<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; General Economics</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/economics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>Facebook กับ Princeton อะไรจะ &#8220;เจ๊ง&#8221; ก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2014 22:52:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7298</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน</p>
<p><span id="more-7298"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน</p>
<p>บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is not causation) โดยพวกเขานำเอาเทคนิควิธีที่นักวิทยาศาสตร์จาก Princeton วิเคราะห์จุดจบของ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และพบว่า Princeton จะต้องปิดตัวก่อน Facebook เสียอีก [น่ากลัวกันจริงๆ -"-]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Nassau hall อาคารที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8b/Nassau_hall_princeton_university.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Nassau_hall_princeton_university.jpg" alt="Nassau_hall_princeton_university" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เรื่องทั้งหมดเริ่มจาก Cannarella and Spechler (2014) ทำการมองการขยายตัวของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Networks; OSNs) ด้วยแบบจำลองทางด้านระบาดวิทยา (Epidemiological Models) โดยพวกเขาพิจารณาเครือข่ายสังคมออนไลน์สองประเภทคือ Facebook และ MySpace (ใช้ประสบการณ์ของ MySpace เป็นตัวควบคุมการอธิบายผลของ Facebook) นั่นหมายความว่า พวกเขามองปรากฎการณ์เหล่านี้ด้วยรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส ซึ่งมีสองช่วงเวลาคือช่วงของการติดเชื้อ (Infection) ที่ไวรัสระบาดเพิ่มขึ้น และช่วงของการฟื้นตัว (Recovery) ที่ไวรัสเริ่มลดลงอันเนื่องจากภูมิต้านทานที่สูงขึ้น และนี่คือสาเหตุที่พวกเขาเลือกใช้แบบจำลองที่มีชื่อว่า SIR model (Suspected-Infected-Recovered)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cannarella and Spechler (2014) ใช้ข้อมูลจาก Search Query จาก Google Trends ตั้งแต่ปี 2004 ถึงต้นปี 2014 มาวิเคราะห์ ดังภาพที่ ๑ ซึ่งจะเห็นว่า MySpace มีอายุอยู่ในช่วง 2004 ถึง 2012 โดยได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงประมาณปลายปี 2007 ขณะที่ Facebook เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 และได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงปลายปี 2013</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และ Facebook จาก Google Trends&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.04"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>พวกเขานำเอาแบบจำลอง SIR มาจับกับวงจรชีวิตของ MySpace ได้ผลดังภาพที่ ๒ ซึ่งจะเห็นว่าแบบจำลองนี้สามารถอธิบายการเกิดขึ้นและจบลงของเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ค่อนข้างดี (ข้อมูลจริงค่อนข้างฟิตกับเส้นประมาณการของแบบจำลอง) </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR (ซ้าย) และ irSIR หรือ SIR ปรับค่า (ขวา)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.32"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>เมื่อนำเอาแบบจำลอง SIR ดังกล่าวมาวิเคราะห์ข้อมูล Query ของ Facebook และพยากรณ์ต่อไปในอนาคต ดังภาพที่ ๓ จะพบว่า Facebook น่าจะมีความนิยมลดลงจนเหลือประมาณ 20% ของความนิยมสูงที่สุด (พิจารณาจากเส้นตรงแนวราบที่มีค่า y=20) ประมาณปี 2015 ถึง 2017</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ Facebook และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.43"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่า Facebook ก็คงไม่อยู่นิ่งเป็นแน่ Mike Develin นักวิทยาศาสตร์ฝั่ง Facebook ชี้ให้เห็นจุดอ่อนบางประการของงานวิจัยว่า ๑) MySpace กับ Facebook ไม่เหมือนกัน การเกิดขึ้นและจบลงของ MySpace ไม่เกี่ยวข้องและไม่อาจนำมาใช้วิเคราะห์ Facebook ได้ ๒) วงจรชีวิตของ Facebook ไม่เหมือนกับแบบจำลองระบาดวิทยา เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์ไม่ได้เหมือนกับการแพร่กระจายของไวรัสเสียทั้งหมด และ ๓) Search Query จาก Google Trends ที่ลดลงนั้น มาจากการที่ผู้ใช้ใช้ Facebook ผ่าน App ในโทรศัพท์มือถือโดยตรง จึงไม่ถูกนับโดย Google Trends ดังนั้นการที่กล่าวว่าความนิยมต่อ Facebook ลดลงอาจไม่ถูกต้องนัก</p>
<p>ที่เจ็บแสบกว่านั้น เขาได้นำเอากรอบแนวคิดแบบจำลอง SIR ที่ Cannarella and Spechler (2014) ใช้วิเคราะห์ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และยังได้ปิดจุดอ่อนบางประการด้วย Develin ใช้จำนวนการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton ตั้งแต่ปี 1940 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์การเกิดขึ้นและดับลงของ Princeton ทั้งนี้ เพราะจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ </p>
<p>ผลการวิเคราะห์แสดงได้ตามภาพที่ ๔ ซึ่งจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของ Princeton กำลังลดลง และเมื่อใช้แบบจำลอง SIR มาวิเคราะห์จะพบว่าการตีพิมพ์ดังกล่าวจะลดลงจนเกือบจะหมดไปตั้งแต่ก่อนปี 2020 ซึ่งมีอัตราการลดลงเร็วกว่าความนิยมของ Facebook เสียอีก </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ ปริมาณการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg" alt="1620405_10101235002950981_70269004_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Develin ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองประเด็นเพื่อปิดข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้น ประเด็นแรก เขาเริ่มจากการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยทางอินเตอร์เน็ต (Search Index) กับจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ (Enrollment) โดยเขาพบว่ามีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างชัดเจน ดังภาพที่ ๕ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่ามหาวิทยาลัยที่ถูกค้นหาทางอินเตอร์เน็ตมากก็จะมีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนมากตามไปด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ ความสัมพันธ์ของปริมาณการค้นหาข้อมูลกับจำนวนผู้สมัครของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg" alt="1619301_10101234999373151_143520663_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นเขาพิจารณาปริมาณการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Princeton และพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ดังภาพที่ ๖ นั่นย่อมหมายความปริมาณการสัมครหรือความสนใจที่จะสมัครของนักศึกษาที่มีต่อมหาวิทยาลัย Princeton กำลังลดลงด้วย โดยจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจากจำนวนความสนใจในปัจจุบันในปี 2018 และจะไม่มีนักศึกษามาสมัครเลยในปี 2021</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg" alt="1554436_10101235002137611_1432444798_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สำทับด้วยประเด็นที่สองจากข้อมูลการกด LIKE เพจของ Princeton กับมหาวิทยาลัยคู่แข่งอย่าง Harvard และ Yale ก็พบว่าของ Princeton มีลดลงมานานแลัว และยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังภาพที่ ๗</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๗ ปริมาณการ LIKE ของมหาวิทยาลัย Princeton และมหาวิทยาลัยคู่แข่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg" alt="1601297_10101234997676551_1912211356_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของ Develin ที่มีต่อ Cannarella and Spechler (2014) ก็คือการนำเอาแบบจำลองใดใดก็ตามมาวิเคราะห์ความเป็นจริง จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทหลายประการ ไม่ใช่แค่หาคำตอบและสรุปจากแบบจำลองเท่านั้น นั่นก็คือ ผลที่ได้จากตัวเลขไม่ได้บอกเหตุและผลเสมอไป เขาจึงนำเอาวิธีคิดเดียวกันมาวิเคราะห์องค์กรที่ Cannarella and Spechler (2014) สังกัดอยู่ นั่นก็คือ Princeton และตั้งคำถามว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพบรรยากาศภายในสถานที่ทำงานของ Facebook&#8221; (<a href="http://officesnapshots.com/wp-content/uploads/2009/08/facebook4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/facebook4.jpg" alt="facebook4" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย่าเครียดมากกับข้อถกเถียงนี้นะครับ เพราะ Develin เองก็เขียนในข้อสรุปของเขาว่า เขารัก Princeton และ Princeton ก็ผลิตนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ จำนวนมาก เพียงแต่ Correlation is not causation นะครับ เพื่อนๆ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- John Cannarella, Joshua A. Spechler (2014) &#8220;Epidemiological modeling of online social network dynamics&#8221; Social and Information Networks (cs.SI); Physics and Society (physics.soc-ph).<br />
- Mike Develin (2014) &#8220;Debunking Princeton&#8221; online <a href="https://www.facebook.com/notes/mike-develin/debunking-princeton/10151947421191849">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://yucatan.com.mx/wp-content/uploads/2014/01/faceprince.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8221;โทรแล้วขับ&#8221; กับ Mario Kart เพิ่มอุบัติเหตุเท่าไหร่กัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Feb 2014 03:00:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7249</guid>
		<description><![CDATA[ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว &#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (ที่มาของภาพ) Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน</p>
<p><span id="more-7249"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">โ</span>ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง</p>
<p>แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/01/mariokart.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/mariokart.jpg" alt="mariokart"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ เดียวกันได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาประการหนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ คนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ขับรถแบบไม่พิมพ์ข้อความกับพิมพ์ข้อความจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่างกันอย่างไร เขาจึงทำการทดลองจากผลของการพิมพ์ข้อความที่มีต่อผลลัพธ์ของการขับรถในเกม Mario Kart แทน</p>
<p>การใช้เกม Mario Kart มาทำการทดลองเพื่อหาผลดังกล่าว นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) ซึ่งนับเป็นการทดลองอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ที่แยกเหตุและผลไม่ออก (Causality Problem)</p>
<p>Gunter (2014) ทำการทดลองจาก 9 คนที่เล่นเกม Mario Kart เป็นประจำ โดยเขาทำการเก็บรายละเอียดอายุ ประสบการณ์การเล่นเกม (Gaming Experience) ประสบการณ์พิมพ์ข้อความ (Texting Experience) และประสบการณ์การขับรถ (Driving Experience) ของคนเหล่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น ทุกคนที่ทำการทดลองจะใช้ตัวละคร Toad คู่กับรถแบบปกติ (Standard Car) และห้ามใช้ Booster [สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดของเกมครับ] </p>
<p>ทุกคนที่ร่วมทดลองต้องเล่นด่าน Moo Moo Meadows ในการแข่ง เพราะมีวัวเดินไปเดินมาในทุ่งและบนถนน ซึ่งเปรียบได้กับการมีคนเดินข้ามถนนไปมาในโลกความจริง ผู้เข้าทดลองแต่ละคนจะขับแบบปกติ 3 รอบ และอีก 3 รอบที่มีการพิมพ์ข้อความ 1 ครั้งต่อรอบ โดยเป็นข้อความคำถามที่เจาะจงคำตอบ เช่น หนังที่คุณชอบคือเรื่องอะไร ตอนกลางวันคุณกินอะไรมา ซึ่งการไม่ตอบจะถือว่าถูกลงโทษโดยปรับเวลาต่อรอบเพิ่มไปอีก 30 วินาที จากนั้นทำการเปรียบเทียบเวลาที่ใช้และคะแนนที่ได้ของทั้งสองครั้งที่เล่นเกม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด่าน Moo Moo Meadow&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/Mkwii_MooMeadows.jpg" alt="Mkwii_MooMeadows" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผลการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ทั้งหมด เวลาเฉลี่ยที่ใช้หากไม่มีการพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 2 นาที 3 วินาที (จากช่วง 1 นาที 47 วินาที ถึง 2 นาที 36 วินาที) และเวลาเฉลี่ยที่ใช้หากพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 3 นาที 31 วินาที (จาก 1 นาที 54 วินาที ถึง 4 นาที 26 วินาที) โดยรอบการแข่งที่ต้องพิมพ์ข้อความใช้เวลานานขึ้นก็เนื่องมาจากรถที่ขับวิ่งออกนอกลู่ (ลงไปบนพื้นหญ้าที่ทำให้ความเร็วลดลง) ชนกับวัวที่เดินอยู่ ชนกับรั้วข้างทาง และบางครั้งวิ่งสวนทาง [อย่างไรก็ดี มีหนึ่งคนที่วางคอนโทรลเลอร์ลงเพื่อตอบข้อความโดยเฉพาะ]</p>
<p>วิธีที่ผู้เข้าร่วมการทดลองใช้ในการตอบข้อความจำแนกออกได้เป็นสามแบบ หนึ่งคือ ยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี สองคือ ถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์ จากนั้นใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี กับสามคือ ละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ (ดูภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผู้ร่วมการทดลองยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment.jpg" alt="text-driving-experiment" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ร่วมการทดลองถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์และใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg" alt="text-driving-experiment-050" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ผู้ร่วมการทดลองละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg" alt="text-driving-experiment-038"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผู้เข้าร่วมการทดลอง 4 คนชนวัวในรอบที่ไม่ได้พิมพ์ข้อความ และ 7 คนชนวัวในรอบพิมพ์ข้อความ ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุถึง 7 ใน 9 หรือเกือบ 80% การใช้เวลาที่นานขึ้นในรอบที่มีการพิมพ์ข้อความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการพิมพ์ข้อความและการเล่นเกม ซึ่งทั้งจำนวนครั้งที่มีการชนวัว รั้ว หรืออุบัติเหตุอื่น และเวลาที่ใช้ในการขับรถมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการพิมพ์ข้อความระหว่างขับ</p>
<p>แม้ว่าการทดลองนี้จะไม่ซับซ้อนและใช้กลุ่มตัวอย่างที่น้อย ทำให้อาจไม่ได้น่าเชื่อถือมากนัก แต่ก็เป็นการทดลองที่น่าสนใจและน่าจะจุดประกายความคิดให้กับการทดลองอื่นตามมา อย่างน้อยที่สุด ข้อสรุปที่แม้ว่าจะไม้ได้ยืนยันตัวเลขการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่า การพิมพ์ข้อความระหว่างขับรถมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอนครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: <a href="http://drjengunter.wordpress.com/2014/02/01/the-effect-of-texting-on-mario-kart-performance-new-study/?utm_content=buffer05a28&#038;utm_medium=social&#038;utm_source=twitter.com&#038;utm_campaign=buffer">The effect of texting on Mario Kart performance, new study.</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>20 เหตุผลที่สาวๆ ควร &#8220;ออกเดท&#8221; กับหนุ่มเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 01:56:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7222</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน &#8230;&#8230;&#8230;. 1. เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization) 2. ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน 3. ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน<span id="more-7222"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>1.	เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization)</p>
<p>2.	ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน</p>
<p>3.	ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่ Demand = Supply) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงอยากได้ของขวัญสุดแพงในวันวาเลนไทน์ ไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้ว เขาก็จะหามาให้คุณจนได้ เพื่อทำให้ตลาดเข้าสู่ดุลยภาพ</p>
<p>4.	เมื่อคุณเริ่มมีการเสื่อมค่า (Depreciation) เขาจะลงทุนเพิ่มขึ้น (Incremental Investment) จนกว่าคุณจะกลับสู่สภาพเดิม เช่น ถ้าคุณผู้หญิงรู้สึกเริ่มมีรอยตีนกาบนใบหน้า เขาพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าฉีดโบท็อกซ์ให้คุณอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>5.	เขามีวิธีเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณอย่างเป็นระบบทางสถิติ (Statistical Tools) แล้วคาดการณ์พฤติกรรมของคุณดีที่สุดตามหลักการอย่างไม่ลำเอียง (Best Linear Unbiased Estimator (BLUE))</p>
<p>6.	เขาอาจจะทำอะไรได้ดีกว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แย่กว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แต่ก็จงมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว โดยเฉลี่ย สิ่งที่คุณได้รับจริง (actual Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Y_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Y_i' title='Y_i' class='latex' />) จะเท่ากับสิ่งที่คุณคาดหวัง (predicted Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Chat%7BY%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\hat{Y}' title='\hat{Y}' class='latex' />) พอดี (Ordinary Least-squared: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Csum%7B%5Chat%7BY%7D%7D%20%3D%20%5Csum%7BY_i%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' title='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' class='latex' />) เช่น ถ้าแฟนของคุณจะไม่ได้พาคุณไปเดทในสถานที่สุดฮิตในวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคุณจะได้รับการชดเชยในวันอื่นที่ไม่มีใครเขาไปกันแทน </p>
<p>7.	ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาจะสังเกต (Observe) ปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของคุณไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้ R-squared สูงขึ้น นั่นย่อมหมายความว่า เขาจะทำนายพฤติกรรมของคุณได้แม่นยำมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p>8.	ถ้าคุณผู้หญิงไม่มีเวลาให้ แฟนของคุณก็สามารถสร้างหุ่นและตัวแบบจำลองขึ้นมาเองได้ (Dummies and Models) [อันนี้ไม่กล้าขยายความ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/couple-ring.jpg" alt="couple-ring" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>9.	ยิ่งคุณผู้หญิงมีความยืดหยุ่นต่อตัวเขามากเท่าไหร่ (High Elasticity) คุณก็จะยิ่งเป็นสินค้าหรูหรามากเท่านั้น (Luxury Goods) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงเป็นคนที่คอยตามใจเขา เขาก็จะคอยเรียกร้องหาคุณอยู่ตลอด ดังนั้น นิสัยการชอบตามใจแฟนของคุณผู้หญิงถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่ง</p>
<p>10.	ถ้าคุณผู้หญิงกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิต (Great Depression) จงสบายใจว่าสิ่งแรกที่แฟนของคุณจะทำคือกระตุ้นการบริโภคของคุณโดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (Increase Spending) เช่น ในเวลาที่คุณกำลังเครียด แฟนของคุณย่อมยินดีที่จะเอาเงินให้คุณไปช็อปปิ้งเพื่อคลายความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับนิสัยผู้หญิงอย่างคุณอยู่แล้ว</p>
<p>11.	ถ้าคุณผู้หญิงมีกิ๊ก แล้วถูกจับได้ แฟนของคุณมีแนวโน้มที่จะให้อภัยได้ง่าย เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันเป็นผลดีกับทุกฝ่าย (Competition increases welfare.) แต่แน่นอนว่า แฟนของคุณก็อาจจะมีกิ๊กได้ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>12.	ถ้าแฟนของคุณจะมองสาวสวยบ้างในเวลาที่ไปเที่ยวกับคุณ ไม่ต้องต่อว่าเขา นั่นก็เพราะการมองเป็นแค่การบริโภคระยะสั้น (Consumption) แต่คุณต่างหากที่เป็นการลงทุนระยะยาว (Investment)</p>
<p>13.	แฟนของคุณจะพยายามทำให้รายได้ของเขาเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องเสมอ (Income Growth) รับประกันได้ว่าอยู่กับหนุ่มนักเศรษฐศาสตร์แล้วจะไม่จนแน่นอน [ยกเว้นคนเขียนกระมัง]</p>
<p>14.	หากคุณผู้หญิงตกงาน แฟนของคุณจะยอมรับสภาพการว่างงานของคุณได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเข้าใจหลักของการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) และที่สำคัญ คุณก็สามารถว่างงานตามธรรมชาติได้อย่างถาวรด้วย (Permanent Unemployment)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" alt="vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>15.	แฟนของคุณสามารถจัดสรรแรงงานและเงินทุนที่มีอยู่ในครอบครัวให้เกิดรายได้สูงที่สุดได้ (Efficient Allocation) เพียงแต่แฟนนักเศรษฐศาสตร์แค่ไม่เคยเรียนว่าจะทำยังไงจึงจะเพิ่มเงินทุนของครอบครัวได้ ซึ่งที่จริงอันนี้สำคัญกว่า <img src="http://setthasat.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif" alt=":P" class="wp-smiley" /> </p>
<p>16.	คุณผู้หญิงจะได้ส่วนแบ่งรายได้ครึ่งหนึ่งของแฟนคุณเสมอตลอดเวลาที่คบกัน เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม (Income Inequality) แต่พึงสังวรด้วยว่า คุณก็จะไม่มีวันได้ถือเงินทั้งหมดของเขาเช่นกัน [ไม่รู้ดีไหมนะครับ]</p>
<p>17.	แต่ในอีกด้านหนึ่ง แฟนของคุณจะแบ่งสรรหน้าที่ในบ้านให้คุณและตัวเขาเองอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (Free Riders) เช่น งานบ้านทุกประเภทจะถูกกำหนดความรับผิดชอบของใครของมันไว้อย่างชัดเจนและเท่าเทียม</p>
<p>18.	แฟนของคุณจะไม่ตำหนิ หากคุณจะเปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกปี เพราะ Solow’s Growth Model บอกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของรายได้ในระยะยาว</p>
<p>19.	เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหากัน คุณผู้หญิงสามารถไปหาหมอดูได้อย่างสบายใจ เพราะนั่นคือการสนับสนุนให้มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) จะเข้ามาจัดการปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>20.	แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมาย แต่ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แฟนของคุณก็จะยังมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณเสมอ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=F%28x%29%20%3D%20x&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='F(x) = x' title='F(x) = x' class='latex' />: Fixed-point Theorem)</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://media1.santabanta.com/full1/Emotions/Love/love-258a.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221; แย่งส่วนแบ่งตลาดเพลงท้องถิ่นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2013 06:27:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7109</guid>
		<description><![CDATA[การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป &#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (ที่มาของภาพ) แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑) &#8220;ตารางที่ ๑&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่</p>
<p><span id="more-7109"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg" alt="britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย</p>
<p>จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ รายชื่อศิลปินที่ติดอันดับชาร์ทเพลงฮิตภายในปีเดียวกันมากกว่า 18 ประเทศ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png" alt="Table Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ทำการศึกษาว่า การขยายตัวของ&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221;ในประเทศต่างๆ นั้น เข้าไปทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ หรือไม่ พวกเขาใช้ข้อมูลจากชาร์ทเพลงฮิตของ 22 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 98% ของมูลค่าการค้าในตลาดเพลงทั้งโลก ตลอดช่วงปี 1960 ถึง 2007 นับจำนวนอันดับที่เอามาใช้ในการประมาณค่าสมการทั้งสิ้น 1,222,384 อันดับ (จำนวนเพลงจะน้อยกว่านี้เพราะมีการนับซ้ำเมื่อขึ้นชาร์ทต่างๆ ในคนละประเทศ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการประมาณค่า Ferreira and Waldfogel (2010) จำเป็นต้องใช้ยอดขายของเพลงแทนอันดับเพลง โดยพวกเขาทำการประมาณค่ายอดขายเพลงบนพื้นฐานสมการของ Chevalier and Goolsbee (2003) [แม้ว่าอาจจะมีข้อโต้แย้งถึงความไม่แม่นยำอยู่บ้างในประเด็นนี้ แต่ส่วนมากแล้วอันดับเพลงกับยอดขายจะมีความสัมพันธ์กันสูง]</p>
<p>ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าจะมีตลาดเพลงที่ใหญ่ตามไปด้วย โดยภาพที่ ๑ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าทั้งสองข้อมูลนี้มีความสัมพันธ์เป็นบวก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าตลาดเพลง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png" alt="Figure Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>รูปที่ ๒ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นอย่างหยาบๆ ว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกเช่นกัน นั่นคือ ประเทศที่มีขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะทำการค้าเพลงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประเทศที่อยู่เหนือเส้นทะแยงมุม ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีสัดส่วนการค้าเพลงมากกว่าสัดส่วน GDP นั้นล้วนแต่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ได้แก่ USA UK Canada Sweden Finland และ Netherlands ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดเพลงใหญ่มากๆ กลับแทบไม่มีการค้าเพลงเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลง &#8220;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png" alt="Figure Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ใช้แบบจำลอง Gravity ซึ่งเป็นที่นิยมในการวิเคราะห์การค้าสินค้าทั่วไป โดยปัจจัยกำหนดการค้าเพลงของสองประเทศขึ้นอยู่กับระยะทาง (Distance) ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย ความเหมือนกันของภาษา (Language) ถ้าเป็นภาษาเดียวกันก็จะค้ากันได้ง่ายขึ้น และความชอบเพลงท้องถิ่น (Home Market Bias) ซึ่งวัดจากส่วนต่างระหว่างสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงกับสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงในประเทศนั้นๆ เช่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีตลาดเพลงใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าการค้าเพลงกับโลกน้อย แสดงว่าตลาดญี่ปุ่นผลิตเองขายเองเป็นหลัก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;iTunes หนึ่งในช่องทางการค้าขนาดใหญ่ของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://southvalleyview.com/wp-content/uploads/2013/01/itunes1.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/itunes1.jpg" alt="itunes1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๒ พบว่าประเทศที่อยู่ห่างกันมากขึ้น (วัฒนธรรมต่างกัน) จะมียอดขายเพลงต่อกันน้อยลง ภาษาเดียวกันทำให้ยอดขายเพลงมากขึ้นค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าภาษาเป็นอุปสรรคของการค้าเพลงที่าำคัญ แต่ที่น่าสนใจก็คือ มูลค่าการค้าเพลงท้องถิ่นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดเพลงในประเทศนั้นๆ ด้วย นั่นย่อมหมายความว่า อเมริกันป๊อป(หรือเพลงป๊อปของชาติอื่นๆ)ไม่อาจทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png" alt="Table Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>บทความยังทำการแยกวิเคราะห์ในช่วงทศวรรษต่างๆ กันตั้งแต่ปี 1960s ถึงปัจจุบัน ซึ่งพบว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1970s เป็นต้นมา ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity จำแนกตามรายทศวรรษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดเพลงในโลกมีการเติบโตสูงขึ้นมากในระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าอเมริกันป๊อปจะมีการขยายตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่หากพิจารณาในรายประเทศแล้ว ตลาดเพลงท้องถิ่นนั้นมีการขยายตัวสูงกว่าเพลงต่างชาติที่เข้าไปขายในประเทศนั้นๆ อยู่ดี นั่นจึงอาจกล่าวได้ว่าอเมริกันป๊อปและเพลงต่างชาติสามารถทดแทนเพลงท้องถิ่นได้อย่างจำกัด และเป็นเช่นนี้มาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว</p>
<p>อย่างไรก็ดี งานศึกษาชิ้นนี้แยกประเภทของเพลงท้องถิ่นจากสัญชาติของนักร้องเป็นหลัก จึงไม่ได้กล่าวถึงว่าอเมริกันป๊อปอาจเข้าไปแทรกตัวอยู่ในทำนองหรือดนตรีของชาตินั้นๆ และการที่บทเพลงของบางประเทศสามารถส่งออกได้ก็เพราะมาในแนวของอเมริกันป๊อปไม่ใช่แนวของท้องถิ่นเช่นกัน บทบาทของอเมริกันป๊อปจึงอาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้ รวมทั้งยังสามารถตีความคำว่าแย่งตลาดในความหมายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งอาจเป็นข้อวิจารณ์ของงานชิ้นนี้ได้</p>
<p>สุดท้ายก็ขอให้เพื่อนๆ ฟังเพลงที่ชอบและมีความสุขกับเพลงที่ฟังละกันครับ ขอจบแบบห้วนๆ อย่างนี้ล่ะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Fernando Ferreira &#038; Joel Waldfogel, 2010. &#8220;Pop Internationalism: Has A Half Century of World Music Trade Displaced Local Culture?,&#8221; NBER Working Papers 15964, National Bureau of Economic Research, Inc.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://static.facegfx.com/2013/cartoon-penguins-listening-to-music-dancing-pictures_182278548.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมียฝรั่ง&#8221; มีผลแค่ไหนต่อเศรษฐกิจอีสาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 05:39:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6928</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น] ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ นอกจากนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-6928"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น]</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่สังคมชนบทให้การสนับสนุนลูกหลานของตนเองไปแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหญิงมีญาติที่เคยแต่งงานกับชาวต่างชาติมาแล้ว ก็จะพยายามแนะนําให้ญาติพี่น้องของตนเองได้รู้จักกับญาติของสามีที่เป็นชาวต่างชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงก็ให้การสนับสนุน เพราะมองว่าการแต่งงานดังกล่าวจะช่วยให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี หลังจากที่หญิงไทย(ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)ได้แต่งงาน/สมรสกับชาวต่างชาติแล้ว วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน้อยสองด้านใหญ่ๆ</p>
<p>หนึ่ง ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติมักได้รับการคาดหวังจากสังคมในท้องถิ่นค่อนข้างสูงว่าจะสามารถเป็นผู้นําในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้เป็นจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินเพื่อสร้างวัด สร้างโรงเรียน หรือทําบุญในโอกาสต่างๆ</p>
<p>สอง ด้านเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งได้แต่งงานกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ซึ่งเป็นผลทําให้ตนเองต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงดูบุตรและพ่อแม่ของตนเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้หญิงหลายคนจึงตัดสินใจแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อให้ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองดีขึ้น โดยผู้หญิงเหล่านี้จะโอนเงินกลับมาให้กับทางบ้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 9,600 บาท</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพโฆษณาชักชวนการมีคู่แต่งงานของคนไทยกับชาวตะวันตก&#8221; (<a href="http://www.pattayadailynews.com/th/wp-content/uploads/2011/05/85.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/85.jpg" alt="85" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และญาติพี่น้องในประเทศไทยเป็นประจําปีละครั้ง มีระยะเวลาพักอยู่ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่คู่สมรสพักอาศัยในประเทศไทยก็ได้มีการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว โดยมักเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปมากที่สุด ได้แก่ พัทยา ภูเก็ตและเชียงใหม่ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 126,000 บาทต่อครอบครัว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวที่ว่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของภาคอีสานในสาขาการผลิตใดและเป็นมูลค่าเท่าไหร่</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือตั้งถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อรายได้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการวิเคราะห์อาศัยแบบจําลองปัจจัยการผลิต–ผลผลิต (Input-Output Table)</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการปรับปรุงตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิตของประเทศไทย ด้วยการตัดทอนสาขาเศรษฐกิจที่ไม่มีการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกไปให้เหลือเพียง 16 สาขาเศรษฐกิจ จากนั้นทำการรวมสาขาเศรษฐกิจบางสาขาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เหลือสาขาเศรษฐกิจที่ต้องการจะศึกษาเพียง 16 สาขาเป็นแบบจําลองปัจจัยการผลิต-ผลผลิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Cross- Industry Location Quotient (SLQ)</p>
<p>อุปสงค์ขั้นสุดท้ายที่นำมาใช้ในการคํานวณคือ ค่าใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าพาหนะเดินทางไปที่ต่างๆ ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเมื่อจำแนกไปเป็นสาขาเศรษฐกิจตามตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะได้ดังตารางท่ี ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ตารางแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กระทบต่อสาขาเศรษฐกิจต่างๆ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-1.png" alt="cross culture 1" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาโดยใช้ปัจจัยการผลิต-ผลผลิต พบว่า <span style="background-color:#f15a23;">การใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาตินั้นเป็นผลทําให้ผลผลิตมวลรวมของภาคอีสานในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 8,666 ล้านบาท โดยสาขาเศรษฐกิจที่เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวม มากที่สุด 5 สาขาแรก ได้แก่ 1. สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2. สาขาตัวกลางทางการเงิน 3. สาขาการขนส่ง สถานท่ีเก็บสินค้าและการคมนาคม 4. สาขาการโรงแรมและภัตตาคาร 5. สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล ตามตารางที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ตารางแสดงผลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติต่อรายได้ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Cross-culture-2.png" alt="Cross culture 2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>นอกจากผลกระทบทางตรง (Direct Effect) ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว วิไลวรรณ (2551) ยังพิจารณาถึงผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากผู้ผลิตในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ และผลกระทบชักนํา (Induced Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากแรงงานในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ ด้วย โดยความต้องการในสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นทางตรงยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งรายได้และผลผลิตอีกรอบเป็นจํานวน 355,210 และ 982,726 ล้านบาท ตามลําดับ ส่วนผลกระทบชักนําเนื่องจากการที่แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นและนํารายได้จํานวนดังกล่าวมาใช้จ่ายมากขึ้นนั้น พบว่าเกิดผลต่อรายได้เพิ่มขึ้น 2,377 ล้านบาท และความต้องการในผลผลิตเพิ่มขึ้น 3,901 ล้านบาท ตามตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ตารางรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-3.png" alt="cross culture 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การสมรสข้ามวัฒนธรรมของผู้หญิงไทยในเขตภาคอีสานนั้นส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงและต่อเนื่องไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ด้วยมูลค่าที่สูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท</span> แม้ว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว แต่หัวข้อและวิธีคิดน่าจะทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้นำไปประยุกต์ใช้และคิดต่อจากการวิเคราะห์ของบทความนี้ได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: วิไลวรรณ เที่ยงตรง (2551) &#8220;ผลกระทบของคู่สมรสชาวต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจอีสาน&#8221; มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม &#8211; เมษายน 2551.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://img2.imagesbn.com/p/9789881900265_p0_v1_s260x420.JPG">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;สวดมนต์&#8221;แค่ไหน พระเจ้าจึงจะเห็นใจ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Feb 2013 00:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6846</guid>
		<description><![CDATA[การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล &#8230;&#8230;&#8230;. เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง “การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์? เหมือนกันนะครับ ^^ อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ &#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (ที่มาของภาพ) Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล</p>
<p><span id="more-6846"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง <a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/">“การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์?</a> เหมือนกันนะครับ ^^</p>
<p>อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (<a href="http://blog.chron.com/believeitornot/files/legacy/Vatican%20Museums.JPG" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Vatican-Museums.jpg" alt="The Creation of Adam"   width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ National Opinion Research Center เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติทางด้านศาสนา และใช้วิธีวิเคราะห์ในแบบเดียวกับ Singh (1977) โดยกำหนดให้ Y คือทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 X คือความหนาแน่นของจำนวนผู้สวดมนต์เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เช่นกัน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=f%28X%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='f(X)' title='f(X)' class='latex' /> คือฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ (Population Density of Prayer) [Heckman (2010) อ้างว่าเอาฟังก์ชันนี้มาจาก Greeley, A. M. (1972). Unsecular man: The persistence of religion. New York: Schocken Books. แต่ [เสด-ถะ-สาด].com ไม่สามารถหาหนังสือเล่มนี้ได้จริงๆ เลยไม่สามารถบอกได้ว่าฟังก์ชันหน้าตาเป็นอย่างไร]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การที่คนจะสวดมนต์มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ดังนั้น ฟังก์ชันความหนาแน่นของการสวดมนต์ย่อมอยู่ที่เงื่อนไขของทัศนคติของพระเจ้าด้วย (Conditional Density of X given Y) แสดงได้ว่า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g%28X%7CY%29%20%3D%20a%28Y%29exp%28XY%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' title='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' class='latex' /> โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=a%28Y%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='a(Y)' title='a(Y)' class='latex' /> เป็นฟังก์ชันที่ไม่รู้รูปแบบ</p>
<p>อย่างไรก็ดี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%28Y%7CX%3Dx%29%20%3D%20%5Cfrac%7Bf%27%28x%29%7D%7Bf%28x%29%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' title='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' class='latex' /> จะทำให้เราสามารถประมาณค่าสมการทัศนคติของพระเจ้า (Y) ที่เกิดจากความหนาแน่นของการสวดมนต์แต่ละระดับ (X=x) จากฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ของ Greeley ซึ้่งมีข้อมูลของฟังก์ชันนี้ว่า คนส่วนใหญ่มีสองจำพวกคือไม่สวดมนต์เลย และสวดมนต์เยอะมากๆ และจากข้อมูลของ Greeley ช่วยให้เราได้ข้อสรุปตามความหนาแน่นของการสวดมนต์ในแต่ละช่วง ดังตารางที่ ๑ และรูปที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/god.png" alt="god"   width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/God2.png" alt="God2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ถ้าคุณไม่สวดมนต์เลย คุณก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้าตามมีตามเกิด (เพียงเล็กน้อยตามหน้าที่ของพระเจ้า) ขณะที่ถ้าคุณสวดมนต์มากก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้ามากเช่นกัน ในส่วนของการสวดมนต์เพียงเล็กน้อยนั้น จะไม่ได้รับความเห็นใจจากพระเจ้า และอาจเสียเวลาเปล่าๆ (ผลที่ได้มีค่าเป็นลบ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ข้อสรุปของประเด็นนี้ไม่ได้รับคำอธิบายมากนักจาก Heckman (2010) ว่าทำไมการสวดมนต์น้อยจึงทำให้สถานการณ์แย่กว่าการไม่สวดมนต์เลย ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) ต้องการชี้ให้เห็นคุณูปการของการคำนวณทางสถิติที่เราสามารถประมาณการตัวแปรบางประเภทที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตัวแปรที่มองเห็นได้ เขายังเสนอด้วยว่า เทคนิคนี้สามารถนำไปประมาณการความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เท่าเทียมกันของรายได้กับคุณภาพของประชาธิปไตยได้ด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
James Heckman, 2010. &#8220;The Effect Of Prayer On God&#8217;S Attitude Toward Mankind,&#8221; Economic Inquiry, Western Economic Association International, vol. 48(1), pages 234-235, 01.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://thishollowearth.files.wordpress.com/2011/03/prayer.gif">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8220;ใจร้าย&#8221;&#8230;จริงหรือ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2012 05:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6662</guid>
		<description><![CDATA[เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก &#8230;&#8230;&#8230;. ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก</p>
<p><span id="more-6662"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน</p>
<p>ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง</p>
<p>Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า &#8220;ลูกเลี้ยง&#8221;ไม่เหมือนกันกับ&#8221;ลูก&#8221;(แท้ๆ) ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่การเลี้ยงดูจะไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Glaeser (1992) พยายามตอบคำถามนี้ด้วยวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่าด้วยแรงจูงใจ (Incentive Theory) โดยเริ่มจากว่า &#8220;มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่แม่เลี้ยงไม่ได้ใจร้าย&#8221; หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายมากอย่างที่เรากล่าวโทษกัน</p>
<p>ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ต่อเรื่องของซินเดอเรลล่า การได้แต่งงานกับเจ้าชาย (Marriage to the Prince) ถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากๆ และผลได้ในตลาดนี้มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) เพราะผู้ชายคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีแต่น่าเกลียดและยากจน [ลองดูในการ์ตูนดูสิครับ] ขณะที่เจ้าชายเอง (ตามแนวคิดของ Becker (1974)) ก็จะเลือกคู่ครองของตนโดยตัดสินจากความชอบของตัวเอง อันมาจากรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม เป็นต้น (เรื่องราวของรองเท้าแก้วดูไม่มีเหตุผลไปนิด แต่การที่เจ้าชายได้พบเห็นซินเดอเรลล่าแล้วชอบ และพยายามตามหาเธอ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายยังมีเหตุมีผลอยู่บ้างที่ทำตามแรงจูงใจของตัวเอง)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;แม่เลี้ยงกับลูกสาวของแม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8221; (<a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png"  target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png" alt="cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>Glaeser (1992) เสนอแบบจำลองด้านล่างที่ว่าด้วยความพอใจที่คาดหวังของแม่เลี้ยง (Expected Utility of Stepmother: U(Q)) ที่เป็นผลรวมของความพอใจของลูกสาวทุกคนอย่างเท่าๆ กัน โดยเธอมีลูกสาวจำนวน Q คนเพื่อแต่งเสื้อผ้าหน้าผมด้วยทรัพยากร(รายได้)อันมีจำกัดของเธอ ลูกสาวคนที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายจะได้รับความพอใจเท่ากับ M ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งจะได้รับความพอใจเท่ากับ 0 ส่วนเจ้าชายจะเลือกผู้หญิงมาแต่งงานด้วยหนึ่งคนที่ถูกใจที่สุดจากทุกคนในเมืองที่มีจำนวน W โดยแต่ละคนจะแต่งเสื้อผ้าหน้าผมเท่ากับ H ที่แสดงถึงคุณภาพและรสนิยมของตน ขณะที่ความถูกใจของเจ้าชายจะมาจากรสนิยมของเสื้อผ้าหน้าผมกับความแปรปรวนบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ (Noise) (&#949;) ถ้าใครนึกไม่ออกก็อย่างเช่น อารมณ์วันนี้อาจจะชอบคนหน้าตาแบบนี้ พออีกวันนึงก็อาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น</p>
<p>แม่เลี้ยงจะแสวงหาความพอใจที่คาดหวังสูงที่สุดจากแบบจำลอง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=U%28M%5Cint%20F%28Q_1-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_1-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_1-Q_3%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_2-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_2-Q_3%2B%5Cepsilon%29F%28Q_2-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_3-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_3-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_3-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' title='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' class='latex' /></p>
<p>ภายใต้เงื่อนไข <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Q%5Cgeq%20Q_1%2BQ_2%2BQ_3%2C%20Q_1%5Cgeq%200%2C%20Q_2%5Cgeq%200%20%5Ctext%7B%20and%20%7D%20Q_3%5Cgeq%200&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' title='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' class='latex' /></p>
<p>แบบจำลองที่ Glaeser (1992) เสนอมานี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว (เพราะมีจำนวนตัวแปรเยอะกว่าสมการ) แต่หากแทนค่าที่เป็นตัวเลขจากเรื่องซินเดอเรลล่าเข้าไป นั่นคือ M = 1, H = 0.3, Q = 0.9, W = 3, U(x) = x<sup>6</sup> และ &#949; มีการกระจายแบบคงที่อยู่ระหว่าง [0,1] จะได้ค่าความพอใจที่คาดหวังสูงสุดคือการที่ผู้เป็นแม่ลงทุนเสื้อผ้าหน้าผมให้กับลูกสองคนจากสามคน โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกเลี้ยงหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่าแม่คนนี้จะมีลูกเลี้ยงทั้งสามคนหรือลูกแท้ทั้งสามคน เขาก็ควรจะลงทุนเพียงสองในสามเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับการกีดกันว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แล้วอะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนสองในสาม ทำไมไม่หนึ่ง ทำไมไม่สาม ทั้งนี้ก็เพราะผู้เป็นแม่ที่มีรายได้จำกัด แต่อยากให้ลูกสาวหนึ่งในสามคนได้แต่งงานกับเจ้าชายนั้น ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างที่ว่า ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวทั้งสามคน ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะลดลง (H &#8595;&#8595; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะมาก (3 คนจาก W คน) แต่ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวเพียงคนเดียว ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะสูง (H &#8593;&#8593; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะลดลงถึงสามเท่า (1 คนจาก W คน < 3 คนจาก W คน) 

<span style="background-color:#f15a23;">พอผู้เป็นแม่ชั่งน้ำหนักระหว่างความโดดเด่นและโอกาสแล้ว การลงทุนกับลูกสาวสองคนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;องครักษ์ตามหาคนที่สวมรองเท้าแก้วได้พอดี&#8221; (<a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg" target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella4.jpg" alt="cinderella4"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่าค่าที่ได้นั้น อาจแปรเปลี่ยนตามรูปแบบของสมการ จำนวนผู้หญิงในเมือง จำนวนลูกสาว อารมณ์ของเจ้าชาย และอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ค่าที่ถูกต้อง นอกจากคนเขียนนิยายเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย จากสมการที่มีรูปทั่วไปตามที่ Glaeser (1994) เสนอมาแล้วล่ะก็ อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า &#8220;แม่เลี้ยงใจร้าย&#8221; เป็น &#8220;แม่เลี้ยงที่มีเหตุมีผล&#8221; ก็เป็นได้ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Glaeser, Edward L, 1992. &#8220;The Cinderella Paradox Resolved,&#8221; Journal of Political Economy, University of Chicago Press, vol. 100(2), pages 430-32, April.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://themagicalworldof.com/wp-content/uploads/2012/12/bluecinderella.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;คนไร้บ้าน&#8221;ในเมืองใหญ่ เป็นใคร มาจากไหน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Dec 2012 05:37:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5493</guid>
		<description><![CDATA[คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คนไร้บ้านในเมืองใหญ่เป็นปัญหาที่พบเห็นจนชินตา รัฐบาลเมืองมิลานต้องการแก้ไขปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงได้เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตในระดับมหภาคของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีของสังคมไทยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5493"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ากเอ่ยถึงคำว่า &#8220;คนชายขอบ&#8221; (Marginal People) หลายคนอาจจะนึกถึงชาวเขาหรือชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน แต่ที่จริงแล้ว นิยามของคนชายขอบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้างแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้หญิงขายบริการ กลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือคนพิการ นอกจากนี้ คนชายขอบยังรวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน ถ้าบังเอิญเราเรียนไม่เก่ง แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นคนเรียนเก่งแทบทั้งหมด เราก็อาจจะกลายเป็นคนชายขอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คนชายขอบจึงไม่ใช่แค่คนที่อยู่ชายแดนเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม</p>
<p>การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมือง และการขยายเมืองก็เชื่อมโยงกับการเป็นอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจนถาวร การว่างงานระยะยาว ซึ่งลดทอนทักษะในการทำงาน การย้ายถิ่น ภาระทางด้านสวัสดิการของรัฐ หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม</p>
<p>ปัญหาของความเป็นเมืองประการหนึ่งคือได้ก่อให้เกิดคนชายขอบเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รูปแบบหนึ่งของคนชายขอบที่มองเห็นกันได้ก็คือ &#8220;คนไร้บ้าน&#8221; หรือ &#8220;คนจรจัด&#8221; ในคำเรียกของคนทั่วไป เนื่องจากคนเหล่านี้เองถูกกีดกันออกจากสังคมส่วนใหญ่ และกลายเป็นคนยากจนอย่างถาวร นำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ Duomo หนึ่งในโบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก&#8221; (<a href="http://cmsimg.statesmanjournal.com/apps/pbcsi.dll/bilde?Site=J0&#038;Date=20121024&#038;Category=UPDATE&#038;ArtNo=121024005&#038;Ref=AR&#038;MaxW=640&#038;Border=0&#038;Eurozone-debt-hits-90-percent-its-economy" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/bilde.jpeg" alt="" title="bilde" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ Jeremy Bentham เจ้าสำนักอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เคยเขียนถึงประเด็นนี้เอาไว้ โดยเขามองว่า การมีคนไร้บ้าน(ซึ่งเป็นคนจำนวนน้อย)อาศัยอยู่ตามที่สาธารณะนั้น ส่งผลลบต่ออรรถประโยชน์รวมของสังคมในสองทาง หนึ่งคือในกรณีของคนใจอ่อน อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสงสาร สองคือในกรณีของคนใจแข็ง อรรถประโยชน์ของพวกเขาจะลดลงจากความสมเพช</p>
<p>Bentham จึงเสนอว่ารัฐบาลควรจัดสรรที่อยู่ให้พวกเขา เพื่อไม่ให้การมาอยู่ตามที่สาธารณะของคนไร้บ้านลดอรรถประโยชน์โดยรวมของสังคม และเขาเองยังคิดต่อด้วยว่าหากให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้คนไร้บ้าน อรรถประโยชน์ของสังคมก็อาจลดลงจากการเก็บภาษีเช่นกัน เขาจึงเสนอต่อว่ารัฐบาลควรจัดที่อยู่ให้พวกเขาอยู่รวมกัน และฝึกอาชีพให้พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สลัมในมิลาน&#8221; (<a href="http://www.liberoquotidiano.it/resizer.jsp?img=upload/1274380057108.jpg&#038;w=475&#038;h=280&#038;maximize=true" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/resizer.jpeg" alt="" title="resizer" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาไม่มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องคนไร้บ้านมากนักก็ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การให้นิยามและระบุตัวตนของคนไร้บ้านนั้นค่อนข้างยาก ๒) คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ทำให้การสำรวจทำได้ยากและอาจเกิดการนับซ้ำ ๓) การสัมภาษณ์คนเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนเป็นคนมีปัญหา ต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ที่มีความรู้หรือถูกอบรมวิธีการสัมภาษณ์อย่างถูกวิธีมาก่อน และนักเศรษฐศาสตร์มักไม่มีความรู้ด้านนี้</p>
<p>มิลาน (Milan) หนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ก็มีปัญหา&#8221;คนไร้บ้าน&#8221;อันนำมาสู่ภาระอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลเมืองมิลานต้องการจะแก้ปัญหานี้อันเนื่องมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่&#8230;งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับคนไร้บ้าน(ที่มีจำนวนมาก)ของเมืองมิลานกลับแทบไม่มีให้เห็น มีก็แต่งานวิจัยทางด้านสังคมวิทยากับคำด่าทอของ NGOs เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คนไร้บ้านในมิลาน ณ ถนน Montenapoleone หนึ่งใน shopping street ที่แพงที่สุดของโลก&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bb/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall'Orto_-_20_jan_2007.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_DallOrto_-_20_jan_2007.jpg" alt="" title="DSC02763_Milano_-_Homeless_in_via_Montenapoleone_-_Foto_Giovanni_Dall&#039;Orto_-_20_jan_2007" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>รัฐบาลเมืองมิลานจึงได้ไปขอความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ของ Universita degli studi di Milano ในการทำวิจัยเรื่อง Being an Homeless: An Evidence in Italy โดย Braga and Corno (2009) และแนวคิดที่สำคัญก็คือต้องเริ่มต้นจากการสำรวจว่าคนไร้บ้านเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน และ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่ากระบวนการในการสำรวจคนไร้บ้าน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงข้อมูลโดยวิธีทางเศรษฐศาสตร์นั้นน่าสนใจอย่างยิ่งจึงนำมาเสนอให้ได้อ่านกัน</p>
<p>นิยามของคนไร้บ้านที่เป็นทางการโดย US Department of Housing and Urban Development (HUD) ก็คือ ๑) บุคคลที่ไม่มีที่พักพิงในเวลากลางคืนที่มั่นคง เป็นปกติและพอเพียง ๒) บุคคลที่มีที่พักพิงหลักในเวลากลางคืน ซึ่ง i) เป็นที่กำบังแบบสร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อการอาศัย ii) ในสถาบันที่ให้ที่พักพิงชั่วคราวเพื่อการได้รับความช่วยเหลือต่อไป และ iii) สถานที่สาธารณะหรือเอกชนที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลับนอนตามปกติของมนุษย์</p>
<p>ในการสำรวจที่ทำขึ้นจริงนั้น Braga and Corno (2009) จำแนกคนไร้บ้านออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) คนที่อาศัยอยู่ตามสถานที่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น ทางเดิน ที่จอดรถ ตึกร้าง เป็นต้น ๒) คนที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว และ ๓) คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม</p>
<p>ในการสำรวจ ใช้อาสาสมัคร 350 คน รับผิดชอบพื้นที่ที่แบ่งเป็น 66 ส่วน ดำเนินการสำรวจเพียงวันเดียวในเวลากลางคืน (เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ในเดือนมกราคม (เพราะเป็นช่วงอุณหภูมิต่ำที่สุดของมิลาน ทำให้คนไร้บ้านไม่กระจัดกระจายมากเกินไป) โดยวันที่ทำการสำรวจและวันที่สัมภาษณ์เป็นคนละวันกัน เพราะ ๑) ไม่สามารถทำเสร็จในวันเดียวกันได้ ๒) การสำรวจต้องการข้อมูลครบทุกคน แต่การสัมภาษณ์ใช้แค่บางคนเป็นกลุ่มตัวอย่าง และ ๓) เวลาที่เหมาะสมในการสำรวจคือตั้งแต่ 22 น. แต่เวลาที่เหมาะสมในการสัมภาษณ์คือ 21 น.</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการสำรวจ พบว่า ในมิลานมีคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ตามตามถนน (แบบที่ ๑) จำนวน 408 คน คนไร้บ้านที่อยู่ในที่กำบังที่สร้างขึ้นชั่วคราว (แบบที่ ๒) จำนวน 1152 คน และคนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน กระท่อมหรือสลัม (แบบที่ ๓) จำนวน 2300 คน รวมทั้งสิ้น 3860 คน โดยคนไร้บ้านในแบบที่ ๑ จะกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ในเขตเมือง (ดูภาพที่ ๑) ขณะที่คนไร้บ้านแบบที่ ๓ จะกระจุกตัวอยู่นอกเขตเมือง (ดูภาพที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การกระจายตัวของคนไร้บ้านที่นอนตามถนนในมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่ในเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.44-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.44 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การกระจุกตัวของคนไร้บ้านที่นอนในสลัมของมิลาน ซึ่งส่วนมากอยู่นอกเขตเมือง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.46-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.46 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การสำรวจถูกทำขึ้นหลายด้าน และมีความน่าสนใจในบางด้าน เช่น คนไร้บ้านที่อายุมากมีแนวโน้มจะอยู่ตามถนน แต่คนไร้บ้านที่อยู่สลัมมีแนวโน้มจะอายุน้อย ขณะที่การศึกษาของคนเหล่านี้มีการกระจายตัวในสัดส่วนเดียวกับประชากรทั่วไป ไม่ใช่ว่าเป็นคนไร้การศึกษาเสมอไป (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ระดับการศึกษาของคนไร้บ้านที่มีสัดส่วนคล้ายกับระดับการศึกษาของคนทั่วไป&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.53-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.53 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>สาเหตุหลักของการกลายเป็นคนไร้บ้านก็เนื่องจากตกงาน และมีปัญหาครอบครัว (ดูภาพที่ ๓) ซึ่งส่วนหนึ่งเคยมีประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาก่อน แล้วไม่ได้รับโอกาสในการทำงานอีก ขณะที่มากกว่าครึ่ง มีงานทำในตลาดมืด (Black Market)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ สาเหตุของการกลายเป็นคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.10.55-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.10.55 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>รายได้ของคนไร้บ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 151 ยูโรต่อคน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับครัวเรือนที่มีคนสองคนแล้ว รายได้นี้สูงกว่าระดับความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poverty) ของอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ 246.5 ยูโร เพียงแต่ไม่พอที่จะนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน และที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือหลักที่พวกเขาได้รับนั้นมาจากครอบครัว (35%) องค์กรการกุศล (24%) และเพื่อน (20%) ขณะที่พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ไม่มาก (7%) (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ แหล่งความช่วยเหลือลำดับแรกของคนไร้บ้าน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Screen-Shot-2012-11-15-at-10.11.06-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-11-15 at 10.11.06 PM" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่างานวิจัยของ Braga and Corno (2009) จะเป็นเพียงแค่การสำรวจ แต่นับได้ว่าเป็นก้าวแรกของความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เนื่องจากพยายามรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิอย่างเป็นระบบ รวมทั้งอย่างน้อยทำให้ได้รู้ว่า <span style="background-color:#f15a23;">แท้จริงแล้วคนไร้บ้านสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐบาลได้น้อย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความไม่มีบ้านเองด้วย เพราะการขอสวัสดิการหลายประเภทต้องการข้อมูลที่อยู่ที่เป็นทางการ ซึ่งคนไร้บ้านย่อมไม่มี</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สำรวจถึงรายรับและรายจ่าย ทั้งที่ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ และได้รับหรือใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างด้วย แต่ประเด็นนี้ไม่สามารถเปิดเผยกับสาธารณะได้ คงเป็นเพราะประโยชน์ต่อการวางแผนการให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนโดยรัฐบาลกระมัง ไม่อย่างนั้น อาจจะมีการเรียกร้องมูลค่าที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยจะนำเอาประเด็นนี้มาเป็นแนวคิดหรือจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเชิงนโยบายของคนไร้บ้านด้วยก็น่าจะดีนะครับ เพราะได้เห็นมูลนิธิกระจกเงาและสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ให้ความสนใจเรื่องนี้กันอยู่พอสมควรทีเดียว ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Braga, Michela and Corno, Lucia, (2009), Being an homeless: evidence from Italy, Departmental Working Papers, Department of Economics, Management and Quantitative Methods at Università degli Studi di Milano.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.ahajokes.com/cartoon/deferpaybum.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/05/being-homeless-in-milan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การบ้าน&#8221; ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Nov 2012 05:23:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5341</guid>
		<description><![CDATA[การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบที่นี่) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย</p>
<p><span id="more-5341"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบ<a href="http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000127769">ที่นี่</a>) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า &#8220;การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น&#8221;</p>
<p>ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li>จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%</li>
<li>เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น</li>
<li>เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว</li>
<li>ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cooper, Robinson and Patall (2006) หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่&#8221;ไม่&#8221;พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ การบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก</p>
<p>นอกจากนี้ Cooper et. al (2006) ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)</p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6) ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png" alt="" title="homework 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ที่น่าสนใจคือภาพที่ ๒ ซึ่ง<span style="background-color:#f15a23;">เด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png" alt="" title="homework 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ทางออกที่ Kohn (ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตัวอย่างของความล้มเหลวในการทำการบ้าน (ภาพจาก FaceBook ซึ่งไม่ทราบต้นตอแรกจริงๆ ครับ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png" alt="" title="293702_295734780545055_1578563225_n" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า &#8220;การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก&#8230;จริงหรือไม่&#8221; และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Harris Cooper, Jorgianne Civey Robinson, and Erika A Patall (2006) Does Homework Improve Academic Achievement? A Synthesis of Research, 1987–2003. Review of Educational Research Spring 76: 1-62.<br />
&#8211; Alfie Kohn (2007) The Homework Myth: Why Our Kids Get Too Much of a Bad Thing. Da Capo Press.<br />
&#8211; Sara Bennett and Nancy Kalish (2007) The Case Against Homework: How Homework Is Hurting Children and What Parents Can Do About It. Three Rivers Press; Reprint edition.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครงสร้างตลาด&#8220;บริการค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221;เป็นแบบไหนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Oct 2012 04:29:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5363</guid>
		<description><![CDATA[การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ &#8230;&#8230;&#8230;. ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><span id="more-5363"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน แต่มีรายได้ไม่มาก นั่นคือ ความไม่เท่าเทียมกันของการทำงานในธุรกิจนี้มีสูงมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ประมาณการหญิงบริการจำแนกตามประเภทสถานบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.16.21 PM" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การจัดสรรรายได้จากการทำงานของหญิงบริการแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ระบบเหมาจ่าย คือ ลูกค้าจ่ายให้กับเจ้าของสถานบริการโดยตรง ซึ่งเจ้าของจะแบ่งกับหญิงบริการอีกทีหนึ่งตามสัดส่วน ขณะที่รายได้ของหญิงบริการโดยตรงจะอยู่ที่ทิปของลูกค้าเท่านั้น เช่น สถานอาบอบนวด</li>
<li>ระบบเงินเดือน + คอมมิชชั่น(จากการสั่งอาหาร เครื่องดื่ม) + ค่าบริการทางเพศ เช่น บาร์ คาราโอเกะ หญิงบริการจึงต้องคอยนั่งกับลูกค้า เพื่อให้มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มด้วย</li>
<li>ระบบ freelance หรือขายบริการอิสระ โดยมักจะแฝงตัวอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆ หรือสถานเริงรมย์ชั้นสูง ซึ่งหญิงบริการจะมีความสามารถ(ระดับหนึ่ง)ในการกำหนดรายได้เอง บางครั้งอาจมีเอเย่นต์คอยติดต่อและหักส่วนแบ่งไปตามที่ตกลงกัน</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ดี รายได้ของหญิงบริการจำนวน 200,000 คนนั้นได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ผ่านทางอุตสาหกรรมก่อสร้าง บันเทิงและอาหาร ประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 ซึ่งถือว่าสูงมาก หรืออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าเพิ่มในสาขาบริการทั้งหมด (ดูตารางที่ ๒) ทั้งนี้ยังมีมูลค่าเพิ่มทางอ้อมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น วงดนตรี ดาวตลก โรงพิมพ์ ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และธุรกิจสันทนาการด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ มูลค่าเพิ่มจากการค้าบริการของหญิงบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.11 PM" width=100% class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ ในบางมิติ การค้าประเวณียังมีส่วนช่วยให้การกระจายรายได้ระหว่างเมืองและชนบทดีขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของรายได้ของหญิงบริการจะถูกส่งไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด [หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่ข้อสรุปส่วนนี้ของหญิงบริการทั่วไปสอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้น และก็ค่อนข้างเป็นไปได้ในเรื่องของการส่งเงินกลับบ้านที่มีจำนวนมากพอสมควร] (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ร้อยละของหญิงบริการที่ใช้จ่ายเงินในเรื่องต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.28 PM" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรดาหญิงขายบริการนั้น ตลาดที่น่าสนใจคือ &#8220;การค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221; เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ในระดับสูง มีโอกาสและทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย และมักไม่มีความขัดสนทางฐานะครอบครัวด้วย </p>
<p>อัญชลี (2544) ทำการวิเคราะห์ธุรกิจนักศึกษาค้าประเวณี โดยอาศัยแนวคิดของแบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model อันที่เป็นที่รู้จักกันดีในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมทั่วไป (รูปต้นแบบดูภาพที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ แบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png" alt="" title="Presentation1" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อัญชลี (2544) เริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างภายในตลาดธุรกิจค้าประเวณีในกลุ่มนักศึกษาว่าเป็น &#8220;ตลาดผู้ขายมากราย&#8221; (หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) ซึ่งหากพิจารณาตามนิยามของตลาดผู้ขายมากรายจะอธิบายได้ว่า</p>
<ol>
<li>จำนวนนักศึกษาหญิงที่ขายบริการมีจำนวนมาก และมากพอจนการกำหนดราคาหรือการดำเนินการของผู้ขายรายใดรายหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม</li>
<li>บริการที่ได้รับจากผู้ขายแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อาจด้วยรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว หรือการเอาอกเอาใจ แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ในเชิงประโยชน์ใช้สอย (Differentiated Product)</li>
<li>การเข้าหรือออกในธุรกิจนี้เป็นไปโดยเสรี และมีต้นทุนที่ต่ำมาก โดยใช้เพียงเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น [การบังคับกักขังเพื่อขายบริการใช้หนี้มีน้อยมากในปัจจุบัน]</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพในสถานบริการ&#8221; (<a href="http://1.bp.blogspot.com/-tL8JjqBD2gc/T72sYNPXweI/AAAAAAAAAT4/8NtC9VmswAA/s1600/5.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg" alt="" title="5" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในส่วนของการวิเคราะห์ด้านอื่นๆ ประกอบด้วย</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของนักศึกษา</em> แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามที่นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์ด้วย หนึ่งคือ อำนาจต่อรองกับเอเย่นต์ ซึ่งนักศึกษาอาจต่อรองเรื่องวันที่จะมาทำงานได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึงขั้นว่าจะมาหรือไม่มาก็ได้ เพราะต้องมาให้ได้จำนวนวันขั้นต่ำ) แต่ไม่สามารถต่อรองเรื่องค่านายหน้าหรือราคาได้ สองคือ อำนาจต่อรองกับลูกค้า ถ้าเป็นกรณีที่นักศึกษาหาลูกค้าเองจะเลือกลูกค้าและราคาเองได้ โดยหากแขกไม่สุภาพ นักศึกษาก็ปฏิเสธในครั้งต่อไปได้ หรือหากนักศึกษาบริการไม่ดี ลูกค้าก็ปฏิเสธได้เช่นกัน</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของลูกค้า</em> อำนาจต่อรองของลูกค้าจะอยู่ที่ความสามารถในการจ่าย หากเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินดีก็จะต่อรองได้มาก เพราะนักศึกษาหรือเอเย่นต์ต้องการให้กลับมาซื้อซ้ำ</p>
<p><em>สินค้าทดแทน</em> เป็นปัจจัยคุกคามธุรกิจขายบริการของนักศึกษา เพราะราคาถูกกว่า หาซื้อได้ง่ายกว่า และอาจบริการด้วยความเชี่ยวชาญที่มากกว่าด้วย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มนักศึกษามีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น</p>
<p><em>คู่แข่งรายใหม่</em> แม้จะมีการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่จำนวนมาก แต่ลูกค้ารายใหม่ก็เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าผู้ให้บริการเช่นกัน จึงยังส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังดำเนินต่อไปได้</p>
<p><em>ทัศนคติและผลกระทบจากสังคมแวดล้อม</em> สังคมแวดล้อมของนักศึกษามักจะอยู่ในวงของเพื่อนนักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจในงานของอัญชลี (2544) เองพบว่า แม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่รับได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัว และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ไม่ยากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดการค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นตลาดผู้ขายมากราย(หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) เพราะมีผู้ให้บริการจำนวนมาก สินค้ามีความแตกต่างแต่ทดแทนกันได้ และเข้าออกตลาดได้โดยเสรี ขณะที่องค์ประกอบด้านอื่นๆ พบว่า ผู้ให้บริการมีอำนาจต่อรองอยู่บ้างในการเลือกลูกค้า กำหนดราคาหรือเลือกวันทำงาน แต่การแข่งขันของจากรายใหม่และการค้าประเวณีอื่นๆ ก็มีสูงเช่นกัน เพียงแต่ลูกค้าใหม่ๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมากพอที่จะทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไปได้ จึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้นำให้นักศึกษาเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีมากขึ้น แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้านหนึ่งของสังคมที่เศรษฐศาสตร์สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ และน่าจะก่อให้เกิดการร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสมต่อ โดยแนวทางที่ว่าอาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในธุรกิจสีเทาอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: อัญชลี พินิจรักษ์ธรรม (2544) การค้าประเวณี: กรณีนักศึกษาหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/547/30547/images/collegegirl2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การค้าระหว่างดวงดาว&#8221;จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Oct 2012 06:13:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5283</guid>
		<description><![CDATA[หากไม่นับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว เคยนึกไหมว่า ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การค้าในระยะทางที่ไกลและใช้เวลายาวนานมากขนาดนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ใช้แนวคิดของการค้าระหว่างประเทศมาช่วยตอบคำถามนี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. aul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2008 ได้เคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งเอาไว้เมื่อเขาอยู่ในวัยหนุ่ม (ซึ่งบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเมื่อไม่นานมานี้) เกี่ยวกับ &#8220;ทฤษฎีว่าด้วยการค้าระหว่างดวงดาว&#8221; (Interstellar Trade) โดยใช้กรอบแนวคิดพื้นฐานคล้ายกันกับทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ แต่ต่างกันที่ระยะทาง และวิธีการขนส่ง Krugman เริ่มจากการอธิบายภาพรวมของการค้าระหว่างดวงดาวไว้สองประเด็น หนึ่งคือ เวลาที่ใช้ในการเดินทางจะยาวนานมากๆ หากความเร็วที่ใช้น้อยกว่าความเร็วแสง นั่นคือต้องใช้เวลานับร้อยๆ ปี สองคือ การค้าระหว่างดวงดาวจะเกิดขึ้นได้จริง ความเร็วในการเดินทางต้องมากพอ และสามารถเทียบเป็นสัดส่วนกับความเร็วแสงได้ ซึ่งส่วนนี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ โดยในด้านเศรษฐศาสตร์จะข้ามความเป็นไปได้หรือไม่เป็นไปได้ในส่วนนี้ไป เมื่อการขนส่งระหว่างดวงดาวใช้เวลานานมากๆ การตัดสินใจลงทุนสร้างตู้บรรทุกสินค้า (หรือพาหนะขนส่งสินค้า) ก็ต้องเป็นการลงทุนระยะยาวมากๆ ด้วย ทั้งนี้จึงต้องสมมติให้ตลาดฟิวเจอร์&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หากไม่นับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว เคยนึกไหมว่า ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การค้าในระยะทางที่ไกลและใช้เวลายาวนานมากขนาดนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ใช้แนวคิดของการค้าระหว่างประเทศมาช่วยตอบคำถามนี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-5283"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">P</span>aul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2008 ได้เคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งเอาไว้เมื่อเขาอยู่ในวัยหนุ่ม (ซึ่งบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเมื่อไม่นานมานี้) เกี่ยวกับ &#8220;ทฤษฎีว่าด้วยการค้าระหว่างดวงดาว&#8221; (Interstellar Trade) โดยใช้กรอบแนวคิดพื้นฐานคล้ายกันกับทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ แต่ต่างกันที่ระยะทาง และวิธีการขนส่ง</p>
<p>Krugman เริ่มจากการอธิบายภาพรวมของการค้าระหว่างดวงดาวไว้สองประเด็น หนึ่งคือ เวลาที่ใช้ในการเดินทางจะยาวนานมากๆ หากความเร็วที่ใช้น้อยกว่าความเร็วแสง นั่นคือต้องใช้เวลานับร้อยๆ ปี สองคือ การค้าระหว่างดวงดาวจะเกิดขึ้นได้จริง ความเร็วในการเดินทางต้องมากพอ และสามารถเทียบเป็นสัดส่วนกับความเร็วแสงได้ ซึ่งส่วนนี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ โดยในด้านเศรษฐศาสตร์จะข้ามความเป็นไปได้หรือไม่เป็นไปได้ในส่วนนี้ไป</p>
<p>เมื่อการขนส่งระหว่างดวงดาวใช้เวลานานมากๆ การตัดสินใจลงทุนสร้างตู้บรรทุกสินค้า (หรือพาหนะขนส่งสินค้า) ก็ต้องเป็นการลงทุนระยะยาวมากๆ ด้วย ทั้งนี้จึงต้องสมมติให้ตลาดฟิวเจอร์ (Future Market) มีประสิทธิภาพมาก และนักลงทุนก็มีความสามารถในการคาดการณ์อย่างสมบูรณ์แบบ (Perfect Forecast)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Star Trek ที่ถูก Krugman อ้างถึงในบทความเป็นตัวอย่างของการค้าระหว่างดวงดาว&#8221; (<a href="http://www.treknologic.com/wp-content/uploads/2011/04/star_trek_csg_014.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/star_trek_csg_014/" rel="attachment wp-att-5318"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/star_trek_csg_014.jpeg" alt="" title="star_trek_csg_014" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แบบจำลองสมมติว่ามีดวงดาว 2 ดวงคือ โลก (Earth) กับ ดาว Trantor โดยดวงดาวทั้งสองมีขนาดและแรงเฉื่อย (Inertia) เท่ากัน นั่นหมายถึงเวลา 1 วินาทีของดาวทั้งสองดวงมีค่าเท่าๆ กัน [ลองจินตนาการดูว่าหากดาวสองดวงมีขนาดไม่เท่ากัน ระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเองก็ไม่เท่ากัน จึงทำให้เวลาของดวงดาวทั้งสองดวงไม่เท่ากัน] เส้นแนวตั้งสองเส้นในภาพที่ ๑ EE&#8217;E&#8221; และ TT&#8217;T&#8221; เป็นเส้นบ่งบอกเวลาของโลก และดาว Trantor ตามลำดับ โดยวัดหน่วยของเวลาเป็นปี ขณะที่ระยะห่างระหว่างเส้นทั้งสอง(ตามแนวนอน)คือระยะห่างระหว่างดวงดาว หน่วยวัดเป็นปีแสง (Light Year)</p>
<p>ET เป็นเส้น 45 องศาที่บอกถึงระยะเวลาในการเดินทางในอุดมคติของโลกกับ Trantor หรือกล่าวได้ว่าใช้ความเร็วในการเดินทางเท่ากับความเร็วแสง E&#8217;T&#8217; เป็นระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางจริงเป็นสัดส่วนหนึ่งของความเร็วแสง โดยสมมติให้ความเร็วคงที่ (Uniform Velocity) ขณะที่ E&#8221;T&#8221; เป็นระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางจริงเป็นสัดส่วนหนึ่งของความเร็วแสง โดยความเร็วใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงคือเร่งความเร็วตอนเริ่ม และลดความเร็วลงตอนหลัง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ เส้นเวลาของดวงดาวที่ทำการค้าซึ่งกันและกัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/interstellar/" rel="attachment wp-att-5319"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/interstellar.png" alt="" title="interstellar" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประเด็นหนึ่งที่ต้องตระหนักก็คือ เวลาของคนที่อยู่ในยานพาหนะกับนอกยานพาหนะไม่เท่ากัน เพราะเวลาของคนที่อยู่นอกยาน (บนดวงดาว) จะเดินตามปกติ ขณะที่เวลาของคนที่อยู่ในยานจะเดินเร็วเท่าความเร็วของยาน (เข้าใกล้ความเร็วแสง) ซึ่ง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbar%7Bn%7D%3Dn%5Csqrt%7B1-%5Cfrac%7Bv%5E2%7D%7Bc%5E2%7D%7D%3Cn%26%2391%3B%2Flatex%26%2393%3B%20%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%20%26%2391%3Blatex%26%2393%3B%5Cbar%7Bn%7D%26%2391%3B%2Flatex%26%2393%3B%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20n%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%20%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20v%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%20c%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%20%20%20%20%3Cp%20ALIGN%3D%22CENTER%22%3E%3CFONT%20size%3D%225%22%3BCOLOR%3D%22%23%23d67f5b%22%3B%3E..........%3C%2Ffont%3E%20%20%20%20%20%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%20%20%5Blatex%5Dp_E%2C%20p_T&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\bar{n}=n\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}&lt;n&#091;/latex&#093;  เมื่อ &#091;latex&#093;\bar{n}&#091;/latex&#093; คือเวลาของของคนที่อยู่ในยาน หน่วยเป็นปี n คือเวลาตามปกติบนโลก หน่วยเป็นปี v คือความเร็วของยาน และ c คือความเร็วแสง    &lt;p ALIGN=&quot;CENTER&quot;&gt;&lt;FONT size=&quot;5&quot;;COLOR=&quot;##d67f5b&quot;;&gt;..........&lt;/font&gt;     ก่อนจะวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์ ขอเริ่มจากความหมายของสัญลักษณ์  &lt;img src=&#039;http://s.wordpress.com/latex.php?latex=&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0&#039; alt=&#039;&#039; title=&#039;&#039; class=&#039;latex&#039; /&gt;p_E, p_T' title='\bar{n}=n\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}&lt;n&#091;/latex&#093;  เมื่อ &#091;latex&#093;\bar{n}&#091;/latex&#093; คือเวลาของของคนที่อยู่ในยาน หน่วยเป็นปี n คือเวลาตามปกติบนโลก หน่วยเป็นปี v คือความเร็วของยาน และ c คือความเร็วแสง    &lt;p ALIGN=&quot;CENTER&quot;&gt;&lt;FONT size=&quot;5&quot;;COLOR=&quot;##d67f5b&quot;;&gt;..........&lt;/font&gt;     ก่อนจะวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์ ขอเริ่มจากความหมายของสัญลักษณ์  &lt;img src=&#039;http://s.wordpress.com/latex.php?latex=&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0&#039; alt=&#039;&#039; title=&#039;&#039; class=&#039;latex&#039; /&gt;p_E, p_T' class='latex' /> คือราคาสินค้าของชาวโลกบนโลก, ราคาสินค้าของชาว Trantor บนโลก<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=p%5E%2A_E%2C%20p%5E%2A_T&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='p^*_E, p^*_T' title='p^*_E, p^*_T' class='latex' /> คือราคาสินค้าของชาวโลกบนดาว Trantor, ราคาสินค้าของชาว Trantor บนดาว Trantor<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=r%2C%20r%5E%2A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='r, r^*' title='r, r^*' class='latex' /> คืออัตราดอกเบี้ยบนโลก, อัตราดอกเบี้ยบนดาว Trantor<br />
N คือจำนวนปีที่ใช้ในการเดินทางระหว่างโลกกับดาว Trantor ตามกรอบเวลาบนโลก (นอกยานอวกาศ)</p>
<p>ณ เวลาเริ่มต้น กำหนดให้ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=r%20%3D%20r%5E%2A&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='r = r^*' title='r = r^*' class='latex' /> สมมติว่าชาวดาว Trantor ตัดสินใจที่จะทำการค้ากับชาวโลก พวกเขาจะมีต้นทุน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=c%20%2B%20q%5E%2A_Tp%5E%2A_T&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='c + q^*_Tp^*_T' title='c + q^*_Tp^*_T' class='latex' /> โดย c คือต้นทุนค่าประกอบยานอวกาศ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=q%5E%2A_T&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='q^*_T' title='q^*_T' class='latex' /> คือปริมาณสินค้าของชาว Trantor ที่ทำการค้า</p>
<p>เมื่อสินค้ามาถึงยังโลก สินค้าจะถูกแลกเปลี่ยนกับสินค้าชาวโลกในปริมาณ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=q%5E%2A_E%20%3D%20q%5E%2A_Tp%5E%2A_T%2Fp_E&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='q^*_E = q^*_Tp^*_T/p_E' title='q^*_E = q^*_Tp^*_T/p_E' class='latex' /> และรายได้ของชาวดาว Trantor ที่นำสินค้ามาขายก็คือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=p%5E%2A_E%28q%5E%2A_Tp%5E%2A_T%2Fp_E%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='p^*_E(q^*_Tp^*_T/p_E)' title='p^*_E(q^*_Tp^*_T/p_E)' class='latex' /> </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพจำลองของยานอวกาศในการเดินทางระหว่างดวงดาว&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/70/Wormhole_travel_as_envisioned_by_Les_Bossinas_for_NASA.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/wormhole_travel_as_envisioned_by_les_bossinas_for_nasa/" rel="attachment wp-att-5317"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Wormhole_travel_as_envisioned_by_Les_Bossinas_for_NASA.jpeg" alt="" title="Wormhole_travel_as_envisioned_by_Les_Bossinas_for_NASA" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จะบอกได้ว่าการค้าระหว่างดวงดาวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ก็คือ รายรับของชาวดาว Trantor ที่นำสินค้ามาขายต้องมีมากกว่าต้นทุน กับค่าเสียโอกาสในการขนส่งไปกลับ (=2N ปี) นั่นคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=p%5E%2A_Eq%5E%2A_Tp%5E%2A_T%2Fp_E%20%5Cgeq%20%28c%20%2B%20q%5E%2A_Tp%5E%2A_T%29%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='p^*_Eq^*_Tp^*_T/p_E \geq (c + q^*_Tp^*_T)(1+r^*)^{2N}' title='p^*_Eq^*_Tp^*_T/p_E \geq (c + q^*_Tp^*_T)(1+r^*)^{2N}' class='latex' /></p>
<p>แต่เวลาในยานและนอกยานไม่เท่ากัน พ่อค้าชาว Trantor นั้นเดินทางมากับยานด้วย และเวลาบนยานก็เดินเร็วกว่าปกติ นั่นคือ รายรับหักด้วยต้นทุนที่ปรับค่าเสียโอกาสตามเวลาในยานจะกลายเป็น<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=p%5E%2A_Eq%5E%2A_Tp%5E%2A_T%2Fp_E%20%5Cgeq%20%28c%20%2B%20q%5E%2A_Tp%5E%2A_T%29%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%5Csqrt%7B1-%5Cfrac%7Bv%5E2%7D%7Bc%5E2%7D%7D%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='p^*_Eq^*_Tp^*_T/p_E \geq (c + q^*_Tp^*_T)(1+r^*)^{2N\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}}' title='p^*_Eq^*_Tp^*_T/p_E \geq (c + q^*_Tp^*_T)(1+r^*)^{2N\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}}' class='latex' /><br />
โดยหากนับเวลาในยานเป็นเสมือนเวลานอกยานแล้วล่ะก็พ่อค้าชาว Trantor จะนำเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปซื้อพันธบัตรที่มีขายบนดาว Trantor แทนที่จะส่งสินค้ามาขายโลก เพราะอัตราผลตอบแทนจากการซื้อพันธบัตรคือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='(1+r^*)^{2N}' title='(1+r^*)^{2N}' class='latex' /> จะสูงกว่าอัตราค่าเสียโอกาสจากการขนส่งสินค้ามาขาย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%5Csqrt%7B1-%5Cfrac%7Bv%5E2%7D%7Bc%5E2%7D%7D%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='(1+r^*)^{2N\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}}' title='(1+r^*)^{2N\sqrt{1-\frac{v^2}{c^2}}}' class='latex' /> และก็จะไม่มีการค้าระหว่างดวงดาวเกิดขึ้นเลย</p>
<p><strong>First Fundamental Theorem of Interstellar Trade</strong>: เมื่อมีการค้าเกิดขึ้นระหว่างดวงดาวสองดวงที่มีความเฉื่อยเท่าๆ กัน ต้นทุนดอกเบี้ย(ค่าเสียโอกาสในการขนส่งสินค้า)ของทั้งสองดวงดาวต้องคิดตามเวลาบนพื้นดาว ไม่ใช่เวลาบนยานอวกาศ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากสมมติว่าค่าขนส่งไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใดนอกจากค่าเสียโอกาสของระยะเวลาในการส่ง และสมมติให้อุตสาหกรรมการขนส่งระหว่างดวงดาวมีการแข่งขันกันสูง ซึ่งผู้ขนส่งได้เพียงกำไรปกติเท่านั้น สมการด้านบนจะลดรูปเหลือเพียง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%28p%5E%2A_E%2Fp%5E%2A_T%29%20%3D%20%28p_E%2Fp_T%29%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='(p^*_E/p^*_T) = (p_E/p_T)(1+r^*)^{2N}' title='(p^*_E/p^*_T) = (p_E/p_T)(1+r^*)^{2N}' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ต่อมาอาจมีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า แล้วอัตราดอกเบี้ยของสองดวงดาวจะเท่ากันหรือไม่ ภายใต้ข้อสมมติที่ว่าการติดต่อสื่อสารไม่ใช่เรื่องง่าย จึงไม่น่าจะมีการ Arbitrage เกิดขึ้น [แน่นอนว่าหากการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่าย การ Arbitrage ก็จะเกิดขึ้น และทำให้อัตราดอกเบี้ยเท่ากันอยู่แล้ว] </p>
<p>ลองพิจารณากระบวนการของการขายสินค้าจะพบว่า ๑) พ่อค้าชาว Trantor ขายสินค้าให้กับโลก ๒) พวกเขานำเงินที่ขายได้ซื้อหุ้นกู้บนโลกเอาไว้เป็นเวลา K ปี(ในช่วงจัดหาสินค้าส่งกลับ เพื่อไม่ให้เกิดค่าเสียโอกาสของเงิน)  ๓) พวกเขาซื้อสินค้าส่งกลับไปขายที่ดาว Trantor ซึ่งการค้าระหว่างดวงดาวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรายรับจากการค้าอย่างน้อยต้องเท่ากับผลตอบแทนของการลงทุนพันธบัตรในประเทศของตัวเองด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน (2N+K ปี) นั่นคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%2BK%7D%20%3D%20%28p%5E%2A_E%2Fp%5E%2A_T%29%28p_T%2Fp_E%29%281%2Br%29%5EK&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='(1+r^*)^{2N+K} = (p^*_E/p^*_T)(p_T/p_E)(1+r)^K' title='(1+r^*)^{2N+K} = (p^*_E/p^*_T)(p_T/p_E)(1+r)^K' class='latex' /></p>
<p>จากสมการด้านบนจะได้ว่า<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%281%2Br%5E%2A%29%5E%7B2N%2BK%7D%20%3D%20%281%2Br%29%5E%7B2N%7D%281%2Br%29%5EK&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='(1+r^*)^{2N+K} = (1+r)^{2N}(1+r)^K' title='(1+r^*)^{2N+K} = (1+r)^{2N}(1+r)^K' class='latex' /><br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=r%5E%2A%20%3D%20r&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='r^* = r' title='r^* = r' class='latex' /></p>
<p><strong>Second Fundamental Theorem of Interstellar Trade</strong>: ถ้าชาวต่างดาวสามารถถือสินทรัพย์ของอีกดาวหนึ่งได้ การแข่งขันจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของดวงดาวทั้งสองดวงเท่ากัน (แม้จะไม่มีการ Arbitrage ก็ตาม)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ  <span style="background-color:#f15a23;">ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การค้าระหว่างดวงดาวสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยของตลาดการเงินคิดตามเวลาบนดวงดาว ไม่ใช่เวลาที่อยู่ในยานอวกาศ และจำเป็นต้องอนุญาตให้ชาวต่างดาวสามารถถือสินทรัพย์ข้ามดวงดาวได้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าอัตราดอกเบี้ยของดวงดาวที่ทำการค้าจะเท่ากัน เพราะหากไม่เท่ากันแล้ว ผู้ประกอบการในดวงดาวที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอาจเลือกไม่ทำการค้า เพราะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการลงทุนในตลาดการเงิน</p>
<p>แม้ว่าเรื่องนี้จะดูไกลตัวมากๆ แต่แนวคิดที่นำเอากรอบที่มีอยู่มาลองอธิบายเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจให้เพื่อนๆ หลายคนลองนึกถึงหัวข้อวิจัยที่ดูแปลกใหม่มาตอบคำถามด้วยวิธีคิดเดิมๆ ที่เป็นอยู่กันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Krugman, Paul R., The Theory of Interstellar Trade. Economic Inquiry, Vol. 48, No. 4, pp. 1119-1123, October 2010. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.dragoart.com/tuts/3677/1/1/how-to-draw-a-spaceship.htm">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-16 17:01:24 by W3 Total Cache -->