<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Classical Econometrics</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/econometrics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221; แย่งส่วนแบ่งตลาดเพลงท้องถิ่นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2013 06:27:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7109</guid>
		<description><![CDATA[การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป &#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (ที่มาของภาพ) แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑) &#8220;ตารางที่ ๑&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่</p>
<p><span id="more-7109"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg" alt="britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย</p>
<p>จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ รายชื่อศิลปินที่ติดอันดับชาร์ทเพลงฮิตภายในปีเดียวกันมากกว่า 18 ประเทศ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png" alt="Table Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ทำการศึกษาว่า การขยายตัวของ&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221;ในประเทศต่างๆ นั้น เข้าไปทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ หรือไม่ พวกเขาใช้ข้อมูลจากชาร์ทเพลงฮิตของ 22 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 98% ของมูลค่าการค้าในตลาดเพลงทั้งโลก ตลอดช่วงปี 1960 ถึง 2007 นับจำนวนอันดับที่เอามาใช้ในการประมาณค่าสมการทั้งสิ้น 1,222,384 อันดับ (จำนวนเพลงจะน้อยกว่านี้เพราะมีการนับซ้ำเมื่อขึ้นชาร์ทต่างๆ ในคนละประเทศ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการประมาณค่า Ferreira and Waldfogel (2010) จำเป็นต้องใช้ยอดขายของเพลงแทนอันดับเพลง โดยพวกเขาทำการประมาณค่ายอดขายเพลงบนพื้นฐานสมการของ Chevalier and Goolsbee (2003) [แม้ว่าอาจจะมีข้อโต้แย้งถึงความไม่แม่นยำอยู่บ้างในประเด็นนี้ แต่ส่วนมากแล้วอันดับเพลงกับยอดขายจะมีความสัมพันธ์กันสูง]</p>
<p>ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าจะมีตลาดเพลงที่ใหญ่ตามไปด้วย โดยภาพที่ ๑ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าทั้งสองข้อมูลนี้มีความสัมพันธ์เป็นบวก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าตลาดเพลง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png" alt="Figure Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>รูปที่ ๒ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นอย่างหยาบๆ ว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกเช่นกัน นั่นคือ ประเทศที่มีขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะทำการค้าเพลงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประเทศที่อยู่เหนือเส้นทะแยงมุม ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีสัดส่วนการค้าเพลงมากกว่าสัดส่วน GDP นั้นล้วนแต่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ได้แก่ USA UK Canada Sweden Finland และ Netherlands ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดเพลงใหญ่มากๆ กลับแทบไม่มีการค้าเพลงเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลง &#8220;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png" alt="Figure Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ใช้แบบจำลอง Gravity ซึ่งเป็นที่นิยมในการวิเคราะห์การค้าสินค้าทั่วไป โดยปัจจัยกำหนดการค้าเพลงของสองประเทศขึ้นอยู่กับระยะทาง (Distance) ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย ความเหมือนกันของภาษา (Language) ถ้าเป็นภาษาเดียวกันก็จะค้ากันได้ง่ายขึ้น และความชอบเพลงท้องถิ่น (Home Market Bias) ซึ่งวัดจากส่วนต่างระหว่างสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงกับสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงในประเทศนั้นๆ เช่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีตลาดเพลงใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าการค้าเพลงกับโลกน้อย แสดงว่าตลาดญี่ปุ่นผลิตเองขายเองเป็นหลัก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;iTunes หนึ่งในช่องทางการค้าขนาดใหญ่ของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://southvalleyview.com/wp-content/uploads/2013/01/itunes1.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/itunes1.jpg" alt="itunes1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๒ พบว่าประเทศที่อยู่ห่างกันมากขึ้น (วัฒนธรรมต่างกัน) จะมียอดขายเพลงต่อกันน้อยลง ภาษาเดียวกันทำให้ยอดขายเพลงมากขึ้นค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าภาษาเป็นอุปสรรคของการค้าเพลงที่าำคัญ แต่ที่น่าสนใจก็คือ มูลค่าการค้าเพลงท้องถิ่นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดเพลงในประเทศนั้นๆ ด้วย นั่นย่อมหมายความว่า อเมริกันป๊อป(หรือเพลงป๊อปของชาติอื่นๆ)ไม่อาจทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png" alt="Table Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>บทความยังทำการแยกวิเคราะห์ในช่วงทศวรรษต่างๆ กันตั้งแต่ปี 1960s ถึงปัจจุบัน ซึ่งพบว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1970s เป็นต้นมา ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity จำแนกตามรายทศวรรษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดเพลงในโลกมีการเติบโตสูงขึ้นมากในระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าอเมริกันป๊อปจะมีการขยายตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่หากพิจารณาในรายประเทศแล้ว ตลาดเพลงท้องถิ่นนั้นมีการขยายตัวสูงกว่าเพลงต่างชาติที่เข้าไปขายในประเทศนั้นๆ อยู่ดี นั่นจึงอาจกล่าวได้ว่าอเมริกันป๊อปและเพลงต่างชาติสามารถทดแทนเพลงท้องถิ่นได้อย่างจำกัด และเป็นเช่นนี้มาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว</p>
<p>อย่างไรก็ดี งานศึกษาชิ้นนี้แยกประเภทของเพลงท้องถิ่นจากสัญชาติของนักร้องเป็นหลัก จึงไม่ได้กล่าวถึงว่าอเมริกันป๊อปอาจเข้าไปแทรกตัวอยู่ในทำนองหรือดนตรีของชาตินั้นๆ และการที่บทเพลงของบางประเทศสามารถส่งออกได้ก็เพราะมาในแนวของอเมริกันป๊อปไม่ใช่แนวของท้องถิ่นเช่นกัน บทบาทของอเมริกันป๊อปจึงอาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้ รวมทั้งยังสามารถตีความคำว่าแย่งตลาดในความหมายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งอาจเป็นข้อวิจารณ์ของงานชิ้นนี้ได้</p>
<p>สุดท้ายก็ขอให้เพื่อนๆ ฟังเพลงที่ชอบและมีความสุขกับเพลงที่ฟังละกันครับ ขอจบแบบห้วนๆ อย่างนี้ล่ะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Fernando Ferreira &#038; Joel Waldfogel, 2010. &#8220;Pop Internationalism: Has A Half Century of World Music Trade Displaced Local Culture?,&#8221; NBER Working Papers 15964, National Bureau of Economic Research, Inc.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://static.facegfx.com/2013/cartoon-penguins-listening-to-music-dancing-pictures_182278548.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โจรสลัด&#8221; มีที่มาอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 May 2013 06:24:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7047</guid>
		<description><![CDATA[การโจมตีของโจรสลัดเป็นเรื่องที่เราคุ้ยเคยกันดี แต่ก็เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น แล้วในความจริง การโจมตีของโจรสลัดมีมากน้อยเพียงใด ที่ไหน ได้อะไรไปบ้าง รวมทั้งอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกเป็นโจรสลัด เศรษฐศาสตร์จะลองตอบคำถามเหล่านี้ดู &#8230;&#8230;&#8230;. วลาที่พูดถึงโจรสลัด หลายคนคงนึกไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่องดังอย่าง Pirates of the Caribbean ที่มีจำนวนผู้ชมมากมายและมีการสร้างอย่างยิ่งใหญ่ถึงสามภาค แต่เคยนึกกันไหมว่าสถานการณ์การโจมตีของโจรสลัดนั้นเป็นเรื่องจริง และยังมีอยู่จริงในปัจจุบัน &#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean&#8221; (ที่มาของภาพ) ในช่วงปี 1984 ถึง 2010 จำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัด(เท่าที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการโดย International Maritime Organization: IMO)มีจำนวนมากถึง 6,078 ครั้ง และเพิ่มขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 1990s ประมาณ 2.7&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การโจมตีของโจรสลัดเป็นเรื่องที่เราคุ้ยเคยกันดี แต่ก็เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น แล้วในความจริง การโจมตีของโจรสลัดมีมากน้อยเพียงใด ที่ไหน ได้อะไรไปบ้าง รวมทั้งอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกเป็นโจรสลัด เศรษฐศาสตร์จะลองตอบคำถามเหล่านี้ดู</p>
<p><span id="more-7047"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>วลาที่พูดถึงโจรสลัด หลายคนคงนึกไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่องดังอย่าง Pirates of the Caribbean ที่มีจำนวนผู้ชมมากมายและมีการสร้างอย่างยิ่งใหญ่ถึงสามภาค แต่เคยนึกกันไหมว่าสถานการณ์การโจมตีของโจรสลัดนั้นเป็นเรื่องจริง และยังมีอยู่จริงในปัจจุบัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean&#8221; (<a href="http://www.wallpaperpicture.net/images/blackbeards-ship-in.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/blackbeards-ship-in.jpg" alt="blackbeards-ship-in" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ในช่วงปี 1984 ถึง 2010 จำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัด(เท่าที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการโดย International Maritime Organization: IMO)มีจำนวนมากถึง 6,078 ครั้ง และเพิ่มขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 1990s ประมาณ 2.7 เท่า ช่วงที่เพิ่มมากที่สุดคือจากปี 1998 ไปยังปี 2000 ถึงเกือบ 2 เท่า (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ จำนวนครั้งในการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-1.png" alt="Maritime 1" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>จากข้อมูลของ IMO พบว่า ในช่วงปี 1991 ถึง 2010 มีคนถูกฆ่า 390 คน บาดเจ็บ 945 คน ถูกลักพาตัว 7,111 คน และหายสาบสูญ 203 คน นี่ยังไม่นับการรายงานที่ว่ายอดตัวเลขอย่างเป็นทางการอาจจะต่ำกว่าตัวเลขจริงกว่า 50% เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ตัวเลขของจำนวนครั้งในการโจมตีจริงและความพยายามจะโจมตี(แต่ยังไม่ได้ลงมือจริง)นั้นมีส่วนต่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดี (ดูภาพที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนครั้งของความพยายามและการโจมตีจริงของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-2.png" alt="Maritime 2" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ในปี 2009 พื้นที่ที่มีการโจมตีของโจรสลัดนั้น กว่า 50% (จำนวน 266 ครั้งจาก 406 ครั้ง) กระจุกตัวอยู่ในทวีปแอฟริกา และส่วนใหญ่เป็นโจรสลัดสัญชาติโซมาเลีย (Somali Pirates) ทั้งนี้ เพราะประเทศโซมาเลียไม่มีรัฐบาลปกครองมาตั้งแต่ปี 1993 รองลงมาคือ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 70 ครั้งจาก 406 ครั้ง ภาพที่ ๓ แสดงพื้นที่ที่โจรสลัดเข้าโจมตี โดยจุดสีแดงคือเกิดการโจมตีจริง จุดสีเหลืองคือพยายามเข้าโจมตี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ทำเลที่มีการโจมตีของโจรสลัด (สีแดง=โจมตีจริง สีเหลือง=พยายาม)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-3.png" alt="Maritime 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โจรสลัดโซมาเลียขณะถูกจับ&#8221; (<a href="http://www.transportworldafrica.co.za/wp-content/uploads/2012/05/pirates090211-N-1082Z-111.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/pirates090211-N-1082Z-111.jpg" alt="pirates090211-N-1082Z-111" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Watcharapong (2012) ทำการศึกษาสาเหตุของการกระทำที่เป็นโจรสลัด โดยใช้ข้อมูลสถิติที่มีการเก็บอย่างเป็นระบบจำนวน 3,362 ครั้งในช่วงปี 1998 ถึง 2007 ที่ระบุถึงช่วงเวลาของการโจมตี จำนวนโจรสลัด ลักษณะของเรือ ผลของการโจมตี (ความรุนแรง มูลค่าสินค้าที่เอาไปได้) ทำเลที่โจมตี และประเภทของการโจมตี</p>
<p>ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจ พบว่า โจรสลัดมักจะทำการโจมตีในเดือนเมษายน พฤษภาคม และตุลาคม (ดูตารางที่ ๑) ซึ่งเป็นช่วงต้นและปลายฤดูหนาวที่ทะเลมีหมอกค่อนข้างมาก การโจมตีของโจรสลัดส่วนมากไม่ได้สินค้าอะไรไปเลย รองลงมาก็ได้เพียงอาหาร น้ำดื่มและยารักษาโรค (ดูตารางที่ ๒) และโจรสลัดก็มักจะไม่ทำร้ายลูกเรือ ส่วนใหญ่จะปลอดภัยหรือเพียงถูกจับมัดเท่านั้น (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑-๓ รายละเอียดเกี่ยวกับเดือน สินค้าที่ได้ และการทำร้ายจากการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-4.png" alt="Maritime 4" width="100%" /></a></p>
<p>Watcharapong (2012) ทำการประมาณค่าสมการจำนวนครั้งของการโจมตีจากโจรสลัด (ดังตารางที่ ๔) พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งของการโจมตีประกอบด้วยรายได้ที่แท้จริงต่อหัว (Real GDP per Capita) อัตราการว่างงาน (Unemployment) เสรีภาพทางการเมืองของประเทศเจ้าของน่านน้ำ (Freedom House Status) และขนาดของเรือ (Tonnage)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าปัจจัยกำหนดจำนวนครั้งในการโจมตีของโจรสลัด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Maritime-5.png" alt="Maritime 5" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><FONT size="1">[ในบทความมีการประมาณค่าด้วยเทคนิค Instrumental Variables ซึ่งได้ข้อสรุปไม่ต่างกันมากกับผลที่นำเสนอในตาราง Reduced Form Estimation ที่นำเสนอในบล็อกนี้ครับ ^^]</FONT></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>จากผลการประมาณค่าแบบจำลองสามารถสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งของการโจมตีของโจรสลัดประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><span style="background-color:#f15a23;"><strong>รายได้ที่แท้จริงต่อหัว และอัตราการว่างงาน</strong> เนื่องจากถ้าแรงงานตกงานในระบบ หรือมีรายได้น้อยลง พวกเขาย่อมหางานอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นั่นก็คือเป็นโจรสลัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของงานศึกษาที่ผ่านๆ มาว่า จำนวนโจรสลัดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นเกิดจากการจับปลาที่มากเกินไป (Overfishing) ของบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ชาวประมงขนาดเล้กไม่มีปลาให้จับ จึงไม่มีรายได้พอเพียงกับการยังชีพ และไม่สามารถไปหางานทำในระบบได้ เพราะอัตราการว่างงานสูง พวกเขาจึงต้องใช้ความสามารถพิเศษ (Specialization) ที่มีอยู่ในการเดินเรือมาประกอบอาชีพโจรสลัดแทน</li>
<li><span style="background-color:#f15a23;"><strong>เสรีภาพทางการเมืองของประเทศเจ้าของน่านน้ำ</strong> เป็นผลมาจากลักษณะการพัฒนาทางการเมืองของประเทศนั้นๆ โครงสร้างทางการเมืองที่มีเสรีภาพมากขึ้น(พัฒนามากขึ้น) กระบวนการกำกับดูแลการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น โจรสลัด ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวนครั้งของการโจมตีจะลดลง</li>
<li><strong>ขนาดของเรือ</strong> เป็นต้นทุนของการโจมตี เพราะหากเรือมีขนาดใหญ่เกินไป หรือลูกเรือมีจำนวนมากเกินไป โจรสลัดจะเอาชนะลำบาก และสินค้าที่มีขนาดใหญ่ก็จะขนได้ยากด้วย การโจมตีจะลดลง</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ขนาดของเรือโจรสลัดเมือ่เปรียบเทียบกับเรือขนสินค้า&#8221; (<a href="https://www.allianz.com/v_1339502354000/media/current/en/press/news/studies/downloads/piracy_2009/allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size.jpg" alt="allianz_piracy_study_skiff_vs_carrier_size" width="100%"  /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ การกระทำที่เป็นโจรสลัดนั้นเกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจทางทะเลที่ทำให้ชาวประมงซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือไม่มีงานทำ จึงใช้ความเชี่ยวชาญของตนเองแสวงหารายได้ในวิถีที่เป็นไปได้ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองเองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของบทลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย</p>
<p>การแก้ไขปัญหาโจรสลัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องการปราบปรามหรือจับกุมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่เหมาะสมของประเทศนั้นๆ ด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ อ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ส่งเอกสารการบรรยายในงานสัมมนามาให้ครับ ^^</p>
<p>ที่มา: Watcharapong Ratisukpimol (2012) A Theory and Some Empirics on Modern Maritime Piracy, เอกสารนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มิถุนายน 2012. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.yalelawtech.org/wp-content/uploads/1000x500px-LL-bdc4df0e_cartoon-pirate.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/25/a-theory-and-some-empirics-on-modern-maritime-piracy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; หรือ &#8220;ลงนรก&#8221; มีผลกับอาชญากรรมอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 05:18:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7001</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น &#8230;&#8230;&#8230;. าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน &#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. Shariff (2012)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><span id="more-7001"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ศ</span>าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง</p>
<p>อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (<a href="http://api.ning.com/files/0T13ivKEW385p*X3FkC2LzzxK5uqPP3Rfh2NF9ebGA5PbIBePEpfBylRUI-sfAPk3EC-eEIPODlRUsmhzLkUxNvcPQjS9RVc/GroupPic2.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/GroupPic2.jpg" alt="GroupPic2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Shariff (2012) ทำการทดสอบดูว่า องค์ประกอบของศาสนาในการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นคือความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคมผ่านทางจำนวนอาชญากรรมที่แตกต่างกันหรือไม่</p>
<p>บทความใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้า [ความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าอาจนับได้ว่าเป็นความเชื่อรวมๆ ที่ไม่ได้จำแนกความเป็นสวรรค์หรือนรก] จากการสำรวจ World Value Surveys และ European Value Surveys จำนวน 143,197 ตัวอย่างใน 67 ประเทศตลอด 5 ช่วงเวลามีการสำรวจระหว่างปี 1981-2007 โดยความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้ามาจากคำถามที่ว่า &#8220;คุณมีความเชื่อต่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่?&#8221; ซึ่งหากกลุ่มตัวอย่างเชื่อก็จะถูกนับค่าเป็น 1 และไม่เชื่อนับค่าเป็น 0</p>
<p>ตัวแปรทางจำนวนอาชญากรรมมาจาก United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ซึ่งประกอบด้วยอาชญากรรมทางด้านการฆาตกรรม ปล้น ข่มขืน ลักพาตัว ลอบฆ่า ลักขโมย ยาเสพติด ลักรถ ย่องเบา และค้ามนุษย์ โดยจำนวนอาชญากรรมจะวัดเป็นค่ามาตรฐานทางสถิติ (Z Score) เพื่อให้จำนวนอาชญากรรมเฉลี่ยของแต่ละประเทศถูกปรับมาอยู่ในมาตรฐานค่าเดียวกัน</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับจำนวนอาชญากรรมแต่ละประเภทผ่านทางการประมาณค่าสมการถดถอยเส้นตรง แสดงได้ตามตารางที่ ๑ ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อเรื่องสวรรค์กลับมีผลในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรม ขณะที่ความเชื่อเรื่องนรกมีผลในทางลบต่อจำนวนอาชญากรรม</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการดังกล่าวยังคงให้ความสัมพันธ์ทางบวกของความเชื่อเรื่องสวรรค์ และทางลบของความเชื่อเรื่องนรกที่มีต่อจำนวนอาชญากรรมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะทำการควบคุมตัวแปรที่จำเป็นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น จำนวนครั้งของการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนาที่นับถือ รายได้ต่อหัว และอื่นๆ ดูได้จากด้านล่างของตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์โดยสมการถดถอยของความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกกับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png" alt="journal.pone.0039048.t001" width="100%" class="nature7"/></a></p>
<p>หากพิจารณาผลการประมาณค่าจำนวนอาชญากรรมรวม (ในคอลัมน์สุดท้าย) ในสมการที่ควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว จะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">ความเชื่อเรื่องนรกมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ ลดลงจากค่ามาตรฐาน 1.698 หน่วย ขณะที่ความเชื่อเรื่องสวรรค์จะกลับมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ สูงขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1.820 หน่วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าสมการอาจมีปัญหาว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกอยู่ในสมการ (Multicollinearity) ซึ่งค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนไป Shariff (2012) จึงทำการยุบรวมตัวแปร (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) ให้เป็นตัวแปรเดียวกันก่อนการประมาณค่า เพื่อลดปัญหานี้ที่เกิดขึ้น ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามรูปที่ ๑ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับสมการที่ประมาณค่าแยกตัวแปรกัน</p>
<p>ผลการประมาณค่า พบว่า (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรมในประเทศนั้นๆ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความเชื่อเรื่องสวรรค์มีความสัมพันธ์ในทางบวก และความเชื่อเรื่องนรกมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม [เนื่องจากเครื่องหมายเป็นลบ] เช่นเดียวกับผลที่ปรากฎในสมการตามตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่าง(ความเชื่อเรื่องสวรรค์-นรก)กับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png" alt="journal.pone.0039048.g001"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ค่าตัวเลขที่มากขึ้นหรือลดลงกว่าค่ามาตรฐานว่าจะเป็นเท่าไหร่นั้น อาจดูไม่น่าสนใจมากนัก หากเปรียบเทียบกับทิศทางของความสัมพันธ์ที่ออกมา เพราะนั่นหมายความว่า สังคมที่คนกลัวจะ &#8220;ตกนรก&#8221; กันมากจะก่ออาชญากรรมน้อยลง ขณะที่สังคมที่มีคนที่พร้อมจะทำความดีเพื่อ &#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; จำนวนมาก กลับจะมีจำนวนอาชญากรรมมาก ทั้งนี้ก็เพราะสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์มักจะผูกโยงกับ &#8220;การให้อภัย&#8221; หรือการให้โอกาสกับคนที่ทำผิด เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำความดี รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือกับคนที่น่าสงสาร โดยไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาควรได้รับหรือไม่ จึงมักก่อให้เกิดผลเสียด้านอื่นตามมา เช่น บทลงโทษทางสังคมที่ไม่มีประสิทธิผล หรือบทลงโทษทางกฎหมายที่ไม่จริงจัง เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วบทลงโทษเหล่านี้ย่อมต้องสอดคล้องกับความเห็นชอบของคนในสังคม กระบวนการเหล่านี้เองที่มีผลทำให้อาชญากรรมในสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์และพร้อมจะให้อภัยเพราะคิดว่าเป็นการทำดีเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p>แม้ว่าการประมาณค่าแบบจำลองนี้ยังมีข้อวิจารณ์อยู่อีกมาก แต่ข้อสรุปหรืออย่างน้อยในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น ก็น่าจะกระตุกให้เราคิดอะไรบางอย่างได้พอสมควรว่าการทำความดี โดยเฉพาะในมิติของการให้อภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลังนั้นอาจทำร้ายสังคมที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ @Flurrywong สำหรับบทความดีดีใน <a href="http://www.meconomics.net">MEconomics</a> ครับ</p>
<p>ที่มา:<br />
- Flurrywong (2012) ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กับอัตราการก่ออาชญากรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร. ออนไลน์<a href="http://www.meconomics.net/content/425">ที่นี่</a>.<br />
- Shariff AF, Rhemtulla M (2012) Divergent Effects of Beliefs in Heaven and Hell on National Crime Rates. PLoS ONE 7(6): e39048.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.willjogforfood.com/wp-content/uploads/2011/03/Devil-And-Angel-cartoon.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมียฝรั่ง&#8221; มีผลแค่ไหนต่อเศรษฐกิจอีสาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 05:39:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6928</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น] ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ นอกจากนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-6928"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น]</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่สังคมชนบทให้การสนับสนุนลูกหลานของตนเองไปแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหญิงมีญาติที่เคยแต่งงานกับชาวต่างชาติมาแล้ว ก็จะพยายามแนะนําให้ญาติพี่น้องของตนเองได้รู้จักกับญาติของสามีที่เป็นชาวต่างชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงก็ให้การสนับสนุน เพราะมองว่าการแต่งงานดังกล่าวจะช่วยให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี หลังจากที่หญิงไทย(ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)ได้แต่งงาน/สมรสกับชาวต่างชาติแล้ว วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน้อยสองด้านใหญ่ๆ</p>
<p>หนึ่ง ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติมักได้รับการคาดหวังจากสังคมในท้องถิ่นค่อนข้างสูงว่าจะสามารถเป็นผู้นําในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้เป็นจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินเพื่อสร้างวัด สร้างโรงเรียน หรือทําบุญในโอกาสต่างๆ</p>
<p>สอง ด้านเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งได้แต่งงานกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ซึ่งเป็นผลทําให้ตนเองต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงดูบุตรและพ่อแม่ของตนเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้หญิงหลายคนจึงตัดสินใจแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อให้ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองดีขึ้น โดยผู้หญิงเหล่านี้จะโอนเงินกลับมาให้กับทางบ้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 9,600 บาท</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพโฆษณาชักชวนการมีคู่แต่งงานของคนไทยกับชาวตะวันตก&#8221; (<a href="http://www.pattayadailynews.com/th/wp-content/uploads/2011/05/85.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/85.jpg" alt="85" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และญาติพี่น้องในประเทศไทยเป็นประจําปีละครั้ง มีระยะเวลาพักอยู่ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่คู่สมรสพักอาศัยในประเทศไทยก็ได้มีการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว โดยมักเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปมากที่สุด ได้แก่ พัทยา ภูเก็ตและเชียงใหม่ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 126,000 บาทต่อครอบครัว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวที่ว่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของภาคอีสานในสาขาการผลิตใดและเป็นมูลค่าเท่าไหร่</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือตั้งถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อรายได้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการวิเคราะห์อาศัยแบบจําลองปัจจัยการผลิต–ผลผลิต (Input-Output Table)</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการปรับปรุงตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิตของประเทศไทย ด้วยการตัดทอนสาขาเศรษฐกิจที่ไม่มีการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกไปให้เหลือเพียง 16 สาขาเศรษฐกิจ จากนั้นทำการรวมสาขาเศรษฐกิจบางสาขาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เหลือสาขาเศรษฐกิจที่ต้องการจะศึกษาเพียง 16 สาขาเป็นแบบจําลองปัจจัยการผลิต-ผลผลิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Cross- Industry Location Quotient (SLQ)</p>
<p>อุปสงค์ขั้นสุดท้ายที่นำมาใช้ในการคํานวณคือ ค่าใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าพาหนะเดินทางไปที่ต่างๆ ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเมื่อจำแนกไปเป็นสาขาเศรษฐกิจตามตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะได้ดังตารางท่ี ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ตารางแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กระทบต่อสาขาเศรษฐกิจต่างๆ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-1.png" alt="cross culture 1" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาโดยใช้ปัจจัยการผลิต-ผลผลิต พบว่า <span style="background-color:#f15a23;">การใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาตินั้นเป็นผลทําให้ผลผลิตมวลรวมของภาคอีสานในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 8,666 ล้านบาท โดยสาขาเศรษฐกิจที่เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวม มากที่สุด 5 สาขาแรก ได้แก่ 1. สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2. สาขาตัวกลางทางการเงิน 3. สาขาการขนส่ง สถานท่ีเก็บสินค้าและการคมนาคม 4. สาขาการโรงแรมและภัตตาคาร 5. สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล ตามตารางที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ตารางแสดงผลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติต่อรายได้ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Cross-culture-2.png" alt="Cross culture 2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>นอกจากผลกระทบทางตรง (Direct Effect) ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว วิไลวรรณ (2551) ยังพิจารณาถึงผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากผู้ผลิตในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ และผลกระทบชักนํา (Induced Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากแรงงานในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ ด้วย โดยความต้องการในสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นทางตรงยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งรายได้และผลผลิตอีกรอบเป็นจํานวน 355,210 และ 982,726 ล้านบาท ตามลําดับ ส่วนผลกระทบชักนําเนื่องจากการที่แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นและนํารายได้จํานวนดังกล่าวมาใช้จ่ายมากขึ้นนั้น พบว่าเกิดผลต่อรายได้เพิ่มขึ้น 2,377 ล้านบาท และความต้องการในผลผลิตเพิ่มขึ้น 3,901 ล้านบาท ตามตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ตารางรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-3.png" alt="cross culture 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การสมรสข้ามวัฒนธรรมของผู้หญิงไทยในเขตภาคอีสานนั้นส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงและต่อเนื่องไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ด้วยมูลค่าที่สูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท</span> แม้ว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว แต่หัวข้อและวิธีคิดน่าจะทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้นำไปประยุกต์ใช้และคิดต่อจากการวิเคราะห์ของบทความนี้ได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: วิไลวรรณ เที่ยงตรง (2551) &#8220;ผลกระทบของคู่สมรสชาวต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจอีสาน&#8221; มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม &#8211; เมษายน 2551.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://img2.imagesbn.com/p/9789881900265_p0_v1_s260x420.JPG">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักการเมืองจะตอบ&#8220;อีเมล์&#8221;กันไหม&#8230;หนอ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Feb 2013 04:08:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6892</guid>
		<description><![CDATA[อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย &#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (ที่มาของภาพ) แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่ &#8230;&#8230;&#8230;. Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่</p>
<p><span id="more-6892"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">อี</span>กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน</p>
<p>โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/de/a/a4/EuropeanParliament.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/EuropeanParliament.jpg" alt="EuropeanParliament" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม </p>
<p>หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2007-2010 จำนวนทั้งสิ้น 142 พรรคการเมือง ที่ให้อีเมล์ติดต่อเอาไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง และที่ Vaccari เลือกประเทศเหล่านี้ก็เพราะมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตสูงมากของโลก</p>
<p>วิธีการศึกษาของ Vaccari น่าสนใจมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายทั้งการดำเนินการและการวัดผล โดยเขาทำการส่งอีเมล์ไปหานักการเมืองเหล่านั้นจริงๆ แล้วรอดูว่าพวกเขาจะตอบอีเมล์หรือไม่ โดยอีเมล์ที่เขาส่งแบ่งออกเป็นสองประเภท อีเมล์ประเภทแรกเพื่อสอบถามถึงแนวทางหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บภาษี(ที่นักการเมืองมักไม่ค่อยพูดถึงในเวลาหาเสียง) และประเภทสองคือเพื่อสอบถามข้อมูลในการอาสาเข้าไปช่วยทำงานให้กับผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือขอเข้าไปเป็นอาสาสมัครในการทำงานให้ผู้สมัครคนนั้นๆ</p>
<p>ผลการศึกษาของ Vaccari (2012) ในภาพที่ ๑ พบว่า เพียงประมาณร้อยละ 20 ของผู้สมัครเท่านั้นที่ตอบอีเมล์ภายใน 1 วันทำการ ขณะที่กว่าร้อยละ 60 กลับไม่เคยตอบอีเมล์เลย ขณะที่พฤติกรรมการตอบอีเมล์แทบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเภทของอีเมล์ ไม่ว่าจะถามเรื่องนโยบาย หรือขอสมัครเข้าไปช่วยทำงานก็ตาม โดยนักการเมืองจากสหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มที่ตอบอีเมล์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 6 ประเทศที่เหลือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ สัดส่วนการตอบอีเมล์ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Monkey-Cage-email.jpeg" alt="Monkey-Cage-email" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อันที่จริง Vaccari (2012) ยังพยายามหาต่อไปด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้สมัครทางการเมืองตอบอีเมล์เร็วหรือช้า โดยใช้แบบจำลอง multivariate logistic regression เปรียบเทียบระหว่างการตอบอีเมล์สองประเภท กับการไม่ตอบอีเมล์เป็นตัวแปรฐานของแบบจำลอง</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ ไม่ได้พบประเด็นที่น่าสนใจมากนัก เพียงแต่ว่าการตอบอีเมล์เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่สังกัดเป็นหลัก พูดอีกอย่างก็คือขึ้นอยู่กับการดำเนินการหรือการให้ความสำคัญของตัวผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/email-politician.png" alt="email-politician" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หากวิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงการสื่อสารการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอันที่จริงนักการเมืองที่ไม่ตอบเหล่านั้นอาจจะไม่เคยอ่านอีเมล์เลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะอีเมล์เป็นการสื่อสารทางเดียว ในมิติที่ว่าเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายได้รับหรือไม่ หรือได้อ่านหรือไม่ (ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะได้อ่านก็ตาม) ดังนั้น วิธีที่ดีขึ้นไปกว่าการส่งอีเมล์ก็คือการโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักงานของผู้สมัครโดยตรง เพราะเท่ากับว่าเราสามารถทราบได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารแล้ว (แต่จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาในอดีต วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การฝากคนที่เรารู้จักไปบอกผู้สมัครโดยตรง เพราะแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เราส่ง และยังสามารถติดตามผลของสารที่เราส่งได้ด้วย (การโทรศัพท์ไปหาอาจติดตามผลได้ไม่ดีนัก) ซึ่งตลอดมาก็เลยทำให้คนที่รู้จักกับนักการเมืองกลายเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์บางอย่าง เพราะเป็นผู้ผูกขาดช่องทางการสื่อสารเข้าสู่นักการเมือง ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะเป็นคนที่ดีแค่ไหนก็ตาม</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่ในปัจจุบัน ภาพของอดีตอาจเปลี่ยนไป เพราะวิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะ twitter เนื่องจากผู้ส่งสารแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่ง ติดตามผลได้ มีหลักฐาน และยังมีสาธารณชนเป็นตัวแรงกดดันให้ผู้สมัครต้องตอบสนองต่อสารที่ส่ง (โดยเฉพาะคำถามดีดี) ส่วนที่ twitter น่าจะดีกว่า facebook ก็เพราะคนที่ใช้ twitter มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะเป็นเจ้าตัวจริงๆ มากกว่าทีมงาน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาเช่นนี้ยังไม่ได้ลองนำมาใช้กับประเทศไทย ซึ่งก็ดูน่าสนใจมาก หากครั้งต่อๆ ไป ใครลองนำไปใช้ก็คงน่าสนใจดีนะครับ อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ กันก่อนแล้วกันครับ </p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Christian Vaccari. You’ve Got (No) Mail: How Parties and Candidates Respond to Email Inquiries in Western Democracies. Paper prepared for the conference “Chasing the Digital Wave: International Lessons for the UK 2015 Election Campaign”, London, 22 November 2012.<br />
- John Light. Do Politicians Read the Emails You Send Them?. December 26, 2012. online at <a href="http://billmoyers.com/2012/12/26/do-politicians-read-the-emails-you-send-them/">BillMoyers</a></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.cni.us.com/newsroom/wp-content/uploads/2013/01/email-integration-2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โครงสร้างรัฐบาล&#8221;แบบไหนจูงใจให้เกิดรัฐประหาร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Nov 2012 05:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5618</guid>
		<description><![CDATA[กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ &#8230;&#8230;&#8230;. อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กองทัพจะตัดสินใจก่อรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะต่ำ แต่ผลได้จะสูง แต่ในรัฐบาลที่กระจายอำนาจ โอกาสชนะของกองทัพจะสูง แต่ผลได้จะต่ำ ซึ่งการชั่งน้ำหนักจึงเป็นแกนหลักในการตัดสินใจของกองทัพ</p>
<p><span id="more-5618"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ข้</span>อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 1950-2009 ประเทศต่างๆ จำนวนถึง 95 ประเทศในโลกที่เกิดความพยายามในการก่อรัฐประหาร (Coup d&#8217;etats) ขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยผลของการรัฐประหารนั้นแตกต่างกันไป มีทั้งที่อยู่ได้ยาวนานอย่าง Muammar al-Gaddafi ของ Libya ถึง 42 ปี และมีทั้งการรัฐประหารใน Bolivia 11 ครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ได้สั้นๆ เฉลี่ยเพียงครั้งละ 11 เดือนเท่านั้น</p>
<p>งานวิจัยเกี่ยวกับการรัฐประหารส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปัจจัยทางด้านสถาบัน เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือประสิทธิภาพของรัฐ ล้วนแต่ไม่มีผลต่อการเกิดรัฐประหารทั้งสิ้น ขณะที่งานวิจัยอีกกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่งก็พยายามชี้ให้เห็นว่า สาเหตุของการเกิดรัฐประหารนั้นมีความสัมพันธ์กับงบประมาณทางการทหาร (ดู<a href=" http://setthasat.com/2012/05/20/loyalty-for-sale/">อะไรคือ “ราคา”ของการ(ไม่ถูก)ยึดอำนาจ?</a>) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการตัดสินใจทำรัฐประหารกระทำโดยคนส่วนน้อยของสังคม เช่น ชนชั้นนำ (Elites) หรือกองทัพ (Military) จึงไม่ได้มีปัจจัยเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสถาบันที่ส่งผลกับคนส่วนใหญ่ของสังคม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การรัฐประหารและยึดอำนาจโดยรัฐบาลทหารในประเทศ Mali&#8221; (<a href="http://www.abc.net.au/news/linkableblob/3909462/data/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/attachment/5703/" rel="attachment wp-att-5703"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/soldiers-announce-mali-military-coup-data.jpg" alt="" title="-" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Jia and Liang (2012) ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า เพราะอะไรบางประเทศจึงเกิด(หรือพยายามจะก่อ)การรัฐประหารบ่อยกว่าในบางประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่ความแตกต่างของ &#8220;โครงสร้างของรัฐบาล&#8221; (Government Structure) ซึ่งในที่นี้ พวกเขาหมายถึงความแตกต่างในเรื่องของการกระจายอำนาจ (Decentralization) ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดรัฐประหารหรือไม่</p>
<p>แบบจำลองของ Jia and Liang (2012) มีผู้เล่น (Players) 3 ราย ได้แก่ รัฐบาลกลาง (Central Government; C) รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government; L) (เช่น เทศบาล อบจ. หรือ อบต.) และกองทัพ (Army; A) งบประมาณของรัฐจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลที่มีโครงสร้างสองระดับ (Two-Layer Government) คือรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยกำหนดให้รัฐบาลทั้งสองระดับถือครองงบประมาณในสัดส่วน s และ (1-s) ตามลำดับ จากมูลค่างบประมาณที่มีทั้งหมด (Y) พูดอีกอย่าง s ก็คืออำนาจโดยเปรียบเทียบ (Relative Power) จากการกระจายอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นนั่นเอง โดยถ้า s มีค่ามาก หมายความว่า รัฐบาลมีการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมาก ขณะที่ถ้า s มีค่าน้อย ก็จะหมายความว่า รัฐบาลมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมาก</p>
<p>ทฤษฎีเกม (Game Theory) สามารถนำมาใช้วิเคราะห์กระบวนการรัฐประหารได้ โดยสามารถเขียนเป็นแผนภาพเกม (Game Tree) ได้ตามรูปที่ ๑ แกนนอนคือระยะเวลา ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ [1, 2, 3] ในช่วงที่ 1 กองทัพ (A) จะเลือกระหว่างการทำรัฐประหาร (coup) กับอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลางต่อไป (subordination) ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น (Peace) แต่หากเป็นทางเลือกแรก การทำรัฐประหารจะมีโอกาสเกิดสองทางคือ ล้มเหลว (fail) ซึ่งรัฐบาลกลางจะดำรงอยู่ต่อไป (Central government remains) กับสำเร็จ (succeed) ซึ่งกองทัพต้องไปต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่น (Local government negotiates with Army) อีกต่อหนึ่ง ถ้าต่อรองสำเร็จ สถานการณ์ก็จะกลับสู่ปกติ (Peace) แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะนำไปสู่สงคราม(กลางเมือง) (war) (ภายใต้การสนับสนุน(ลับๆ)ของรัฐบาลท้องถิ่น)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ แผนผังต้นไม้ในกระบวนการตัดสินใจทำรัฐประหาร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-1/" rel="attachment wp-att-5704"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-1.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เพื่อที่จะตอบคำถามถึงโอกาสเกิดการรัฐประหารที่ต่างกันโดยใช้ทฤษฎีเกมนั้นสามารถทำได้โดย Backward Induction เพื่อหา Sub-game Perfect Nash Equilibrium จากช่วงเวลาที่ 3 ย้อนกลับมาหาคำตอบที่ต้องการในช่วงเวลาที่ 1</p>
<p><strong>เริ่มต้นจากช่วงเวลาที่ 3</strong> เมื่อสงคราม(กลางเมือง)เกิดขึ้น ทั้งกองทัพและรัฐบาลท้องถิ่นจะใช้งบประมาณที่ตนเองมีอยู่ในมือไปเพื่อการทำสงคราม (x&#8217;<sub>A</sub>, x<sub>L</sub>) ผลได้ของผู้ชนะในสงครามก็คืองบประมาณที่เหลืออยู่หลังจากที่แต่ละฝ่ายใช้ไปเพื่อการสงครามแล้ว (Y-x&#8217;<sub>A</sub>-x<sub>L</sub>)</p>
<p>กองทัพ (A) จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x&#8217;<sub>A</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุด<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx%27_A%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x&#039;_A}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /><br />
เช่นเดียวกับ รัฐบาลท้องถิ่น (L) ที่จะตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวน x<sub>L</sub> เพื่อแสวงหาผลได้สูงที่สุดเช่นกัน<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_L%7D%7Bx%27_A%2Bx_L%7D%5BY-x%27_A-x_L%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' title='\frac{x_L}{x&#039;_A+x_L}[Y-x&#039;_A-x_L]' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากทั้งสองสมการเป็นสมมาตร (Symmetric) และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อการสงครามได้มากกว่างบประมาณที่พวกเขามีอยู่ (Interior Solutions) ผลลัพธ์จากการคำนวณหาค่าสูงสุดจะได้ความน่าจะเป็นที่แต่ละฝ่ายจะชนะในสงคราม (Winning Probability) และผลได้ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Payoff) แสดงได้ตามลำดับ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x%27_A%3Dx_L%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' title='x&#039;_A=x_L=\frac{Y}{4}' class='latex' /><br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%5Cpi_i%3D%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E\pi_i=\frac{Y}{4}' title='E\pi_i=\frac{Y}{4}' class='latex' /></p>
<p>เนื่องจากข้อจำกัด (Constraint) ของแต่ละฝ่ายก็คืิอจะไม่ลงทุนเพื่อสงครามเกินกว่าทรัพยากรที่ตนเองมี<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7BY%7D%7B4%7D%5Cleq%5Ctext%7Bmin%7D%5C%7B%281-s%29Y%2CsY%5C%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' title='\frac{Y}{4}\leq\text{min}\{(1-s)Y,sY\}' class='latex' /><br />
ดังนั้น การตัดสินใจก่อสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับรัฐบาลท้องถิ่นจะอยู่ในช่วง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> เพราะถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก แม้กองทัพจะยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางแล้วก็มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นในสงครามกลางเมืองได้ ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> แสดงว่าโครงสร้างรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก เมื่อกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลกลางได้ รัฐบาลท้องถิ่นย่อมไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะต่อสู้ในสงครามกลางเมืองได้ กล่าวคือ ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชัดเจนในสงครามกลางเมือง หากการกระจายอำนาจเอียงข้างไปสุดขั้วของด้านใดด้านหนึ่งของการกระจายอำนาจ</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 2</strong> เป็นช่วงของการต่อรองระหว่างคณะรัฐประหารกับรัฐบาลท้องถิ่น โดยถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\leq\frac{1}{4}' title='s\leq\frac{1}{4}' class='latex' /> สันติสุขจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะคณะรัฐประหารจะยอมผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ถ้า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s\geq\frac{3}{4}' title='s\geq\frac{3}{4}' class='latex' /> คณะรัฐประหารซึ่งมีงบประมาณมากกว่าจะกุมอำนาจเหนือรัฐบาลท้องถิ่นไปโดยปริยาย พื้นที่ตรงกลาง <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5Cleq%20s%5Cleq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' title='\frac{1}{4}\leq s\leq\frac{3}{4}' class='latex' /> จึงเป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างสองกลุ่ม โดยฝ่ายใดจะมีอำนาจต่อรองมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับว่าค่า s เข้าใกล้ด้านใดมากกว่ากัน ภายใต้การต่อรองที่เกิดขึ้น ผลได้ที่กองทัพจะได้รับคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20%20%20%20V%20%3D%20%5Cleft%5C%7B%20%20%20%20%20%5Cbegin%7Barray%7D%7Bl%20l%7D%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cleq%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%20%20sY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cin%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5D%5C%5C%20%20%20%20%20%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%20%26%20%5Cquad%20%5Ctext%7Bif%20%7Ds%5Cgeq%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%5C%5C%20%20%20%20%5Cend%7Barray%7D%20%5Cright.%20%20&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' title='    V = \left\{     \begin{array}{l l}      \frac{1}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\leq\frac{1}{4}\\      sY &amp; \quad \text{if }s\in[\frac{1}{4},\frac{3}{4}]\\      \frac{3}{4}Y &amp; \quad \text{if }s\geq\frac{3}{4}\\    \end{array} \right.  ' class='latex' /></p>
<p>รูปที่ ๒ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพ (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายอำนาจของประเทศด้วย โดยถ้าประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจมาก (ด้านซ้ายมือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็มีแนวโน้มที่จะมากตามไปด้วย ขณะที่ถ้าประเทศมีการกระจายอำนาจมาก (ด้านขวามือของกราฟ) ผลได้จากการรัฐประหารก็จะน้อย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างผลได้ของกองทัพกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-2/" rel="attachment wp-att-5705"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-2.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ 1</strong> เป็นช่วงการตัดสินใจของกองทัพว่าจะรัฐประหารหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นและผลได้ของกองทัพหากทำการรัฐประหารสำเร็จเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป ดังสมการ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7DV%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}V\geq x_A' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ดังนั้น โอกาสที่เกิดรัฐประหารภายใต้โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจแตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่<br />
1. ภายใต้โครงสร้างแบบรวมศูนย์มากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%3E%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' title='s &gt; \frac{3}{4}, V = \frac{3}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{3}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /><br />
2. ภายใต้โครงสร้างแบบกลางๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7B3%7D%7B4%7D%20%5Cgeq%20s%20%3E%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20sY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' title='\frac{3}{4} \geq s &gt; \frac{1}{4}, V = sY' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5BsY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[sY]\geq x_A' class='latex' /><br />
3. ภายใต้โครงสร้างแบบกระจายอำนาจมากๆ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=s%20%5Cleq%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7D%2C%20V%20%3D%20%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' title='s \leq \frac{1}{4}, V = \frac{1}{4}Y' class='latex' />) การรัฐประหารจะเกิดขึ้นเมื่อ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cfrac%7Bx_A%7D%7Bx_A%2BsY%7D%5B%5Cfrac%7B1%7D%7B4%7DY%5D%5Cgeq%20x_A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' title='\frac{x_A}{x_A+sY}[\frac{1}{4}Y]\geq x_A' class='latex' /></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ โอกาสในการเกิดรัฐประหารเมื่อเปรียบเทียบกับการกระจายอำนาจนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง โดยกองทัพจะตัดสินใจทำรัฐประหารหรือไม่ขึ้นอยู่กับโอกาสชนะกับผลได้หลังการรัฐประหาร ซึ่งหากรัฐบาลมีการรวมศูนย์อำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารจะมาก แต่โอกาสชนะจะน้อย เพราะรัฐบาลกลางมีทรัพยากรมากในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร ขณะที่หากรัฐบาลมีการกระจายอำนาจมาก ผลได้หลังการรัฐประหารก็จะน้อย แต่โอกาสชนะจะมาก เพราะรัฐบาลกลางจะไม่มีทรัพยากรมากพอในการต่อสู้กับกระบวนการรัฐประหาร อย่างไรก็ดี เมื่อรวมผลทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โครงสร้างของรัฐบาลที่มีการรวมศูนย์อำนาจจะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหารมากกว่าโครงสร้างของรัฐบาลที่มีการกระจายอำนาจ เนื่องจากผลได้ภายหลังการรัฐประหารจูงใจมากกว่า แม้โอกาสจะชนะน้อยลงก็ตาม</p>
<p>อย่างไรก็ดี หากประเทศเปรียบเทียบกรณีสุดขั้ว จะพบว่า การรัฐประหารจะกลับเกิดขึ้นในประเทศที่มีการรวมศูนย์อำนาจสุดขั้วมากกว่าในประเทศที่มีการกระจายอำนาจสุดขั้ว เพราะโอกาสชนะรัฐบาลจะสูงมากและมากพอจนคุ้มกับการก่อรัฐประหารแม้ผลได้จะไม่มากนักก็ตาม</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อนำเอาแนวคิดที่ได้ไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่เนื่องจากโอกาสในการรัฐประหารสำเร็จวัดได้จริงค่อนข้างยาก จึงใช้ความยืนยาวของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเป็นดัชนีแทนค่าโอกาสในการทำรัฐประหารสำเร็จ ดังแสดงในรูปที่ ๓ พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร (แกนตั้ง) กับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (แกนนอน) ก็ได้ผลออกมาเป็นลบ สอดคล้องกับที่ทฤษฎีว่าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-3/" rel="attachment wp-att-5706"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-3.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เช่นเดียวกับสมการในตารางที่ ๑ ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นกำลังสอง ต่างก็มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีเครื่องหมายบวกและลบตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะแบบโค้งระฆังคว่ำ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของการทำรัฐประหารกับสัดส่วนของงบประมาณระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/govt-structure-and-coup-4/" rel="attachment wp-att-5707"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Govt-Structure-and-Coup-4.png" alt="" title="Govt Structure and Coup 4" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>งานศึกษาชิ้นนี้ถือว่าใหม่มากทีเดียวในการเชื่อมโยงประเด็นของการกระจายอำนาจในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เข้ากับการทำรัฐประหารในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการลดจำนวนการเกิดรัฐประหารในประเทศ รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ก็สามารถทำได้โดยกระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นอย่างเหมาะสมนั่นเอง และบทเรียนที่สำคัญก็คือ ยิ่งรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจูงใจให้เกิดการรัฐประหารมากเท่านั้น</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Ruixue Jia and Pinghan Liang (2012) Government Structure and Military Coups, Working Paper, Stockholm School of Economics.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/30/government-structure-and-military-coups/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การบ้าน&#8221; ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Nov 2012 05:23:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5341</guid>
		<description><![CDATA[การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบที่นี่) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย</p>
<p><span id="more-5341"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบ<a href="http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000127769">ที่นี่</a>) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า &#8220;การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น&#8221;</p>
<p>ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li>จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%</li>
<li>เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น</li>
<li>เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว</li>
<li>ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cooper, Robinson and Patall (2006) หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่&#8221;ไม่&#8221;พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ การบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก</p>
<p>นอกจากนี้ Cooper et. al (2006) ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)</p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6) ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png" alt="" title="homework 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ที่น่าสนใจคือภาพที่ ๒ ซึ่ง<span style="background-color:#f15a23;">เด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png" alt="" title="homework 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ทางออกที่ Kohn (ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตัวอย่างของความล้มเหลวในการทำการบ้าน (ภาพจาก FaceBook ซึ่งไม่ทราบต้นตอแรกจริงๆ ครับ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png" alt="" title="293702_295734780545055_1578563225_n" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า &#8220;การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก&#8230;จริงหรือไม่&#8221; และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Harris Cooper, Jorgianne Civey Robinson, and Erika A Patall (2006) Does Homework Improve Academic Achievement? A Synthesis of Research, 1987–2003. Review of Educational Research Spring 76: 1-62.<br />
&#8211; Alfie Kohn (2007) The Homework Myth: Why Our Kids Get Too Much of a Bad Thing. Da Capo Press.<br />
&#8211; Sara Bennett and Nancy Kalish (2007) The Case Against Homework: How Homework Is Hurting Children and What Parents Can Do About It. Three Rivers Press; Reprint edition.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นใช้แบรนด์หรู&#8221;&#8230;เป็นเรื่องปกติหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Sep 2012 07:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5219</guid>
		<description><![CDATA[กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน</p>
<p><span id="more-5219"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander จากเยอรมนี และ Mulberry จาก UK ด้วย (Gale, 2010)</p>
<p>งานของ Chandha and Husband (2006) ระบุว่าในปี 2005 ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนมากเป็นการขายผ่านทางห้าง Siam Paragon, เกษรพลาซ่า, Central World, เอราวัณ และ Emporium </p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ การที่สินค้าเหล่านี้มียอดขายสูงขึ้นมากขนาดนี้ ก็เพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงในประเทศไทยเท่านั้นที่ซื้อ แต่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นผู้ซื้อด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่งเริ่มทำงานก็เป็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสองสาเหตุสำคัญของยอดขายที่เติบโตขึ้นมาก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Tovikkai and Jirawattananukool (2010) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบรนด์หรู โดยเน้นไปศึกษาที่กลุ่มนักศึกษาเป็นหลัก พวกเขาเก็บแบบสอบถาม 206 ชุดจากนักศึกษาหญิงใน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล และ ABAC</p>
<p>การศึกษาได้ถามคำถามเพื่อให้ผู้ตอบแต่ละคนระบุตนเองด้วยว่า &#8220;คุณเป็นคนติดแบรนด์หรูใช่หรือไม่?&#8221; (Are you a luxury preference person?) โดย 58 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ใช่” 54 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ไม่ใช่” และอีก 94 คน (ครึ่งหนึ่ง) ตอบว่า “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงคุณลักษณะของผู้ตอบในสามกลุ่มดังกล่าว ตัวแปรที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็น “ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูแต่ละครั้ง” (Spending on Fashion Luxury Products) โดยคนที่ซื้อครั้งละไม่เกิน 10,000 บาทจะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่แน่ใจ” คนที่ซื้อครั้งละ 10,000-30,000 บาท จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” กับ “ไม่แน่ใจ” ส่วนคนที่ซื้อครั้งนึงเกิน 30,000 บาท จะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าคนจะคิดว่าตนเองติดแบรนด์หรูหราหรือไม่นั้น น่าจะอยู่ที่รายจ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ คุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221; ว่าตนเองติดแบรนด์หรู&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png" alt="" title="luxury handbags 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าการเปรียบเทียบจากการมองภาพรวมคร่าวๆ นั้นก็พอจะให้บอกความน่าสนใจได้ แต่ก็อาจไม่ครบถ้วน การศึกษาจึงนำคุณสมบัติต่างๆ มาทดสอบ Chi-squared ว่าหาปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทางสถิติที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ติดหรือไม่ติดแบรนด์หรู โดยพบว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา เงินในประเป๋า รายได้ของพ่อแม่ และฐานะทางบ้าน (วัดจากทำเลของบ้านที่อยู่) แต่กลับขึ้นอยู่กับรายจ่ายในการซื้อต่อครั้ง ความถี่ในการซื้อ ความตั้งใจที่จะซื้อ(ในปีหน้า) และการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเท่านั้น (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดสอบคุณลักษณะด้านต่างๆ ด้วย Chi-squared ระหว่างคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; กับ &#8220;ไม่ใช่&#8221; ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (ในช่องสีแดงแสดงว่ามีความแตกต่างกัน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png" alt="" title="luxury handbags 2" width="100%" class="nature6" /></a><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">หากถามคนเหล่านี้ว่า “ในความคิดของคุณ อะไรคือสินค้าหรูหรา?” (What is luxury product in your opinion?) ทั้งสามกลุ่มให้นิยามแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ตอบว่าใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและให้ความสบายทางกายอย่างมาก” คนที่ตอบว่าไม่ใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีราคาแพงและไม่จำเป็น แต่อยากได้” ขณะที่คนที่ไม่แน่ใจตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ” อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ค่อนข้างดูมีเหตุผล เพราะสนใจเรื่องคุณภาพ พวกเขาเองจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนติดแบรนด์หรือไม่ (ดูตารางที่ ๓)</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความหมายของคำว่าแบรนด์หรูในความคิดของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png" alt="" title="luxury handbags 3"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ทีนี้ลองดูกันว่า กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เขาชอบสินค้าแบรนด์ไหนกันบ้าง (เรียงจากมากไปหาน้อย) กลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” เป็นคนติดแบรนด์ ชอบ Chanel, Louis Vuitton, Gucci, Hermes และ Balenciaga ตามลำดับ กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ชอบ Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Christian Dior และ Paul Smith กับ Prada (คะแนนเท่ากัน) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ “ไม่แน่ใจ” ตอบว่า Louis Vuitton, Gucci กับ Chanel (คะแนนเท่ากัน), Paul Smith และ Burberry ตามลำดับ (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ แบรนด์ที่ชื่นชอบของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png" alt="" title="luxury handbags 4"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ผลที่ได้จากการสำรวจโดยรวมมีความใกล้เคียงกับรายงานของ MillwardBrown ที่พบว่า Louis Vuitton, Hermes, CHANEL, Gucci, Prada เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก ดังตารางที่ ๕</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ สินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg" alt="" title="Top-Luxury-Brands" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุป<span style="background-color:#f15a23;">ในเบื้องต้นของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูของไทยก็คือ ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะมีการศึกษามากหรือน้อย รายได้จะมากหรือน้อย หรือบ้านจะรวยหรือจน แต่สำคัญแค่ว่าคุณซื้อ(หรือมีความตั้งใจที่จะซื้อ)มันหรือยัง โดยหากคุณได้ซื้อ(หรือเคยซื้อ)สินค้าแบรนด์หรูไปแล้ว คุณก็มีแนวโน้มจะติดมันต่อไป เกณฑ์ที่ดูเหมือนจะบอกว่าคุณจะติดหรือไม่น่าจะอยู่ที่สินค้าเกินกว่า 20,000 บาทต่อชิ้น [มาจากค่าเฉลี่ยระหว่าง 10,000-30,000 บาท]</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>คำถามก็คือ วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือว่าที่ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>ไม่มีการศึกษาในแบบเดียวกันนี้กับกรณีของวัยรุ่นทั่วโลก แต่ Chandha and Husband (2006) ก็ได้ทำการศึกษาพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียเอาไว้ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ เราก็อาจจะตอบคำถามดังกล่าวได้ด้วย</p>
<p>Chandha and Husband (2006) ได้จำแนกพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png" alt="" title="luxury handbags 5" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขั้นที่ ๑ Subjugation เป็นช่วงเวลาที่ประเทศนั้นๆ ยังยากจน การกระจายของตราสินค้าหรูหราจะยังคงอยู่ในวงแคบๆ เช่น ชนชั้นผู้ล่าอาณานิคม หรือชนชั้นปกครอง</p>
<p>ขั้นที่ ๒ Start of money เป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีกินมีใช้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สินค้าเหล่านี้จะถูกครอบครองโดยเศรษฐี หรือชนชั้นที่ร่ำรวยจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ดีนัก คนรวยจึงรวยมากและมีจำนวนไม่มาก</p>
<p>ขั้นที่ ๓ Show-off เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เหลือจากการซื้อสินค้าจำเป็น จึงสามารถซื้อสินค้าที่บ่งบอกฐานะได้ (Status Marks) และสืบเนื่องจากพัฒนาการจากขั้นที่สอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งจึงต้องการครอบครองสินค้าเหล่านี้เพื่อบ่งบอกสถานะของตนเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนที่มากไปกว่าแค่การซื้อเพื่อใช้สอยดังที่เคยเป็นมา โดยประเทศไทย(น่าจะ)อยู่ในขั้นนี้</p>
<p>ขั้นที่ ๔ Fit-in เป็นช่วงที่สินค้าที่มีตราหรูหรากระจายไปทั่วกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว คนที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้นั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในขั้นที่ ๓ เนื่องจากไม่ใช่การซื้อเพื่อแสดงสถานะ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม กล่าวคือ ซื้อเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์</p>
<p>ขั้นที่ ๕ Way of life เป็นช่วงที่สินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยการบริโภคของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างก็คือ หากได้ซื้อไปใช้แล้วครั้งหนึ่งก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าในระดับเดียวกันใช้ต่อๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี <span style="background-color:#f15a23;">พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขาย จึงเป็นความตั้งใจที่ผู้ขายต้องการให้เกิดขึ้นในทุกประเทศอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยงานของ Chandha and Husband (2006) ก็ให้ข้อสรุปกับทุกประเทศในเอเซียที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอยู่ดี ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ Mikhail Gorbachev อดีตประธานสหภาพโซเวียตกับกระเป๋า Louis Vuitton ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากได้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนทั้งโลกว่า ผู้นำสหภาพโซเวียต(หรือภรรยา) พวกเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg" alt="" title="luxury handbags 6" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้ววัยรุ่นในยุโรปเป็นเช่นนี้หรือไม่ คำตอบกับบางประเทศในอดีตคือ “ใช่” ทั้งนี้เพราะจุดเริ่มต้นของความนิยมสินค้าแบรนด์หรูนั้นมักเกิดจากการที่สังคมเคยอยู่ในระบบชนชั้นมาก่อน การก้าวสู่สถานะทางชนชั้นที่สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำว่าชนชั้นในที่นี้อาจเป็นฐานะ อำนาจหรือชื่อเสียง ซึ่งการได้สินค้าแบรนด์หรูมาครอบครองก็ดูเหมือนจะเป็นแนวทางในการบอกสถานภาพอย่างหนึ่ง</p>
<p>ดังนั้น สถานการณ์ที่มักจะบ่นกันว่า วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำใจ เพียงแต่อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเด็กๆ ของเราแย่กว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Kamolwan Tovikkai and Wiwatchai Jirawattananukool (2010) “An Exploratory Study on Young Thai Women Consumer Behavior toward Purchasing Luxury Fashion Brands” Master Thesis, School of Sustainable Development of Society and Technology, Malardalen University, Sweden.<br />
&#8211; Chadha, R. &#038; Husband, P. (2006). The Cult of Luxury Brands: Inside Asia’s Love Affair with Luxury. Nicholas Brealey International; London, Boston.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรามี&#8220;เพื่อน&#8221;ได้มากที่สุด&#8230;กี่คน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Aug 2012 04:44:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4953</guid>
		<description><![CDATA[Dunbar&#8217;s Number คือตัวเลขจำนวนเพื่อนที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์จะสามารถจำรายละเอียดได้ ซึ่งก็คือ 150 คน และก็เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวนคนเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มในประวัติศาสตร์ ซึ่งมาจากผลได้และต้นทุนของการรวมกลุ่ม บทความนี้จะชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกันดังกล่าว &#8230;&#8230;&#8230;. วามสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) เป็นหัวข้อที่มีการศึกษามาเป็นเวลานาน เนื่องจากความสัมพันธ์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการเกี่ยวข้องกันทางสังคม (Social Exchange and Affiliation) ของมนุษย์ ประเด็นหนึ่งที่มีการศึกษากันมากก็คือ ขนาดของกลุ่ม (Group Size) หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ จำนวนคนที่มาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นถูกกำหนดจากปัจจัยอะไรบ้าง ในทางมานุษยวิทยาดั้งเดิม ขนาดของกลุ่มจะใหญ่หรือเล็ก (มีคนในกลุ่มมากหรือน้อย) ขึ้นอยู่กับความสมดุลของประโยชน์ที่จะได้รับกับต้นทุนของการรวมกลุ่ม (Cost-Benefit of Group Living) การอยู่รวมกันช่วยลดความเสี่ยงในการถูกล่าจากศัตรู (ซึ่งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่น) และยังเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดจากการปกป้องดินแดนในการผลิตหรือหาอาหาร ขณะที่ขนาดของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นก็มีต้นทุนจากการแข่งขันระหว่างกันเองของคนในกลุ่ม และต้นทุนของการแบ่งปันผลผลิตให้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน กล่าวโดยสรุปก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Dunbar&#8217;s Number คือตัวเลขจำนวนเพื่อนที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์จะสามารถจำรายละเอียดได้ ซึ่งก็คือ 150 คน และก็เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวนคนเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มในประวัติศาสตร์ ซึ่งมาจากผลได้และต้นทุนของการรวมกลุ่ม บทความนี้จะชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกันดังกล่าว</p>
<p><span id="more-4953"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ค</span>วามสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) เป็นหัวข้อที่มีการศึกษามาเป็นเวลานาน เนื่องจากความสัมพันธ์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการเกี่ยวข้องกันทางสังคม (Social Exchange and Affiliation) ของมนุษย์ ประเด็นหนึ่งที่มีการศึกษากันมากก็คือ ขนาดของกลุ่ม (Group Size) หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ จำนวนคนที่มาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นถูกกำหนดจากปัจจัยอะไรบ้าง</p>
<p>ในทางมานุษยวิทยาดั้งเดิม ขนาดของกลุ่มจะใหญ่หรือเล็ก (มีคนในกลุ่มมากหรือน้อย) ขึ้นอยู่กับความสมดุลของประโยชน์ที่จะได้รับกับต้นทุนของการรวมกลุ่ม (Cost-Benefit of Group Living) การอยู่รวมกันช่วยลดความเสี่ยงในการถูกล่าจากศัตรู (ซึ่งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่น) และยังเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดจากการปกป้องดินแดนในการผลิตหรือหาอาหาร ขณะที่ขนาดของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นก็มีต้นทุนจากการแข่งขันระหว่างกันเองของคนในกลุ่ม และต้นทุนของการแบ่งปันผลผลิตให้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าคนในกลุ่มมีน้อยไป โอกาสถูกล่าก็มาก แต่ถ้าคนในกลุ่มมีมากไป อาหารที่หาได้ก็จะถูกแบ่งไปมากจนไม่พอกิน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;มิตรภาพ&#8221; (<a href="http://www.jonathanhilton.com/wp-content/uploads/friendship.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/friendship.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/friendship.jpeg" alt="" title="friendship" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ต่อมา นักมานุษยวิทยาและจิตวิทยาชื่อ Robin Dunbar (1992) ได้ปฏิวัติวิธีการอธิบายของนักมานุษยวิทยาดั้งเดิมเกี่ยวกับขนาดของกลุ่ม เขาเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐาน Social Brain Hypothesis (SBH) ภายใต้ความเชื่อที่ว่า สมองของมนุษย์มีขีดจำกัดในการจำรายละเอียดต่างๆ นั่นคือ จำนวนของเพื่อนมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของสมองส่วนหน้า (Neocortex Size as a Constraint on Group Size) [เนื่องจากผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่อาจอธิบายรายละเอียดได้ว่าทำไมต้องเป็น "สมองส่วนหน้า" แต่คิดว่าคงทำหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลกระมังครับ]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งข้อมูลของการรวมกลุ่มในประวัติศาสตร์ทางมานุษยวิทยาดั้งเดิมและผลที่ได้จากการทดลองทางจิตวิทยาต่างก็ให้ค่าที่ใกล้เคียงกันว่า &#8220;มนุษย์มีเพื่อนได้มากที่สุด 150 คน&#8221; ซึ่งตัวเลข 150 นี้ถูกเรียกว่า Dunbar&#8217;s Number</p>
<p>อย่างไรก็ดี การศึกษาของ Dunbar (2010) ไปไกลกว่านั้น เขาได้สร้างวงของการเข้าถึง (Circle of Acquaintanceship) ขึ้น ดังภาพที่ ๑ โดย EGO หมายถึงตัวเราเอง จากนั้นจะเป็นวงของเพื่อนที่สนิทที่สุด 5 คน และจะเริ่มขยายออกไปในอัตราส่วนประมาณ 3 เท่า คือ 15, 50 และ 150 ตามลำดับ Dunbar จึงมักเรียกวงของการเข้าถึงเหล่านี้ว่า วง 5-15-50-150 และขนาดของวงเช่นนี้เป็นได้ทั้งในแนวราบ เช่น ในกลุ่มเพื่อน และในแนวตั้ง เช่น ในกองทัพ องค์กรธุรกิจ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ วงของการเข้าถึง (Circle of Acquaintanceship) เริ่มจาก 5 คนและค่อยๆ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 3 เท่า&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-13.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-13.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>Dunbar (2010) อ้างอิงงานของ Roberts, Dunbar, Pollet and Kuppens (2009) ที่ทำการทดสอบตัวเลขชุดนี้ทางสถิติ พวกเขาทำการสำรวจผู้หญิง 295 คนในสหราชอาณาจักรและเบลเยี่ยม เพื่อให้ระบุความใกล้ชิดทางอารมณ์ (Emotional Closeness) ในการพบปะพูดคุยกันครั้งสุดท้าย เป็นค่าตั้งแต่ 1-10 ที่มีต่อเพื่อนลำดับที่ 1, 2, 3, &#8230;, >150</p>
<p>ผลการศึกษาแสดงได้ตามรูปที่ ๒ ซึ่งหากจัดเพื่อนตามลำดับที่ว่ามาออกเป็นวง 5-15-50-150-500 จะพบว่า ค่าเฉลี่ยของความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่มีต่อเพื่อนในแต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (F<sub>4,18538</sub> = 2002.4; <i>p</i><.0001) และแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญด้วย (Scheffe tests; <i>p</i><.001)

กล่าวคือ <span style="background-color:#f15a23;">วง 5-15-50-150-500 มีความหมายต่อความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ค่าเฉลี่ยของความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่มีต่อเพื่อนในแต่ละกลุ่มตามวงของการเข้าถึง ซึ่งความใกล้ชิดทางอารมณ์มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-21.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-21.png" alt="" title="Untitled-2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>นอกเหนือจากความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่เป็นเรื่องของความรู้สึกแล้ว Roberts, Dunbar, Pollet and Kuppens (2009) ยังสอบถามเรื่องจำนวนครั้งของการติดต่อกัน (Contact per day) ด้วย ผลออกมาตามรูปที่ ๓ ซึ่ง เพื่อนสนิทที่สุด 5 คนแรกจะมีอัตราการติดต่อกันประมาณ 0.37 ครั้งต่อคนต่อวัน ขณะที่คนที่อยู่ในวง 50-150 มีการติดต่อกันน้อยมาก และวง 150-500 แทบจะไม่มีการติดต่อกันเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ จำนวนครั้งของการติดต่อกันระหว่างเพื่อนในแต่ละกลุ่มตามวงของการเข้าถึง ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อจำนวนเพื่อนเกิน 150 คนก็แทบจะไม่มีโอกาสติดต่อกันแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-31.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-31.png" alt="" title="Untitled-3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Sutcliffe, Dunbar, Binder and Arrow (2011) ได้เสนอแบบจำลองที่ผสมผสานแนวคิดเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับข้อจำกัดทางด้านความจำของสมองส่วนหน้ากับการวิเคราะห์ต้นทุนผลได้ในมุมมองของมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิม ดังแสดงในภาพที่ ๔ พวกเขาสมมติว่าเพื่อนมีสองแบบ คือ เพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกัน (Emotional Support) กับเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ (Alliances) ต้นทุนการมีเพื่อนมีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงกับจำนวนเพื่อน แต่เส้นต้นทุนของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันจะมีความชันมากกว่าเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ เพราะต้องอาศัยแรง เวลา และพลังงานมากกว่าในการทำความเข้าใจ ขณะที่ผลได้ของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันก็จะมีมากกว่าเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ เช่นกัน</p>
<p>เมื่อพิจารณาต้นทุนและผลได้ร่วมกันจะเห็นว่า ในกรณีของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันจะมีได้จำนวนน้อย ขณะที่เพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ มีได้จำนวนมาก และจุดตัดระหว่างเส้นผลได้กับเส้นต้นทุนถือเป็นดุลยภาพแนช (Nash Equilibrium) ด้วย เพราะหากจำนวนเพื่อนมีมากกว่านี้ ต้นทุนจะสูงเกินกว่าผลได้ จำนวนเพื่อนจะลดลง ขณะที่หากมีเพื่อนน้อยกว่านี้ การเพิ่มจำนวนเพื่อนจะทำให้ผลได้ยังสูงกว่าต้นทุน จำนวนเพื่อนจะเพิ่มขึ้นต่อไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๔ ต้นทุนและผลได้ของการมีเพื่อนแต่ละประเภท ซึ่งแสดงถึงการได้อย่างเสียอย่างของคุณภาพและจำนวนเพื่อน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-41.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-41.png" alt="" title="Untitled-4" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">Dunbar&#8217;s Number บอกให้รู้ว่า เราสามารถมีเพื่อน(อย่างมีประสิทธิภาพ)ได้มากที่สุดประมาณ 150 คน อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดทางด้านความจำของสมองในการจำรายละเอียดของเพื่อน และเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างมิตรภาพ ก่อให้เกิดการได้อย่างเสียอย่างของคุณภาพและจำนวนเพื่อน (Trade-offs between Quality and Quantity of Friends) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วงของการเข้าถึงความเป็นเพื่อนตามความใกล้ชิดทางอารมณ์และค่าเฉลี่ยในการติดต่อกันคือ 5-15-50-150 คน</span> ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกคบเพื่อน 5 คนแรกให้ดีนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณอาจารย์สิทธินันท์ จันทรัตน์ (@Sittinan C. Sittinan) ในการหาบทความให้ครับ ^^</p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Sutcliffe, Alistair, Dunbar, Robin, Binder, Jens and Holly Arrow (2011) &#8220;Relationships and the social brain: Integrating psychological and evolutionary perspectives&#8221; British Journal of Psychology 103(2) pp.2044-8295.<br />
&#8211; Dunbar, R. I. M. (1992). Neocortex size as a constraint on group size in primates. Journal of Human Evolution, 22, 469–493.<br />
&#8211; Roberts, S. B. G., Dunbar, R. I. M., Pollet, T., &#038; Kuppens, T. (2009). Exploring variations in active network size: Constraints and Ego characteristics. Social Networks, 31, 138–146.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://hilight.kapook.com/imghilight1/239855_725068520.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เสรีภาพทางการเมือง&#8221; หรือ &#8220;เสรีภาพทางเศรษฐกิจ&#8221; อะไรควรมาก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Aug 2012 04:36:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4746</guid>
		<description><![CDATA[เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221; รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221; คำถามที่ตามมาอีกก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p><span id="more-4746"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ร</span>ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221;</p>
<p>รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221;</p>
<p>คำถามที่ตามมาอีกก็คือ &#8220;แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่มีผลสนับสนุนหรือขัดขวางการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization)&#8221; คำตอบของงานวิจัยจำนวนหนึ่งก็คือ การเปิดเสรีทางการเมือง (Political Liberalization) หรือการเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ อันจะกลายเป็นแรงผลักดันของการเปิดเสรีการค้าในเวลาต่อมา ขณะที่ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลประเทศนั้นๆ ตัดสินใจที่จะเปิดเสรีทางการค้าด้วยตัวเอง สถานการณ์ดังกล่าวก็จะกลายเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปิดเสรีทางการเมืองตามมาเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Giavazzi and Tabellini (2005) ตั้งคำถามต่อประเด็นนี้ว่า ถ้าประเทศมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ หรือเสรีทางการเมืองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีผลแตกต่างกันหรือไม่ รวมทั้งจะมีผลแตกต่างกันกับกรณีของการเปิดเสรีทั้งสองด้านหรือไม่ นอกจากนี้ คำถามสำคัญของบทความของพวกเขาคือ <strong>ลำดับของการเปิดเสรีมีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่างกันหรือไม่ นั่นคือ ประเทศที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจแล้วตามด้วยการเมือง มีผลเหมือนกันกับประเทศที่เปิดเสรีทางการเมืองแล้วตามด้วยเศรษฐกิจหรือไม่</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การเลือกตั้ง องค์ประกอบหนึ่งของเสรีภาพทางการเมือง&#8221; (<a href="http://thepolitic.org" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg" alt="" title="politics1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตัวแปรหลักในการระบุว่าประเทศนั้นๆ มีการเปิดเสรีจะพิจารณาจาก</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามหลักของ Wacziarg and Welch (2003) เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขใดเลยทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้ ๑) อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของทั้งประเทศสูงกว่า 40% ๒) มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ครอบคลุมมากกว่า 40% ของประเภทสินค้านำเข้า ๓) เป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ๔) ส่วนเกินของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดมีค่ามากกว่า 20% และ ๕) สินค้าส่งออกจำนวนมากถูกควบคุมโดยรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางการเมืองจากการพิจารณาค่า POLITY2 ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยในมิติหลายๆ ด้าน โดยค่านี้จะอยู่ระหว่าง -10 (ไม่เป็นประชาธิปไตย) ไปจนถึง +10 (เป็นประชาธิปไตย) หากประเทศมีค่า POLITY2 เป็นบวกจะนับว่ามีการเปิดเสรีทางการเมือง</p>
<p>การศึกษาใช้ข้อมูล 140 ประเทศในช่วง 1960-2000 มาวิเคราะห์โดยวิธีประมาณค่า difference-in-differences ประเทศที่ไม่มีการเปิดเสรีใดใดเลยเป็นตัวเปรียบเทียบ (Controls) และประเทศที่มีการเปิดเสรีเป็นตัววิเคราะห์ (Treated) แต่เนื่องจากการเปิดเสรีไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั้งหมดจึงต้องอาศัยสมการถดถอยเข้ามาช่วยวิเคราะห์ระหว่างประเทศที่มีการเปิดเสรีและไม่มีการเปิดเสรี</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20y_%7Bit%7D%20%3D%20a_i%20%2B%20b_t%20%2B%20%5Cgamma%20x_%7Bit%7D%20%2B%20%5Cdelta%20reform_%7Bit%7D%20%2B%20e_%7Bit%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' title=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาในส่วนของการเปิดเสรีที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตามตารางที่ ๑ พบว่า การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) ส่งผลให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และหากพิจารณาคอลัมน์ที่ 3 จะพบว่า เศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วง 3 ปี (<em>3y_pre_lib</em>) เป็นตัวขับดันให้เกิดการเปิดเสรี และภายหลังจากเปิดเสรีแล้วอย่างน้อย 4 ปี (<em>4yon_post_lib</em>) จึงจะเห็นผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง ตารางที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า การเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) แม้จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนเท่ากับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาจากค่านัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการเมืองต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อพิจารณาประเทศที่มีการเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เปิดเสรีทั้งสองด้าน และไม่เปิดเสรีเลย โดย <em>dem_1t</em> และ <em>lib_1t</em> สำหรับประเทศที่มีการเปิดเสรีการเมืองหรือเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง <em>dem_2t</em> และ <em>lib_2t</em> สำหรับประเทศที่มีทั้งการเปิดเสรีการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วน <em>lib_after_dem</em> และ <em>dem_after_lib</em> เป็นตัวแปรบอกลำดับก่อนหลังของการเปิดเสรี</p>
<p>ผลการศึกษาในตารางที่ ๓ พบว่า ทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) และการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) จะก่อให้เกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้านเท่านั้น และเมื่อพิจารณาตัวแปรลำดับการเปิดเสรีจะเห็นว่า การเปิดเสรีเศรษฐกิจหลังการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>lib_after_dem</em>) จะลดผลได้ของการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทั้งสองด้านลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองหลังการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>dem_after_lib</em>) ไม่มีผลชัดเจนต่อการลดลงของผลได้จากการเปิดเสรีทั้งสองด้าน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การเมือง และลำดับการเปิดต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png" alt="" title="3_edited-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สาเหตุที่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองให้ผลดีมากกว่าในทางกลับกันก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดการค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก และเมื่อเปิดเสรีทางการเมืองตามมา การค้าก็ยิ่งเพิ่มไปอีก ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองก่อนไม่ได้ทำให้เกิดการค้าที่เพิ่มขึ้นมากนัก สองคือ เมื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและมีการค้าเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อเปิดเสรีทางการเมืองจะได้คุณภาพของประชาธิปไตยที่ดี ขณะที่หากเปิดเสรีการเมืองก่อน คุณภาพประชาธิปไตยจะไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากประชาชนยังคงมีข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจอยู่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเปิดเสรีทางการเมืองนั้นจะให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้าน การเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะให้ผลที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองจะให้ผลดีกว่าในทางกลับกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ลองพิจารณา ประเทศรัสเซียและจีนที่ต่างก็เคยปิดประเทศมาก่อนทั้งคู่ รัสเซียเลือกที่จะเปิดเสรีทางการเมืองก่อน โดยเริ่มพัฒนาไปเป็นประชาธิปไตย จากนั้นก็เปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามมา แนวทางนี้ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่ง่าย (Easy Way) แต่ผลได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับไม่ชัดเจน ขณะที่จีนเลือกที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยการเปิดการค้าก่อน ทั้งที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ยาก (Hard Way) จากนั้นจึงค่อยๆ ให้เสรีภาพทางการเมืองตามมา ซึ่งนับว่าให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่ากรณีของรัสเซียมากทีเดียว</p>
<p>อันที่จริง หากเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ต้องคิดไปไกลก็ได้ ลองนึกถึงประเทศไทยดูว่าเราเปิดเสรีอะไรก่อนกัน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะไม่ไปไหนในตอนนี้ก็อาจจะเกิดจากสาเหตุของลำดับที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Giavazzi, Francesco &#038; Tabellini, Guido, 2005. &#8220;Economic and political liberalizations,&#8221; Journal of Monetary Economics, Elsevier, vol. 52(7), pages 1297-1330, October.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from blogs.worldbank.org</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นตัวแทนของค่าครองชีพได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jul 2012 04:42:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4701</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4701"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ไ</span>ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น</p>
<p>การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60 บาท สมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ชื่อว่า ไข่ป๋าเปรม สมัยที่หนึ่ง 1.26 บาท สมัยที่ห้า 1.80 บาท สมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ ไข่น้าชาติ 1.90-2.00 บาท สมัยนายชวน หลีกภัย หรือ ไข่คุณชวน 1.65-2.70 บาท สมัยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือ ไข่แม้ว 2.40-3.20 บาท สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ ไข่บิ๊กแอ๊ด 3.00 บาท สมัยนายสมัคร สุนทรเวช หรือ ไข่สมัคร 3.00 บาท และสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ ไข่มาร์ค 3.30 บาท อย่างไรก็ตาม มีสมัยนายอานัท์ ปันยารชุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ได้รับความสนใจในการตั้งชื่อเรื่องไข่มากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กิตติศักดิ์ ธรพร และชยงการ (2011) ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ซึ่งใช้ราคาไข่ไก่เบอร์ 3 เพราะมีปริมาณการบริโภคสูงที่สุด กับข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจสองประเภท คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ราคาไข่สามารถเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้หรือไม่ โดยใช้ข้อมูล 148 เดือนตั้งแต่มกราคม 2542 ถึง เมษายน 2554</p>
<p>จากการประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares: OLS) ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๑) และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๒) พบว่า ราคาไข่เป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สำคัญมาก (ในระดับนัยสำคัญที่ 0.01) ของทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดไม่ได้ให้ค่าที่ถูกต้องกับกรณีของราคาไข่กับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจทั้งสองตัวดังกล่าว เนื่องจากทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น เวลาจึงเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของตัวแปรทั้งสามซึ่งทำให้ตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์ที่ไม่จริงต่อกัน (Spurious Regression)</p>
<p>[หากนึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการดูว่าถ้าเอาราคาก๋วยเตี๋ยวตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาหาความสัมพันธ์กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ก็จะพบว่ามีความสัมพันธ์กันสูง ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลย]</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กับเวลา สามารถแสดงได้ตามภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มของตัวแปรแต่ละตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงราคาไข่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png" alt="" title="3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png" alt="" title="4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png" alt="" title="5"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>วิธีการหาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องในกรณีเช่นนี้จึงต้องเป็นการประมาณค่าความสัมพันธ์ระยะยาวโดยวิธี Johansen Cointegration Test </p>
<p>ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ แสดงได้ในตารางที่ ๔ และ ๕ ตามลำดับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า <strong>แท้จริงแล้วหากตัดเอาความสัมพันธ์ของเวลาออกไป ทั้งราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกลับไม่มีความสัมพันธ์กันเลย นั่นเท่ากับว่าการใช้ราคาไข่มาเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ย่อมไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png" alt="" title="6" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png" alt="" title="7" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุป <span style="background-color:#f15a23;">แม้ว่าจะดูมีเหตุผลที่ราคาไข่จะเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ดี แต่สาเหตุที่ราคาไข่ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีได้ในโลกความเป็นจริงก็เพราะราคาไข่นั้นถูกกำหนดโดยปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศที่ส่งผลต่อการออกไข่ของแม่ได้ สถานการณ์น้ำท่วมฟาร์มไก่ รวมถึงการผูกขาดตลาดไข่ไก่ของผู้ผลิตรายใหญ่ด้วย</p>
<p>ในประเด็นของการผูกขาดตลาดไข่ไก่สามารถดูได้จากวิดีโอนำเสนอที่จัดทำโดย VReform นะครับ ^^</p>
<p><object width="640" height="360"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์บทความมาในกลุ่ม Social Sciences and Humanities Readers in Thailand</p>
<p>ที่มา: Jermsittiparsert, Kittisak, Sriyakul, Thanaporn and Pamornmast, Chayongkan, คุณภาพของสื่อไทย: ข้อเสนอเชิงประจักษ์ว่าด้วย &#8216;วาทกรรมไข่นายก&#8217; (Quality of Thai Media: Empirical Proposals on &#8216;Prime Minister&#8217;s Eggs Discourse&#8217;) (July 1, 2011). Journal of Social Sciences and Humanities, Vol. 37, No. 2, pp. 212-225, 2011. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://4.bp.blogspot.com/-KgDaudAgp3o/TWP9rd_xZDI/AAAAAAAAAKE/TAj9mvbDhfQ/s1600/Chicken_-_Cartoon_08.4172803_std.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้เวลานานแค่ไหนในการ &#8220;เปลี่ยนนิสัย&#8221; ตัวเอง?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jul 2012 05:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4682</guid>
		<description><![CDATA[การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน</p>
<p><span id="more-4682"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา</p>
<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ</p>
<p>แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;นิสัยของเรา เราเลือกได้&#8221; (<a href="http://freddabranyon.com/wp-content/uploads/2012/05/thepowerofhabit.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg" alt="" title="thepowerofhabit" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การทดลองทางจิตวิทยาใช้อาสาสมัครเข้าร่วมการทดลอง 96 คน อายุ 21-45 ปี และใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยก่อนเข้าร่วมการทดลอง ผู้เข้าร่วมจะมีสามตัวเลือกที่เขาอยากปฏิบัติเป็นนิสัย ได้แก่ กินแบบสุขภาพดี (healthy eating) เช่น กินผลไม้หลังอาหารกลางวัน (27 คน) ดื่ม (drinking) เช่น ดื่มน้ำทั้งขวดหลังอาหารกลางวัน (31 คน) และออกกำลังกาย (exercise) เช่น วิ่ง 15 นาทีตอนเย็น (34 คน) ซึ่งมีเงื่อนไขว่า (i) ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำประจำมาก่อน (ii) สามารถปฏิบัติได้ทุกวัน(หากคิดจะทำ) และ (iii) ไม่มีสถานการณ์มาบังคับให้ต้องทำ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องทำการบันทึกข้อมูลของตนทางอินเตอร์เน็ตทุกวันตลอด 84 วัน</p>
<p>การวัดนิสัยจะกระทำด้วยแบบสอบถาม 12 ข้อที่มี 7 สเกล (7-point Likert Scale) ตั้งแต่รู้สึกว่ายากในการลงมือทำ ลงมือทำโดยไม่ต้องคิด ไปจนถึงลงมือทำโดยอัตโนมัติ และมีการปรับสเกลบางข้อ ทำให้ค่าคะแนนรวมเป็นไปได้ตั้งแต่ 0-42 โดย 0 คือไม่เป็นอัตโนมัติ และ 42 คือเป็นอัตโนมัติ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของการเป้นอัตโนมัตินั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง ซึ่งสอดคล้องกับ Mitscherlich&#8217;s Law of Diminishing Returns (<em>y = a &#8211; be<sup>-cx</sup></em>) เมื่อ y คือระดับความเป็นอัตโนมัติ และ x คือจำนวนวัน แกนตั้งคือระดับความเป็นอัตโนมัติ และแกนนอนคือจำนวนวัน ส่วนจุดที่อยู่ในกราฟนั้น สีเทาคือวันนี้รู้สึกไม่ต่างจากเมื่อวานนี้ สีขาวคือวันนี้รู้สึกว่าง่ายขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ และสีดำคือวันนี้รู้สึกว่ายากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในกิจกรรมแต่ละประเภทตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>จากนั้น คณะผู้วิจัยทำการคัดเฉพาะผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและให้ผลที่ค่อนข้างคงเส้นคงวา (A Good Fit) โดยเกณฑ์คือมีค่า R<sup>2</sup> > 0.7 เพื่อหาผลของการปฏิบัติอย่างเป็นอัตโนมัติที่ลู่เข้าสู่ค่าคงที่ โดยในขั้นนี้เหลือจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลอง 39 คน </p>
<p>ผลการทดลองในตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าจำนวนวันที่จะทำให้นิสัยถูกเปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่ (95% of Asymptote) คือ 66 วัน แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นนิสัยได้ตั้งแต่ 18 &#8211; 254 วัน โดยระยะเวลาที่ต่างกันนี้มาจากความยากของกิจกรรมที่แตกต่างกัน </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติสม่ำเสมอและมีพัฒนาการคงเส้นคงวา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>หากจะพิจารณาความยากของกิจกรรมที่ส่งผลต่อเวลาในการเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายที่สุดก็คงต้องดูที่การออกกำลังกาย โดยภาพที่ ๒ แสดงผลดังกล่าว ซึ่งในภาพกลางเป็นการเดิน 10 นาทีหลังอาหารเช้า ซึ่งทำได้ง่ายก็จะพัฒนาเป็นนิสัยได้เร็วกว่า ขณะที่การออกกำลังกาย 15 นาทีตอนเย็น(ภาพล่าง) และการซิทอัพ 50 ครั้งหลังกาแฟยามเช้า(ภาพบน) ซึ่งยากขึ้นก็จะใช้เวลานานขึ้นด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในการออกกำลังกายแต่ละแบบตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากนี้ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ยังศึกษาด้วยว่า หากผู้เข้าร่วมการทดลองลืมเป็นบางวันจะเป็นไรหรือไม่ คำตอบที่เฉพาะเจาะจงก็คือ ถ้าผู้เข้าร่วมการทดลองปฏิบัติติดต่อกันสามวันแล้วลืมหนึ่งวัน วันถัดไปที่จะทำก็แค่รู้สึกยากขึ้น แต่ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรในระยะยาว ถ้าเข้มงวดกับการตีความตามนี้ก็คือ สามวันลืมได้หนึ่งวันก็ไม่น่าจะเป็นอะไร</p>
<p>นอกจากนี้ พวกเขายังอ้างถึงงานของ Ronis, Yates and Kirscht (1988) ที่ชี้ว่า ถ้าคุณอยากสร้าง(หรือเปลี่ยนแปลง)นิสัย คุณต้องปฏิบัติด้วยความถี่อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง และสม่ำเสมออย่างน้อยที่สุด 10 ครั้งจึงจะมีโอกาสพัมนาเป็นนิสัยได้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ก็คงรู้แล้วนะครับว่า <span style="background-color:#f15a23;">โดยเฉลี่ยหากเราต้องการจะเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจำนวน 66 วัน ลืมบ้างไม่เป็นไร (อย่าคิดมาก แต่ไม่ลืมคงดีกว่า) </span>ซึ่งผู้เขียนก็จะไปเปลี่ยนนิสัยขี้เกียจของตัวเองเหมือนกัน และคงเป็น 66 วันที่เหนื่อยมาก แต่ก็คุ้มกับเวลาที่เหลือทั้งชีวิตนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ คุณ Nattapon Pinthong ที่ช่วยหาบทความให้ครับ ^^</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.softballexcellence.com/images/InitialSet/habit.jpg">here</a></font></p>
<p>ที่มา: Lally, P., van Jaarsveld, C. H. M., Potts, H. W. W. and Wardle, J. (2010), How are habits formed: Modelling habit formation in the real world. Eur. J. Soc. Psychol., 40: 998–1009. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-21 03:22:17 by W3 Total Cache -->