง รีดนมอีกตัวนึงและเททิ้งลงท่อ จากนั้นก็จะให้คุณต้องกรอกแบบฟอร์มรับผิดชอบวัวตัวที่หายไป</p>
<p>ระบบฟาสซิสต์: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และขายนมให้คุณ</p>
<p>ระบบนาซี: คุณมีวัวสองตัว รัฐจะยึดวัวทั้งสองตัว และยิงคุณทิ้งซะ</p>
<p>ระบบเสรีนิยม: คุณมีวัวสองตัว รัฐไม่สนใจว่าคุณ หรือแม้แต่วัวจะมีตัวตนหรือไม่</p>
<p>ระบบทุนนิยม: คุณมีวัวสองตัว คุณขายวัวตัวหนึ่ง และไปซื้อกระทิงอีกตัวหนึ่ง</p>
<p>ระบบประชาธิปไตย: คุณมีวัวสองตัว รัฐจัดการเลือกตั้ง และวัวชนะ</p>
<p><BR/></p>
<p>สุขสันต์วันคริสต์มาสสำหรับเพื่อนๆ ทุกคนครับ ^^</p>
<p><BR/></p>
<p>แปลจาก</p>
<p>Feudalism: You have two cows. Your lord takes some of the milk.</p>
<p>Socialism: You have two cows. State takes one and gives it to someone else.</p>
<p>Communism: You have two cows. State takes both of them and gives you as much milk as you need.</p>
<p>Bureaucratic Communism: You have two cows. State takes both of them and gives you as much milk as the regulations say you should need.</p>
<p>Bureaucracy: You have two cows. State regulates what you can feed them and when you can milk them. Then it pays you not to milk them. After that it takes both cows, shoots one, milks the other and pours the milk down the drain. Then it requires you to fill out forms accounting for the missing cows.</p>
<p>Fascism: You have two cows. State takes both of them and sells you milk.</p>
<p>Nazism: You have two cows. State takes both of them and shoots you.</p>
<p>Liberalism: You have two cows. State dosen&#8217;t care whether you exist, let alone your cows.</p>
<p>Capitalism: You have two cows. You sell one and buy a bull.</p>
<p>Democracy: You have two cows. A vote is held, and the cows win.</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: http://www.thecapitol.net/Recommended/twocows.htm</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from newgrounds.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/25/two-cows-system/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Dec 2011 14:25:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1865</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ในวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย [เสด-ถะ-สาด].com จึงได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร &#8230;&#8230;&#8230;. นช่วงวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 นี้ ที่ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ณ เมืองโบโลญญ่า ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่าง Thailand Motor Expo 2011 [เสด-ถะ-สาด].com ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนงานนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ในวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย [เสด-ถะ-สาด].com จึงได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร</p>
<p><span id="more-1865"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ใ</span>นช่วงวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 นี้ ที่ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ณ เมืองโบโลญญ่า ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่าง Thailand Motor Expo 2011 [เสด-ถะ-สาด].com ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนงานนี้ จึงเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Italy Motor Show กับ Thailand Motor Show เหมือนหรือไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง</p>
<p>ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า [เสด-ถะ-สาด].com ไม่ได้เป็นผุ้เชี่ยวชาญเรื่องถ่ายรูป รูปจึงไม่ออกมาสวยแบบมืออาชีพ และไม่ได้เป็นผุ้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ จึงแยกสมรรถนะไม่ออก ที่เก็บมาฝากก็เพียงแค่บรรยากาศเหมือนคนเข้าไปเดินทั่วๆ ไปเท่านั้น ซึ่งในประเด็นของภาพบรรยากาศแล้ว [เสด-ถะ-สาด].com ก็พยายามเก็บรายละเอียดให้เพื่อนๆ รู้สึกเหมือนได้เข้าไปดูจริงๆ ให้มากที่สุดครับ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ขอเริ่มต้นจากโปสเตอร์โฆษณาของงานนะครับ ติดอยู่ทั่วอิตาลีเลยทีเดียว ถ้าไม่อ่านตัวอักษรดีดี คงไม่รู้ว่าเป็นงาน Motor Show แน่ๆ แต่ก็ดูเก๋ไปอีกแบบครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ms2011.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ms2011.jpg" alt="" title="โปสเตอร์โฆษณางาน Bologna Motor Show 2011" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สถานการณ์หน้างานครับ คนยังเยอะเหมือนเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ส่วนมากก็มาดู(รถ)เฉยๆ นะครับ ยอดซื้อน้อยมาก</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01661.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01661.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ภาพบรรยากาศมุมสูงจากภายในจะพบว่ามีคนมากพอสมควร</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01778.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01778.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>บู๊ทแรกที่เจอเป็น Volks Wagen ของเยอรมนีครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01673.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01673.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01675.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01675.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01807.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01807.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ทุกบู๊ทที่นี่จะมีการเล่นดนตรีสดนะครับ (ไม่ได้เป็นการเปิดเพลงเฉยๆ) แต่สลับกันไปในแต่ละ hall ไม่งั้นเสียงคงตีกันมาก</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018051.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018051.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดมาเป็นค่าย Renault ของฝรั่งเศสครับ มีรถสีสันแจ้ดๆ มานำเสนอ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01688.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01688.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มียี่ห้อ Dacia ซึ่งเป็นบริษัทลุกของ Renault ก็มา</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01683.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01683.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีพริตตี้สาวๆ แต่มีพริตตี้หนุ่มแทน ไม่อยากบอกเลยว่า หน้าบู๊ท คนโล่งเชียว ^^</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01685.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01685.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นไปเจอบู๊ทของยี่ห้อ dr รถสัญชาติอิตาลี (ดูจากลายธงที่อยู่ตรงแบรนด์) แต่ไม่ยักกะรู้จักแฮะ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01695.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01695.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดไปเป็น Mazda ที่มีดาบซามูไร และเแกลักษณ์ต่างๆ ของญี่ปุ่นเต็มบู๊ท เป็นบู๊ทค่ายรถญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดของงานเลยทีเดียว แต่ก็ไม่มีพริตตี้สาวญี่ปุ่น ยังคงมีแต่อิตาเลียน</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01702.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01702.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มี Isuzu D-Max ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01704.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01704.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Hyundai เป็นหนึ่งในสองค่ายเกาหลีที่ออกบู๊ท และเป็นบู๊ทที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายรถเอเซีย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01716.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01716.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01720.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01720.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เด่นที่สุดของงานคงต้องยกให้ Hall นี้ ทั้ง Hall เป็นของ FIAT Group ค่ายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีเอง</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01724.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01724.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เริ่มจาก FIAT เอง FIAT 500 รุ่นล่าสุด แบบธรรมดายังไม่ได้แต่งก็สวยมากอยู่แล้ว</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01755.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01755.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แต่ก็มีแบบที่แต่งแล้วต่างๆ นานา</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01751.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01751.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แถมมีรุ่นพิเศษ FIAT 500 by Gucci อีก ไม่รู้สนนราคาเท่าไหร่กัน</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01748.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01748.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01745.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01745.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/131.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/131.jpg" alt="" title="FIAT 500 by Gucci (ภาพจาก insideline.com)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดมาก็เป็น Alfa Romeo ที่ [เสด-ถะ-สาด].com ชอบเป็นการส่วนตัว (หมายถึงรถนะครับ)</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01730.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01730.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าขาด Ferrari ไปคงไม่ได้ แต่คราวนี้ ไม่มี Ferrari แบบธรรมดาๆ มาให้ยลโฉม มีแต่มาแบบเน้นโชว์มากกว่า</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01735.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01735.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01696.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01696.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01736.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01736.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01754.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01754.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แต่ที่เน้นขายชัดๆ คงเป็นบู๊ท Maserati นี่ล่ะครับ [เสด-ถะ-สาด].com ก็ชอบเป็นการส่วนตัวอีกแล้ว (และก็หมายถึงรถนะครับ)</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01737.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01737.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01752.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01752.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01738.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01738.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01740.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01740.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แล้วก็เป็น Jeep ที่ FIAT Group ไปซื้อกิจการมาเมื่อปี 2009</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01763.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01763.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มีดนตรีสดที่บู๊ทนี้ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01758.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01758.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Skoda พื้นที่ใหญ่ แต่จัดแบบโล่งๆ มีที่ให้นั่งด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01766.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01766.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ค่ายรถเยอรมนีเองก็คงไม่พลาด แต่ไม่มี BMW แฮะ ขอเริ่มจาก Audi</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01770.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01770.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01776.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01776.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ตามด้วย Mercedes</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01788.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01788.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นก็ Smart ที่เน้นขายความประหยัด</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01795.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01795.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01793.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01793.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>นอกจากนี้ก็มี Ford</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01782.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01782.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Range Rover </p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01785.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01785.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Volvo</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01796.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01796.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ค่ายรถเกาหลีอีกค่ายที่มาออกบู๊ทไม่ใหญ่มากอย่าง KIA</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01786.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01786.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่เหลือก็เป็นค่ายญี่ปุ่นที่ออกบู๊ทเล็กๆ และอยู่รวมๆ กัน โดยไม่มี Toyota เริ่มจาก Honda</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01798.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01798.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Mitsubishi เอารถไฟฟ้ามาโชว์ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018011.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018011.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สุดท้ายคือรถสัญชาติอินเดีย ที่ออกบู๊ทไม่ใหญ่เช่นกัน ได้แก่ TATA</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018021.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018021.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>และ Mahindra</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01711.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01711.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เก็บภาพโซนเครื่องเสียงมาฝาก มีแค่ไม่กี่บู๊ทครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01705.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01705.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ปิดท้ายว่ามี Red Bull (กระทิงแดง) ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01708.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01708.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่จริงแล้วเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากบรรยากาศของงาน Motor Show นี้ก็คือ การปรับตัวของ FIAT Group ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก ลองอ่านบทวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ที่ <a href="http://wp.me/p15LxI-61j" target="_blank">Italy Motor Show, Fiat Group and Euro Crisis</a>.</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พึ่งพากันและกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/01/economist-administrator/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/01/economist-administrator/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2011 09:22:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1723</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องขำขันอีกเรื่องที่จะทำให้อมยิ้ม เกี่ยวกับนักบริหารกับนักเศรษฐศาสตร์ที่ดึงเอาวิธีคิดและมุมมองของแต่ละอาชีพมาล้อเลียนได้อย่างสนุกสนาน &#8230;&#8230;&#8230;. ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนบอลลูนเพื่อชมวิว แล้วจู่ๆ ก็ลมก็พัดอย่างรุนแรงกะทันหัน จนทำให้บอลลูนเสียการควบคุมและเกิดพลัดหลงขึ้น ตอนนี้เขารู้แค่เพียงว่า บอลลูนลอยอยู่เหนือทุ่งนาประมาณ 5 เมตร ชายบนบอลลูนเห็นชายอีกคนอยู่ที่พื้นดินข้างล่างบอลลูนจึงตะโกนถาม : &#8220;ขอโทษครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนครับ&#8221; ชายบนพื้นดินกวาดตามอง : &#8220;ตอนนี้ คุณกำลังอยู่ในบอลลูนสีแดงที่ลอยอยู่เหนือทุ่งนาประมาณ 5 เมตรครับ&#8221; ชายบนบอลลูนได้ยินดังนั้น : &#8220;โห&#8230;ถ้าตอบแบบนี้ คุณต้องเป็น&#8221;นักเศรษฐศาสตร์&#8221;แน่ๆ&#8221; ชายบนพื้นดิน : &#8220;ใช่แล้ว คุณรู้ได้ยังไงกันเนี่ย&#8221; ชายบนบอลลูน : &#8220;ก็คำตอบของคุณน่ะ ถูกต้องเป๊ะ ในทางเทคนิคและยังมีข้อมูลรองรับด้วย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมผมก็ยังคงหลงทางเหมือนเดิม&#8221; ชายบนพื้นดิน : &#8220;ถ้าอย่างนั้น คุณก็คงเป็น&#8221;ผู้บริหาร&#8221;ล่ะสิ&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องขำขันอีกเรื่องที่จะทำให้อมยิ้ม เกี่ยวกับนักบริหารกับนักเศรษฐศาสตร์ที่ดึงเอาวิธีคิดและมุมมองของแต่ละอาชีพมาล้อเลียนได้อย่างสนุกสนาน</p>
<p><span id="more-1723"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนบอลลูนเพื่อชมวิว แล้วจู่ๆ ก็ลมก็พัดอย่างรุนแรงกะทันหัน จนทำให้บอลลูนเสียการควบคุมและเกิดพลัดหลงขึ้น ตอนนี้เขารู้แค่เพียงว่า บอลลูนลอยอยู่เหนือทุ่งนาประมาณ 5 เมตร </p>
<p>ชายบนบอลลูนเห็นชายอีกคนอยู่ที่พื้นดินข้างล่างบอลลูนจึงตะโกนถาม : &#8220;ขอโทษครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนครับ&#8221;</p>
<p>ชายบนพื้นดินกวาดตามอง : &#8220;ตอนนี้ คุณกำลังอยู่ในบอลลูนสีแดงที่ลอยอยู่เหนือทุ่งนาประมาณ 5 เมตรครับ&#8221;</p>
<p>ชายบนบอลลูนได้ยินดังนั้น : &#8220;โห&#8230;ถ้าตอบแบบนี้ คุณต้องเป็น&#8221;นักเศรษฐศาสตร์&#8221;แน่ๆ&#8221;</p>
<p>ชายบนพื้นดิน : &#8220;ใช่แล้ว คุณรู้ได้ยังไงกันเนี่ย&#8221;</p>
<p>ชายบนบอลลูน : &#8220;ก็คำตอบของคุณน่ะ ถูกต้องเป๊ะ ในทางเทคนิคและยังมีข้อมูลรองรับด้วย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมผมก็ยังคงหลงทางเหมือนเดิม&#8221;</p>
<p>ชายบนพื้นดิน : &#8220;ถ้าอย่างนั้น คุณก็คงเป็น&#8221;ผู้บริหาร&#8221;ล่ะสิ&#8221;</p>
<p>ชายบนบอลลูน : &#8220;ก็ใช่ แล้วคุณล่ะ รู้ได้ยังไง&#8221;</p>
<p>ชายบนพื้นดิน : &#8220;ก็เพราะตอนนี้คุณอยู่ในตำแหน่งที่สูง มองเห็นได้ไกล แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และควรจะไปไหนต่อ ที่สำคัญ สุดท้ายคุณก็ต้องเอาปัญหามาถามนักเศรษฐศาสตร์อย่างผมอยู่ดี&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: http://thorstenconsulting.com/2FGA/JOKE.htm</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.thetourexpert.eu/wp-content/uploads/2011/08/Hot_Air_Balloon_Cartoon_1.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/01/economist-administrator/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ก่อนตาย&#8221;&#8230;เราเห็นอะไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/11/24/near-death-experiences/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/11/24/near-death-experiences/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 13:22:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1666</guid>
		<description><![CDATA[คำพูดสุดท้ายของ Steve Jobs ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจก็คือ &#8220;Oh wow. Oh wow. Oh wow.&#8221; เขาเห็นอะไรจึงอุทานออกมาเช่นนั้น และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ [เสด-ถะ-สาด].com สนใจ &#8220;ประสบการณ์เฉียดตาย&#8221; (Near Death Experiences) ว่า คนเราเห็นอะไรกันก่อนจะตาย? &#8230;&#8230;&#8230;. บเนื่องจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Steve Jobs ที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งโลกในตอนนี้ ที่ระบุเอาไว้ว่า คำพูดสุดท้ายของ Jobs ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจก็คือคำว่า &#8220;Oh wow. Oh wow. Oh wow.&#8221; และจากนั้นเขาก็ลาโลกไป ความน่าสนใจก็คือ Jobs เห็นอะไรจึงอุทานเช่นนั้นออกมา แน่นอนว่าไม่ได้ง่ายที่จะรู้ได้ว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คำพูดสุดท้ายของ Steve Jobs ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจก็คือ &#8220;Oh wow. Oh wow. Oh wow.&#8221; เขาเห็นอะไรจึงอุทานออกมาเช่นนั้น และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ [เสด-ถะ-สาด].com สนใจ &#8220;ประสบการณ์เฉียดตาย&#8221; (Near Death Experiences) ว่า คนเราเห็นอะไรกันก่อนจะตาย?</p>
<p><span id="more-1666"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">สื</span>บเนื่องจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Steve Jobs ที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งโลกในตอนนี้ ที่ระบุเอาไว้ว่า คำพูดสุดท้ายของ Jobs ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจก็คือคำว่า &#8220;Oh wow. Oh wow. Oh wow.&#8221; และจากนั้นเขาก็ลาโลกไป</p>
<p>ความน่าสนใจก็คือ Jobs เห็นอะไรจึงอุทานเช่นนั้นออกมา แน่นอนว่าไม่ได้ง่ายที่จะรู้ได้ว่า จริงๆ แล้ว เขาเห็นอะไร แต่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนองานวิจัยที่อาจะเทียบเคียงกันได้ นั่นคือ งานวิจัยเกี่ยวกับ &#8220;ประสบการณ์เฉียดตาย&#8221; (Near Death Experiences: NDE)</p>
<p>นิยามของคำว่า &#8220;ประสบการณ์เฉียดตาย&#8221; หมายถึง&#8221;ภาพสุดท้ายที่คนเราเห็นก่อนตาย&#8221;นั้น Lommel, Wees, Meyers and Elfferich (2001) ได้ทำการศึกษาว่า คนที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาแล้ว เขาเห็นอะไรกัน?</p>
<p>พวกเขาทำการสำรวจและสอบถามคนที่เคยประสบภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) แต่กลับฟื้นขึ้นมาโดยการปั๊มหัวใจ จำนวน 344 คน จากโรงพยาบาล 10 แห่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกระบวนการวิจัยทั้งหมดได้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการกำกับจริยธรรม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิ [ที่จริงผู้วิจัยได้รวบรวมรายชื่อคนที่เคยฟื้นขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อจะไปสัมภาษณ์ แต่คนส่วนใหญ่ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษา พบว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีประสบการณ์เฉียดตาย โดยคนที่จะมีประสบการณ์นี้มีเพียง 62 คนจาก 344 คน หรือคิดเป็น 18% เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการปั๊มหัวใจได้ไปส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของสมอง จึงทำให้คนกลุ่มหนึ่งจำไม่ได้ว่าเห็นอะไรบ้าง หรือก็อาจเป็นพวกเขาไม่เห็นอะไรเลยก็เป็นได้ [อันนี้ไม่สามารถพิสูจน์นะครับ]</p>
<p>62 คนจาก 344 คนที่มีประสบการณ์เฉียดตาย ตอบคำถามถึงภาพที่เขาเห็นดังภาพด้านล่าง ตัวเลขที่แสดงคิดเป็นร้อยละต่อจำนวนคนที่เห็นทั้งหมด ทั้งนี้ คนๆ หนึ่งสามารถเห็นพร้อมกันมากกว่าหนึ่งกรณีก็ได้ เช่น บางคนอาจจะมีประสบการณ์คุยกับคนที่ตายไปแล้วในทุ่งหญ้าที่สวยงามอย่างอารมณ์แจ่มใสมากๆ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ประเภทและความถี่ของประสบการณ์เฉียดตาย (ภาพจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/figure-1-001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/figure-1-001.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ ประเภทและความถี่ของประสบการณ์เฉียดตาย (ภาพจากบทความ)" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>งานวิจัยยังทำการทดสอบต่อไปในสองประเด็นด้วยว่า ปัจจัยทางด้านกายภาพ วิธีการรักษา การให้ยา และจิตวิทยา มีผลต่อการมีหรือไม่มี และมีผลต่อความชัดเจนของประสบการณ์เฉียดตายหรือไม่ </p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ผลการทดสอบค่าสถิติไคสแควร์ (Chi-square) ในตารางที่ ๑ พบว่ามีบางปัจจัยที่มีผลต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ไม่พบปัจจัยที่มีผลสอดคล้องกันในทั้งสองประเด็น ยกเว้นเพียงส่วนมากจะเสียชีวิตภายใน 30 วัน ข้อสรุปต่อประเด็นนี้ก็คือ ปัจจัยต่างๆ ในโลกความเป็นจริง ไม่มีความชัดเจนมากนักต่อการมีหรือไม่มีประสบการณ์เฉียดตาย และก็ไม่ชัดเจนมากนักต่อความชัดของประสบการณ์ด้วยเช่นกัน นั่นคือประสบการณ์เฉียดตายที่เรารับรู้นั้นเป็นปรากฎการณ์สุ่ม (Random Process)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการมี/ไม่มี และความชัดของประสบการณ์เฉียดตาย (ตารางจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/table-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/table-1.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการมี/ไม่มี และความชัดของประสบการณ์เฉียดตาย (ตารางจากบทความ)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><strong>นอกจากนี้ งานวิจัยทำการศึกษาด้วยว่า การมีประสบการณ์เฉียดตายทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ผ่านความตายมา แต่ไม่มีประสบการณ์เฉียดตาย และพบว่า คนที่มีประสบการณ์เฉียดตายนั้น มีความชัดเจนมากว่า พวกเขามีทัศนคติทางสังคมเป็นไปในทิศทางเพื่อคนอื่นมากกว่า มีทัศนคติทางศาสนาเป็นไปเพื่อเรียนรู้ชีวิตมากกว่า กลัวความตายน้อยกว่า และให้ความสนใจกับการหาความหมายของชีวิตมากกว่าด้วย ดังรายละเอียดในตารางที่ ๒</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังประสบการณ์เฉียดความตาย ในช่วง 2 และ 8 ปี (ตารางจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/table-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/table-2.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังประสบการณ์เฉียดความตาย ในช่วง 2 และ 8 ปี (ตารางจากบทความ)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อคิดที่น่าสนใจจากงานชิ้นนี้ก็คือ เราได้เรียนรู้หรืออย่างน้อยก็คงทำให้เรานึกถึงเรื่องความตาย ว่าแท้จริงแล้วมันอยู่ใกล้ตัวเรา แต่เรากลับรู้อะไรเกี่ยวกับมันน้อยมาก ทางที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคนก็คือ เราน่าจะใช้ชีวิตทุกวันให้ได้ดีเหมือนกับคนที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาแล้ว สังคมก็คงน่าอยู่มากขึ้น และการที่ตัวเราเองไม่ยึดติดกับสิ่งใดใดก็คงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริงด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>[เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอว่า น่าจะมีงานวิจัยในทำนองเดียวกันนี้กับกรณีของประเทศไทยบ้าง [ถ้าใครทราบว่ามีอยู่แล้ว ก็บอกกล่าวมาได้นะครับ] เพราะวิธีการศึกษาไม่ซับซ้อน และผลการศึกษาก็มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นว่า หากเป็นสังคมเมืองพุทธ ภาพจากประสบการณ์เฉียดตายจะเหมือนหรือต่างกันกับสังคมคริสต์อย่างไร ซึ่งหากมีความต่างกัน ย่อมหมายความว่า ภาพสุดท้ายที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วมาจากจินตนาการของแต่ละคนเอง อาจจะไม่เกี่ยวกับการมีอยู่ของชีวิตหลังความตาย แต่หากมีความเหมือนกัน สวรรค์ของคนทั้งโลกคงไม่แตกต่าง และชีวิตหลังความตายอาจจะมีจริงก็เป็นได้</p>
<p>สำหรับคนที่เพิ่งเสียคนที่รักไป [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเป็นกำลังใจให้ ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อย่าลืมทำความดีก่อนที่จะไม่มีโอกาสนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Dr Pirn van Lommel MD, Ruud van Wees PhD, Vincent Meyers PhD, Ingrid Elfferich PhD (2001) Near-death experience in survivors of cardiac arrest: a prospective study in the Netherlands, The Lancet &#8211; 15 December 2001 (Vol. 358, Issue 9298, Pages 2039-2045).<br />
Sam Jones (2011) Steve Jobs&#8217;s last words: &#8216;Oh wow. Oh wow. Oh wow&#8217;, online at http://www.guardian.co.uk/technology/2011/oct/31/steve-jobs-last-words.<br />
S. Parnia, K. Spearpoint, P. B. Fenwick (2007) Near death experiences, cognitive function and psychological outcomes of surviving cardiac arrest, Resuscitation, Vol. 74, No. 2. (August 2007), pp. 215-221.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.thisiswhy.ip3.co.uk/thisiswhy/Images/death.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/11/24/near-death-experiences/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปช็อปที่ &#8220;outlet&#8221; ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๑)</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 05:22:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=574</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้ขอนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เสียหน่อยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้คำแนะนำสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ) โดยจะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ รวมถึงวิธีไปอย่างละเอียดครับ &#8230;&#8230;&#8230;. หรับคนที่มีโอกาสได้มาที่มิลาน จะเห็นว่า มิลานเป็นเหมือนสวรรค์ของนักช็อปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ถนน Buenos Aires, Monte Napoleone หรือรอบๆ Duomo แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมี outlet อยู่อีก 2 แห่งที่อยู่ไม่ไกลจากมิลานนัก และสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ outlet ที่ว่าก็คล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้าแฟชั่น เน้นขายสินค้าลดราคา เช่น เพิ่งจะตกรุ่น เพราะที่ยุโรป แฟชั่นเปลี่ยนเร็วมาก แต่ก็อาจจะถูกใจขาช็อปชาวไทย เพราะราคาจะถูกลง 30%-70% กันเลยทีเดียว (ส่วนมากจะถูกลง 40%-50%)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ขอนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เสียหน่อยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้คำแนะนำสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ) โดยจะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ รวมถึงวิธีไปอย่างละเอียดครับ</p>
<p><span id="more-574"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">สำ</span>หรับคนที่มีโอกาสได้มาที่มิลาน จะเห็นว่า มิลานเป็นเหมือนสวรรค์ของนักช็อปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ถนน Buenos Aires, Monte Napoleone หรือรอบๆ Duomo แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมี outlet อยู่อีก 2 แห่งที่อยู่ไม่ไกลจากมิลานนัก และสามารถไปเช้าเย็นกลับได้</p>
<p>outlet ที่ว่าก็คล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้าแฟชั่น เน้นขายสินค้าลดราคา เช่น เพิ่งจะตกรุ่น เพราะที่ยุโรป แฟชั่นเปลี่ยนเร็วมาก แต่ก็อาจจะถูกใจขาช็อปชาวไทย เพราะราคาจะถูกลง 30%-70% กันเลยทีเดียว (ส่วนมากจะถูกลง 40%-50%)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้าย FOXTOWN (ภาพโดย popaitaly @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2913790075_a9fafd71b7_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2913790075_a9fafd71b7_z.jpg" alt="" title="ป้าย FOXTOWN (ภาพโดย popaitaly @flickr)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>บทความตอนที่ ๑ นี้ จะขอแนะนำ outlet ซึ่งเน้นขายสินค้าแบรนด์เนม เช่น Gucci, Prada, Ferragamo, Burberry, Miu Miu, Armani และอื่นๆ โดย outlet แห่งนี้ชื่อว่า <strong>FOXTOWN Factory Store</strong></p>
<p>ร้านค้าใน FOXTOWN มีทั้งหมดกว่า 160 ร้าน ส่วนที่ว่ามีร้านอะไรบ้าง &gt;&gt; <strong><a href="http://www.foxtown.ch/docu/Guida_Shopping.zip" target="_blank">&#8220;ดาวน์โหลดที่นี่&#8221;</a></strong> (ต้องโหลดจากคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นไฟล์ .zip)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด้านนอกของ FOXTOWN (ภาพโดย Francesco Federico @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2385534092_cf54ff9962_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2385534092_cf54ff9962_z.jpg" alt="" title="ด้านนอกของ FOXTOWN (ภาพโดย Francesco Federico @flickr)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริงแล้ว FOXTOWN เป็น outlet ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์ แต่การเดินทางไปจากมิลานใกล้กว่าไปจากเมืองใหญ่ของสวิสมาก (และคนที่จะเข้าได้จำเป็นต้องถือ Schengen Visa ด้วย)</p>
<p>เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ใช้เงินยูโร แต่ FOXTOWN รับทั้งเงินยูโร เงินสวิส และบัตรเครดิต จึงไม่มีปัญหา อีกอย่างคือ ถ้าเห็นตัวเลขราคาใน outlet ก็อย่าตกใจ เพราะป้ายราคาเป็นหน่วยเงินของสวิส ซึ่งจะมีค่าน้อยกว่ายูโร (ตัวเลขมูลค่าสินค้าจึงมากกว่า)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด้านในของ FOXTOWN (ภาพโดย malavoda @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/5688060978_3f76e2520d_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/5688060978_3f76e2520d_z.jpg" alt="" title="ด้านในของ FOXTOWN (ภาพโดย malavoda @flickr)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การเดินทางไป FOXTOWN ทำได้ 3 วิธี </p>
<p>๑) ซื้อทัวร์ไปและกลับ ได้จาก <strong><a href="http://www.zaniviaggi.it/tour/dettaglio.asp?id_offerta_catalogo=271" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (ค่าเดินทางไป-กลับ 40 ยูโร) โดยต้องไปขึ้นรถที่ Agenzia Zani Viaggi, Foro Bonaparte 76 (MM1 Cairoli &#8211; MM2 Lanza) ส่วนจะไปสถานที่ขึ้นรถอย่างไร ขอแนะนำให้สอบถามทางโรงแรมที่ท่านพักอยู่ หรือลองหา google map กันเอาเองนะครับ </p>
<p>ข้อดีของการเดินทางแบบนี้ก็คือ สะดวก แต่ข้อเสียคือ ท่านจะมีเวลาช็อปปิ้งประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับบางคน</p>
<p>๒) เดินทางไป-กลับด้วยตนเองแบบประหยัด ข้อดีก็คือ เราเลือกเวลาเองได้ แต่ข้อเสียก็คือต้องคอยเปลี่ยนรถ (ค่าเดินทางไป-กลับประมาณ 15-30 ยูโร ขึ้นอยู่กับประเภทรถไฟ) โดยทำได้ตามลำดับ ดังนี้</p>
<ul>
<li>เริ่มจากขึ้นรถไฟจาก Milano Centrale (Italy) ไปยัง Chiasso ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อ(ชายแดน)ระหว่างอิตาลีกับสวิตเซอร์แลนด์ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที-1 ชม. (รถไฟออกทุกๆ 30 นาที) ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.trenitalia.com/cms/v/index.jsp?vgnextoid=ad1ce14114bc9110VgnVCM10000080a3e90aRCRD" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>จากนั้นนั่งรถไฟต่อจากสถานี Chiasso ไปยังสถานีที่ชื่อว่า Mendrisio (มีรถไฟทุกๆ 30 นาที) ใช้เวลา 8 นาที ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.sbb.ch/en/home.html" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>เมื่อลงรถไฟแล้วให้เดินใน &#8220;อุโมงค์ลอดทางรถไฟ&#8221; มาทางด้านหลังของสถานี</li>
<li>แล้วเดินตามเส้นทางนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ
<p><br/><iframe width="425" height="350" frameborder="0" scrolling="no" marginheight="0" marginwidth="0" src="http://maps.google.it/maps?f=d&amp;saddr=Via+Francesco+Catenazzi&amp;daddr=FoxTown+Factory+Stores,+Mendrisio,+Svizzera&amp;hl=it&amp;geocode=FTTvuwId5AWJAA%3BFWwAvAId9QOJACG_A1jUSw0IAikLR-8ptimERzH_hL49pfysEw&amp;aq=0&amp;sll=45.872964,8.980916&amp;sspn=0.011175,0.016072&amp;dirflg=w&amp;mra=ltm&amp;ie=UTF8&amp;t=m&amp;source=embed&amp;ll=45.87326,8.979805&amp;spn=0.00472,0.00319&amp;output=embed"></iframe><br /><small><a href="http://maps.google.it/maps?f=d&amp;saddr=Via+Francesco+Catenazzi&amp;daddr=FoxTown+Factory+Stores,+Mendrisio,+Svizzera&amp;hl=it&amp;geocode=FTTvuwId5AWJAA%3BFWwAvAId9QOJACG_A1jUSw0IAikLR-8ptimERzH_hL49pfysEw&amp;aq=0&amp;sll=45.872964,8.980916&amp;sspn=0.011175,0.016072&amp;dirflg=w&amp;mra=ltm&amp;ie=UTF8&amp;t=m&amp;source=embed&amp;ll=45.87326,8.979805&amp;spn=0.00472,0.00319" style="color:#0000FF;text-align:left">Visualizzazione ingrandita della mappa</a></small></li>
<li>ส่วนขากลับก็เหมือนเดิมคือนั่งรถไฟกลับจากสถานี Mendrisio มายัง Chiasso แล้วต่อมายังสถานี Milano Centrale แต่ขอแนะนำให้เช็คเวลาเอาไว้ก่อนล่วงหน้า</li>
</ul>
<p></p>
<p>๓) เดินทางไป-กลับด้วยตนเองแบบได้เที่ยวสวิส ข้อดีก็คือ ถือโอกาสเที่ยวสวิสไปด้วยเลยตอนเช้า แต่ข้อเสียก็คือราคาแพงขึ้นและต้องตื่นเช้าๆ (ค่าเดินทางไป-กลับประมาณ 45 ยูโร) </p>
<ul>
<li>เริ่มจากขึ้นรถไฟจาก Milano Centrale (Italy) ไปยัง Lugano (Switzerland) ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (รถไฟออกทุกๆ 1-2 ชม.) ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.trenitalia.com/cms/v/index.jsp?vgnextoid=ad1ce14114bc9110VgnVCM10000080a3e90aRCRD" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>จากนั้นนั่งรถไฟย้อนกลับ จาก Lugano มายังสถานีที่ชื่อว่า Mendrisio (มีรถไฟทุกๆ 15-30 นาที) ใช้เวลา 20 นาที ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.sbb.ch/en/home.html" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (เหตุผลที่ต้องนั่งย้อนกลับก็เพราะรถไฟระหว่างประเทศ(ส่วนมาก)ไม่จอดสถานี Mendrisio)</li>
<li>เมื่อลงรถไฟแล้วให้เดินใน &#8220;อุโมงค์ลอดทางรถไฟ&#8221; มาด้านหลังของสถานี แล้วเดินตามเส้นทางเดียวกับการเดินทางไปกลับด้วยตนเองแบบประหยัด</li>
<li>ส่วนขากลับก็ให้กลับเส้นทางเดียวกับการเดินทางด้วยตนเองแบบประหยัด แต่ขอแนะนำให้เช็คเวลาเอาไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นกัน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทะเลสาบ Lugano (ภาพโดย ธานี ชัยวัฒน์)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/180690_1821078691855_1386814628_2064947_1556382_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/180690_1821078691855_1386814628_2064947_1556382_n.jpg?w=300" alt="" title="ทะเลสาบ Lugano (ภาพโดย ธานี ชัยวัฒน์)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สำหรับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่า ขอแนะนำแบบที่ ๓ โดยให้เดินออกไปนอกสถานี Lugano จะเห็นวิวทะเลสาบและภูเขาที่ไม่ไกลมาก สวยงามตามแบบสวิตเซอร์แลนด์ และใกล้กว่านั้นจะเห็นโบสถ์ที่มียอดระฆังสวยงาม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Lugano </p>
<p>ใครอยากรู้ว่าไปเดินที่ไหนได้บ้างและนึกภาพ Lugano ไม่ออกลองดู <strong><a href="http://www.lugano-tourism.ch/en/291/default.aspx" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> นี่เป็นเฉพาะส่วนของในเมืองที่เราสามารถเดินเที่ยวได้ก่อนไป outlet นะครับ ซึ่งจะใช้เวลาเดินจากสถานีรถไฟ Lugano ไปถึงทะเลสาบไม่เกิน 15 นาที </p>
<p>โดยส่วนตัว อยากจะขอแนะนำว่า เนื่องจาก outlet เปิด 11 โมง ควรจะหาโอกาสไปเช้าๆ เพื่อไปเดินเล่นแถวๆ ทะเลสาบของ Lugano ก่อนจะไป outlet นะครับ ไม่อย่างนั้นเสียดายแย่</p>
<p>แล้วก็ถ้าใครมีโอกาสได้ไป Foxtown ลองไปทานอาหารที่ Food Court ของ Outlet ชั้น 3 นะครับ มีให้เลือกเยอะ รสชาดดี และราคาไม่แพงเกินไป (ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพสวิสนะครับ)</p>
<p>สำหรับตอนที่ ๒ จะขอแนะนำ outlet อีกแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น outlet ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>รายละเอียดอื่นๆ ของ FOXTOWN ดูได้จาก<a href="http://www.foxtown.ch/info.php?lingua=en&amp;centro=mendrisio" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a>นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-14 18:38:05 by W3 Total Cache -->