<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Italy</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/italy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;คนไร้บ้าน&#8221;ในเมืองใหญ่ เป็นใคร มาจากไหน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Dec 2012 05:37:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5493</guid>
		<description><![CDATA[คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5493"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม</p>
<p>การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม</p>
<p>ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ &#8220;คนไร้บ้าน&#8221; หรือ &#8220;คนจรจัด&#8221; ในคำเรียกของคนทั่วไป เนื่องจากคนเหล่านี้เองถูกกีดกันออกจากสังคมส่วนใหญ่ และกลายเป็นคนยากจนอย่างถาวร นำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ Duomo หนึ่งในโบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก&#8221; (<a href="http://cmsimg.statesmanjournal.com/apps/pbcsi.dll/bilde?Site=J0&#038;Date=20121024&#038;Category=UPDATE&#038;ArtNo=121024005&#038;Ref=AR&#038;MaxW=640&#038;Border=0&#038;Eurozone-debt-hits-90-percent-its-economy" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg" alt="" title="bilde" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ Jeremy Bentham เจ้าสำนักอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เคยเขียนถึงประเด็นนี้เอาไว้ โดยเขามองว่า การมีคนไร้บ้าน(ซึ่งเป็นคนจำนวนน้อย)อาศัยอยู่ตามที่สาธารณะนั้น ส่งผลลบต่ออรรถประโยชน์รวมของสังคมในสองทาง หนึ่งคือในกรณีของคนใจอ่อน อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสงสาร สองคือในกรณีของคนใจแข็ง อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสมเพช</p>
<p>Bentham จึงเสนอว่ารัฐบาลควรจัดสรรที่อยู่ให้พวกเขา เพื่อไม่ให้การมาอยู่ตามที่สาธารณะของคนไร้บ้านลดอรรถประโยชน์โดยรวมของสังคม และเขาเองยังคิดต่อด้วยว่าหากให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้คนไร้บ้าน อรรถประโยชน์ของสังคมก็อาจลดลงจากการเก็บภาษีเช่นกัน เขาจึงเสนอต่อว่ารัฐบาลควรจัดที่อยู่ให้พวกเขาอยู่รวมกัน และฝึกอาชีพให้พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สลัมในมิลาน&#8221; (<a href="http://www.liberoquotidiano.it/resizer.jsp?img=upload/1274380057108.jpg&#038;w=475&#038;h=280&#038;maximize=true" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg" alt="" title="resizer" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาไม่มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องคนไร้บ้านมากนักก็ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การให้นิยามและระบุตัวตนของคนไร้บ้านนั้นค่อนข้างยาก ๒) คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ทำให้การสำรวจทำได้ยากและอาจเกิดการนับซ้ำ ๓) การสัมภาษณ์คนเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนเป็นคนมีปัญหา ต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ที่มีความรู้หรือถูกอบรมวิธีการสัมภาษณ์อย่างถูกวิธีมาก่อน และนักเศรษฐศาสตร์มักไม่มีความรู้ด้านนี้</p>
<p>มิลาน (Milan) หนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ก็มีปัญหา&#8221;คนไร้บ้าน&#8221;อันนำมาสู่ภาระอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลเมืองมิลานต้องการจะแก้ปัญหานี้อันเนื่องมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่&#8230;งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับคนไร้บ้าน(ที่มีจำนวนมาก)ของเมืองมิลานกลับแทบไม่มีให้เห็น มีก็แต่งานวิจัยทางด้านสังคมวิทยากับคำด่าทอของ NGOs เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ ถนน Montenapoleone หนึ่งใน shopping street ที่แพงที่สุดของโลก&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bb/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall'Orto_-_20_jan_2007.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg" alt="" title="DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall&#039;Orto_-_20_jan_2007" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>รัฐบาลเมืองมิลานจึงได้ไปขอความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ของ Universita degli studi di Milano ในการทำวิจัยเรื่อง Being an Homeless: An Evidence in Italy โดย Braga and Corno (2009) และแนวคิดที่สำคัญก็คือต้องเริ่มต้นจากการสำรวจว่าคนไร้บ้านเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน และ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่ากระบวนการในการสำรวจคนไร้บ้าน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงข้อมูลโดยวิธีทางเศรษฐศาสตร์นั้นน่าสนใจอย่างยิ่งจึงนำมาเสนอให้ได้อ่านกัน</p>
<p>นิยามของคนไร้บ้านที่เป็นทางการโดย US Department of Housing and Urban Development (HUD) ก็คือ ๑) บุคคลที่ไม่มีที่พักพิงในเวลากลางคืนที่มั่นคง เป็นปกติและพอเพียง ๒) บุคคลที่มีที่พักพิงหลักในเวลากลางคืน ซึ่ง i) เป็นที่กำบังแบบสร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อการอาศัย ii) ในสถาบันที่ให้ที่พักพิงชั่วคราวเพื่อการได้รับความช่วยเหลือต่อไป และ iii) สถานที่สาธารณะหรือเอกชนที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลับนอนตามปกติของมนุษย์</p>
<p>ในการสำรวจที่ทำขึ้นจริงนั้น Braga and Corno (2009) จำแนกคนไร้บ้านออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) คนที่อาศัยอยู่ตามสถานที่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น ทางเดิน ที่จอดรถ ตึกร้าง เป็นต้น ๒) คนที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว และ ๓) คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม</p>
<p>ในการสำรวจ ใช้อาสาสมัคร 350 คน รับผิดชอบพื้นที่ที่แบ่งเป็น 66 ส่วน ดำเนินการสำรวจเพียงวันเดียวในเวลากลางคืน (เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ในเดือนมกราคม (เพราะเป็นช่วงอุณหภูมิต่ำที่สุดของมิลาน ทำให้คนไร้บ้านไม่กระจัดกระจายมากเกินไป) โดยวันที่ทำการสำรวจและวันที่สัมภาษณ์เป็นคนละวันกัน เพราะ ๑) ไม่สามารถทำเสร็จในวันเดียวกันได้ ๒) การสำรวจต้องการข้อมูลครบทุกคน แต่การสัมภาษณ์ใช้แค่บางคนเป็นกลุ่มตัวอย่าง และ ๓) เวลาที่เหมาะสมในการสำรวจคือตั้งแต่ 22 น. แต่เวลาที่เหมาะสมในการสัมภาษณ์คือ 21 น.</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการสำรวจ พบว่า ในมิลานมีคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ตามตามถนน (แบบที่ ๑) จำนวน 408 คน คนไร้บ้านที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว (แบบที่ ๒) จำนวน 1152 คน และคนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม (แบบที่ ๓) จำนวน 2300 คน รวมทั้งสิ้น 3860 คน โดยคนไร้บ้านในแบบที่ ๑ จะกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ในเขตเมือง (ดูภาพที่ ๑) ขณะที่คนไร้บ้านแบบที่ ๓ จะกระจุกตัวอยู่นอกเขตเมือง (ดูภาพที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การกระจายตัวของคนไร้บ้านที่นอนตามถนนในมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่ในเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.44 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การกระจุกตัวของคนไร้บ้านที่นอนในสลัมของมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่นอกเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.46 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การสำรวจถูกทำขึ้นหลายด้าน และมีความน่าสนใจในบางด้าน เช่น คนไร้บ้านที่อายุมากมีแนวโน้มจะอยู่ตามถนน แต่คนไร้บ้านที่อยู่สลัมมีแนวโน้มจะอายุน้อย ขณะที่การศึกษาของคนเหล่านี้มีการกระจายตัวในสัดส่วนเดียวกับประชากรทั่วไป ไม่ใช่ว่าเป็นคนไร้การศึกษาเสมอไป (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ระดับการศึกษาของคนไร้บ้านที่มีสัดส่วนคล้ายกับระดับการศึกษาของคนทั่วไป&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.53 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>สาเหตุหลักของการกลายเป็นคนไร้บ้านก็เนื่องจากตกงาน และมีปัญหาครอบครัว (ดูภาพที่ ๓) ซึ่งส่วนหนึ่งเคยมีประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาก่อน แล้วไม่ได้รับโอกาสในการทำงานอีก ขณะที่มากกว่าครึ่ง มีงานทำในตลาดมืด (Black Market)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ สาเหตุของการกลายเป็นคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.55 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>รายได้ของคนไร้บ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 151 ยูโรต่อคน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับครัวเรือนที่มีคนสองคนแล้ว รายได้นี้สูงกว่าระดับความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poverty) ของอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ 246.5 ยูโร เพียงแต่ไม่พอที่จะนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน และที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือหลักที่พวกเขาได้รับนั้นมาจากครอบครัว (35%) องค์กรการกุศล (24%) และเพื่อน (20%) ขณะที่พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ไม่มาก (7%) (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ แหล่งความช่วยเหลือลำดับแรกของคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.11.06 PM" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่างานวิจัยของ Braga and Corno (2009) จะเป็นเพียงแค่การสำรวจ แต่นับได้ว่าเป็นก้าวแรกของความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เนื่องจากพยายามรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิอย่างเป็นระบบ รวมทั้งอย่างน้อยทำให้ได้รู้ว่า <span style="background-color:#f15a23;">แท้จริงแล้วคนไร้บ้านสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐบาลได้น้อย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความไม่มีบ้านเองด้วย เพราะการขอสวัสดิการหลายประเภทต้องการข้อมูลที่อยู่ที่เป็นทางการ ซึ่งคนไร้บ้านย่อมไม่มี</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สำรวจถึงรายรับและรายจ่าย ทั้งที่ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ และได้รับหรือใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างด้วย แต่ประเด็นนี้ไม่สามารถเปิดเผยกับสาธารณะได้ คงเป็นเพราะประโยชน์ต่อการวางแผนการให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนโดยรัฐบาลกระมัง ไม่อย่างนั้น อาจจะมีการเรียกร้องมูลค่าที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยจะนำเอาประเด็นนี้มาเป็นแนวคิดหรือจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเชิงนโยบายของคนไร้บ้านด้วยก็น่าจะดีนะครับ เพราะได้เห็นมูลนิธิกระจกเงาและสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ให้ความสนใจเรื่องนี้กันอยู่พอสมควรทีเดียว ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Braga, Michela and Corno, Lucia, (2009), Being an homeless: evidence from Italy, Departmental Working Papers, Department of Economics, Management and Quantitative Methods at Università degli Studi di Milano.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.ahajokes.com/cartoon/deferpaybum.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;มาเฟียอิตาเลียน&#8221; มีที่มาอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Oct 2012 06:58:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5261</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงมาเฟียอิตาเลียน ทุกคนคงนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ที่โด่งดัง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า มาเฟียมีประวัติศาสตร์ที่มาอย่างไร ทำไมจึงเกิดระบอบนี้ขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปรัชญาใดสนับสนุนให้มันเกิดขึ้น บทความนี้จะเล่าถึงการถือกำเนิดขึ้นของระบอบมาเฟียในประวัติศาสตร์อิตาลี &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า “มาเฟีย” (Mafia) ตามพจนานุกรมของ Oxford, Merrium-Webster และ Longman ต่างก็ให้ความหมายเหมือนกันคือ “องค์กรอาชญากรรมลับ” (A Secret Criminal Organization) และยังให้บริบทเดียวกันด้วยว่า “มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองซิชิเลีย (ทางตอนใต้ของ)ประเทศอิตาลี (Sicilia, Italy)” จนกระทั่งต่อมา คำว่ามาเฟียได้ถูกขยายความและนำไปใช้เป็นการทั่วไปเพื่อสื่อความหมายถึง “องค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่มีแขนขา (Octopus) แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หนึ่งๆ” นั่นย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นของมาเฟียมาจากทางตอนใต้ของอิตาลี(แน่ๆ)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงมาเฟียอิตาเลียน ทุกคนคงนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ที่โด่งดัง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า มาเฟียมีประวัติศาสตร์ที่มาอย่างไร ทำไมจึงเกิดระบอบนี้ขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปรัชญาใดสนับสนุนให้มันเกิดขึ้น บทความนี้จะเล่าถึงการถือกำเนิดขึ้นของระบอบมาเฟียในประวัติศาสตร์อิตาลี</p>
<p><span id="more-5261"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า “มาเฟีย” (Mafia) ตามพจนานุกรมของ Oxford, Merrium-Webster และ Longman ต่างก็ให้ความหมายเหมือนกันคือ “องค์กรอาชญากรรมลับ” (A Secret Criminal Organization) และยังให้บริบทเดียวกันด้วยว่า “มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองซิชิเลีย (ทางตอนใต้ของ)ประเทศอิตาลี (Sicilia, Italy)” จนกระทั่งต่อมา คำว่ามาเฟียได้ถูกขยายความและนำไปใช้เป็นการทั่วไปเพื่อสื่อความหมายถึง “องค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่มีแขนขา (Octopus) แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หนึ่งๆ” นั่นย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นของมาเฟียมาจากทางตอนใต้ของอิตาลี(แน่ๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ซิชิเลีย เมืองต้นกำเนิดมาเฟียทางตอนใต้ของอิตาลี&#8221; (<a href="http://maps.pickatrail.com/europe/italy/map/sicilia.gif" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia.gif" alt="" title="sicilia" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่ามาเฟียมีบทบาทมากแค่ไหนในทางเศรษฐกิจ แต่การประมาณการของ Merryl Lynch (2008) ชี้ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจนอกกฎหมาย (Illegal Economy) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP โลก และ L.A. Times (2009) ประมาณการว่าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติครอบครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 15 ของ GDP โลก (อ้างใน Meyer, 2009) ซึ่งหากเทียบเคียงมาเฟียกับองค์กรอาชญากรรมที่มักถูกใช้ในความหมายเดียวกัน ก็เท่ากับว่า “ครึ่งหนึ่งของมูลค่าเศรษฐกิจนอกกฎหมายอยู่ในการครอบครองของมาเฟีย หรือหากคิดเป็นมูลค่าจาก GDP (2009) ก็จะอยู่ที่ 291 ล้านล้านบาทต่อปี”</p>
<p>คำว่ามาเฟียจึงอาจจะดูเป็นเรื่องล้าหลังและไกลตัว ทั้งที่จริงแล้วมาเฟียไม่ได้หายไปจากสังคมแต่ยังคงมีบทบาทที่สำคัญดังจะเห็นได้จากมูลค่าที่มีการประมาณการไว้ แต่ที่ดูเป็นเรื่องไกลตัวก็เพราะมาเฟียได้ปรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างลงตัว ในปัจจุบันมาเฟียในประเทศต้นแบบต้นแบบอย่างอิตาลีก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ และควบคุมเศรษฐกิจทางตรง (ไม่นับรวมส่วนที่อยู่นอกกฎหมายและธุรกิจสีเทาอีกเป็นจำนวนมาก) ถึงร้อยละ 7-10 ของ GDP ทั้งประเทศ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;อนุสาวรีย์ในการต่อต้านมาเฟียของเมือง Palermo สร้างจากเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้าง เพราะมาเฟียส่วนใหญ่ผูกโยงกับอุตสาหกรรมนี้&#8221; (<a href="http://www.flickr.com/photos/carlos_en_esos_mundos/243300519/sizes/z/in/photostream/" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/243300519_8bda5965e0_z.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/243300519_8bda5965e0_z.jpeg" alt="" title="243300519_8bda5965e0_z" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ถึงระบอบมาเฟียจะเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของประวัติศาสตร์ซิชิเลีย แต่ก็ไม่มีหลักฐานอย่างชัดแจ้งที่จะระบุได้ว่าระบอบมาเฟียเริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การถือกำเนิดขึ้นของมาเฟียซิชิเลียนเริ่มต้นก่อนศตวรรษที่ 19 ที่โครงสร้างสังคมในซิชิเลียอยู่ภายใต้ระบอบศักดินาเช่นเดียวกับยุคกลางของประเทศในยุโรปอื่นๆ สังคมศักดินาในบทความนี้ก็คือสังคมที่ประกอบด้วยคนสองชนชั้น ชนชั้นสูงที่มีจำนวนน้อยจะถือครองทรัพย์สินและที่ดินเป็นส่วนใหญ่ และชนชั้นล่างที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ทำงานบนที่ดินของชนชั้นสูง (Blok, 1966)</p>
<p>ในซิชิเลีย ที่ดินของชนชั้นสูงในระบบศักดินาถูกแบ่งออกเป็นผืนๆ เรียกว่า “ที่ดินศักดินา” (Feudo) ถือครองโดยเจ้าขุนมูลนาย (Baron) (Blok, 1966) เจ้าขุนมูลนายเหล่านี้จะได้รับอำนาจการปกครองซึ่งรวมถึงการใช้กำลังและอาวุธมาจากผู้ปกครองอีกทีหนึ่ง โดยมีจำนวนไม่กี่ครอบครัวและจะทำหน้าที่กำกับดูแลพื้นที่ปกครองไปในตัวด้วย จากข้อมูลในอดีต พบว่า ผู้ปกครองเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ดินมากถึงสามในสี่ของพื้นที่ปกครองทั้งหมด (Bandiera, 2003) และ ประชากรจำนวน 0.1% ถือครองที่ดินมากถึง 99% ของที่ดินทั้งหมด (Baldwin, 2008) จากนั้น ผู้ปกครองก็จะว่าจ้างหรือปล่อยทรัพย์สินให้เช่าแก่คนกลาง (Gabelloti) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลผลตอบแทนที่เกิดจากการใช้ที่ดินแทนตนเอง โดยคนกลางก็จะทำการตกลงกับเจ้าขุนมูลนายเพื่อส่งส่วยในอัตราคงที่เป็นรายปี แล้วทำหน้าที่แทนเจ้าของที่ดินในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทำสัญญาว่าจ้างชาวนามาสร้างผลผลิตและดูแลทรัพย์สิน (Blok, 1966) โดยชาวนาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นอาหารเพียงเล็กน้อยของสัดส่วนของผลผลิตที่ผลิตได้เท่านั้น</p>
<p>ต่อมา สหราชอาณาจักรเข้ายึดครองซิชิเลียในช่วงสงครามนโปเลียนตอนต้นศตวรรษที่ 19 และได้ทำการปฏิรูประบบศักดินาในปี ค.ศ.1812 ซึ่งสาระสำคัญของการปฏิรูปประกอบด้วย (Bandiera, 2003)<br />
- การยกเลิกสิทธิประโยชน์ของการเป็นลูกคนแรก เช่น การที่ลูกคนแรกได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบิดามารดาทั้งหมด<br />
- การเวนคืนที่ดินส่วนใหญ่ และการจัดสรรกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ชาวนาจำนวนหนึ่งในห้าของที่ดินที่ชาวนาเคยทำนาอยู่ก่อน</p>
<p>ผลที่ตามมาก็คือ ธรรมเนียมปฏิบัติของการยกทรัพย์สินให้ลูกคนแรกถูกยกเลิกไป แต่ก็ไม่มีระบบการจัดสรรทรัพย์สิน รวมทั้งพ่อแม่ก็ไม่มีความรู้มากพอในการแบ่งสรรทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม ความขัดแย้งก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในครอบครัว ซึ่งจะกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมในเวลาต่อมา</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนเจ้าของที่ดินยังเพิ่มขึ้นจาก 2,000 รายเป็น 20,000 รายในช่วงปี ค.ศ.1812 ถึงปี ค.ศ.1860 (Bandiera, 2003) </p>
<p>โดยการปฏิรูปที่ดินก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง เพราะชนชั้นชาวนาไม่ได้เข้มแข็งขึ้น และการสูญเสียสิทธิการทำมาหากินตามวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นมากลับทำให้พวกเขามีปัญหา เนื่องจากแม้พวกเขาจะเพาะปลูกได้ แต่ก็ไม่สามารถดูแลผลผลิตและทรัพย์สินของตนเองได้ ดังนั้น การปฏิรูปที่ดินจึงก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นจากคนกลางที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการเข้าถึงเจ้าขุนมูลนายมาปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินของพวกเขา </p>
<p>นั่นคือมันเพียงแต่เปลี่ยนจากระบอบศักดินาเจ้า (Baron Feudalism) กลายเป็นระบอบกึ่งศักดินานายทุน (Capitalist Quasi-Feudalism)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมสูงตอนกลางคืนของเมืองหนึ่งในซิชิเลีย&#8221; (<a href="http://static.turistipercaso.it/image/s/sicilia/sicilia_y89z9.T0.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia_y89z9.T01.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/sicilia_y89z9.T01.jpg" alt="" title="sicilia_y89z9.T01" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติของอิตาลี (Italian Revolution of 1860) และการรวมชาติอิตาลี รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อรวบอำนาจบางส่วนเข้าสู่ศูนย์กลาง เช่น ช่วงปี ค.ศ.1862 ถึง ค.ศ.1863 รัฐทำการยึดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนมาก(โดยเฉพาะจากเจ้าของที่ดินและโบสถ์)เพื่อมาจัดสรรใหม่ให้กับสาธารณชน (Bandiera, 2003) ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นมีที่ดินเป็นของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของที่ดินที่ถูกจัดสรรก็ยังไปตกอยู่กับเจ้าของที่ดินเดิมและคนกลาง เพราะพวกเขามีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลกลางมากกว่า ขณะที่ชาวนารายย่อยที่ได้รับการจัดสรรที่ดินก็ได้รับเพียง 4.5 เฮคตาร์ต่อคนและเป็นที่ดินที่มีคุณภาพต่ำมาก สำคัญกว่านั้นคือการปฏิรูปที่ดินยิ่งทำให้ชาวนาสูญเสียความสามารถในการเข้าถึงที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เคยเป็นมา (Blok, 1966)</p>
<p>ภายหลังความพยายามในการปฏิรูปที่ดินกลับยิ่งส่งเสริมให้ระบบมาเฟียมีบทบาทมากขึ้น การยึดที่ดินมาจากโบสถ์สร้างความไม่พอใจต่อนักบวชที่มีต่อรัฐบาลอิตาเลียน และเนื่องจากซิชิเลียเป็นพื้นที่ของคาทอลิคที่เข้มแข็ง ซึ่งประชาชนจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนักบวชของศาสนา ทำให้พวกเขามีความรู้สึกปฏิเสธรัฐบาลกลาง สุดท้ายแล้ว รัฐบาลอิตาเลียนจึงมีบทบาททางสังคมในการเข้าถึงประชาชนชาวซิชิเลียน้อยมาก นอกจากนี้ หากใครเข้าหาอำนาจรัฐหรือให้การช่วยเหลือตำรวจก็อาจหมายถึงการต่อต้านศาสนา นักบวชหรือสังคมด้วย (Brogger, 1968) ช่องว่างของอำนาจรัฐจึงทำให้มาเฟียมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ อาชญากรรมในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากอันเป็นผลโดยตรงมาจากการยึดที่ดินของโบสถ์แล้วแจกจ่ายไปให้ประชาชน เพราะชาวนาบางส่วนไม่สามารถหารายได้โดยวิธีดั้งเดิมคือทำการเกษตรบนที่ดินของโบสถ์ได้อีกต่อไป รวมทั้งประชาชนก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องทรัพย์สินของตนเองได้ ชาวนาเหล่านี้จึงกลายเป็นคนนอกกฎหมาย (Blok, 1966) โดยอาจจะขโมยวัวควาย และฆ่าเจ้าของ หรือแม้แต่ข่มขู่แย่งชิงผลผลิตทางการเกษตรที่นำไปผลิตไวน์ จนทำให้เจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการต่างย้ายออกจากพื้นที่ เพราะเกรงกลัวอันตราย (Blok, 1966) และก็ไม่สามารถหาแรงงานจากนอกพื้นที่มาทำงานได้ (Bandiera, 2003) </p>
<p>ภายใต้ระบอบศักดินาเดิม เจ้าของที่ดินไม่ได้มากำกับดูแลเอง แต่อาศัยสิทธิในการใช้อาวุธเพื่อป้องกันคนนอกกฎหมายและควบคุมชาวนา แต่หลังจากที่ระบบนี้ล่มสลาย อำนาจในการบังคับใช้อาวุธกลับตกไปเป็นของตำรวจซึ่งกำกับโดยรัฐ แต่ทั้งตำรวจและรัฐกลับไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าของที่ดินจึงต้องอาศัยคนกลางเข้ามาดูแลทรัพย์สิน ซึ่งเท่ากับว่าคนกลางเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนตำรวจ (Blok, 1969) และแน่นอนว่า เจ้าของที่ดินทุกรายย่อมต้องการคนกลางที่เข้มแข็งที่สุดหรือก่อความรุนแรงได้มากที่สุดมาดูแลทรัพย์สินของตน เพื่อการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพมากกว่า (Bandiera, 2003) จึงเกิดการเรียงลำดับหรือลำดับขั้นของคนกลางขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเท่ากับว่าระบบศักดินาก็ยังคงสถานะอยู่ต่อไปภายในระบอบมาเฟียด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความเชื่อมโยงของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในระบอบมาเฟีย (Sardell, Pavlov and Saeed (n.d.d))&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Mafia-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Mafia-1.png" alt="" title="Mafia-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ส่วนหนึ่งของการเกิดระบอบมาเฟียก็คือการยกเลิกระบอบศักดินา โดยที่ยังไม่มีระบบกฎหมายที่เข้มแข็งมากพอและสังคมเองก็ยังไม่มีความพร้อมในการทำงานร่วมกันของภาคประชาชน ผลก็คือระบอบศักดินาจึงถูกถ่ายโอนไปสู่ผู้ที่ควบคุมหรือสร้างความรุนแรงได้มากกว่าอย่างมาเฟีย จนกลายเป็นรัฐคู่ขนาน (Parallel State) ของรัฐบาลกลางดังเช่นปัจจุบัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หากมองเรื่องนี้ในมิติของมาร์กซ ระบอบมาเฟียเป็นรูปแบบหนึ่งของการสะสมทุนขั้นต้น (Primitive Capital Accumulation) นั่นคือ คนกลางได้เปลี่ยนเงิน (Money) ที่ได้รับจากการว่าจ้างให้ดูแลที่ดินกลายเป็นทุน (Capital) แล้วเปลี่ยนจากทุนให้กลายเป็นส่วนเกิน (Surplus) เพื่อการสะสมทุนในช่วงเวลาต่อๆ ไปโดยอาศัยความรุนแรงเป็นเครื่องคุ้มกันระบอบ เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นๆ ส่วนเกินก็ทำให้ทุนที่สะสมก็ยิ่งมากขึ้น เงินก็มากขึ้น ขณะที่ชนชั้นล่างหรือคนที่อยู่นอกระบอบมาเฟียยังคงถูกขูดรีดและไม่ได้รับประโยชน์ใดใดจากระบอบนี้เช่นเดิม</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: ธานี ชัยวัฒน์ (2555) &#8220;มาเฟียกับการพัฒนา: กรณีศึกษามาเฟียซิชิเลียน&#8221; บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมธีวิจัยอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ชื่อว่า “สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2008 – 2011.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/05/history-of-mafia/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นใช้แบรนด์หรู&#8221;&#8230;เป็นเรื่องปกติหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Sep 2012 07:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5219</guid>
		<description><![CDATA[กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน</p>
<p><span id="more-5219"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander จากเยอรมนี และ Mulberry จาก UK ด้วย (Gale, 2010)</p>
<p>งานของ Chandha and Husband (2006) ระบุว่าในปี 2005 ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนมากเป็นการขายผ่านทางห้าง Siam Paragon, เกษรพลาซ่า, Central World, เอราวัณ และ Emporium </p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ การที่สินค้าเหล่านี้มียอดขายสูงขึ้นมากขนาดนี้ ก็เพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงในประเทศไทยเท่านั้นที่ซื้อ แต่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นผู้ซื้อด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่งเริ่มทำงานก็เป็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสองสาเหตุสำคัญของยอดขายที่เติบโตขึ้นมาก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Tovikkai and Jirawattananukool (2010) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบรนด์หรู โดยเน้นไปศึกษาที่กลุ่มนักศึกษาเป็นหลัก พวกเขาเก็บแบบสอบถาม 206 ชุดจากนักศึกษาหญิงใน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล และ ABAC</p>
<p>การศึกษาได้ถามคำถามเพื่อให้ผู้ตอบแต่ละคนระบุตนเองด้วยว่า &#8220;คุณเป็นคนติดแบรนด์หรูใช่หรือไม่?&#8221; (Are you a luxury preference person?) โดย 58 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ใช่” 54 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ไม่ใช่” และอีก 94 คน (ครึ่งหนึ่ง) ตอบว่า “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงคุณลักษณะของผู้ตอบในสามกลุ่มดังกล่าว ตัวแปรที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็น “ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูแต่ละครั้ง” (Spending on Fashion Luxury Products) โดยคนที่ซื้อครั้งละไม่เกิน 10,000 บาทจะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่แน่ใจ” คนที่ซื้อครั้งละ 10,000-30,000 บาท จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” กับ “ไม่แน่ใจ” ส่วนคนที่ซื้อครั้งนึงเกิน 30,000 บาท จะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าคนจะคิดว่าตนเองติดแบรนด์หรูหราหรือไม่นั้น น่าจะอยู่ที่รายจ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ คุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221; ว่าตนเองติดแบรนด์หรู&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png" alt="" title="luxury handbags 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าการเปรียบเทียบจากการมองภาพรวมคร่าวๆ นั้นก็พอจะให้บอกความน่าสนใจได้ แต่ก็อาจไม่ครบถ้วน การศึกษาจึงนำคุณสมบัติต่างๆ มาทดสอบ Chi-squared ว่าหาปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทางสถิติที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ติดหรือไม่ติดแบรนด์หรู โดยพบว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา เงินในประเป๋า รายได้ของพ่อแม่ และฐานะทางบ้าน (วัดจากทำเลของบ้านที่อยู่) แต่กลับขึ้นอยู่กับรายจ่ายในการซื้อต่อครั้ง ความถี่ในการซื้อ ความตั้งใจที่จะซื้อ(ในปีหน้า) และการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเท่านั้น (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดสอบคุณลักษณะด้านต่างๆ ด้วย Chi-squared ระหว่างคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; กับ &#8220;ไม่ใช่&#8221; ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (ในช่องสีแดงแสดงว่ามีความแตกต่างกัน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png" alt="" title="luxury handbags 2" width="100%" class="nature6" /></a><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">หากถามคนเหล่านี้ว่า “ในความคิดของคุณ อะไรคือสินค้าหรูหรา?” (What is luxury product in your opinion?) ทั้งสามกลุ่มให้นิยามแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ตอบว่าใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและให้ความสบายทางกายอย่างมาก” คนที่ตอบว่าไม่ใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีราคาแพงและไม่จำเป็น แต่อยากได้” ขณะที่คนที่ไม่แน่ใจตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ” อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ค่อนข้างดูมีเหตุผล เพราะสนใจเรื่องคุณภาพ พวกเขาเองจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนติดแบรนด์หรือไม่ (ดูตารางที่ ๓)</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความหมายของคำว่าแบรนด์หรูในความคิดของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png" alt="" title="luxury handbags 3"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ทีนี้ลองดูกันว่า กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เขาชอบสินค้าแบรนด์ไหนกันบ้าง (เรียงจากมากไปหาน้อย) กลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” เป็นคนติดแบรนด์ ชอบ Chanel, Louis Vuitton, Gucci, Hermes และ Balenciaga ตามลำดับ กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ชอบ Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Christian Dior และ Paul Smith กับ Prada (คะแนนเท่ากัน) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ “ไม่แน่ใจ” ตอบว่า Louis Vuitton, Gucci กับ Chanel (คะแนนเท่ากัน), Paul Smith และ Burberry ตามลำดับ (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ แบรนด์ที่ชื่นชอบของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png" alt="" title="luxury handbags 4"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ผลที่ได้จากการสำรวจโดยรวมมีความใกล้เคียงกับรายงานของ MillwardBrown ที่พบว่า Louis Vuitton, Hermes, CHANEL, Gucci, Prada เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก ดังตารางที่ ๕</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ สินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg" alt="" title="Top-Luxury-Brands" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุป<span style="background-color:#f15a23;">ในเบื้องต้นของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูของไทยก็คือ ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะมีการศึกษามากหรือน้อย รายได้จะมากหรือน้อย หรือบ้านจะรวยหรือจน แต่สำคัญแค่ว่าคุณซื้อ(หรือมีความตั้งใจที่จะซื้อ)มันหรือยัง โดยหากคุณได้ซื้อ(หรือเคยซื้อ)สินค้าแบรนด์หรูไปแล้ว คุณก็มีแนวโน้มจะติดมันต่อไป เกณฑ์ที่ดูเหมือนจะบอกว่าคุณจะติดหรือไม่น่าจะอยู่ที่สินค้าเกินกว่า 20,000 บาทต่อชิ้น [มาจากค่าเฉลี่ยระหว่าง 10,000-30,000 บาท]</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>คำถามก็คือ วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือว่าที่ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>ไม่มีการศึกษาในแบบเดียวกันนี้กับกรณีของวัยรุ่นทั่วโลก แต่ Chandha and Husband (2006) ก็ได้ทำการศึกษาพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียเอาไว้ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ เราก็อาจจะตอบคำถามดังกล่าวได้ด้วย</p>
<p>Chandha and Husband (2006) ได้จำแนกพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png" alt="" title="luxury handbags 5" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขั้นที่ ๑ Subjugation เป็นช่วงเวลาที่ประเทศนั้นๆ ยังยากจน การกระจายของตราสินค้าหรูหราจะยังคงอยู่ในวงแคบๆ เช่น ชนชั้นผู้ล่าอาณานิคม หรือชนชั้นปกครอง</p>
<p>ขั้นที่ ๒ Start of money เป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีกินมีใช้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สินค้าเหล่านี้จะถูกครอบครองโดยเศรษฐี หรือชนชั้นที่ร่ำรวยจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ดีนัก คนรวยจึงรวยมากและมีจำนวนไม่มาก</p>
<p>ขั้นที่ ๓ Show-off เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เหลือจากการซื้อสินค้าจำเป็น จึงสามารถซื้อสินค้าที่บ่งบอกฐานะได้ (Status Marks) และสืบเนื่องจากพัฒนาการจากขั้นที่สอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งจึงต้องการครอบครองสินค้าเหล่านี้เพื่อบ่งบอกสถานะของตนเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนที่มากไปกว่าแค่การซื้อเพื่อใช้สอยดังที่เคยเป็นมา โดยประเทศไทย(น่าจะ)อยู่ในขั้นนี้</p>
<p>ขั้นที่ ๔ Fit-in เป็นช่วงที่สินค้าที่มีตราหรูหรากระจายไปทั่วกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว คนที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้นั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในขั้นที่ ๓ เนื่องจากไม่ใช่การซื้อเพื่อแสดงสถานะ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม กล่าวคือ ซื้อเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์</p>
<p>ขั้นที่ ๕ Way of life เป็นช่วงที่สินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยการบริโภคของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างก็คือ หากได้ซื้อไปใช้แล้วครั้งหนึ่งก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าในระดับเดียวกันใช้ต่อๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี <span style="background-color:#f15a23;">พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขาย จึงเป็นความตั้งใจที่ผู้ขายต้องการให้เกิดขึ้นในทุกประเทศอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยงานของ Chandha and Husband (2006) ก็ให้ข้อสรุปกับทุกประเทศในเอเซียที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอยู่ดี ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ Mikhail Gorbachev อดีตประธานสหภาพโซเวียตกับกระเป๋า Louis Vuitton ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากได้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนทั้งโลกว่า ผู้นำสหภาพโซเวียต(หรือภรรยา) พวกเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg" alt="" title="luxury handbags 6" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้ววัยรุ่นในยุโรปเป็นเช่นนี้หรือไม่ คำตอบกับบางประเทศในอดีตคือ “ใช่” ทั้งนี้เพราะจุดเริ่มต้นของความนิยมสินค้าแบรนด์หรูนั้นมักเกิดจากการที่สังคมเคยอยู่ในระบบชนชั้นมาก่อน การก้าวสู่สถานะทางชนชั้นที่สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำว่าชนชั้นในที่นี้อาจเป็นฐานะ อำนาจหรือชื่อเสียง ซึ่งการได้สินค้าแบรนด์หรูมาครอบครองก็ดูเหมือนจะเป็นแนวทางในการบอกสถานภาพอย่างหนึ่ง</p>
<p>ดังนั้น สถานการณ์ที่มักจะบ่นกันว่า วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำใจ เพียงแต่อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเด็กๆ ของเราแย่กว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Kamolwan Tovikkai and Wiwatchai Jirawattananukool (2010) “An Exploratory Study on Young Thai Women Consumer Behavior toward Purchasing Luxury Fashion Brands” Master Thesis, School of Sustainable Development of Society and Technology, Malardalen University, Sweden.<br />
&#8211; Chadha, R. &#038; Husband, P. (2006). The Cult of Luxury Brands: Inside Asia’s Love Affair with Luxury. Nicholas Brealey International; London, Boston.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;Made in Italy&#8221; แต่ by China?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Sep 2012 04:35:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5059</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนที่มีโอกาสมาเที่ยวอิตาลีจะเห็นสินค้าตลาดนัดตามแหล่งท่องเที่ยวที่ดูคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ราคาแพง และคนขายยืนยันหนักแน่นว่า &#8220;Made in Italy&#8221; พวกเขาไม่ได้โกหก เพราะ &#8220;Made in Italy&#8221; จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ความหมายอย่างที่เราเข้าใจกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ากจะพูดถึงแฟชั่นอิตาลี คงต้องพูดถึงเมือง Prato ในแคว้น Tuscany (Florence และ Pisa ก็อยู่ในแคว้นนี้ด้วย) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ผลิตผ้าเนื้อดีที่สุดของโลกจนได้เป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าและเสื้อผ้าชั้นดี “Made in Italy” มานับร้อยๆ ปี อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นคลัสเตอร์สิ่งทอที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก &#8220;ที่ตั้งของเมือง Prato ในแผนที่ของอิตาลี&#8221; (ที่มาของภาพ) จนกระทั่ง ในปลายทศวรรษ 1980 คนจีนเริ่มเข้าไปอยู่อาศัยใน Prato จากร้อยจนกลายเป็นหมื่นคน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนที่มีโอกาสมาเที่ยวอิตาลีจะเห็นสินค้าตลาดนัดตามแหล่งท่องเที่ยวที่ดูคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ราคาแพง และคนขายยืนยันหนักแน่นว่า &#8220;Made in Italy&#8221; พวกเขาไม่ได้โกหก เพราะ &#8220;Made in Italy&#8221; จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ความหมายอย่างที่เราเข้าใจกัน</p>
<p><span id="more-5059"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ากจะพูดถึงแฟชั่นอิตาลี คงต้องพูดถึงเมือง Prato ในแคว้น Tuscany (Florence และ Pisa ก็อยู่ในแคว้นนี้ด้วย) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ผลิตผ้าเนื้อดีที่สุดของโลกจนได้เป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าและเสื้อผ้าชั้นดี “Made in Italy” มานับร้อยๆ ปี อีกทั้งยังนับได้ว่าเป็นคลัสเตอร์สิ่งทอที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ที่ตั้งของเมือง Prato ในแผนที่ของอิตาลี&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ed/Map_Province_of_Prato.svg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Map_Province_of_Prato.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Map_Province_of_Prato.jpg" alt="" title="Map_Province_of_Prato" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>จนกระทั่ง ในปลายทศวรรษ 1980 คนจีนเริ่มเข้าไปอยู่อาศัยใน Prato จากร้อยจนกลายเป็นหมื่นคน พวกเขาได้เปลี่ยนเมืองนี้จากศูนย์กลางการผลิตผ้า (Textile Hub) คุณภาพดี เป็นเมืองหลวงของการผลิตเสื้อผ้าราคาถูก ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีรายได้น้อย และเป็นสิ่งที่พวกเขาชำนาญ</p>
<p>ปัจจุบัน Prato กลายเป็นแหล่งชุมชนคนจีนอพยพที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ทั้งผู้อพยพที่ถูกและผิดกฎหมาย อันที่จริง Prato มีประชากรประมาณ 187,000 คน สถิติของคนจีนที่ถูกกฏหมายคือ 11,500 คน แต่มีอีก 25,000 คนที่เข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย (ส่วนใหญ่คือคนจีน) เพื่อทำงานในโรงงานแฟชั่นทั้งสิ้น 3,200 แห่ง ในการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และอุปกรณ์เสริมทั้งหลาย ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีน เครื่องจักรนำเข้าจากจีน แรงงานคนจีน แต่ที่ดินเท่านั้นที่เป็นของอิตาลี</p>
<p>Bank of Italy เคยประเมินว่าธุรกิจจีนใน Prato ส่งผลกำไรกลับจีนเป็นเงิน 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน (53 ล้านบาทต่อวัน) จากธุรกิจทอผ้าและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทั้งนี้ยังไม่นับรวมธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นอีก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมาเฟียจีนกับทนายและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนของอิตาลี เนื่องจากทั้งคนจีนและคนอิตาเลียนต่างก็เชี่ยวชาญการหนีภาษีและการหาช่องว่างของกฎหมายอยู่แล้ว วิธีทั่วไปที่นิยมใช้กันก็คือการเปิดธุรกิจ และรีบปิดกิจการก่อนที่ตำรวจภาษีอิตาลีจะเข้าถึง จากนั้นก็เปิดทำธุรกิจในชื่อใหม่ โดยใช้ที่ตั้งเดิม แต่มีหมายเลขเสียภาษีใหม่ และปิดกิจการอีกก่อนจะต้องเสียภาษี วนเวียนไปมาอยู่แบบนี้ จนคนจีนหลายคนร่ำรวย ขยายกิจการ ถนนของเมืองนี้กลายเป็นชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาใช้เงินสดซื้อร้านค้ากับอพาร์ตเม้นต์ของชาวอิตาลี โรงเรียนรัฐบาลก็มีเด็กชาวจีนเพิ่มมากขึ้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เสื้อผ้าจีนจากโรงงานจีนในเมือง Prato (<a href="http://graphics8.nytimes.com/images/2010/09/13/world/PRATO-JP-3-337-395/PRATO-JP-3-popup.jpg">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;<br/>ภาพชุดของโรงงานจีนในเมือง Prato สามารถดูได้ <a href="http://www.nytimes.com/slideshow/2010/09/12/world/europe/PRATO.html?ref=europe">ที่นี่</a></p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/PRATO-JP-3-popup.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/PRATO-JP-3-popup.jpeg" alt="" title="PRATO-JP-3-popup" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เรื่องนี้อาจไม่ได้สร้างปัญหาเท่าไหร่ หากเสื้อผ้าที่ผลิตได้ไม่ได้ใช้ตราสินค้า “Made in Italy” แต่เพราะพวกเขาใช้ จึงเท่ากับว่าเป็นสินค้า “Made in China” ที่ผลิตในอิตาลีและได้ชื่อว่า “Made in Italy” ผลก็คือมันได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการตลาดกับสินค้าคุณภาพดีราคาแพงของอิตาลีแท้ๆ อย่างมาก รวมไปถึงชาวอิตาเลียนเองก็ไม่พอใจในประเด็นเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองที่กำลังเลือนหายเพราะการตั้งอยู่ของไชน่า ทาวน์ที่มีป้ายชื่อเป็นภาษาจีน กับร้านขายของชำที่ขายสารพัดสินค้านำเข้าจากจีนโดยคนจีน</p>
<p>สภาหอการค้าของเมือง Prato ระบุว่า ธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอของชาวอิตาลีในเมืองนี้ลดลงครึ่งหนึ่งนับจากปี 2544 เหลือไม่ถึง 3000 แห่งแล้ว น้อยกว่าบริษัทจีนที่มี 3200 แห่ง และจากเมืองที่เคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผ้ารายใหญ่ กลับต้องนี้มีสัดส่วนการนำเข้าผ้าถึง 27% ที่อิตาลีทั้งประเทศนำเข้ามาจากจีน ขณะที่ Edoardo Nesi กรรมาธิการวัฒนธรรมของเมือง Prato กล่าวว่า &#8220;นี่อาจเป็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นทั่วอิตาลี&#8221; </p>
<p>Nesi ไม่ได้พูดผิด เพราะนอกจากเมือง Prato เกี่ยวกับสิ่งทอแล้ว สถานการณ์ที่คล้ายกันยังเกิดขึ้นกับเมือง Manzano ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการผลิตเก้าอี้อีกด้วย โดยมีการระบุว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของจีนกำลังเข้าไปแทรกซึมการผลิตโดยอาศัยชื่อ &#8220;Made in Italy&#8221; เช่นเดียวกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;อนุสาวรีย์เก้าอี้ในเมือง Manzano&#8221; (<a href="http://cdn.freshome.com/wp-content/uploads/2007/07/chair.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/chair.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/chair.jpeg" alt="" title="chair" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สถานการณ์นี้บอกอะไรหลายอย่าง แต่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์แล้ว สองเรื่องที่น่าสนใจที่ [เสด-ถะ-สาด].com จะได้กล่าวถึงในบทความต่อๆ ไปหากมีโอกาสก็คือ</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">๑. ชื่อของประเทศผู้ผลิต (Nation Branding) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นอิตาลีที่มีมูลค่าสูงมากพอจนสร้างแรงจูงใจให้เกิดการย้ายฐานการผลิต พร้อมๆ กับการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า &#8220;Made in Italy&#8221; </p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">๒. วิธีการมองความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) อาจจะต้องเปลี่ยนไปจากที่เคยมุ่งไปที่ตัวสินค้า (Product) เท่านั้น แต่ต้องมองความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่กระบวนการ (Process) ผลิตด้วย ยกตัวอย่างเช่น คนจีนสามารถไปลงทุนได้ในหลายประเทศ เพราะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการติดต่อกับระบบราชการที่ไม่โปร่งใสหรืออาศัยความสัมพันธ์ส่วนตนเป็นพิเศษ ขณะที่ประเทศจากตะวันตกอื่นอาจจะมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการติดต่อกับระบบราชการที่มีความโปร่งใสมากกว่า เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม กระแสการขยายตัวของธุรกิจจีนในอิตาลียังคงเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน และอาจจะแก้ไขได้ไม่ง่ายนักหากสายสัมพันธ์เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เพราะคนจีนเองก็มีความสามารถในด้านนี้เช่นกัน </p>
<p>และที่น่าสนใจคือ ในอิตาลีเองกลับมีการพูดกันว่า สินค้าไม่แท้จะ Made in Italy / France / USA หรือประเทศอื่นๆ แต่สินค้าของแท้ต้อง Made in China ต่างหาก ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; สุทธิชัย หยุ่น (2553) จีนบุกอิตาลี ผลิตเสื้อผ้า Made in Italy, http://www.suthichaiyoon.com/detail/5608.<br />
&#8211; สินค้าจีน แต่เมดอินอิตาลี (2553) บทความจาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1-7 ตุลาคม พ.ศ.2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1572.<br />
&#8211; RACHEL DONADIO (2010) Chinese Remake the ‘Made in Italy’ Fashion Label, The New York Times: September 12, 2010.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/10/made-in-italy-by-china/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะอธิบาย &#8220;โลกาภิวัตน์&#8221; ด้วย &#8220;ฟุตบอล&#8221; ได้อย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/06/30/globalization-and-goals/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/06/30/globalization-and-goals/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 Jun 2012 05:03:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4456</guid>
		<description><![CDATA[ฟุตบอลในฐานะกีฬาของมวลมนุษยชาติ ถือเป็นกีฬาที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์มาก เมื่อลองวิเคราะห์ผลของโลกาภิวัตน์ โดยใช้วงการฟุตบอล ในประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มีการถกเถียงกันอยู่ เราก็จะได้เห็นมิติบางด้านที่น่าสนใจ &#8230;&#8230;&#8230;. ทความก่อนหน้านี้ของ [เสด-ถะ-สาด].com ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ได้นำเสนอเรื่อง โอกาสชนะของ “ฟุตบอลทีมชาติ” ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง? โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหาเป็นการเปรียบเทียบการย้ายตัวนักเตะระหว่างประเทศกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า และพบว่า มันได้ส่งผลให้ความสามารถในการเล่นของทีมชาตินั้นๆ เพิ่มสูงขึ้น ทั้งประเทศที่เป็นผู้ส่งออกและเป็นผู้นำเข้านักเตะ นั่นก็คือ การย้ายตัวนักเตะได้ก่อให้เกิดผลได้ทางการค้า (Gain from Trade) กับทีมชาติตามทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) นั่นเอง เมื่อพูดถึงเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงโลกาภิวัตน์ (Globalization) ด้วยนั้น ข้อสงสัยประการหนึ่งก็คือว่า โลกาภิวัตน์ทำให้แต่ละประเทศมีความเท่าเทียมกันหรือแตกต่างกันมากขึ้น (Inequality) ซึ่งบทความตอนนี้จะพิจารณาประเด็นที่ว่านี้จากเรื่องของฟุตบอล นั่นคือ การเคลื่อนย้ายตัวนักเตะระหว่างประเทศอย่างเสรีนั้น ส่งผลให้ความสามารถในการเล่นของทีมชาติต่างๆ มีความใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันมากขึ้นกันแน่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ฟุตบอลในฐานะกีฬาของมวลมนุษยชาติ ถือเป็นกีฬาที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์มาก เมื่อลองวิเคราะห์ผลของโลกาภิวัตน์ โดยใช้วงการฟุตบอล ในประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มีการถกเถียงกันอยู่ เราก็จะได้เห็นมิติบางด้านที่น่าสนใจ</p>
<p><span id="more-4456"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความก่อนหน้านี้ของ [เสด-ถะ-สาด].com ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ได้นำเสนอเรื่อง <a href="http://setthasat.com/2012/06/10/the-economics-of-fifa-football-worldcup/">โอกาสชนะของ “ฟุตบอลทีมชาติ” ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?</a> โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหาเป็นการเปรียบเทียบการย้ายตัวนักเตะระหว่างประเทศกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า และพบว่า มันได้ส่งผลให้ความสามารถในการเล่นของทีมชาตินั้นๆ เพิ่มสูงขึ้น ทั้งประเทศที่เป็นผู้ส่งออกและเป็นผู้นำเข้านักเตะ นั่นก็คือ การย้ายตัวนักเตะได้ก่อให้เกิดผลได้ทางการค้า (Gain from Trade) กับทีมชาติตามทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) นั่นเอง</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงโลกาภิวัตน์ (Globalization) ด้วยนั้น ข้อสงสัยประการหนึ่งก็คือว่า โลกาภิวัตน์ทำให้แต่ละประเทศมีความเท่าเทียมกันหรือแตกต่างกันมากขึ้น (Inequality) ซึ่งบทความตอนนี้จะพิจารณาประเด็นที่ว่านี้จากเรื่องของฟุตบอล นั่นคือ การเคลื่อนย้ายตัวนักเตะระหว่างประเทศอย่างเสรีนั้น ส่งผลให้ความสามารถในการเล่นของทีมชาติต่างๆ มีความใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันมากขึ้นกันแน่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพจากเกม PES 2013 (แต่ผู้เขียนชอบเล่น FIFA มากกว่า ^^)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/PES2013_Screenshot_0031.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/PES2013_Screenshot_0031.jpg" alt="" title="PES2013_Screenshot_0031" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ฟุตบอลถือได้ว่าเป็นกีฬาที่มีลักษณะพิเศษทั้งในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ในทางรัฐศาสตร์ ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีความเป็นประชาธิปไตยมาก เพราะนอกจากต้องเล่นกันเป็นทีม โดยที่ทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองแล้ว นักเตะแต่ละคนไม่ว่าสูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอมยังสามารถเล่นกีฬาฟุตบอลแบบที่ไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในทุกด้านไปเสียทั้งหมด นั่นคือมีการจัดสรรสิทธิและความได้เปรียบให้คนทุกประเภท ขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์ ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ถือว่ามีการจัดสรรผ่านระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง(กว่ากีฬาอื่นๆ มาก) และมีความเป็นโลกาภิวัตน์(เสรีภาพในการประกอบการ)สูงมากด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Milanovic (2004) ได้ตอบคำถามเรื่องโลกาภิวัตน์กับความเท่าเทียมกันผ่านมุมมองของฟุตบอลเอาไว้ และต่อไปนี้คือแบบจำลองของเขา</p>
<p>เขาเริ่มจากการกำหนดให้</p>
<p>- ความสามารถของนักเตะเรียงตามลำดับจากเก่งที่สุดไปห่วยที่สุดเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=A%2C%20B%2C%20...%2C%20Z%2C%20A%27%2C%20B%27%2C%20...%2C%20Z%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='A, B, ..., Z, A&#039;, B&#039;, ..., Z&#039;' title='A, B, ..., Z, A&#039;, B&#039;, ..., Z&#039;' class='latex' /> และแน่นอนว่าความต้องการของตลาดโลกต่อตัวนักเตะแต่ละคนก็เรียงตามนี้ด้วย</p>
<p>- สมมติให้ประเทศในโลกมี 26 ประเทศ [เท่ากับตัวอักษรภาษาอังกฤษ] แต่ละประเทศมีนักเตะ 2 คน คือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=S_1&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='S_1' title='S_1' class='latex' /> กับ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=S_2&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='S_2' title='S_2' class='latex' /></p>
<p>- ฟังก์ชันการผลิตของทีม i (Production Function of Team i) คือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_i%20%3D%20S_1%20S_2&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_i = S_1 S_2' title='g_i = S_1 S_2' class='latex' /> นั่นคือ ฟังก์ชันการผลิตเป็นแบบผลตอบแทนเพิ่มขึ้น (Increasing Return to Scale) โดยความสามารถส่วนเพิ่มของทีม (Marginal Product of Team i) ขึ้นกับการเล่นคู่กันของนักเตะทั้งสองคน (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bdg_i%7D%7BdS_1%7D%20%3D%20S_2&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{dg_i}{dS_1} = S_2' title='\frac{dg_i}{dS_1} = S_2' class='latex' />)</p>
<p>- ขนาดของประเทศมีผลต่อความสามารถของนักเตะ แต่เป็นขนาดของประเทศที่วัดจากจำนวนนักเตะที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ (Registered Players) นั่นคือ บราซิลมีขนาดใหญ่กว่าจีน อิตาลีใหญ่กว่าอินเดีย เป็นต้น นั่นคือ ประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าจะมีโอกาสพบเจอนักเตะที่เก่งกว่าประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>จากข้อสมมติที่ว่ามาทั้งหมด ทำให้ประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีนักเตะที่มีความสามารถ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='A' title='A' class='latex' /> ประเทศที่มีขนาดใหญ่รองลงมามี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=B&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='B' title='B' class='latex' /> ไปเรื่อยๆ จนถึงประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดมี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Z&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Z' title='Z' class='latex' /> ต่อด้วยประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอีกทีที่ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=A%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='A&#039;' title='A&#039;' class='latex' /> แล้วเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=B%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='B&#039;' title='B&#039;' class='latex' /> ไปเรื่อยๆ</p>
<p>อีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศที่ใหญ่ที่สุดจะมีนักเตะสองคนคือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=A%2C%20A%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='A, A&#039;' title='A, A&#039;' class='latex' /> ขณะที่ประเทศรองลงมามี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=B%2C%20B%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='B, B&#039;' title='B, B&#039;' class='latex' /> </p>
<p><strong>สถานการณ์ที่ ๑ ไม่มีการเคลื่อนย้ายตัวนักเตะ</strong> ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาก่อนโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว</p>
<p>แต่ละประเทศมีทีมชาติ 1 ทีมและมีทีมสโมสร 1 ทีม (เพราะทั้งประเทศมีนักเตะแค่ 2 คน) ส่งผลให้ทีมชาติและทีมสโมสรเป็นทีมเดียวกัน ซึ่ง</p>
<p>- ประเทศที่ใหญ่ที่ 1: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_1%20%3D%20AA%27%20%3D%2052%20%5Ctimes%2026%20%3D%201352&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_1 = AA&#039; = 52 \times 26 = 1352' title='g_1 = AA&#039; = 52 \times 26 = 1352' class='latex' /> (แทนค่าด้วยลำดับที่)<br />
- ประเทศที่ใหญ่รองลงมา: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_2%20%3D%20BB%27%20%3D%2051%20%5Ctimes%2025%20%3D%201275&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_2 = BB&#039; = 51 \times 25 = 1275' title='g_2 = BB&#039; = 51 \times 25 = 1275' class='latex' /><br />
ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง<br />
- ประเทศที่ใหญ่ที่ 26 (เล็กที่สุด): <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_%7B26%7D%20%3D%20ZZ%27%20%3D%2027%20%5Ctimes%201%20%3D%2027&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_{26} = ZZ&#039; = 27 \times 1 = 27' title='g_{26} = ZZ&#039; = 27 \times 1 = 27' class='latex' /> </p>
<p>ผลก็คือ<br />
- ค่าสัมประสิทธิ์จินี่ (Gini Coefficient) = 38.9<br />
- อัตราส่วนระหว่างทีมที่เก่งที่สุดกับอ่อนที่สุด (Top-Bottom Ratio) = 1352/27 = 50 เท่า [คล้ายการวัดวามเหลื่อมล้ำโดยช่องว่างรายได้ (Income Gap)]<br />
- คุณภาพเฉลี่ยของเกม (Average Quality of the Game) = 590 [มาจากการหาค่าเฉลี่ยของ g]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพจากเกม FIFA 2013 (เกมโปรดของผู้เขียนเอง ^^)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/Messi-FIFA-13_656x369.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/Messi-FIFA-13_656x369.png" alt="" title="Messi FIFA 13_656x369" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><strong>สถานการณ์ที่ ๒ มีการเคลื่อนย้ายตัวนักเตะ</strong> ซึ่งถือได้ว่าเข้าสู่โลกาภิวัตน์แล้ว </p>
<p>- ทีมชาติไม่มีการเปลี่ยนแปลง (เพราะนักเตะย้ายชาติไม่ได้) แต่ทีมสโมสรเปลี่ยน<br />
- ประเทศที่รวยที่ 1 จะได้นักเตะที่เก่งที่สุดไป: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g%27_1%20%3D%20AB%20%3D%2052%20%5Ctimes%2051%20%3D%202652&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g&#039;_1 = AB = 52 \times 51 = 2652' title='g&#039;_1 = AB = 52 \times 51 = 2652' class='latex' /><br />
- ประเทศที่รวยลงมา  จะได้นักเตะที่เก่งรองลงไป: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g%27_2%20%3D%20CD%20%3D%2050%20%5Ctimes%2049%20%3D%202450&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g&#039;_2 = CD = 50 \times 49 = 2450' title='g&#039;_2 = CD = 50 \times 49 = 2450' class='latex' /><br />
ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง<br />
- ประเทศที่รวยที่ 26 (จนที่สุด): <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_%7B26%7D%20%3D%20Y%27Z%27%20%3D%202%20%5Ctimes%201%20%3D%202&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_{26} = Y&#039;Z&#039; = 2 \times 1 = 2' title='g_{26} = Y&#039;Z&#039; = 2 \times 1 = 2' class='latex' /> </p>
<p>ผลก็คือ<br />
- ค่าสัมประสิทธิ์จินี่ (Gini Coefficient) ของทีมสโมสรเพิ่มขึ้นเป็น 50<br />
- อัตราส่วนระหว่างทีมที่เก่งที่สุดกับอ่อนที่สุด (Top-Bottom Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 2652/2 = 1326 เท่า<br />
- แต่คุณภาพเฉลี่ยของเกมกลับดีขึ้นเป็น 925<br />
นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น แต่คุณภาพของเกมก็ดีขึ้นด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><strong>สถานการณ์ที่ ๓ มีการเคลื่อนย้ายตัวนักเตะและความสามารถของนักเตะก็พัฒนาได้ (Endogenizing Skills)</strong> </p>
<p>- เมื่อนักเตะที่อ่อนกว่าได้เล่นกับนักเตะที่เก่งกว่า เขาจะเก่งขึ้น ขณะที่ความสามารถของนักเตะที่เก่งกว่าไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ถ้า B เล่นกับ A ความสามารถใหม่ของ B คือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=B%5Cgamma%28A%29%20%3C%20A%2C%20%5Cgamma%28A%29%3E1&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='B\gamma(A) &lt; A, \gamma(A)&gt;1' title='B\gamma(A) &lt; A, \gamma(A)&gt;1' class='latex' /> ที่ต้องน้อยกว่า A เพราะความสามารถของ B ที่เก่งขึ้นจะไม่เก่งไปกว่า A</p>
<p>ผลก็คือ<br />
- ในทีมสโมสร Top-Bottom Ratio จาก <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7BAB%7D%7BY%27Z%27%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{AB}{Y&#039;Z&#039;}' title='\frac{AB}{Y&#039;Z&#039;}' class='latex' /> ในสถานการณ์ที่ ๒ เป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7BAB%5Cgamma%28A%29%7D%7BY%27Z%27%5Cgamma%28Y%27%29%7D%20%3E%20%5Cfrac%7BAB%7D%7BY%27Z%27%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{AB\gamma(A)}{Y&#039;Z&#039;\gamma(Y&#039;)} &gt; \frac{AB}{Y&#039;Z&#039;}' title='\frac{AB\gamma(A)}{Y&#039;Z&#039;\gamma(Y&#039;)} &gt; \frac{AB}{Y&#039;Z&#039;}' class='latex' /><br />
- ในส่วนของทีมชาติ ความสามารถของทีมชาติที่ดีที่สุดยังคงเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=AA%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='AA&#039;' title='AA&#039;' class='latex' /> แต่ทีมที่สองเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=B%5Cgamma%28A%29B%27%5Cgamma%28A%27%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='B\gamma(A)B&#039;\gamma(A&#039;)' title='B\gamma(A)B&#039;\gamma(A&#039;)' class='latex' /> ทีมที่สามเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=CC%27&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='CC&#039;' title='CC&#039;' class='latex' /> ทีมที่สี่เป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=D%5Cgamma%28C%29D%27%5Cgamma%28C%27%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='D\gamma(C)D&#039;\gamma(C&#039;)' title='D\gamma(C)D&#039;\gamma(C&#039;)' class='latex' />  ไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างทีมที่หนึ่งและสองลดลง สองและสามเพิ่มขึ้น อย่างนี้ไปเรื่อยๆ นั่นคือ ผลรวมของความเหลื่อมล้ำจะเท่าเดิม แต่ค่าสัมประสิทธิ์จินี่จะลดลง แต่คุณภาพของเกมจะดีขึ้น</p>
<p>แต่ความสามารถของนักเตะที่พัฒนาได้นั้น แม้ไม่มีโลกาภิวัตน์ก็พัฒนาได้ ดังนั้น ต้องเปรียบเทียบผลภายหลังการพัฒนาความสามารถของนักเตะในทั้งสองกรณี<br />
- ก่อนมีการเคลื่อนย้ายตัวนักเตะ แต่นักเตะสามารถพัฒนาได้ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g_1%20%3D%20AA%27%5Cgamma%28A%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g_1 = AA&#039;\gamma(A)' title='g_1 = AA&#039;\gamma(A)' class='latex' /><br />
- Top-Bottom Ratio ระหว่างทีมชาติจะลดลงเป็น <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bg_1%7D%7Bg_%7B26%7D%7D%20%3D%20%5Cfrac%7BAA%27%5Cgamma%28A%29%7D%7BZZ%27%5Cgamma%28Z%29%7D%20%3E%20%5Cfrac%7BAA%27%7D%7BZ%5Cgamma%28Y%29Z%27%5Cgamma%28Y%27%29%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{g_1}{g_{26}} = \frac{AA&#039;\gamma(A)}{ZZ&#039;\gamma(Z)} &gt; \frac{AA&#039;}{Z\gamma(Y)Z&#039;\gamma(Y&#039;)}' title='\frac{g_1}{g_{26}} = \frac{AA&#039;\gamma(A)}{ZZ&#039;\gamma(Z)} &gt; \frac{AA&#039;}{Z\gamma(Y)Z&#039;\gamma(Y&#039;)}' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของงานนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ในระดับสโมสร ทั้งความเหลื่อมล้ำและคุณภาพของเกมจะสูงขึ้น แต่ในระดับประเทศ ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศจะลดลง แต่คุณภาพของเกมจะสูงขึ้น</span> โดย Milanovic (2004) ได้นำเอาข้อมูลจริงมายืนยันผลของแบบจำลองของเขา</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงข้อมูลผลการแข่งขันในระดับสโมสร UEFA Champion&#8217;s League ในช่วงระยะเวลาทุกๆ ห้าปี โดยแถวแรกบอกให้รู้ว่าจำนวนทีมซ้ำๆ กันที่เข้ามาแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายลดลง และแถวที่สองแสดงสัมประสิทธิ์จินี่ที่วัดจากผลการแข่งขัน ที่พบว่ามีความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อสรุปก็คือความเหลื่อมล้ำระหว่างทีมสโมสรเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการแข่งขันในระดับสโมสร UEFA Champion&#8217;s League ในช่วงระยะเวลาทุกๆ ห้าปี&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/๑1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/๑1.png" alt="" title="ตารางที่ ๑" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตารางที่ ๒ แสดงข้อมูลผลการแข่งขันของทีมชาติจาก FIFA โดยแถวบนแสดงจำนวนทีมหน้าใหม่ที่เข้ามาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย และพบว่าเหมือนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลังๆ นั่นก็คือความเหลื่อมล้ำค่อยๆ ลดลง ขณะที่แถวล่างแสดงความแตกต่างของจำนวนประตูเฉลี่ยต่อเกม ซึ่งค่อยๆ ลดลง ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของเกมมีความสนุกมากขึ้นนั่นเอง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการแข่งขันของทีมชาติ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/06/30/globalization-and-goals/%e0%b9%92-18/" rel="attachment wp-att-4485"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/๒1.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หากนำเอาข้อสรุปจากกรณีศึกษาเรื่องฟุตบอลมาสรุปเป็นกรณีทั่วไปแล้ว จะได้ว่า ในระดับปัจเจก โลกาภิวัตน์จะทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น และคุณภาพชีวิตสูงขึ้น ขณะที่ในระดับประเทศ ความเหลื่อมล้ำจะลดลง แต่คุณภาพชีวิตยังคงสูงขึ้น แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ โลกาภิวัตน์จะทำให้ทีมที่ยากจนหรืออยู่ลำดับหลังๆ ถูกทิ้งออกไปจากระบบแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ซึ่งเป็นอีกด้านที่น่ากลัวของโลกาภิวัตน์เช่นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rodrik, Dani, More on Soccer Economics, available at Dani Rodrik&#8217;s blog (October 2007).<br />
Milanovic, Branko, Globalization and Goals: Does Soccer Show the Way?, available at SSRN (December 2003).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from anticap.wordpress.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/06/30/globalization-and-goals/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใครเชื่อ &#8220;สิ่งที่นายกฯพูด”บ้าง ยกมือขึ้น?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jun 2012 03:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4350</guid>
		<description><![CDATA[ในอิตาลี อดีตนายกฯ Berlusconi ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อทีวีร้อยละ 90 ออกทีวีบ่อยมากๆ แต่มีคนให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาเพียง 2 เต็ม 10 เท่านั้น แต่เมื่อถามต่อ กลับพบว่าคนเชื่อถือสื่อทีวีถึง 6 เต็ม 10 แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งมาหลายครั้ง คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วเขาเชื่ออะไรในสื่อทีวีกัน &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่งานศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทย แต่เป็นกรณีศึกษาของประเทศอิตาลี ซึ่งสถานการณ์ในช่วงที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ Silvio Berlusconi มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก [และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล เนื่องจากเป็นการศึกษาในภาพรวมของสื่อทีวีที่ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเท่านั้น] Silvio Berlusconi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 1994 โดยดำรงตำแหน่งทั้งสิ้นสามสมัย(ไม่ต่อเนื่องกัน) หากนับเวลารวมแล้ว เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิตาลีเป็นอันดับที่สองรองจาก Benito Mussolini ทั้งๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ในอิตาลี อดีตนายกฯ Berlusconi ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อทีวีร้อยละ 90 ออกทีวีบ่อยมากๆ แต่มีคนให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาเพียง 2 เต็ม 10 เท่านั้น แต่เมื่อถามต่อ กลับพบว่าคนเชื่อถือสื่อทีวีถึง 6 เต็ม 10 แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งมาหลายครั้ง คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วเขาเชื่ออะไรในสื่อทีวีกัน</p>
<p><span id="more-4350"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่งานศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทย แต่เป็นกรณีศึกษาของประเทศอิตาลี ซึ่งสถานการณ์ในช่วงที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ Silvio Berlusconi มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก [และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล เนื่องจากเป็นการศึกษาในภาพรวมของสื่อทีวีที่ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเท่านั้น]</p>
<p>Silvio Berlusconi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 1994 โดยดำรงตำแหน่งทั้งสิ้นสามสมัย(ไม่ต่อเนื่องกัน) หากนับเวลารวมแล้ว เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิตาลีเป็นอันดับที่สองรองจาก Benito Mussolini ทั้งๆ ที่ส่วนมากนายกฯแต่ละคนจะอยู่ในตำแหน่งได้แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Silvio Berlusconi บนปก Rolling Stone&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/silvio-berlusconi-rolling-stone-cover.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/silvio-berlusconi-rolling-stone-cover.jpg" alt="" title="silvio-berlusconi-rolling-stone-cover" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ Berlusconi ยังมีประวัติเกี่ยวกับการฟอกเงิน การปลอมบัญชี การโกงภาษี การให้ความร่วมมือกับมาเฟีย การคอรัปชั่น การติดสินบนผู้พิพากษาและตำรวจ รวมไปถึงการซื้อประเวณีเด็กผู้หญิง จน The Economist ถึงกับเคยเขียนบทความที่มีข้อความว่า “ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีประวัติเช่นนี้จะกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้” (The Economist, 2001)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วคนที่มีประวัติโชกโชนขนาดนี้ ทำไมจึงกลายมาเป็นนายกฯของหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสูงอย่างอิตาลีได้ บางสำนักอ้างถึงความสำเร็จของนโยบายประชานิยมและการซื้อเสียง ขณะที่สำนักที่ไม่เห็นด้วยจะอ้างว่า ทุกพรรคการเมืองก็เสนอนโยบายประชานิยมและก็ซื้อเสียงเหมือนๆ กัน หากกระบวนการนี้เป็นปัจจัยที่ของความสำเร็จแล้ว ทำไมพรรคการเมืองอื่นจึงไม่ชนะการเลือกตั้ง [น่าสังเกตว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้ค้านว่า Berlusconi ไม่ได้ทำตามที่ถูกอ้าง]</p>
<p>หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ Berlusconi ขึ้นสู่ตำแหน่งได้คือ การที่เขาเป็นเจ้าของอาณาจักรสื่อ Mediaset ซึ่งเป็นเจ้าของทีวีเอกชนเกือบทั้งหมด และยังมีบทบาททางอ้อมในการควบคุม RAI (Radio Televisione Italia) ช่องทีวีของรัฐบาลด้วย นั่นคือ สื่อทีวีกว่าร้อยละ 90 อยู่ในมือของเขาคนเดียว</p>
<p>สื่อทีวีจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีประวัติโชกโชนได้มากขนาดนี้เเชียวหรือ? Sabatini (2011) ตอบคำถามนี้โดยหาว่าความเชื่อถือ (Trust) ที่มีต่อตัว Berlusconi ถูกกำหนดจากความเชื่อถือของสื่อทีวีหรือไม่ ด้วยวิธีการประมาณค่า Probit และ Instrumental Variable โดยเก็บข้อมูลจากประชาชน 817 คน ในเมือง Trento ช่วงเดือนมีนาคม 2011</p>
<p>แบบสอบถามของ Sabatini (2011) เป็นแบบสเกลจาก 1 ถึง 10 เช่น ถามว่า “คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?” หรือ “คุณคิดว่าสื่อทีวีมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?” โดย 1 หมายถึง “ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดเดียว” และ 10 หมายถึง “เชื่อถือได้เต็มที่”</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการสำรวจแสดงค่าเฉลี่ยในคอลัมน์ที่สามได้ตามตารางที่ ๑ คือ ความน่าเชื่อถือในตัวนายกรัฐมนตรี Berlusconi มีค่าเฉลี่ยเพียง 2.3 เต็ม 10 เท่านั้น [อย่าลืมว่าค่าที่ต่ำที่สุดคือ 1 ไม่ใช่ 0 นะครับ] นั่นคือ แทบไม่มีใครเชื่อถือนายกฯเลย ขณะที่ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวี และระบบศาลยุติธรรมอยู่ที่ 5.9 และ 6.2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงทั้งคู่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าเฉลี่ยของความน่าเชื่อถือในแต่ละเรื่องที่ถูกถาม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๑.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๑.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการประมาณค่า Probit ในตารางที่ ๒ แสดงให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจสองประการ หนึ่งคือ ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีมีผลบวกต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความน่าเชื่อถือของระบบศาลยุติธรรมกลับส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแบบ Probit&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๒.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๒.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อาจมีข้อโต้แย้งว่า เนื่องจาก Berlusconi เป็นเจ้าของสื่อทีวีเกือบทั้งหมด สื่อทีวีอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้คนเชื่อถือในตัว Berlusconi แต่เป็นเพราะคนเชื่อถือในตัว Berlusconi ต่างหากจึงเชื่อถือสื่อทีวี [คล้ายๆ กับการที่คนที่เชื่อถือในตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุลจึงเชื่อถือใน ASTV ด้วย หรือการที่คนที่เชื่อถือในตัวคุณสุทธิชัย หยุ่นจึงเชื่อถือใน Nation TV ด้วย]</p>
<p>Sabatini (2011) จึงใช้การประมาณค่าแบบ Instrumental Variable โดยตัวแปรเครื่องมือที่กำหนดความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีคือ คุณภาพของเพื่อน (Quality of Friendships) เพราะเพื่อนที่ดีจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเหมาะสมและรอบด้าน และความน่าเชื่อถือของสื่อหนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์จะให้ข้อมูลที่หลากหลายและต้องอาศัยความคิดมากกว่าสื่อทีวี โดยทั้งสองตัวแปรมีความสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีในทางลบ</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการแบบ Instrumental Variable ไม่แตกต่างจากผลการประมาณค่าแบบ Probit กล่าวคือ ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวียังคงมีผลบวกต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญ </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแบบ Instrumental Variable&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๓.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๓.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>ข้อค้นพบของ Sabatini (2011) ตรงไปตรงมาคือ สื่อทีวีมีอิทธิพลอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของตัวนายกฯ นั่นคือ เปลี่ยนถูกเป็นผิดและผิดเป็นถูกได้ ดังนั้น การมีสื่อทีวีที่มีอิสระและเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุป <span style="background-color:#f15a23;">ความน่าเชื่อถือในตัวนายกรัฐมนตรี Berlusconi เองนั้นเองมีค่าเฉลี่ยเพียง 2.3 ขณะที่ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีมีค่า 5.9 ซึ่งสูงกว่าตัวนายกฯมาก คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วคนเชื่ออะไรในสื่อทีวี?</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">บทบาทสำคัญที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือในสื่อทีวีคือ “พิธีกร” เช่น Berlusconi ตอบคำถามเรื่องหนี้ยุโรปว่า “รัฐบาลจะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ของอิตาลีให้ได้” พิธีกรคนที่หนึ่งหัวเราะหึหึ แล้วพูดว่า “ก็เห็นพูดแบบนี้ตลอด แต่ไม่เคยทำได้” กับพิธีกรคนที่สองไม่ได้หัวเราะ และพูดว่า “เป็นความตั้งใจจริงของนายกฯ พวกเราคงต้องเอาใจช่วย”</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">คำพูดของนายกฯนั้นเป็นกลาง เพราะมีแต่ข้อมูลโดยไม่มีความคิดเห็นใดใด ที่สำคัญ เอาเข้าจริงแทบไม่มีใครจำสิ่งที่นายกฯพูดได้เลยด้วยซ้ำ แต่คำพูดและโดยเฉพาะความรู้สึกที่เกิดจากคำพูดของพิธีกรต่างหากที่คนจำได้ ซึ่งส่วนต่างของความน่าเชื่อถือระหว่างสื่อทีวีกับตัวนายกฯส่วนหนึ่งก็มาจากความน่าเชื่อถือของตัวพิธีกรนั่นเอง</p>
<p>ดังนั้น ความไม่เป็นกลางของสื่อทีวีมีอิทธิพลสูงมากจากคำพูดรับและส่งของพิธีกรในรายการ และนี่เป็นสิ่งที่สังคมเองต้องให้ความระวังไม่น้อยไปกว่าที่ว่า สื่อทีวีจะเสนอข่าวอะไรและอย่างไร</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Fabio Sabatini (2011) &#8220;Who trusts Berlusconi? An econometric analysis of the role of television in the political arena&#8221; EERI Research Paper Series No 09/2011.<br />
The Economist, “An Italian story”, published in the issue of April 28th 2001. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปช็อปที่ &#8220;outlet&#8221; ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๒)</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 03:20:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=851</guid>
		<description><![CDATA[ภาคต่อสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับราคาที่อิตาลี) โดยครั้งนี้จะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ สินค้าส่วนใหญ่ระดับตราสินค้ากลางๆ และที่สำคัญ เป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นยุโรป &#8230;&#8230;&#8230;. นื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนคงวางแผนเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อิตาลีหรือมิลานน่าจะเป็นที่หนึ่ง ซึ่งหลายคนได้มีโอกาสเดินทางมาที่นี่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเอา outlet ที่เดินทางไปเช้า-เย็นกลับจากมิลานมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน เผื่อว่าใครจะได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวมิลานและอยากช็อปของราคาที่ถูกลงครับ บทความนี้เป็นตอนที่ ๒ สำหรับคนที่มีโอกาสมามิลาน และอยากช็อปของถูกที่ outlet หรืออยากช็อปที่อื่นบ้าง นอกเหนือจากแค่ในเมืองมิลานเอง หากใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ ๑ หรือมองหา outlet อีกที่หนึ่ง แต่เป็น outlet ประเภทตราสินค้าหรูหราไฮโซ ก็ดูได้จาก ไปช็อปที่ “outlet”&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ภาคต่อสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับราคาที่อิตาลี) โดยครั้งนี้จะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ สินค้าส่วนใหญ่ระดับตราสินค้ากลางๆ และที่สำคัญ เป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นยุโรป</p>
<p><span id="more-851"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>นื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนคงวางแผนเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อิตาลีหรือมิลานน่าจะเป็นที่หนึ่ง ซึ่งหลายคนได้มีโอกาสเดินทางมาที่นี่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเอา outlet ที่เดินทางไปเช้า-เย็นกลับจากมิลานมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน เผื่อว่าใครจะได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวมิลานและอยากช็อปของราคาที่ถูกลงครับ</p>
<p>บทความนี้เป็นตอนที่ ๒ สำหรับคนที่มีโอกาสมามิลาน และอยากช็อปของถูกที่ outlet หรืออยากช็อปที่อื่นบ้าง นอกเหนือจากแค่ในเมืองมิลานเอง หากใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ ๑ หรือมองหา outlet อีกที่หนึ่ง แต่เป็น outlet  ประเภทตราสินค้าหรูหราไฮโซ ก็ดูได้จาก <a href="http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/" target="_blank">ไปช็อปที่ “outlet” ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๑)</a> ครับ</p>
<p>outlet ที่จะขอแนะนำในตอนนี้เป็น outlet ที่มีพื้นที่มากที่สุดของยุโรป และบริหารงานโดย McArthurGlen Group เครือธุรกิจ outlet ชั่นนำของยุโรป ซึ่งมี 13 แห่งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี โดย outlet แห่งนี้ชื่อว่า <strong>Serravalle Designer Outlet</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพทางเข้าของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet2361.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet2361.jpg" alt="" title="ภาพทางเข้าของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ร้านค้าใน Serravalle มีทั้งหมดกว่า 180 ร้าน ในราคาที่ลดลง 30% &#8211; 70% ส่วนที่ว่ามีร้านอะไรบ้าง ดูได้<strong><a href="http://www.mcarthurglen.it/serravalle/en/brands" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การเดินทางไป Serravalle สามารถทำได้ทั้งการซื้อตั๋วรถ shuttle bus และไปด้วยตนเอง แต่สำหรับ outlet นี้จะต่างจาก FoxTown โดยอยากขอแนะนำให้ไปโดย shuttle bus จะสะดวกกว่ามาก เพราะ outlet อยู่ใกล้ทางด่วนมากกว่าสถานีรถไฟ รวมทั้งค่าเดินทางไม่แตกต่างกัน</p>
<p>การซื้อตั๋วไปและกลับ ทำได้จากการจอง <strong><a href="http://www.zaniviaggi.it/tour/tour_milano/shopping_tour/serravalle_outlet.htm" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (ค่าเดินทางไป-กลับ 20 ยูโร) โดยต้องไปขึ้นรถที่ Foro Bonaparte 76 ang. via Cusani ส่วนจะไปสถานที่ขึ้นรถอย่างไร ขอแนะนำให้สอบถามทางโรงแรมที่ท่านพักอยู่ หรือลองหา google map กันดูนะครับ</p>
<p>รถจะออก 10 โมง ถึง outlet 1130 แต่ถ้าไม่จองก็มักจะไม่เต็มอยู่แล้ว และ outlet เปิด 10 โมงถึง 2 ทุ่มครับ [อย่าลืมเช็ครถเที่ยวกลับจากคนขับรถด้วย เพราะบางวัน รถไม่ได้มีจนถึง outlet ปิดครับ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ที่ตั้งของ Serravalle&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">[googlemaps http://maps.google.com/maps?f=q&amp;source=s_q&amp;hl=en&amp;geocode=&amp;q=Serravalle+Designer+Outlet++++++Via+della+Moda,+1,+15069+Serravalle+Scrivia+Alessandria,+Italy&amp;aq=&amp;sll=44.735445,8.836929&amp;sspn=0.011478,0.023153&amp;vpsrc=0&amp;ie=UTF8&amp;hq=Serravalle+Designer+Outlet++++++Via+della+Moda,+1,+15069+Serravalle+Scrivia+Alessandria,+Italy&amp;t=h&amp;ll=44.735394,8.836784&amp;spn=0.029266,0.054932&amp;z=14&amp;iwloc=A&amp;output=embed&amp;w=640&amp;h=480]</p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมสูงของ Serravalle (ภาพจาก shoppy.biz)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalle_designer_outlet1.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalle_designer_outlet1.jpg" alt="" title="ภาพมุมสูงของ Serravalle (ภาพจาก shoppy.biz)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพมุมกว้างของ Serravalle (ภาพจาก panoramio.com)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/392848731.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/392848731.jpg" alt="" title="ภาพมุมกว้างของ Serravalle (ภาพจาก panoramio.com)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพด้านในของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet1381.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/serravalleoutlet1381.jpg" alt="" title="ภาพด้านในของ Serravalle (ภาพจาก crickitalia.org)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สัญลักษณ์ของ Serravalle Designer Outlet&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/10/serravalleoutlet.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/10/serravalleoutlet.jpg" alt="" title="สัญลักษณ์ของ Serravalle Designer Outlet" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>โดยส่วนตัว ถ้าถามว่าไป outlet ไหนดีกว่ากันระหว่าง FoxTown กับ Serravalle ก็ขอแนะนำว่าให้ลองดูจากรายชื่อร้านค้าของทั้งสองแห่งดีกว่าครับ หากเน้นความไฮโซและราคาแพง FoxTown น่าจะดีกว่า แต่ถ้าเน้นสินค้าอิตาเลียนแท้ๆ และราคากลางๆ ค่อนขางสูงถึงสูงมาก Serravalle ก็น่าจะดีกว่าครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแล้วก็เขียนมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ ชอบหรือไม่ชอบอย่างไรก็คิดซะว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้ไปเดินช็อปปิ้ง outlet ในอิตาลีละกันนะครับ แค่ได้เดินทางชมวิวของอิตาลีในระหว่างเดินทางก็คุ้มแล้วล่ะครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>รายละเอียดอื่นๆ ของ Serravalle ดูได้จาก<a href="http://www.mcarthurglen.it/serravalle/en" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a>.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/27/milano-outlet-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Dec 2011 14:25:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1865</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ในวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย [เสด-ถะ-สาด].com จึงได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร &#8230;&#8230;&#8230;. นช่วงวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 นี้ ที่ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ณ เมืองโบโลญญ่า ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่าง Thailand Motor Expo 2011 [เสด-ถะ-สาด].com ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนงานนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ในวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย [เสด-ถะ-สาด].com จึงได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร</p>
<p><span id="more-1865"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ใ</span>นช่วงวันที่ 3-11 ธันวาคม 2011 นี้ ที่ประเทศอิตาลีมีการจัดงานมหกรรมรถยนต์ขึ้น ณ เมืองโบโลญญ่า ชื่อว่า Bologna Motor Show 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอย่าง Thailand Motor Expo 2011 [เสด-ถะ-สาด].com ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนงานนี้ จึงเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันครับ ลองมาดูกันว่า Italy Motor Show กับ Thailand Motor Show เหมือนหรือไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง</p>
<p>ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า [เสด-ถะ-สาด].com ไม่ได้เป็นผุ้เชี่ยวชาญเรื่องถ่ายรูป รูปจึงไม่ออกมาสวยแบบมืออาชีพ และไม่ได้เป็นผุ้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ จึงแยกสมรรถนะไม่ออก ที่เก็บมาฝากก็เพียงแค่บรรยากาศเหมือนคนเข้าไปเดินทั่วๆ ไปเท่านั้น ซึ่งในประเด็นของภาพบรรยากาศแล้ว [เสด-ถะ-สาด].com ก็พยายามเก็บรายละเอียดให้เพื่อนๆ รู้สึกเหมือนได้เข้าไปดูจริงๆ ให้มากที่สุดครับ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ขอเริ่มต้นจากโปสเตอร์โฆษณาของงานนะครับ ติดอยู่ทั่วอิตาลีเลยทีเดียว ถ้าไม่อ่านตัวอักษรดีดี คงไม่รู้ว่าเป็นงาน Motor Show แน่ๆ แต่ก็ดูเก๋ไปอีกแบบครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ms2011.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/ms2011.jpg" alt="" title="โปสเตอร์โฆษณางาน Bologna Motor Show 2011" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สถานการณ์หน้างานครับ คนยังเยอะเหมือนเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ส่วนมากก็มาดู(รถ)เฉยๆ นะครับ ยอดซื้อน้อยมาก</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01661.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01661.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ภาพบรรยากาศมุมสูงจากภายในจะพบว่ามีคนมากพอสมควร</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01778.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01778.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>บู๊ทแรกที่เจอเป็น Volks Wagen ของเยอรมนีครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01673.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01673.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01675.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01675.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01807.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01807.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ทุกบู๊ทที่นี่จะมีการเล่นดนตรีสดนะครับ (ไม่ได้เป็นการเปิดเพลงเฉยๆ) แต่สลับกันไปในแต่ละ hall ไม่งั้นเสียงคงตีกันมาก</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018051.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018051.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดมาเป็นค่าย Renault ของฝรั่งเศสครับ มีรถสีสันแจ้ดๆ มานำเสนอ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01688.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01688.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มียี่ห้อ Dacia ซึ่งเป็นบริษัทลุกของ Renault ก็มา</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01683.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01683.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีพริตตี้สาวๆ แต่มีพริตตี้หนุ่มแทน ไม่อยากบอกเลยว่า หน้าบู๊ท คนโล่งเชียว ^^</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01685.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01685.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นไปเจอบู๊ทของยี่ห้อ dr รถสัญชาติอิตาลี (ดูจากลายธงที่อยู่ตรงแบรนด์) แต่ไม่ยักกะรู้จักแฮะ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01695.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01695.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดไปเป็น Mazda ที่มีดาบซามูไร และเแกลักษณ์ต่างๆ ของญี่ปุ่นเต็มบู๊ท เป็นบู๊ทค่ายรถญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดของงานเลยทีเดียว แต่ก็ไม่มีพริตตี้สาวญี่ปุ่น ยังคงมีแต่อิตาเลียน</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01702.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01702.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มี Isuzu D-Max ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01704.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01704.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Hyundai เป็นหนึ่งในสองค่ายเกาหลีที่ออกบู๊ท และเป็นบู๊ทที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายรถเอเซีย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01716.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01716.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01720.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01720.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เด่นที่สุดของงานคงต้องยกให้ Hall นี้ ทั้ง Hall เป็นของ FIAT Group ค่ายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีเอง</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01724.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01724.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เริ่มจาก FIAT เอง FIAT 500 รุ่นล่าสุด แบบธรรมดายังไม่ได้แต่งก็สวยมากอยู่แล้ว</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01755.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01755.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แต่ก็มีแบบที่แต่งแล้วต่างๆ นานา</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01751.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01751.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แถมมีรุ่นพิเศษ FIAT 500 by Gucci อีก ไม่รู้สนนราคาเท่าไหร่กัน</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01748.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01748.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01745.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01745.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/131.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/131.jpg" alt="" title="FIAT 500 by Gucci (ภาพจาก insideline.com)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ถัดมาก็เป็น Alfa Romeo ที่ [เสด-ถะ-สาด].com ชอบเป็นการส่วนตัว (หมายถึงรถนะครับ)</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01730.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01730.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าขาด Ferrari ไปคงไม่ได้ แต่คราวนี้ ไม่มี Ferrari แบบธรรมดาๆ มาให้ยลโฉม มีแต่มาแบบเน้นโชว์มากกว่า</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01735.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01735.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01696.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01696.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01736.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01736.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01754.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01754.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แต่ที่เน้นขายชัดๆ คงเป็นบู๊ท Maserati นี่ล่ะครับ [เสด-ถะ-สาด].com ก็ชอบเป็นการส่วนตัวอีกแล้ว (และก็หมายถึงรถนะครับ)</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01737.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01737.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01752.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01752.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01738.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01738.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01740.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01740.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แล้วก็เป็น Jeep ที่ FIAT Group ไปซื้อกิจการมาเมื่อปี 2009</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01763.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01763.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>มีดนตรีสดที่บู๊ทนี้ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01758.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01758.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Skoda พื้นที่ใหญ่ แต่จัดแบบโล่งๆ มีที่ให้นั่งด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01766.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01766.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ค่ายรถเยอรมนีเองก็คงไม่พลาด แต่ไม่มี BMW แฮะ ขอเริ่มจาก Audi</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01770.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01770.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01776.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01776.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ตามด้วย Mercedes</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01788.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01788.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นก็ Smart ที่เน้นขายความประหยัด</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01795.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01795.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01793.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01793.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>นอกจากนี้ก็มี Ford</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01782.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01782.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Range Rover </p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01785.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01785.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Volvo</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01796.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01796.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ค่ายรถเกาหลีอีกค่ายที่มาออกบู๊ทไม่ใหญ่มากอย่าง KIA</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01786.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01786.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่เหลือก็เป็นค่ายญี่ปุ่นที่ออกบู๊ทเล็กๆ และอยู่รวมๆ กัน โดยไม่มี Toyota เริ่มจาก Honda</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01798.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01798.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>Mitsubishi เอารถไฟฟ้ามาโชว์ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018011.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018011.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สุดท้ายคือรถสัญชาติอินเดีย ที่ออกบู๊ทไม่ใหญ่เช่นกัน ได้แก่ TATA</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018021.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc018021.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>และ Mahindra</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01711.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01711.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>เก็บภาพโซนเครื่องเสียงมาฝาก มีแค่ไม่กี่บู๊ทครับ</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01705.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01705.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ปิดท้ายว่ามี Red Bull (กระทิงแดง) ด้วย</p>
<p><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01708.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/dsc01708.jpg" alt="" title="ภาพโดย [เสด-ถะ-สาด].com" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ที่จริงแล้วเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากบรรยากาศของงาน Motor Show นี้ก็คือ การปรับตัวของ FIAT Group ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก ลองอ่านบทวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ที่ <a href="http://wp.me/p15LxI-61j" target="_blank">Italy Motor Show, Fiat Group and Euro Crisis</a>.</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/10/italy-motor-show-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Louis Vuitton และ Gucci &#8220;ปรับตัว&#8221; อย่างไรในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/12/06/louis-vuitton-gucci/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/12/06/louis-vuitton-gucci/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Dec 2011 06:22:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1747</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เคยสงสัยไหมว่า กระเป๋า Louis Vuitton และ Gucci ซึ่งเป็นสินค้าหรูหราที่มีมูลค่าตราสินค้ามากที่สุดในโลก จะปรับราคา ปรับรุ่นการผลิตอย่างไร งานศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นความจริงอีกด้านของสังคมทุนนิยมบนโลกใบนี้ &#8230;&#8230;&#8230;. คยสงสัยกันไหมครับว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง สินค้าหรูหรา (Luxury Goods) ที่่ใช้แสดงสถานะของผู้ซื้อสินค้านั้นๆ จะมีการลดราคาหรือไม่ หรือแม้แต่ว่าจำนวนรุ่นที่มีขายจะลดลงหรือไม่ Nune, Drèze and Han (2010) ได้ทำการศึกษาการปรับตัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของสินค้าหรูหรา 2 ยี่ห้อ ได้แก่ สินค้าหรูหราที่มีมูลค่าของตราสินค้า (Brand Value) สูงที่สุดในโลกอันดับ 1 คือ Louis Vuitton (6.6&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เคยสงสัยไหมว่า กระเป๋า Louis Vuitton และ Gucci ซึ่งเป็นสินค้าหรูหราที่มีมูลค่าตราสินค้ามากที่สุดในโลก จะปรับราคา ปรับรุ่นการผลิตอย่างไร งานศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นความจริงอีกด้านของสังคมทุนนิยมบนโลกใบนี้</p>
<p><span id="more-1747"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>คยสงสัยกันไหมครับว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง สินค้าหรูหรา (Luxury Goods) ที่่ใช้แสดงสถานะของผู้ซื้อสินค้านั้นๆ จะมีการลดราคาหรือไม่ หรือแม้แต่ว่าจำนวนรุ่นที่มีขายจะลดลงหรือไม่</p>
<p>Nune, Drèze and Han (2010) ได้ทำการศึกษาการปรับตัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของสินค้าหรูหรา 2 ยี่ห้อ ได้แก่ สินค้าหรูหราที่มีมูลค่าของตราสินค้า (Brand Value) สูงที่สุดในโลกอันดับ 1 คือ Louis Vuitton (6.6 แสนล้านบาท) และอันดับ 2 คือ Gucci (2.5 แสนล้านบาท) [อันดับ 3 และ 4 คือ Rolex และ Ferrari ซึ่งมีมูลค่า 1.5 และ 1.1 แสนล้านบาท ตามลำดับ] นอกจากนี้ ตราสินค้าของ Louis Vuitton และ Gucci เพียงแค่ 2 ยี่ห้อก็คิดเป็นมูลค่ามากถึงร้อยละ 41 ของมูลค่าตราสินค้าหรูหรารวม 15 ลำดับแรกของโลกแล้ว<a href="#X" id="refX"><sup>[1]</sup></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Feature LV and Gucci&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/feature.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/feature.png" alt="" title="Feature LV and Gucci" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>หากเปรียบเทียบกันแล้ว การออกแบบของ Louis Vuitton จะเน้นไปที่ความคลาสสิค ขณะที่ Gucci จะเน้นไปที่ความทันสมัยมากกว่า<a href="#X" id="refX"><sup>[2]</sup></a> แม้ไม่รู้ว่าส่วนต่างระหว่างราคากับต้นทุน (Margin) ของ Gucci เป็นเท่าไหร่ แต่ข้อมูลจาก The Economist (2009) ก็บอกเราว่า ส่วนต่างที่ว่านี้ของ Louis Vuitton อยู่ที่ 40-45% ตลอดมา</p>
<p>การศึกษาทำการเก็บข้อมูลของกระเป๋า 2 ยี่ห้อคือ Louis Vuitton และ Gucci โดยไม่รวมกระเป๋าสตางค์ ใน 2 ช่วงเวลา คือ มกราคม 2008 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และพฤษภาคม 2009 ซึ่งเป็นช่วงตกต่ำของวิกฤต โดยพิจารณาดัชนีดาวโจนส์ ซึ่งเป็นตัวแทนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ดัชนีดาวโจนส์และช่วงเวลาของการเก็บข้อมูล (ก่อนและระหว่างเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา) (ภาพจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/figure-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/figure-1.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ ดัชนีดาวโจนส์และช่วงเวลาของการเก็บข้อมูล (ก่อนและระหว่างเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา) (ภาพจากบทความ)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษา จำแนกออกเป็นสองส่วน คือ ผลทางด้านจำนวนรุ่นที่ออกใหม่ และผลทางด้านราคา</p>
<p>ในส่วนแรก ผลของจำนวนรุ่นที่ออกใหม่ พบว่า Louis Vuitton ลดจำนวนรุ่นเก่าลง 142 รุ่น แต่ก็ยังมีการเพิ่มจำนวนรุ่นใหม่ขึ้น 101 รุ่น ขณะที่ Gucci ก็ไม่ต่างกันคือ ลดจำนวนรุ่นเก่าลง 213 รุ่น แต่ก็มีการเพิ่มจำนวนรุ่นใหม่ขึ้น 72 รุ่นเช่นกัน การลดจำนวนรุ่นเก่าลงอาจดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่การออกรุ่นใหม่(จำนวนเยอะทีเดียว)ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้นถือเป้นสิ่งที่น่าสนใจมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงรุ่นของสินค้าจากเดือนมกราคม 2008 ถึงพฤษภาคม 2009 (ภาพจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/table-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/table-1.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงรุ่นของสินค้าจากเดือนมกราคม 2008 ถึงพฤษภาคม 2009 (ภาพจากบทความ)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือในส่วนที่สอง ราคาสินค้าเฉลี่ยของ Louis Vuitton ในช่วงก่อนวิกฤต อยู่ที่ 1,238 เหรียญสรอ. แต่ในช่วงวิกฤต ราคาเฉลี่ยปรับสูงขึ้นเป็น 1,622 เหรียญสรอ. หรือขึ้นมาอีก 31% เลยทีเดียว โดยสินค้าเก่าที่ยังคงทำการผลิตอยู่ขึ้นราคาประมาณ 100 เหรียญสรอ. แต่หากพิจารณาเฉพาะสินค้ารุ่นใหม่ที่เข้าตลาดก็แพงขึ้นเป็น 1,873 เหรียญสรอ.เลยทีเดียว</p>
<p>ขณะที่ราคาสินค้าเฉลี่ยของ Gucci ในช่วงก่อนวิกฤต อยู่ที่ 1,448 เหรียญสรอ. แต่ในช่วงวิกฤต ราคาเฉลี่ยปรับสูงขึ้นเป็น 1,647 เหรียญสรอ. หรือขึ้นมาอีก 14% โดยสินค้าเก่าที่ยังคงทำการผลิตอยู่ขึ้นราคาเพียงเล็กน้อยประมาณ 35 เหรียญสรอ. หากพิจารณาเฉพาะสินค้ารุ่นใหม่ที่เข้าตลาด กระเป๋า Gucci ราคาแพงขึ้นเป็น 1,695 เหรียญสรอ. (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงราคาจากเดือนมกราคม 2008 ถึงพฤษภาคม 2009 (ภาพจากบทความ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/table-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/table-2.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงราคาจากเดือนมกราคม 2008 ถึงพฤษภาคม 2009 (ภาพจากบทความ)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 ประการ</p>
<ol>
<li>ในช่วงวิกฤต คนหันไปซื้อสินค้าในแนวคลาสสิคมากขึ้นกว่าสินค้าทันสมัย จึงส่งผลให้ Louis Vuitton สามารถปรับราคาได้สูงขึ้นมากกว่า ออกรุ่นใหม่ได้จำนวนมากกว่า เก็บรุ่นของสินค้าเดิมได้มากกว่า หากเปรียบเทียบกับ Gucci</li>
<li>แม้ว่าในช่วงวิกฤคเศรษฐกิจสินค้าหรูหราจะลดรุ่นการผลิตลง แต่ยังคงออกรุ่นใหม่ และขึ้นราคา(มากๆ)ด้วย ก็ยิ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง <strong>“การบริโภคให้เป็นจุดสนใจ” (Conspicuous Consumption)</strong> โดยการซื้อ &#8220;สินค้าเพื่อแสดงสถานะ (Positional Goods)&#8221; ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ฐานะของคนส่วนใหญ่ย่ำแย่ลง คนที่เคยอยู่ในสถานะดีกว่าคนอื่นๆ (ซึ่งตอนนี้เขาอาจจะแย่ลงแล้ว) เขาย่อมต้องการคงสถานะเดิมเอาไว้ หากเขาเคยถือกระเป๋า Louis Vuitton หรือ Gucci รุ่นใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ เมื่อสองยี่ห้อนี้ออกรุ่นใหม่ เขาก็ต้องซื้อมาครอบครองให้ได้ (แม้ราคาจะแพงขึ้น) ไม่อย่างนั้นแล้ว เขาอาจจะกลัวการถูกตั้งคำถาม(ทั้งต่อหน้าและลับหลัง)ว่าสถานะของเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ และนี่คือพลังอีกด้านหนึ่งที่น่ากลัวของการบริโภคให้เป็นจุดสนใจ</li>
<li>อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ศักยภาพการแข่งขัน (Competitiveness) ของสินค้าหรูหรา&#8221;ชั้นนำ&#8221; (Top) เท่านั้นที่ถูกใช้เพื่อแสดงสถานะนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี สินค้ากลุ่มนี้ก็สามารถขึ้นราคาได้ และเพิ่มรุ่นสินค้าได้ แต่ถ้าเศรษฐกิจย่ำแย่ แม้สินค้ากลุ่มนี้อาจจะลดจำนวนรุ่นลง แต่ก็เพิ่มราคาได้มากเช่นกัน สาเหตุที่ใช้คำว่า&#8221;ชั้นนำ&#8221;ก็เพราะในเวลาเดียวกันกับที่ Louis Vuitton และ Gucci ขึ้นราคานั้น มีการประมาณการว่าแท้จริงแล้ว ยอดขายทั้งอุตสาหกรรมของธุรกิจกระเป๋าหรูหราเหล่านี้ลดลงประมาณ 10%<a href="#X" id="refX"><sup>[3]</sup></a> Chanel เองก็ลดราคาลง 7-10% ในตลาดสหรัฐอเมริกา<a href="#X" id="refX"><sup>[4]</sup></a> รวมไปถึง Prada, Christian Dior<a href="#X" id="refX"><sup>[5]</sup></a>, Versace, Chole<a href="#X" id="refX"><sup>[4]</sup></a> และ Tiffany<a href="#X" id="refX"><sup>[6]</sup></a> ก็ลดราคาลงเช่นกัน แต่ผลการศึกษาที่ได้กลับสอดคล้องกับการปรับตัวของกระเป๋า Burberry ซึ่งเป็นตราสินค้าชั้นนำอีกยี่ห้อหนึ่งที่เพิ่มจำนวนรุ่นจาก 21 รุ่นเป็น 45 รุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Louis Vuitton Shop in Milan (ภาพโดย jeff kung @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/2889497659_db0e5af63a_b.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/2889497659_db0e5af63a_b.jpg" alt="" title="Louis Vuitton Shop in Milan (ภาพโดย jeff kung @flickr)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">สินค้าหรูหราชั้นนำ อย่าง Louis Vuitton และ Gucci นั้น มีพลังอย่างมหาศาลในการทำหน้าที่แสดงความเป็นจุดสนใจหรือแสดงสถานะของผู้ใช้ไปในตัวด้วย จึงทำให้แม้ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สินค้าในกลุ่มนี้ก็ยังสามารถออกรุ่นใหม่ๆ และขึ้นราคาได้(อย่างมากเสียด้วย) ทั้งนี้ก็เพราะคนที่เคยแสดงสถานะของตนด้วยสินค้าเหล่านี้มาก่อน ต้องพยายามหาวิธีครอบครองสินค้าเหล่านี้รุ่นใหม่ๆ ให้ได้ เพื่อปิดบังสถานะของตนที่อาจย่ำแย่ลง หรือเพื่อแสดงสถานะของตนที่ยังดีอยู่ ในสถานการณ์ที่คนอื่นย่ำแย่แล้วไปแล้ว </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Gucci Shop in Geneva (ภาพโดย Koonisutra @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/5315544960_67c404323d_b-e1323113524371.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/12/5315544960_67c404323d_b-e1323113524371.jpg" alt="" title="Gucci Shop in Geneva (ภาพโดย Koonisutra @flickr)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>น่าเสียดายที่งานนี้ไม่ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกันด้วยว่าระหว่างช่วงเศรษฐกิจบูม และวิกฤตเศรษฐกิจ ช่วงไหนที่สินค้าเหล่านี้ขึ้นราคาได้มากกว่ากัน รวมถึง หากจะทำการวิจัยในประเด็นนี้ในประเทศไทย ยอดขายหรือราคาของกระเป๋า Louis Vuitton และ Gucci อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนัก เพราะการหามูลค่าสินค้าเหล่านี้ที่คนไทยซื้ออาจจะไม่ง่ายนัก เนื่องจากคนไทยจำนวนมากบินไปซื้อที่ยุโรปโดยตรง ไม่ได้ซื้อจากตัวแทนในประเทศไทย และคงหาข้อมูลเหล่านั้นไม่ง่ายนัก สินค้าที่ดีกว่าน่าจะเป็นรถยนต์หรูหราราคาแพง ซึ่งต้องจดทะเบียนในประเทศไทย ลองไปดูการปรับราคาและยอดขายของรถยนต์เหล่านี้ โดยเฉพาะจากผู้นำเข้าอิสระก็อาจเห็นผลการศึกษาดีดีในกรณีของไทยก็เป็นได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>อ้างอิง<br />
<a href="#refX" id="X">[1]</a> ข้อมูลจาก Interbrand (2009) <a href="#refX" id="X">[2]</a> Matlack (2009) <a href="#refX" id="X">[3]</a> Passariello and O&#8217;Connell (2009) <a href="#refX" id="X">[4]</a> Ritson (2008) <a href="#refX" id="X">[5]</a> Gaynor (2009) <a href="#refX" id="X">[6]</a> Rosenbloom (2009)</p>
<p>ที่มา: Nunes, J.C., Xavier Drèze and Young Jee Han, Conspicuous consumption in a recession: Toning it down or turning it up? Journal of Consumer Psychology (2010).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from louisvuitton.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/12/06/louis-vuitton-gucci/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;คนบนโลก&#8221; รู้จักกันได้ผ่านคนกี่คน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/11/28/less-than-six-degree/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/11/28/less-than-six-degree/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 13:22:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=1695</guid>
		<description><![CDATA[Six degree of separation เคยบอกเราว่า คนบนโลกใบนี้ห่างกันเพียง 6 คนเท่านั้น แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดบอกเราว่ามันลดลงมาก ด้วยการใช้ facebook ลองมาดูกันว่าเราห่างกันเท่าไหร่ และอะไรที่สามารถทำให้เราใกล้กันไปยิ่งกว่านั้นได้อีก &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะรู้จักแนวคิดที่ชื่อว่า &#8220;Six degree of separation&#8221; ที่ได้รับการตีพิมพ์ในบทความชื่อ &#8220;Small World Problem&#8221; เมื่อปี 1967 โดยนักจิตวิทยาชื่อ Stanley Milgram ซึ่งเขาได้ทำการทดลองโดยให้อาสามสมัคร 296 คนจากที่ต่างๆ ส่งโปสต์การ์ด จากเพื่อนไปยังเพื่อนไปยังเพื่อนไปเรื่อยๆ ให้กับคนที่ถูกระบุชื่อไว้ [ใช้การฝากต่อๆ กัน โดยห้ามส่งไปรษณีย์] ผลการทดลอง พบว่า โปสต์การ์ดจะถูกส่งไปหาคนที่ระบุไว้เพียงประมาณลำดับที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Six degree of separation เคยบอกเราว่า คนบนโลกใบนี้ห่างกันเพียง 6 คนเท่านั้น แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดบอกเราว่ามันลดลงมาก ด้วยการใช้ facebook ลองมาดูกันว่าเราห่างกันเท่าไหร่ และอะไรที่สามารถทำให้เราใกล้กันไปยิ่งกว่านั้นได้อีก</p>
<p><span id="more-1695"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะรู้จักแนวคิดที่ชื่อว่า &#8220;Six degree of separation&#8221; ที่ได้รับการตีพิมพ์ในบทความชื่อ &#8220;Small World Problem&#8221; เมื่อปี 1967 โดยนักจิตวิทยาชื่อ Stanley Milgram ซึ่งเขาได้ทำการทดลองโดยให้อาสามสมัคร 296 คนจากที่ต่างๆ ส่งโปสต์การ์ด จากเพื่อนไปยังเพื่อนไปยังเพื่อนไปเรื่อยๆ ให้กับคนที่ถูกระบุชื่อไว้ [ใช้การฝากต่อๆ กัน โดยห้ามส่งไปรษณีย์] </p>
<p>ผลการทดลอง พบว่า โปสต์การ์ดจะถูกส่งไปหาคนที่ระบุไว้เพียงประมาณลำดับที่ 5 ของการส่งต่อเท่านั้น [ค่าที่ถูกต้องคือ 5.2 และที่เรียก six degree เพราะว่า การส่ง 5 ต่อ หมายความว่า คนที่เป็นเป้าหมายจะเป็นลำดับที่ 6]</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกขอให้ส่งโปสต์การ์ดไปหานาย N (นามสมมติ) ที่บ้านหลังหนึ่งบนถนน Homestead เมือง Chapel Hill รัฐ North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา ลำดับแรก คุณคงเริ่มจากนึกถึงเพื่อนที่เรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจจเป็นรัฐอื่น ลำดับที่สอง เพื่อนคนนั้นอาจจะมีเพื่อนสักคนอยู่ในรัฐ North Carolina ลำดับที่สาม เพื่อนคนถัดมาอาจจะไม่ได้อยู่เมือง Chaper Hill แต่ก็จะมีคนรู้จักอยู่ที่เมืองนั้น และต่อไปเรื่อยๆ</p>
<p>แน่นอนว่า ถ้าเพื่อนคุณเป็นคนที่มีชื่อเสียง จำนวนการส่งต่อจะสั้นลง เช่น การส่งโปสต์การ์ดหา อั้ม พัชราภา ก็จะง่ายกว่าการส่งโปสต์การ์ดไปหาคนทั่วๆ ไป เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ปัจจุบัน โลกเรามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาก (น่าจะมีโอกาสหาคนๆ หนึ่งได้ยากกว่าในอดีต) แต่เครือข่ายสังคมก็เข้ามาช่วยให้สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น (น่าจะมีโอกาสหาคนๆ หนึ่งได้ง่ายกว่าในอดีต)</p>
<p>งานวิจัยในปี 2011 โดย facebook และ มหาวิทยาลัยแห่งเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำการทดลองจากฐานข้อมูลจำนวน 721 ล้านคนบนเครือข่าย facebook (หรือมากกว่า 1 ใน 10 ของประชากรโลก) โดยจำนวนเพื่อนของเพื่อนทั้งหมดคือ 6.9 หมื่นล้านคน [มีการนับซ้ำนะครับ]</p>
<p>การกระจายของผู้ใช้ facebook ไม่ได้เป็นแบบโค้งปกติ โดยร้อยละ 10 ของผู้ใช้มีเพื่อนน้อยกว่า 10 คน ร้อยละ 20 มีเพื่อนน้อยกว่า 25 คน ขณะที่ค่ามัธยฐาน (Median) ของจำนวนเพื่อนอยู่ที่ 100 คนเท่านั้น ดูได้จากภาพที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ฟังก์ชันการกระจายของจำนวนเพื่อนใน facebook (ภาพจาก Facebook Data Team)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-33-07-pm.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-33-07-pm.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ ฟังก์ชันการกระจายของจำนวนเพื่อนใน facebook (ภาพจาก Facebook Data Team)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การทดลองครั้งนี้ไม่ได้ขอให้ใครเขียนข้อความไปหาใคร แต่เป็นการเขียนคำสั่ง Algorithm ขึ้นมา เนื่องจากข้อมูลใน facebook สามารถระบุความเป็นเพื่อนระหว่างกันได้อยู่แล้ว ผลการวิเคราะห์พบว่า <strong>หากเราต้องการรู้จักใครก็ตามบนโลกใบนี้ เขาจะอยู่ห่างจากเราเพียงลำดับที่ 4.74 เท่านั้น หรือ ก็แค่ประมาณลำดับที่ 5 เอง</strong> [ซึ่งเท่ากับว่าเราสามารถรู้จักใครก็ได้ด้วยการแนะนำเพียง 4 ต่อเท่านั้น]</p>
<p>จากภาพที่ ๒ แกนนอนแสดงลำดับของคน และแกนตั้งแสดงร้อยละของคนที่จะรู้จักกันได้ในแต่ละลำดับ ซึ่งเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันได้ในลำดับที่ 4 และ 5 โดยลำดับที่ 6 นั้น ไกลเกินไปแล้ว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ลำดับของคนที่สามารถรู้จักกันได้ (ภาพจาก Facebook Data Team)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-32-42-pm.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-32-42-pm.png" alt="" title="ภาพที่ ๒ ลำดับของคนที่สามารถรู้จักกันได้ (ภาพจาก Facebook Data Team)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ระยะห่างนี้จะสั้นลง หากอยู่ในพื้นที่ที่มีเครือข่ายการใช้ facebook มากกว่า เพราะจะทำให้หากันเจอได้ง่ายขึ้น</p>
<p>เช่น ถ้าเป็นประเทศเดียวกัน ก็จะหากันเจอง่ายขึ้น เพราะมากกว่าร้อยละ 84 ของการใช้ facebook เป็นการติดต่อระหว่างคนในประเทศเดียวกัน </p>
<p>หรือหากอายุของคนที่ตามหาเท่ากับคนที่ต้องการหา และยิ่งมีอายุน้อยลง ก็ยิ่ง[ตามหากันจนเจอ!!!]ง่ายขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่มีเพื่อนในอายุเดียวกัน และคนที่มีอายุน้อยกว่ามีแนวโน้มจะมีเพื่อนมากกว่า ดูได้จากภาพที่ ๓ ซึ่งแกนนอนคือช่วงอายุ แกนตั้งคือสัดส่วนของเพื่อน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ร้อยละของอายุเพื่อนใน facebook ของผู้ใช้แต่ละช่วงอายุ (ภาพจาก Facebook Data Team)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-32-54-pm.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/11/screen-shot-2011-11-26-at-8-32-54-pm.png" alt="" title="ภาพที่ ๓ ร้อยละของอายุเพื่อนใน facebook ของผู้ใช้แต่ละช่วงอายุ (ภาพจาก Facebook Data Team)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">โดยสรุปก็คือ โลกเราแคบลงกว่าแต่ก่อนมากๆ เครือข่ายสังคมทำให้เรามีโอกาสรู้จักคนอื่นๆ ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้เราสามารถตามหาเพื่อนเก่า หรือเก็บความเป็นเพื่อนเอาไว้ได้นานแสนนาน ซึ่งคนในยุคที่ผ่านมาอาจจะทำไม่ได้เลย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่ [เสด-ถะ-สาด].com คิดว่าน่าสนใจก็คือ อย่างน้อยที่สุดในประเทศไทย น่าจะมีงานวิจัยสักชิ้นที่ทำการส่งโปสต์การ์ดจากคนหนึ่งไปหาคนที่ระบุไว้ แบบที่ Six degree of separation เคยทำ ถ้ามีข้อกำหนดว่าห้ามเปิดหาข้อมูลเพื่อนจาก facebook ระยะห่างมันอาจจะไกลกว่าที่คิดไว้ก็ได้ หรือหากยอมให้เปิดดูข้อมูลได้ ระยะเวลาของการส่งโปสต์การ์ดใบนี้อาจจะนานแสนนานก็ได้ ซึ่งเราไม่รู้คำตอบว่าระยะห่างหรือระยะเวลามันจะเป็นเท่าไหร่กัน ไม่แน่ว่าผลการทดลองอาจจะบอกเราว่า เครือข่ายสังคมทำให้เราสื่อสารกันง่ายขึ้น แต่ตัวตนของเรามันกลับห่างกันไปไกลเหลือเกิน&#8230;ก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>[เสด-ถะ-สาด].com ขอขอบคุณ อ.นันทนุช อุดมละมุล ผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่อธิบาย Six degree of separation ให้ผู้เขียนได้ฟังอย่างน่าสนใจ</p>
<p>ที่มา: Facebook Data Team (2011), &#8220;Anatomy of Facebook&#8221; online at http://www.facebook.com/notes/facebook-data-team/anatomy-of-facebook/10150388519243859.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from danpontefract.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/11/28/less-than-six-degree/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปช็อปที่ &#8220;outlet&#8221; ไหนใกล้ๆ Milan ดี? (ตอนที่ ๑)</title>
		<link>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 05:22:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=574</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้ขอนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เสียหน่อยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้คำแนะนำสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ) โดยจะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ รวมถึงวิธีไปอย่างละเอียดครับ &#8230;&#8230;&#8230;. หรับคนที่มีโอกาสได้มาที่มิลาน จะเห็นว่า มิลานเป็นเหมือนสวรรค์ของนักช็อปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ถนน Buenos Aires, Monte Napoleone หรือรอบๆ Duomo แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมี outlet อยู่อีก 2 แห่งที่อยู่ไม่ไกลจากมิลานนัก และสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ outlet ที่ว่าก็คล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้าแฟชั่น เน้นขายสินค้าลดราคา เช่น เพิ่งจะตกรุ่น เพราะที่ยุโรป แฟชั่นเปลี่ยนเร็วมาก แต่ก็อาจจะถูกใจขาช็อปชาวไทย เพราะราคาจะถูกลง 30%-70% กันเลยทีเดียว (ส่วนมากจะถูกลง 40%-50%)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ขอนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เสียหน่อยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้คำแนะนำสำหรับคนที่มีโอกาสมาเที่ยวมิลาน และอยากจะช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก(ลงกว่าปกติ) โดยจะขอแนะนำ outlet ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับจากมิลานได้ รวมถึงวิธีไปอย่างละเอียดครับ</p>
<p><span id="more-574"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">สำ</span>หรับคนที่มีโอกาสได้มาที่มิลาน จะเห็นว่า มิลานเป็นเหมือนสวรรค์ของนักช็อปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ถนน Buenos Aires, Monte Napoleone หรือรอบๆ Duomo แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมี outlet อยู่อีก 2 แห่งที่อยู่ไม่ไกลจากมิลานนัก และสามารถไปเช้าเย็นกลับได้</p>
<p>outlet ที่ว่าก็คล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้าแฟชั่น เน้นขายสินค้าลดราคา เช่น เพิ่งจะตกรุ่น เพราะที่ยุโรป แฟชั่นเปลี่ยนเร็วมาก แต่ก็อาจจะถูกใจขาช็อปชาวไทย เพราะราคาจะถูกลง 30%-70% กันเลยทีเดียว (ส่วนมากจะถูกลง 40%-50%)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้าย FOXTOWN (ภาพโดย popaitaly @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2913790075_a9fafd71b7_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2913790075_a9fafd71b7_z.jpg" alt="" title="ป้าย FOXTOWN (ภาพโดย popaitaly @flickr)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>บทความตอนที่ ๑ นี้ จะขอแนะนำ outlet ซึ่งเน้นขายสินค้าแบรนด์เนม เช่น Gucci, Prada, Ferragamo, Burberry, Miu Miu, Armani และอื่นๆ โดย outlet แห่งนี้ชื่อว่า <strong>FOXTOWN Factory Store</strong></p>
<p>ร้านค้าใน FOXTOWN มีทั้งหมดกว่า 160 ร้าน ส่วนที่ว่ามีร้านอะไรบ้าง &gt;&gt; <strong><a href="http://www.foxtown.ch/docu/Guida_Shopping.zip" target="_blank">&#8220;ดาวน์โหลดที่นี่&#8221;</a></strong> (ต้องโหลดจากคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นไฟล์ .zip)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด้านนอกของ FOXTOWN (ภาพโดย Francesco Federico @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2385534092_cf54ff9962_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/2385534092_cf54ff9962_z.jpg" alt="" title="ด้านนอกของ FOXTOWN (ภาพโดย Francesco Federico @flickr)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริงแล้ว FOXTOWN เป็น outlet ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์ แต่การเดินทางไปจากมิลานใกล้กว่าไปจากเมืองใหญ่ของสวิสมาก (และคนที่จะเข้าได้จำเป็นต้องถือ Schengen Visa ด้วย)</p>
<p>เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ใช้เงินยูโร แต่ FOXTOWN รับทั้งเงินยูโร เงินสวิส และบัตรเครดิต จึงไม่มีปัญหา อีกอย่างคือ ถ้าเห็นตัวเลขราคาใน outlet ก็อย่าตกใจ เพราะป้ายราคาเป็นหน่วยเงินของสวิส ซึ่งจะมีค่าน้อยกว่ายูโร (ตัวเลขมูลค่าสินค้าจึงมากกว่า)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด้านในของ FOXTOWN (ภาพโดย malavoda @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/5688060978_3f76e2520d_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/5688060978_3f76e2520d_z.jpg" alt="" title="ด้านในของ FOXTOWN (ภาพโดย malavoda @flickr)" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การเดินทางไป FOXTOWN ทำได้ 3 วิธี </p>
<p>๑) ซื้อทัวร์ไปและกลับ ได้จาก <strong><a href="http://www.zaniviaggi.it/tour/dettaglio.asp?id_offerta_catalogo=271" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (ค่าเดินทางไป-กลับ 40 ยูโร) โดยต้องไปขึ้นรถที่ Agenzia Zani Viaggi, Foro Bonaparte 76 (MM1 Cairoli &#8211; MM2 Lanza) ส่วนจะไปสถานที่ขึ้นรถอย่างไร ขอแนะนำให้สอบถามทางโรงแรมที่ท่านพักอยู่ หรือลองหา google map กันเอาเองนะครับ </p>
<p>ข้อดีของการเดินทางแบบนี้ก็คือ สะดวก แต่ข้อเสียคือ ท่านจะมีเวลาช็อปปิ้งประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับบางคน</p>
<p>๒) เดินทางไป-กลับด้วยตนเองแบบประหยัด ข้อดีก็คือ เราเลือกเวลาเองได้ แต่ข้อเสียก็คือต้องคอยเปลี่ยนรถ (ค่าเดินทางไป-กลับประมาณ 15-30 ยูโร ขึ้นอยู่กับประเภทรถไฟ) โดยทำได้ตามลำดับ ดังนี้</p>
<ul>
<li>เริ่มจากขึ้นรถไฟจาก Milano Centrale (Italy) ไปยัง Chiasso ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อ(ชายแดน)ระหว่างอิตาลีกับสวิตเซอร์แลนด์ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที-1 ชม. (รถไฟออกทุกๆ 30 นาที) ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.trenitalia.com/cms/v/index.jsp?vgnextoid=ad1ce14114bc9110VgnVCM10000080a3e90aRCRD" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>จากนั้นนั่งรถไฟต่อจากสถานี Chiasso ไปยังสถานีที่ชื่อว่า Mendrisio (มีรถไฟทุกๆ 30 นาที) ใช้เวลา 8 นาที ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.sbb.ch/en/home.html" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>เมื่อลงรถไฟแล้วให้เดินใน &#8220;อุโมงค์ลอดทางรถไฟ&#8221; มาทางด้านหลังของสถานี</li>
<li>แล้วเดินตามเส้นทางนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ
<p><br/><iframe width="425" height="350" frameborder="0" scrolling="no" marginheight="0" marginwidth="0" src="http://maps.google.it/maps?f=d&amp;saddr=Via+Francesco+Catenazzi&amp;daddr=FoxTown+Factory+Stores,+Mendrisio,+Svizzera&amp;hl=it&amp;geocode=FTTvuwId5AWJAA%3BFWwAvAId9QOJACG_A1jUSw0IAikLR-8ptimERzH_hL49pfysEw&amp;aq=0&amp;sll=45.872964,8.980916&amp;sspn=0.011175,0.016072&amp;dirflg=w&amp;mra=ltm&amp;ie=UTF8&amp;t=m&amp;source=embed&amp;ll=45.87326,8.979805&amp;spn=0.00472,0.00319&amp;output=embed"></iframe><br /><small><a href="http://maps.google.it/maps?f=d&amp;saddr=Via+Francesco+Catenazzi&amp;daddr=FoxTown+Factory+Stores,+Mendrisio,+Svizzera&amp;hl=it&amp;geocode=FTTvuwId5AWJAA%3BFWwAvAId9QOJACG_A1jUSw0IAikLR-8ptimERzH_hL49pfysEw&amp;aq=0&amp;sll=45.872964,8.980916&amp;sspn=0.011175,0.016072&amp;dirflg=w&amp;mra=ltm&amp;ie=UTF8&amp;t=m&amp;source=embed&amp;ll=45.87326,8.979805&amp;spn=0.00472,0.00319" style="color:#0000FF;text-align:left">Visualizzazione ingrandita della mappa</a></small></li>
<li>ส่วนขากลับก็เหมือนเดิมคือนั่งรถไฟกลับจากสถานี Mendrisio มายัง Chiasso แล้วต่อมายังสถานี Milano Centrale แต่ขอแนะนำให้เช็คเวลาเอาไว้ก่อนล่วงหน้า</li>
</ul>
<p></p>
<p>๓) เดินทางไป-กลับด้วยตนเองแบบได้เที่ยวสวิส ข้อดีก็คือ ถือโอกาสเที่ยวสวิสไปด้วยเลยตอนเช้า แต่ข้อเสียก็คือราคาแพงขึ้นและต้องตื่นเช้าๆ (ค่าเดินทางไป-กลับประมาณ 45 ยูโร) </p>
<ul>
<li>เริ่มจากขึ้นรถไฟจาก Milano Centrale (Italy) ไปยัง Lugano (Switzerland) ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (รถไฟออกทุกๆ 1-2 ชม.) ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.trenitalia.com/cms/v/index.jsp?vgnextoid=ad1ce14114bc9110VgnVCM10000080a3e90aRCRD" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong></li>
<li>จากนั้นนั่งรถไฟย้อนกลับ จาก Lugano มายังสถานีที่ชื่อว่า Mendrisio (มีรถไฟทุกๆ 15-30 นาที) ใช้เวลา 20 นาที ดูตารางรถไฟได้<strong><a href="http://www.sbb.ch/en/home.html" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> (เหตุผลที่ต้องนั่งย้อนกลับก็เพราะรถไฟระหว่างประเทศ(ส่วนมาก)ไม่จอดสถานี Mendrisio)</li>
<li>เมื่อลงรถไฟแล้วให้เดินใน &#8220;อุโมงค์ลอดทางรถไฟ&#8221; มาด้านหลังของสถานี แล้วเดินตามเส้นทางเดียวกับการเดินทางไปกลับด้วยตนเองแบบประหยัด</li>
<li>ส่วนขากลับก็ให้กลับเส้นทางเดียวกับการเดินทางด้วยตนเองแบบประหยัด แต่ขอแนะนำให้เช็คเวลาเอาไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นกัน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทะเลสาบ Lugano (ภาพโดย ธานี ชัยวัฒน์)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/180690_1821078691855_1386814628_2064947_1556382_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2011/09/180690_1821078691855_1386814628_2064947_1556382_n.jpg?w=300" alt="" title="ทะเลสาบ Lugano (ภาพโดย ธานี ชัยวัฒน์)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สำหรับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่า ขอแนะนำแบบที่ ๓ โดยให้เดินออกไปนอกสถานี Lugano จะเห็นวิวทะเลสาบและภูเขาที่ไม่ไกลมาก สวยงามตามแบบสวิตเซอร์แลนด์ และใกล้กว่านั้นจะเห็นโบสถ์ที่มียอดระฆังสวยงาม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Lugano </p>
<p>ใครอยากรู้ว่าไปเดินที่ไหนได้บ้างและนึกภาพ Lugano ไม่ออกลองดู <strong><a href="http://www.lugano-tourism.ch/en/291/default.aspx" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a></strong> นี่เป็นเฉพาะส่วนของในเมืองที่เราสามารถเดินเที่ยวได้ก่อนไป outlet นะครับ ซึ่งจะใช้เวลาเดินจากสถานีรถไฟ Lugano ไปถึงทะเลสาบไม่เกิน 15 นาที </p>
<p>โดยส่วนตัว อยากจะขอแนะนำว่า เนื่องจาก outlet เปิด 11 โมง ควรจะหาโอกาสไปเช้าๆ เพื่อไปเดินเล่นแถวๆ ทะเลสาบของ Lugano ก่อนจะไป outlet นะครับ ไม่อย่างนั้นเสียดายแย่</p>
<p>แล้วก็ถ้าใครมีโอกาสได้ไป Foxtown ลองไปทานอาหารที่ Food Court ของ Outlet ชั้น 3 นะครับ มีให้เลือกเยอะ รสชาดดี และราคาไม่แพงเกินไป (ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพสวิสนะครับ)</p>
<p>สำหรับตอนที่ ๒ จะขอแนะนำ outlet อีกแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น outlet ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>รายละเอียดอื่นๆ ของ FOXTOWN ดูได้จาก<a href="http://www.foxtown.ch/info.php?lingua=en&amp;centro=mendrisio" target="_blank">&#8220;ที่นี่&#8221;</a>นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2011/09/30/milano-outlet-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-26 13:30:26 by W3 Total Cache -->