<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Common</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/common/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>Facebook กับ Princeton อะไรจะ &#8220;เจ๊ง&#8221; ก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2014 22:52:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7298</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน</p>
<p><span id="more-7298"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน</p>
<p>บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is not causation) โดยพวกเขานำเอาเทคนิควิธีที่นักวิทยาศาสตร์จาก Princeton วิเคราะห์จุดจบของ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และพบว่า Princeton จะต้องปิดตัวก่อน Facebook เสียอีก [น่ากลัวกันจริงๆ -"-]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Nassau hall อาคารที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8b/Nassau_hall_princeton_university.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Nassau_hall_princeton_university.jpg" alt="Nassau_hall_princeton_university" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เรื่องทั้งหมดเริ่มจาก Cannarella and Spechler (2014) ทำการมองการขยายตัวของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Networks; OSNs) ด้วยแบบจำลองทางด้านระบาดวิทยา (Epidemiological Models) โดยพวกเขาพิจารณาเครือข่ายสังคมออนไลน์สองประเภทคือ Facebook และ MySpace (ใช้ประสบการณ์ของ MySpace เป็นตัวควบคุมการอธิบายผลของ Facebook) นั่นหมายความว่า พวกเขามองปรากฎการณ์เหล่านี้ด้วยรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส ซึ่งมีสองช่วงเวลาคือช่วงของการติดเชื้อ (Infection) ที่ไวรัสระบาดเพิ่มขึ้น และช่วงของการฟื้นตัว (Recovery) ที่ไวรัสเริ่มลดลงอันเนื่องจากภูมิต้านทานที่สูงขึ้น และนี่คือสาเหตุที่พวกเขาเลือกใช้แบบจำลองที่มีชื่อว่า SIR model (Suspected-Infected-Recovered)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cannarella and Spechler (2014) ใช้ข้อมูลจาก Search Query จาก Google Trends ตั้งแต่ปี 2004 ถึงต้นปี 2014 มาวิเคราะห์ ดังภาพที่ ๑ ซึ่งจะเห็นว่า MySpace มีอายุอยู่ในช่วง 2004 ถึง 2012 โดยได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงประมาณปลายปี 2007 ขณะที่ Facebook เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 และได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงปลายปี 2013</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และ Facebook จาก Google Trends&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.04"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>พวกเขานำเอาแบบจำลอง SIR มาจับกับวงจรชีวิตของ MySpace ได้ผลดังภาพที่ ๒ ซึ่งจะเห็นว่าแบบจำลองนี้สามารถอธิบายการเกิดขึ้นและจบลงของเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ค่อนข้างดี (ข้อมูลจริงค่อนข้างฟิตกับเส้นประมาณการของแบบจำลอง) </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR (ซ้าย) และ irSIR หรือ SIR ปรับค่า (ขวา)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.32"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>เมื่อนำเอาแบบจำลอง SIR ดังกล่าวมาวิเคราะห์ข้อมูล Query ของ Facebook และพยากรณ์ต่อไปในอนาคต ดังภาพที่ ๓ จะพบว่า Facebook น่าจะมีความนิยมลดลงจนเหลือประมาณ 20% ของความนิยมสูงที่สุด (พิจารณาจากเส้นตรงแนวราบที่มีค่า y=20) ประมาณปี 2015 ถึง 2017</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ Facebook และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.43"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่า Facebook ก็คงไม่อยู่นิ่งเป็นแน่ Mike Develin นักวิทยาศาสตร์ฝั่ง Facebook ชี้ให้เห็นจุดอ่อนบางประการของงานวิจัยว่า ๑) MySpace กับ Facebook ไม่เหมือนกัน การเกิดขึ้นและจบลงของ MySpace ไม่เกี่ยวข้องและไม่อาจนำมาใช้วิเคราะห์ Facebook ได้ ๒) วงจรชีวิตของ Facebook ไม่เหมือนกับแบบจำลองระบาดวิทยา เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์ไม่ได้เหมือนกับการแพร่กระจายของไวรัสเสียทั้งหมด และ ๓) Search Query จาก Google Trends ที่ลดลงนั้น มาจากการที่ผู้ใช้ใช้ Facebook ผ่าน App ในโทรศัพท์มือถือโดยตรง จึงไม่ถูกนับโดย Google Trends ดังนั้นการที่กล่าวว่าความนิยมต่อ Facebook ลดลงอาจไม่ถูกต้องนัก</p>
<p>ที่เจ็บแสบกว่านั้น เขาได้นำเอากรอบแนวคิดแบบจำลอง SIR ที่ Cannarella and Spechler (2014) ใช้วิเคราะห์ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และยังได้ปิดจุดอ่อนบางประการด้วย Develin ใช้จำนวนการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton ตั้งแต่ปี 1940 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์การเกิดขึ้นและดับลงของ Princeton ทั้งนี้ เพราะจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ </p>
<p>ผลการวิเคราะห์แสดงได้ตามภาพที่ ๔ ซึ่งจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของ Princeton กำลังลดลง และเมื่อใช้แบบจำลอง SIR มาวิเคราะห์จะพบว่าการตีพิมพ์ดังกล่าวจะลดลงจนเกือบจะหมดไปตั้งแต่ก่อนปี 2020 ซึ่งมีอัตราการลดลงเร็วกว่าความนิยมของ Facebook เสียอีก </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ ปริมาณการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg" alt="1620405_10101235002950981_70269004_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Develin ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองประเด็นเพื่อปิดข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้น ประเด็นแรก เขาเริ่มจากการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยทางอินเตอร์เน็ต (Search Index) กับจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ (Enrollment) โดยเขาพบว่ามีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างชัดเจน ดังภาพที่ ๕ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่ามหาวิทยาลัยที่ถูกค้นหาทางอินเตอร์เน็ตมากก็จะมีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนมากตามไปด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ ความสัมพันธ์ของปริมาณการค้นหาข้อมูลกับจำนวนผู้สมัครของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg" alt="1619301_10101234999373151_143520663_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นเขาพิจารณาปริมาณการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Princeton และพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ดังภาพที่ ๖ นั่นย่อมหมายความปริมาณการสัมครหรือความสนใจที่จะสมัครของนักศึกษาที่มีต่อมหาวิทยาลัย Princeton กำลังลดลงด้วย โดยจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจากจำนวนความสนใจในปัจจุบันในปี 2018 และจะไม่มีนักศึกษามาสมัครเลยในปี 2021</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg" alt="1554436_10101235002137611_1432444798_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สำทับด้วยประเด็นที่สองจากข้อมูลการกด LIKE เพจของ Princeton กับมหาวิทยาลัยคู่แข่งอย่าง Harvard และ Yale ก็พบว่าของ Princeton มีลดลงมานานแลัว และยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังภาพที่ ๗</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๗ ปริมาณการ LIKE ของมหาวิทยาลัย Princeton และมหาวิทยาลัยคู่แข่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg" alt="1601297_10101234997676551_1912211356_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของ Develin ที่มีต่อ Cannarella and Spechler (2014) ก็คือการนำเอาแบบจำลองใดใดก็ตามมาวิเคราะห์ความเป็นจริง จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทหลายประการ ไม่ใช่แค่หาคำตอบและสรุปจากแบบจำลองเท่านั้น นั่นก็คือ ผลที่ได้จากตัวเลขไม่ได้บอกเหตุและผลเสมอไป เขาจึงนำเอาวิธีคิดเดียวกันมาวิเคราะห์องค์กรที่ Cannarella and Spechler (2014) สังกัดอยู่ นั่นก็คือ Princeton และตั้งคำถามว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพบรรยากาศภายในสถานที่ทำงานของ Facebook&#8221; (<a href="http://officesnapshots.com/wp-content/uploads/2009/08/facebook4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/facebook4.jpg" alt="facebook4" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย่าเครียดมากกับข้อถกเถียงนี้นะครับ เพราะ Develin เองก็เขียนในข้อสรุปของเขาว่า เขารัก Princeton และ Princeton ก็ผลิตนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ จำนวนมาก เพียงแต่ Correlation is not causation นะครับ เพื่อนๆ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- John Cannarella, Joshua A. Spechler (2014) &#8220;Epidemiological modeling of online social network dynamics&#8221; Social and Information Networks (cs.SI); Physics and Society (physics.soc-ph).<br />
- Mike Develin (2014) &#8220;Debunking Princeton&#8221; online <a href="https://www.facebook.com/notes/mike-develin/debunking-princeton/10151947421191849">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://yucatan.com.mx/wp-content/uploads/2014/01/faceprince.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8221;โทรแล้วขับ&#8221; กับ Mario Kart เพิ่มอุบัติเหตุเท่าไหร่กัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Feb 2014 03:00:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7249</guid>
		<description><![CDATA[ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว &#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (ที่มาของภาพ) Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน</p>
<p><span id="more-7249"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">โ</span>ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง</p>
<p>แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/01/mariokart.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/mariokart.jpg" alt="mariokart"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ เดียวกันได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาประการหนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ คนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ขับรถแบบไม่พิมพ์ข้อความกับพิมพ์ข้อความจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่างกันอย่างไร เขาจึงทำการทดลองจากผลของการพิมพ์ข้อความที่มีต่อผลลัพธ์ของการขับรถในเกม Mario Kart แทน</p>
<p>การใช้เกม Mario Kart มาทำการทดลองเพื่อหาผลดังกล่าว นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) ซึ่งนับเป็นการทดลองอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ที่แยกเหตุและผลไม่ออก (Causality Problem)</p>
<p>Gunter (2014) ทำการทดลองจาก 9 คนที่เล่นเกม Mario Kart เป็นประจำ โดยเขาทำการเก็บรายละเอียดอายุ ประสบการณ์การเล่นเกม (Gaming Experience) ประสบการณ์พิมพ์ข้อความ (Texting Experience) และประสบการณ์การขับรถ (Driving Experience) ของคนเหล่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น ทุกคนที่ทำการทดลองจะใช้ตัวละคร Toad คู่กับรถแบบปกติ (Standard Car) และห้ามใช้ Booster [สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดของเกมครับ] </p>
<p>ทุกคนที่ร่วมทดลองต้องเล่นด่าน Moo Moo Meadows ในการแข่ง เพราะมีวัวเดินไปเดินมาในทุ่งและบนถนน ซึ่งเปรียบได้กับการมีคนเดินข้ามถนนไปมาในโลกความจริง ผู้เข้าทดลองแต่ละคนจะขับแบบปกติ 3 รอบ และอีก 3 รอบที่มีการพิมพ์ข้อความ 1 ครั้งต่อรอบ โดยเป็นข้อความคำถามที่เจาะจงคำตอบ เช่น หนังที่คุณชอบคือเรื่องอะไร ตอนกลางวันคุณกินอะไรมา ซึ่งการไม่ตอบจะถือว่าถูกลงโทษโดยปรับเวลาต่อรอบเพิ่มไปอีก 30 วินาที จากนั้นทำการเปรียบเทียบเวลาที่ใช้และคะแนนที่ได้ของทั้งสองครั้งที่เล่นเกม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด่าน Moo Moo Meadow&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/Mkwii_MooMeadows.jpg" alt="Mkwii_MooMeadows" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผลการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ทั้งหมด เวลาเฉลี่ยที่ใช้หากไม่มีการพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 2 นาที 3 วินาที (จากช่วง 1 นาที 47 วินาที ถึง 2 นาที 36 วินาที) และเวลาเฉลี่ยที่ใช้หากพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 3 นาที 31 วินาที (จาก 1 นาที 54 วินาที ถึง 4 นาที 26 วินาที) โดยรอบการแข่งที่ต้องพิมพ์ข้อความใช้เวลานานขึ้นก็เนื่องมาจากรถที่ขับวิ่งออกนอกลู่ (ลงไปบนพื้นหญ้าที่ทำให้ความเร็วลดลง) ชนกับวัวที่เดินอยู่ ชนกับรั้วข้างทาง และบางครั้งวิ่งสวนทาง [อย่างไรก็ดี มีหนึ่งคนที่วางคอนโทรลเลอร์ลงเพื่อตอบข้อความโดยเฉพาะ]</p>
<p>วิธีที่ผู้เข้าร่วมการทดลองใช้ในการตอบข้อความจำแนกออกได้เป็นสามแบบ หนึ่งคือ ยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี สองคือ ถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์ จากนั้นใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี กับสามคือ ละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ (ดูภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผู้ร่วมการทดลองยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment.jpg" alt="text-driving-experiment" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ร่วมการทดลองถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์และใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg" alt="text-driving-experiment-050" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ผู้ร่วมการทดลองละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg" alt="text-driving-experiment-038"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผู้เข้าร่วมการทดลอง 4 คนชนวัวในรอบที่ไม่ได้พิมพ์ข้อความ และ 7 คนชนวัวในรอบพิมพ์ข้อความ ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุถึง 7 ใน 9 หรือเกือบ 80% การใช้เวลาที่นานขึ้นในรอบที่มีการพิมพ์ข้อความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการพิมพ์ข้อความและการเล่นเกม ซึ่งทั้งจำนวนครั้งที่มีการชนวัว รั้ว หรืออุบัติเหตุอื่น และเวลาที่ใช้ในการขับรถมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการพิมพ์ข้อความระหว่างขับ</p>
<p>แม้ว่าการทดลองนี้จะไม่ซับซ้อนและใช้กลุ่มตัวอย่างที่น้อย ทำให้อาจไม่ได้น่าเชื่อถือมากนัก แต่ก็เป็นการทดลองที่น่าสนใจและน่าจะจุดประกายความคิดให้กับการทดลองอื่นตามมา อย่างน้อยที่สุด ข้อสรุปที่แม้ว่าจะไม้ได้ยืนยันตัวเลขการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่า การพิมพ์ข้อความระหว่างขับรถมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอนครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: <a href="http://drjengunter.wordpress.com/2014/02/01/the-effect-of-texting-on-mario-kart-performance-new-study/?utm_content=buffer05a28&#038;utm_medium=social&#038;utm_source=twitter.com&#038;utm_campaign=buffer">The effect of texting on Mario Kart performance, new study.</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>20 เหตุผลที่สาวๆ ควร &#8220;ออกเดท&#8221; กับหนุ่มเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 01:56:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7222</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน &#8230;&#8230;&#8230;. 1. เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization) 2. ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน 3. ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน<span id="more-7222"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>1.	เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization)</p>
<p>2.	ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน</p>
<p>3.	ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่ Demand = Supply) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงอยากได้ของขวัญสุดแพงในวันวาเลนไทน์ ไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้ว เขาก็จะหามาให้คุณจนได้ เพื่อทำให้ตลาดเข้าสู่ดุลยภาพ</p>
<p>4.	เมื่อคุณเริ่มมีการเสื่อมค่า (Depreciation) เขาจะลงทุนเพิ่มขึ้น (Incremental Investment) จนกว่าคุณจะกลับสู่สภาพเดิม เช่น ถ้าคุณผู้หญิงรู้สึกเริ่มมีรอยตีนกาบนใบหน้า เขาพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าฉีดโบท็อกซ์ให้คุณอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>5.	เขามีวิธีเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณอย่างเป็นระบบทางสถิติ (Statistical Tools) แล้วคาดการณ์พฤติกรรมของคุณดีที่สุดตามหลักการอย่างไม่ลำเอียง (Best Linear Unbiased Estimator (BLUE))</p>
<p>6.	เขาอาจจะทำอะไรได้ดีกว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แย่กว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แต่ก็จงมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว โดยเฉลี่ย สิ่งที่คุณได้รับจริง (actual Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Y_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Y_i' title='Y_i' class='latex' />) จะเท่ากับสิ่งที่คุณคาดหวัง (predicted Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Chat%7BY%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\hat{Y}' title='\hat{Y}' class='latex' />) พอดี (Ordinary Least-squared: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Csum%7B%5Chat%7BY%7D%7D%20%3D%20%5Csum%7BY_i%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' title='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' class='latex' />) เช่น ถ้าแฟนของคุณจะไม่ได้พาคุณไปเดทในสถานที่สุดฮิตในวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคุณจะได้รับการชดเชยในวันอื่นที่ไม่มีใครเขาไปกันแทน </p>
<p>7.	ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาจะสังเกต (Observe) ปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของคุณไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้ R-squared สูงขึ้น นั่นย่อมหมายความว่า เขาจะทำนายพฤติกรรมของคุณได้แม่นยำมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p>8.	ถ้าคุณผู้หญิงไม่มีเวลาให้ แฟนของคุณก็สามารถสร้างหุ่นและตัวแบบจำลองขึ้นมาเองได้ (Dummies and Models) [อันนี้ไม่กล้าขยายความ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/couple-ring.jpg" alt="couple-ring" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>9.	ยิ่งคุณผู้หญิงมีความยืดหยุ่นต่อตัวเขามากเท่าไหร่ (High Elasticity) คุณก็จะยิ่งเป็นสินค้าหรูหรามากเท่านั้น (Luxury Goods) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงเป็นคนที่คอยตามใจเขา เขาก็จะคอยเรียกร้องหาคุณอยู่ตลอด ดังนั้น นิสัยการชอบตามใจแฟนของคุณผู้หญิงถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่ง</p>
<p>10.	ถ้าคุณผู้หญิงกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิต (Great Depression) จงสบายใจว่าสิ่งแรกที่แฟนของคุณจะทำคือกระตุ้นการบริโภคของคุณโดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (Increase Spending) เช่น ในเวลาที่คุณกำลังเครียด แฟนของคุณย่อมยินดีที่จะเอาเงินให้คุณไปช็อปปิ้งเพื่อคลายความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับนิสัยผู้หญิงอย่างคุณอยู่แล้ว</p>
<p>11.	ถ้าคุณผู้หญิงมีกิ๊ก แล้วถูกจับได้ แฟนของคุณมีแนวโน้มที่จะให้อภัยได้ง่าย เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันเป็นผลดีกับทุกฝ่าย (Competition increases welfare.) แต่แน่นอนว่า แฟนของคุณก็อาจจะมีกิ๊กได้ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>12.	ถ้าแฟนของคุณจะมองสาวสวยบ้างในเวลาที่ไปเที่ยวกับคุณ ไม่ต้องต่อว่าเขา นั่นก็เพราะการมองเป็นแค่การบริโภคระยะสั้น (Consumption) แต่คุณต่างหากที่เป็นการลงทุนระยะยาว (Investment)</p>
<p>13.	แฟนของคุณจะพยายามทำให้รายได้ของเขาเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องเสมอ (Income Growth) รับประกันได้ว่าอยู่กับหนุ่มนักเศรษฐศาสตร์แล้วจะไม่จนแน่นอน [ยกเว้นคนเขียนกระมัง]</p>
<p>14.	หากคุณผู้หญิงตกงาน แฟนของคุณจะยอมรับสภาพการว่างงานของคุณได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเข้าใจหลักของการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) และที่สำคัญ คุณก็สามารถว่างงานตามธรรมชาติได้อย่างถาวรด้วย (Permanent Unemployment)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" alt="vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>15.	แฟนของคุณสามารถจัดสรรแรงงานและเงินทุนที่มีอยู่ในครอบครัวให้เกิดรายได้สูงที่สุดได้ (Efficient Allocation) เพียงแต่แฟนนักเศรษฐศาสตร์แค่ไม่เคยเรียนว่าจะทำยังไงจึงจะเพิ่มเงินทุนของครอบครัวได้ ซึ่งที่จริงอันนี้สำคัญกว่า <img src="http://setthasat.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif" alt=":P" class="wp-smiley" /> </p>
<p>16.	คุณผู้หญิงจะได้ส่วนแบ่งรายได้ครึ่งหนึ่งของแฟนคุณเสมอตลอดเวลาที่คบกัน เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม (Income Inequality) แต่พึงสังวรด้วยว่า คุณก็จะไม่มีวันได้ถือเงินทั้งหมดของเขาเช่นกัน [ไม่รู้ดีไหมนะครับ]</p>
<p>17.	แต่ในอีกด้านหนึ่ง แฟนของคุณจะแบ่งสรรหน้าที่ในบ้านให้คุณและตัวเขาเองอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (Free Riders) เช่น งานบ้านทุกประเภทจะถูกกำหนดความรับผิดชอบของใครของมันไว้อย่างชัดเจนและเท่าเทียม</p>
<p>18.	แฟนของคุณจะไม่ตำหนิ หากคุณจะเปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกปี เพราะ Solow’s Growth Model บอกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของรายได้ในระยะยาว</p>
<p>19.	เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหากัน คุณผู้หญิงสามารถไปหาหมอดูได้อย่างสบายใจ เพราะนั่นคือการสนับสนุนให้มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) จะเข้ามาจัดการปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>20.	แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมาย แต่ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แฟนของคุณก็จะยังมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณเสมอ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=F%28x%29%20%3D%20x&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='F(x) = x' title='F(x) = x' class='latex' />: Fixed-point Theorem)</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://media1.santabanta.com/full1/Emotions/Love/love-258a.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221; แย่งส่วนแบ่งตลาดเพลงท้องถิ่นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2013 06:27:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7109</guid>
		<description><![CDATA[การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป &#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (ที่มาของภาพ) แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑) &#8220;ตารางที่ ๑&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การขยายตัวของภาพยนตร์ Hollywood ส่งผลใหุ้ตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศของประเทศต่างๆ นั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วการขยายตัวของเพลงป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะผ่านช่องทางการค้าทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกจะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่</p>
<p><span id="more-7109"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารพัฒนาของระบบสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้มีความใกล้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการขายเพลง (Music Trade) ที่คนในประเทศหนึ่งสามารถกดซื้อ(หรือฟัง)เพลงจากอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับว่าในปัจจุบัน สินค้าเพลงได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุนการขนส่ง(ผ่านเทปคาสเซ็ตต์หรือซีดี)อีกต่อไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Britney Spears หนึ่งในราชินีของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat.jpg" alt="britney_spears_painting_in_photoshop_by_packwood-d5v3nat" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>แล้วทำไมต้องสนใจสินค้าเพลง ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าที่คล้ายกันอย่างภาพยนตร์นั้น แทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าสินค้าภาพยนตร์จาก Hollywood ทดแทนสินค้าภาพยนตร์ท้องถิ่นหรือไม่ กระทั่งในยุโรปอันเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีความอนุรักษ์นิยมในชาติตนเองสูงมาก ยังถูกภาพยนตร์อเมริกันครองรายได้ไปถึงสองในสามของตลาด และตลาดเพลงอเมริกันนั้นมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของตลาดภาพยนตร์ในอเมริกันเสียด้วย</p>
<p>จากปี 2001 ถึง 2007 มีศิลปินอย่างน้อย 31 คนที่ขยับขึ้นชาร์ทเพลงฮิตมากกว่า 18 ประเทศในช่วงปีเดียวกัน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินที่มาจากฝั่งอเมริกา (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ รายชื่อศิลปินที่ติดอันดับชาร์ทเพลงฮิตภายในปีเดียวกันมากกว่า 18 ประเทศ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-1.png" alt="Table Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ทำการศึกษาว่า การขยายตัวของ&#8220;อเมริกันป๊อป&#8221;ในประเทศต่างๆ นั้น เข้าไปทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ หรือไม่ พวกเขาใช้ข้อมูลจากชาร์ทเพลงฮิตของ 22 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 98% ของมูลค่าการค้าในตลาดเพลงทั้งโลก ตลอดช่วงปี 1960 ถึง 2007 นับจำนวนอันดับที่เอามาใช้ในการประมาณค่าสมการทั้งสิ้น 1,222,384 อันดับ (จำนวนเพลงจะน้อยกว่านี้เพราะมีการนับซ้ำเมื่อขึ้นชาร์ทต่างๆ ในคนละประเทศ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการประมาณค่า Ferreira and Waldfogel (2010) จำเป็นต้องใช้ยอดขายของเพลงแทนอันดับเพลง โดยพวกเขาทำการประมาณค่ายอดขายเพลงบนพื้นฐานสมการของ Chevalier and Goolsbee (2003) [แม้ว่าอาจจะมีข้อโต้แย้งถึงความไม่แม่นยำอยู่บ้างในประเด็นนี้ แต่ส่วนมากแล้วอันดับเพลงกับยอดขายจะมีความสัมพันธ์กันสูง]</p>
<p>ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าจะมีตลาดเพลงที่ใหญ่ตามไปด้วย โดยภาพที่ ๑ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าทั้งสองข้อมูลนี้มีความสัมพันธ์เป็นบวก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าตลาดเพลง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-1.png" alt="Figure Pop 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>รูปที่ ๒ แกนนอนคือสัดส่วนของ GDP จาก 22 ประเทศตัวอย่าง และแกนตั้งคือสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงจาก 22 ประเทศตัวอย่าง แสดงให้เห็นอย่างหยาบๆ ว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกเช่นกัน นั่นคือ ประเทศที่มีขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะทำการค้าเพลงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประเทศที่อยู่เหนือเส้นทะแยงมุม ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีสัดส่วนการค้าเพลงมากกว่าสัดส่วน GDP นั้นล้วนแต่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ได้แก่ USA UK Canada Sweden Finland และ Netherlands ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดเพลงใหญ่มากๆ กลับแทบไม่มีการค้าเพลงเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจและสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลง &#8220;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Figure-Pop-2.png" alt="Figure Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Ferreira and Waldfogel (2010) ใช้แบบจำลอง Gravity ซึ่งเป็นที่นิยมในการวิเคราะห์การค้าสินค้าทั่วไป โดยปัจจัยกำหนดการค้าเพลงของสองประเทศขึ้นอยู่กับระยะทาง (Distance) ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย ความเหมือนกันของภาษา (Language) ถ้าเป็นภาษาเดียวกันก็จะค้ากันได้ง่ายขึ้น และความชอบเพลงท้องถิ่น (Home Market Bias) ซึ่งวัดจากส่วนต่างระหว่างสัดส่วนของมูลค่าการบริโภคเพลงกับสัดส่วนของมูลค่าการค้าเพลงในประเทศนั้นๆ เช่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีตลาดเพลงใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าการค้าเพลงกับโลกน้อย แสดงว่าตลาดญี่ปุ่นผลิตเองขายเองเป็นหลัก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;iTunes หนึ่งในช่องทางการค้าขนาดใหญ่ของอเมริกันป๊อป&#8221; (<a href="http://southvalleyview.com/wp-content/uploads/2013/01/itunes1.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/itunes1.jpg" alt="itunes1" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๒ พบว่าประเทศที่อยู่ห่างกันมากขึ้น (วัฒนธรรมต่างกัน) จะมียอดขายเพลงต่อกันน้อยลง ภาษาเดียวกันทำให้ยอดขายเพลงมากขึ้นค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าภาษาเป็นอุปสรรคของการค้าเพลงที่าำคัญ แต่ที่น่าสนใจก็คือ มูลค่าการค้าเพลงท้องถิ่นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดเพลงในประเทศนั้นๆ ด้วย นั่นย่อมหมายความว่า อเมริกันป๊อป(หรือเพลงป๊อปของชาติอื่นๆ)ไม่อาจทดแทนตลาดเพลงท้องถิ่นได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-2.png" alt="Table Pop 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>บทความยังทำการแยกวิเคราะห์ในช่วงทศวรรษต่างๆ กันตั้งแต่ปี 1960s ถึงปัจจุบัน ซึ่งพบว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1970s เป็นต้นมา ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าโดยแบบจำลอง Gravity จำแนกตามรายทศวรรษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Table-Pop-3.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดเพลงในโลกมีการเติบโตสูงขึ้นมากในระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าอเมริกันป๊อปจะมีการขยายตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่หากพิจารณาในรายประเทศแล้ว ตลาดเพลงท้องถิ่นนั้นมีการขยายตัวสูงกว่าเพลงต่างชาติที่เข้าไปขายในประเทศนั้นๆ อยู่ดี นั่นจึงอาจกล่าวได้ว่าอเมริกันป๊อปและเพลงต่างชาติสามารถทดแทนเพลงท้องถิ่นได้อย่างจำกัด และเป็นเช่นนี้มาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว</p>
<p>อย่างไรก็ดี งานศึกษาชิ้นนี้แยกประเภทของเพลงท้องถิ่นจากสัญชาติของนักร้องเป็นหลัก จึงไม่ได้กล่าวถึงว่าอเมริกันป๊อปอาจเข้าไปแทรกตัวอยู่ในทำนองหรือดนตรีของชาตินั้นๆ และการที่บทเพลงของบางประเทศสามารถส่งออกได้ก็เพราะมาในแนวของอเมริกันป๊อปไม่ใช่แนวของท้องถิ่นเช่นกัน บทบาทของอเมริกันป๊อปจึงอาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้ รวมทั้งยังสามารถตีความคำว่าแย่งตลาดในความหมายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งอาจเป็นข้อวิจารณ์ของงานชิ้นนี้ได้</p>
<p>สุดท้ายก็ขอให้เพื่อนๆ ฟังเพลงที่ชอบและมีความสุขกับเพลงที่ฟังละกันครับ ขอจบแบบห้วนๆ อย่างนี้ล่ะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Fernando Ferreira &#038; Joel Waldfogel, 2010. &#8220;Pop Internationalism: Has A Half Century of World Music Trade Displaced Local Culture?,&#8221; NBER Working Papers 15964, National Bureau of Economic Research, Inc.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://static.facegfx.com/2013/cartoon-penguins-listening-to-music-dancing-pictures_182278548.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/06/04/pop-internationalism/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; หรือ &#8220;ลงนรก&#8221; มีผลกับอาชญากรรมอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 05:18:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7001</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น &#8230;&#8230;&#8230;. าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน &#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. Shariff (2012)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><span id="more-7001"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ศ</span>าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง</p>
<p>อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (<a href="http://api.ning.com/files/0T13ivKEW385p*X3FkC2LzzxK5uqPP3Rfh2NF9ebGA5PbIBePEpfBylRUI-sfAPk3EC-eEIPODlRUsmhzLkUxNvcPQjS9RVc/GroupPic2.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/GroupPic2.jpg" alt="GroupPic2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Shariff (2012) ทำการทดสอบดูว่า องค์ประกอบของศาสนาในการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นคือความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคมผ่านทางจำนวนอาชญากรรมที่แตกต่างกันหรือไม่</p>
<p>บทความใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้า [ความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าอาจนับได้ว่าเป็นความเชื่อรวมๆ ที่ไม่ได้จำแนกความเป็นสวรรค์หรือนรก] จากการสำรวจ World Value Surveys และ European Value Surveys จำนวน 143,197 ตัวอย่างใน 67 ประเทศตลอด 5 ช่วงเวลามีการสำรวจระหว่างปี 1981-2007 โดยความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้ามาจากคำถามที่ว่า &#8220;คุณมีความเชื่อต่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่?&#8221; ซึ่งหากกลุ่มตัวอย่างเชื่อก็จะถูกนับค่าเป็น 1 และไม่เชื่อนับค่าเป็น 0</p>
<p>ตัวแปรทางจำนวนอาชญากรรมมาจาก United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ซึ่งประกอบด้วยอาชญากรรมทางด้านการฆาตกรรม ปล้น ข่มขืน ลักพาตัว ลอบฆ่า ลักขโมย ยาเสพติด ลักรถ ย่องเบา และค้ามนุษย์ โดยจำนวนอาชญากรรมจะวัดเป็นค่ามาตรฐานทางสถิติ (Z Score) เพื่อให้จำนวนอาชญากรรมเฉลี่ยของแต่ละประเทศถูกปรับมาอยู่ในมาตรฐานค่าเดียวกัน</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับจำนวนอาชญากรรมแต่ละประเภทผ่านทางการประมาณค่าสมการถดถอยเส้นตรง แสดงได้ตามตารางที่ ๑ ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อเรื่องสวรรค์กลับมีผลในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรม ขณะที่ความเชื่อเรื่องนรกมีผลในทางลบต่อจำนวนอาชญากรรม</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการดังกล่าวยังคงให้ความสัมพันธ์ทางบวกของความเชื่อเรื่องสวรรค์ และทางลบของความเชื่อเรื่องนรกที่มีต่อจำนวนอาชญากรรมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะทำการควบคุมตัวแปรที่จำเป็นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น จำนวนครั้งของการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนาที่นับถือ รายได้ต่อหัว และอื่นๆ ดูได้จากด้านล่างของตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์โดยสมการถดถอยของความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกกับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png" alt="journal.pone.0039048.t001" width="100%" class="nature7"/></a></p>
<p>หากพิจารณาผลการประมาณค่าจำนวนอาชญากรรมรวม (ในคอลัมน์สุดท้าย) ในสมการที่ควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว จะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">ความเชื่อเรื่องนรกมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ ลดลงจากค่ามาตรฐาน 1.698 หน่วย ขณะที่ความเชื่อเรื่องสวรรค์จะกลับมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ สูงขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1.820 หน่วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าสมการอาจมีปัญหาว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกอยู่ในสมการ (Multicollinearity) ซึ่งค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนไป Shariff (2012) จึงทำการยุบรวมตัวแปร (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) ให้เป็นตัวแปรเดียวกันก่อนการประมาณค่า เพื่อลดปัญหานี้ที่เกิดขึ้น ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามรูปที่ ๑ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับสมการที่ประมาณค่าแยกตัวแปรกัน</p>
<p>ผลการประมาณค่า พบว่า (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรมในประเทศนั้นๆ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความเชื่อเรื่องสวรรค์มีความสัมพันธ์ในทางบวก และความเชื่อเรื่องนรกมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม [เนื่องจากเครื่องหมายเป็นลบ] เช่นเดียวกับผลที่ปรากฎในสมการตามตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่าง(ความเชื่อเรื่องสวรรค์-นรก)กับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png" alt="journal.pone.0039048.g001"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ค่าตัวเลขที่มากขึ้นหรือลดลงกว่าค่ามาตรฐานว่าจะเป็นเท่าไหร่นั้น อาจดูไม่น่าสนใจมากนัก หากเปรียบเทียบกับทิศทางของความสัมพันธ์ที่ออกมา เพราะนั่นหมายความว่า สังคมที่คนกลัวจะ &#8220;ตกนรก&#8221; กันมากจะก่ออาชญากรรมน้อยลง ขณะที่สังคมที่มีคนที่พร้อมจะทำความดีเพื่อ &#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; จำนวนมาก กลับจะมีจำนวนอาชญากรรมมาก ทั้งนี้ก็เพราะสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์มักจะผูกโยงกับ &#8220;การให้อภัย&#8221; หรือการให้โอกาสกับคนที่ทำผิด เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำความดี รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือกับคนที่น่าสงสาร โดยไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาควรได้รับหรือไม่ จึงมักก่อให้เกิดผลเสียด้านอื่นตามมา เช่น บทลงโทษทางสังคมที่ไม่มีประสิทธิผล หรือบทลงโทษทางกฎหมายที่ไม่จริงจัง เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วบทลงโทษเหล่านี้ย่อมต้องสอดคล้องกับความเห็นชอบของคนในสังคม กระบวนการเหล่านี้เองที่มีผลทำให้อาชญากรรมในสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์และพร้อมจะให้อภัยเพราะคิดว่าเป็นการทำดีเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p>แม้ว่าการประมาณค่าแบบจำลองนี้ยังมีข้อวิจารณ์อยู่อีกมาก แต่ข้อสรุปหรืออย่างน้อยในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น ก็น่าจะกระตุกให้เราคิดอะไรบางอย่างได้พอสมควรว่าการทำความดี โดยเฉพาะในมิติของการให้อภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลังนั้นอาจทำร้ายสังคมที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ @Flurrywong สำหรับบทความดีดีใน <a href="http://www.meconomics.net">MEconomics</a> ครับ</p>
<p>ที่มา:<br />
- Flurrywong (2012) ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กับอัตราการก่ออาชญากรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร. ออนไลน์<a href="http://www.meconomics.net/content/425">ที่นี่</a>.<br />
- Shariff AF, Rhemtulla M (2012) Divergent Effects of Beliefs in Heaven and Hell on National Crime Rates. PLoS ONE 7(6): e39048.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.willjogforfood.com/wp-content/uploads/2011/03/Devil-And-Angel-cartoon.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักการเมืองจะตอบ&#8220;อีเมล์&#8221;กันไหม&#8230;หนอ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Feb 2013 04:08:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6892</guid>
		<description><![CDATA[อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย &#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (ที่มาของภาพ) แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่ &#8230;&#8230;&#8230;. Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่</p>
<p><span id="more-6892"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">อี</span>กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน</p>
<p>โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/de/a/a4/EuropeanParliament.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/EuropeanParliament.jpg" alt="EuropeanParliament" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม </p>
<p>หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2007-2010 จำนวนทั้งสิ้น 142 พรรคการเมือง ที่ให้อีเมล์ติดต่อเอาไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง และที่ Vaccari เลือกประเทศเหล่านี้ก็เพราะมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตสูงมากของโลก</p>
<p>วิธีการศึกษาของ Vaccari น่าสนใจมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายทั้งการดำเนินการและการวัดผล โดยเขาทำการส่งอีเมล์ไปหานักการเมืองเหล่านั้นจริงๆ แล้วรอดูว่าพวกเขาจะตอบอีเมล์หรือไม่ โดยอีเมล์ที่เขาส่งแบ่งออกเป็นสองประเภท อีเมล์ประเภทแรกเพื่อสอบถามถึงแนวทางหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บภาษี(ที่นักการเมืองมักไม่ค่อยพูดถึงในเวลาหาเสียง) และประเภทสองคือเพื่อสอบถามข้อมูลในการอาสาเข้าไปช่วยทำงานให้กับผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือขอเข้าไปเป็นอาสาสมัครในการทำงานให้ผู้สมัครคนนั้นๆ</p>
<p>ผลการศึกษาของ Vaccari (2012) ในภาพที่ ๑ พบว่า เพียงประมาณร้อยละ 20 ของผู้สมัครเท่านั้นที่ตอบอีเมล์ภายใน 1 วันทำการ ขณะที่กว่าร้อยละ 60 กลับไม่เคยตอบอีเมล์เลย ขณะที่พฤติกรรมการตอบอีเมล์แทบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเภทของอีเมล์ ไม่ว่าจะถามเรื่องนโยบาย หรือขอสมัครเข้าไปช่วยทำงานก็ตาม โดยนักการเมืองจากสหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มที่ตอบอีเมล์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 6 ประเทศที่เหลือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ สัดส่วนการตอบอีเมล์ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Monkey-Cage-email.jpeg" alt="Monkey-Cage-email" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อันที่จริง Vaccari (2012) ยังพยายามหาต่อไปด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้สมัครทางการเมืองตอบอีเมล์เร็วหรือช้า โดยใช้แบบจำลอง multivariate logistic regression เปรียบเทียบระหว่างการตอบอีเมล์สองประเภท กับการไม่ตอบอีเมล์เป็นตัวแปรฐานของแบบจำลอง</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ ไม่ได้พบประเด็นที่น่าสนใจมากนัก เพียงแต่ว่าการตอบอีเมล์เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่สังกัดเป็นหลัก พูดอีกอย่างก็คือขึ้นอยู่กับการดำเนินการหรือการให้ความสำคัญของตัวผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/email-politician.png" alt="email-politician" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หากวิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงการสื่อสารการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอันที่จริงนักการเมืองที่ไม่ตอบเหล่านั้นอาจจะไม่เคยอ่านอีเมล์เลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะอีเมล์เป็นการสื่อสารทางเดียว ในมิติที่ว่าเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายได้รับหรือไม่ หรือได้อ่านหรือไม่ (ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะได้อ่านก็ตาม) ดังนั้น วิธีที่ดีขึ้นไปกว่าการส่งอีเมล์ก็คือการโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักงานของผู้สมัครโดยตรง เพราะเท่ากับว่าเราสามารถทราบได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารแล้ว (แต่จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาในอดีต วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การฝากคนที่เรารู้จักไปบอกผู้สมัครโดยตรง เพราะแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เราส่ง และยังสามารถติดตามผลของสารที่เราส่งได้ด้วย (การโทรศัพท์ไปหาอาจติดตามผลได้ไม่ดีนัก) ซึ่งตลอดมาก็เลยทำให้คนที่รู้จักกับนักการเมืองกลายเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์บางอย่าง เพราะเป็นผู้ผูกขาดช่องทางการสื่อสารเข้าสู่นักการเมือง ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะเป็นคนที่ดีแค่ไหนก็ตาม</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่ในปัจจุบัน ภาพของอดีตอาจเปลี่ยนไป เพราะวิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะ twitter เนื่องจากผู้ส่งสารแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่ง ติดตามผลได้ มีหลักฐาน และยังมีสาธารณชนเป็นตัวแรงกดดันให้ผู้สมัครต้องตอบสนองต่อสารที่ส่ง (โดยเฉพาะคำถามดีดี) ส่วนที่ twitter น่าจะดีกว่า facebook ก็เพราะคนที่ใช้ twitter มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะเป็นเจ้าตัวจริงๆ มากกว่าทีมงาน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาเช่นนี้ยังไม่ได้ลองนำมาใช้กับประเทศไทย ซึ่งก็ดูน่าสนใจมาก หากครั้งต่อๆ ไป ใครลองนำไปใช้ก็คงน่าสนใจดีนะครับ อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ กันก่อนแล้วกันครับ </p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Christian Vaccari. You’ve Got (No) Mail: How Parties and Candidates Respond to Email Inquiries in Western Democracies. Paper prepared for the conference “Chasing the Digital Wave: International Lessons for the UK 2015 Election Campaign”, London, 22 November 2012.<br />
- John Light. Do Politicians Read the Emails You Send Them?. December 26, 2012. online at <a href="http://billmoyers.com/2012/12/26/do-politicians-read-the-emails-you-send-them/">BillMoyers</a></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.cni.us.com/newsroom/wp-content/uploads/2013/01/email-integration-2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;สวดมนต์&#8221;แค่ไหน พระเจ้าจึงจะเห็นใจ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Feb 2013 00:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6846</guid>
		<description><![CDATA[การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล &#8230;&#8230;&#8230;. เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง “การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์? เหมือนกันนะครับ ^^ อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ &#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (ที่มาของภาพ) Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล</p>
<p><span id="more-6846"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง <a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/">“การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์?</a> เหมือนกันนะครับ ^^</p>
<p>อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (<a href="http://blog.chron.com/believeitornot/files/legacy/Vatican%20Museums.JPG" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Vatican-Museums.jpg" alt="The Creation of Adam"   width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ National Opinion Research Center เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติทางด้านศาสนา และใช้วิธีวิเคราะห์ในแบบเดียวกับ Singh (1977) โดยกำหนดให้ Y คือทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 X คือความหนาแน่นของจำนวนผู้สวดมนต์เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เช่นกัน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=f%28X%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='f(X)' title='f(X)' class='latex' /> คือฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ (Population Density of Prayer) [Heckman (2010) อ้างว่าเอาฟังก์ชันนี้มาจาก Greeley, A. M. (1972). Unsecular man: The persistence of religion. New York: Schocken Books. แต่ [เสด-ถะ-สาด].com ไม่สามารถหาหนังสือเล่มนี้ได้จริงๆ เลยไม่สามารถบอกได้ว่าฟังก์ชันหน้าตาเป็นอย่างไร]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การที่คนจะสวดมนต์มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ดังนั้น ฟังก์ชันความหนาแน่นของการสวดมนต์ย่อมอยู่ที่เงื่อนไขของทัศนคติของพระเจ้าด้วย (Conditional Density of X given Y) แสดงได้ว่า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g%28X%7CY%29%20%3D%20a%28Y%29exp%28XY%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' title='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' class='latex' /> โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=a%28Y%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='a(Y)' title='a(Y)' class='latex' /> เป็นฟังก์ชันที่ไม่รู้รูปแบบ</p>
<p>อย่างไรก็ดี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%28Y%7CX%3Dx%29%20%3D%20%5Cfrac%7Bf%27%28x%29%7D%7Bf%28x%29%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' title='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' class='latex' /> จะทำให้เราสามารถประมาณค่าสมการทัศนคติของพระเจ้า (Y) ที่เกิดจากความหนาแน่นของการสวดมนต์แต่ละระดับ (X=x) จากฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ของ Greeley ซึ้่งมีข้อมูลของฟังก์ชันนี้ว่า คนส่วนใหญ่มีสองจำพวกคือไม่สวดมนต์เลย และสวดมนต์เยอะมากๆ และจากข้อมูลของ Greeley ช่วยให้เราได้ข้อสรุปตามความหนาแน่นของการสวดมนต์ในแต่ละช่วง ดังตารางที่ ๑ และรูปที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/god.png" alt="god"   width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/God2.png" alt="God2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ถ้าคุณไม่สวดมนต์เลย คุณก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้าตามมีตามเกิด (เพียงเล็กน้อยตามหน้าที่ของพระเจ้า) ขณะที่ถ้าคุณสวดมนต์มากก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้ามากเช่นกัน ในส่วนของการสวดมนต์เพียงเล็กน้อยนั้น จะไม่ได้รับความเห็นใจจากพระเจ้า และอาจเสียเวลาเปล่าๆ (ผลที่ได้มีค่าเป็นลบ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ข้อสรุปของประเด็นนี้ไม่ได้รับคำอธิบายมากนักจาก Heckman (2010) ว่าทำไมการสวดมนต์น้อยจึงทำให้สถานการณ์แย่กว่าการไม่สวดมนต์เลย ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) ต้องการชี้ให้เห็นคุณูปการของการคำนวณทางสถิติที่เราสามารถประมาณการตัวแปรบางประเภทที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตัวแปรที่มองเห็นได้ เขายังเสนอด้วยว่า เทคนิคนี้สามารถนำไปประมาณการความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เท่าเทียมกันของรายได้กับคุณภาพของประชาธิปไตยได้ด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
James Heckman, 2010. &#8220;The Effect Of Prayer On God&#8217;S Attitude Toward Mankind,&#8221; Economic Inquiry, Western Economic Association International, vol. 48(1), pages 234-235, 01.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://thishollowearth.files.wordpress.com/2011/03/prayer.gif">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์)ในการ&#8220;บริจาค&#8221;(หรือทำบุญ)</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jan 2013 05:28:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6776</guid>
		<description><![CDATA[การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง</p>
<p><span id="more-6776"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค</p>
<p>การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร</p>
<p>พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad Giving Habit) และ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำพฤติกรรมที่ว่ามาปรับให้เข้ากับสังคมไทยเป็น ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการบริจาค ทั้งเงินหรือสิ่งของ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๑: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่มีต้นทุนการบริหารจัดการและจัดหาทุนต่ำ</p>
<p>คนที่ตัดสินใจบริจาคมักจะสนใจแค่ว่า &#8220;ถ้าฉันบริจาคไป 100 บาทจะถูกนำไปใช้จริงกี่บาท(หลังหักต้นทุน)&#8221; โดยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่านั้น แต่อันที่จริงต้นทุนของแต่ละมูลนิธิกลับไม่ได้ให้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้เงินบริจาค มูลนิธิสองแห่งที่มีต้นทุนไม่เท่ากันอาจจะมาจากประเภทของการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจน กับมูลนิธิเพื่อรณรงค์ลดการทารุณสัตว์ป่า หรือแม้แต่เป็นมูลนิธิที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันก็ยังอาจมีต้นทุนไม่เท่ากันอยู่ดี เพราะขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนเหมือนกัน แต่ต้นทุนจะต่างกันตามระดับการศึกษา สถานที่อยู่ของเด็ก หรือรายจ่ายที่ครอบคลุมให้เด็ก (ค่าเทอมเฉยๆ หรือค่ากินอยู่ด้วย) เป็นต้น</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๒: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่ยอมให้เราระบุได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร</p>
<p>องค์กรการกุศลบางแห่งเสนอทางเลือกให้คุณสามารถระบุได้ว่า เงินที่คุณบริจาคนั้นจะให้เขาเอาไปทำอะไร แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้คุณเห็นภาพการใช้เงินบริจาคของคุณได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ที่จริงแล้ว มูลนิธิน่าจะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินของตัวเองได้ดีกว่า หากเงินบริจาคมีความยืดหยุ่นและไม่มีข้อจำกัดว่าต้องนำไปใช้อะไร ทั้งนี้ยังไม่นับว่ามูลนิธิอาจจะเอาเงินของคุณไปรวมๆ กันแล้วใช้จ่ายตามปกติลับหลังโดยไม่ให้คุณรู้</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๓: คนเรามักจะรู้สึกว่่าได้แสดงความรักอันยิ่งใหญ่หากบริจาคให้กับมูลนิธิหลายๆ แห่งในคราวเดียวกัน</p>
<p>การดำเนินงานของมูลนิธิแต่ละแห่งมีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs) ในการจัดหาและใช้เงินบริจาค ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมูลนิธินั้นๆ และก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้บริจาคด้วย เช่น ต้นทุนการส่งข่าวสารหรือจดหมายรายเดือนให้กับผู้บริจาคแต่ละคน เป็นต้น ไม่ว่าคนๆ หนึ่งจะบริจาคมากหรือน้อยก็ตาม ต้นทุนธุรกรรมต่อผู้บริจาคหนึ่งคนจะคงที่ เพราะต้องส่งจดหมายรายเดือนเหมือนกัน นั่นหมายความว่า สัดส่วนของต้นทุนธุรกรรมต่อจำนวนเงินบริจาคจะสูงกว่า หากเงินบริจาคมีมูลค่าน้อยกว่า การที่ผู้บริจาคกระจายเงินของตัวเองออกไปให้กับหลายๆ มูลนิธิก็เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนต่อหน่วยให้กับแต่ละมูลนิธิ และเพิ่มต้นทุนรวมให้กับสังคมด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๔: คนเรามักจะหลอกตัวเองว่าผู้รับอยากได้ในสิ่งที่เราอยากให้</p>
<p>เรามักจะให้คุณค่าและความสำคัญมากกว่ากับสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเรา เวลาที่เราบริจาคอะไรก็ตาม เราก็มักบริจาคสิ่งที่เราอยากจะให้มากกว่าที่จะสนใจว่าทางผู้รับหรือมูลนิธิต้องการอะไร หลายคนก็มักลงเอยที่ตามความสะดวกของตัวเอง (ตามแต่จะหาได้) แต่บางคนก็มีความตั้งใจจริงๆ ที่จะซื้อของอย่างที่คิดว่าดี ทั้งที่จริงแล้ว มูลนิธิจะมีความต้องการของไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทางที่ดีหากเป็นไปได้ การติดต่อมูลนิธิล่วงหน้าว่าเขาอยากได้อะไรคงเป็นวิธีที่ดีกว่า</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๕: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่เป็นที่ประสบความเร็จทางการตลาด มากกว่าจะสนใจว่ามูลนิธินั้นทำงานดีขนาดไหน</p>
<p>เวลาที่คนเรานึกถึงสถานที่ที่จะไปทำบุญ มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ ก็จะเป็นที่รู้จักและจะยิ่งมีคนบริจาคมากขึ้นไปอีก ขณะที่มูลนิธิ(หรือวัด)ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับเงินบริจาคอย่างเพียงพอต่อไป หากมองให้ลึกลงไป มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ มักจะเป็นมูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีตำแหน่ง (Position) ทางการตลาดชัดเจน เช่น ปีเกิดต่างๆ จะต้องสะเดาะเคราะห์ที่วัดนั้นวัดนี้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริจาคไปแล้วและคนที่บริจาคเองก็สบายใจ แต่กลับแทบไม่มีคนที่สนใจเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้เงินของมูลนิธินั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ของเตรียมบริจาค&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/47645.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/01/47645.jpg" alt="47645" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปแบบสั้นมากๆ ก็คือ ถ้าเราอ่านรีวิว หาข้อมูล หรือทำการบ้านก่อนจะไปบริจาค ว่าบริจาคที่ไหนดี และสถานที่นั้นๆ ต้องการอะไรให้เหมือนกับเวลาที่เราจะออกไปซื้อของอะไรสักอย่างหนึ่งก็คงจะดี นอกจากนี้ หากมีเวลา ติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิกับการใช้เงินบริจาคของเราก็คงจะดีเช่นกัน</p>
<p>แน่นอนว่าข้อควรคำนึงทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจทำให้เราได้คิด ได้เรียนรู้ในอีกบางด้านที่อาจมองข้ามไปในเวลาที่ไปบริจาคหรือทำบุญ นอกจากนี้ ข้อคำนึงที่กล่าวมาทั้งหมดอาจปรับให้ใช้ได้กับมูลนิธิ องค์กรการกุศล วัด โบสถ์หรือมัสยิดต่างๆ ได้เช่นกัน ต่อไปนี้เราจะได้ทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพกันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: DEAN KARLAN, An Economist’s Guide to Year-End Charitable Giving, available at <a href="http://www.freakonomics.com/2012/12/28/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/">Freakonomics</a> (December 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.toptenthailand.com/images/rank/r_12238.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8220;ใจร้าย&#8221;&#8230;จริงหรือ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2012 05:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6662</guid>
		<description><![CDATA[เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก &#8230;&#8230;&#8230;. ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก</p>
<p><span id="more-6662"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน</p>
<p>ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง</p>
<p>Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า &#8220;ลูกเลี้ยง&#8221;ไม่เหมือนกันกับ&#8221;ลูก&#8221;(แท้ๆ) ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่การเลี้ยงดูจะไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Glaeser (1992) พยายามตอบคำถามนี้ด้วยวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่าด้วยแรงจูงใจ (Incentive Theory) โดยเริ่มจากว่า &#8220;มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่แม่เลี้ยงไม่ได้ใจร้าย&#8221; หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายมากอย่างที่เรากล่าวโทษกัน</p>
<p>ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ต่อเรื่องของซินเดอเรลล่า การได้แต่งงานกับเจ้าชาย (Marriage to the Prince) ถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากๆ และผลได้ในตลาดนี้มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) เพราะผู้ชายคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีแต่น่าเกลียดและยากจน [ลองดูในการ์ตูนดูสิครับ] ขณะที่เจ้าชายเอง (ตามแนวคิดของ Becker (1974)) ก็จะเลือกคู่ครองของตนโดยตัดสินจากความชอบของตัวเอง อันมาจากรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม เป็นต้น (เรื่องราวของรองเท้าแก้วดูไม่มีเหตุผลไปนิด แต่การที่เจ้าชายได้พบเห็นซินเดอเรลล่าแล้วชอบ และพยายามตามหาเธอ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายยังมีเหตุมีผลอยู่บ้างที่ทำตามแรงจูงใจของตัวเอง)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;แม่เลี้ยงกับลูกสาวของแม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8221; (<a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png"  target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png" alt="cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>Glaeser (1992) เสนอแบบจำลองด้านล่างที่ว่าด้วยความพอใจที่คาดหวังของแม่เลี้ยง (Expected Utility of Stepmother: U(Q)) ที่เป็นผลรวมของความพอใจของลูกสาวทุกคนอย่างเท่าๆ กัน โดยเธอมีลูกสาวจำนวน Q คนเพื่อแต่งเสื้อผ้าหน้าผมด้วยทรัพยากร(รายได้)อันมีจำกัดของเธอ ลูกสาวคนที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายจะได้รับความพอใจเท่ากับ M ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งจะได้รับความพอใจเท่ากับ 0 ส่วนเจ้าชายจะเลือกผู้หญิงมาแต่งงานด้วยหนึ่งคนที่ถูกใจที่สุดจากทุกคนในเมืองที่มีจำนวน W โดยแต่ละคนจะแต่งเสื้อผ้าหน้าผมเท่ากับ H ที่แสดงถึงคุณภาพและรสนิยมของตน ขณะที่ความถูกใจของเจ้าชายจะมาจากรสนิยมของเสื้อผ้าหน้าผมกับความแปรปรวนบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ (Noise) (&#949;) ถ้าใครนึกไม่ออกก็อย่างเช่น อารมณ์วันนี้อาจจะชอบคนหน้าตาแบบนี้ พออีกวันนึงก็อาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น</p>
<p>แม่เลี้ยงจะแสวงหาความพอใจที่คาดหวังสูงที่สุดจากแบบจำลอง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=U%28M%5Cint%20F%28Q_1-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_1-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_1-Q_3%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_2-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_2-Q_3%2B%5Cepsilon%29F%28Q_2-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_3-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_3-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_3-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' title='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' class='latex' /></p>
<p>ภายใต้เงื่อนไข <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Q%5Cgeq%20Q_1%2BQ_2%2BQ_3%2C%20Q_1%5Cgeq%200%2C%20Q_2%5Cgeq%200%20%5Ctext%7B%20and%20%7D%20Q_3%5Cgeq%200&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' title='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' class='latex' /></p>
<p>แบบจำลองที่ Glaeser (1992) เสนอมานี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว (เพราะมีจำนวนตัวแปรเยอะกว่าสมการ) แต่หากแทนค่าที่เป็นตัวเลขจากเรื่องซินเดอเรลล่าเข้าไป นั่นคือ M = 1, H = 0.3, Q = 0.9, W = 3, U(x) = x<sup>6</sup> และ &#949; มีการกระจายแบบคงที่อยู่ระหว่าง [0,1] จะได้ค่าความพอใจที่คาดหวังสูงสุดคือการที่ผู้เป็นแม่ลงทุนเสื้อผ้าหน้าผมให้กับลูกสองคนจากสามคน โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกเลี้ยงหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่าแม่คนนี้จะมีลูกเลี้ยงทั้งสามคนหรือลูกแท้ทั้งสามคน เขาก็ควรจะลงทุนเพียงสองในสามเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับการกีดกันว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แล้วอะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนสองในสาม ทำไมไม่หนึ่ง ทำไมไม่สาม ทั้งนี้ก็เพราะผู้เป็นแม่ที่มีรายได้จำกัด แต่อยากให้ลูกสาวหนึ่งในสามคนได้แต่งงานกับเจ้าชายนั้น ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างที่ว่า ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวทั้งสามคน ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะลดลง (H &#8595;&#8595; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะมาก (3 คนจาก W คน) แต่ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวเพียงคนเดียว ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะสูง (H &#8593;&#8593; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะลดลงถึงสามเท่า (1 คนจาก W คน < 3 คนจาก W คน) 

<span style="background-color:#f15a23;">พอผู้เป็นแม่ชั่งน้ำหนักระหว่างความโดดเด่นและโอกาสแล้ว การลงทุนกับลูกสาวสองคนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;องครักษ์ตามหาคนที่สวมรองเท้าแก้วได้พอดี&#8221; (<a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg" target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella4.jpg" alt="cinderella4"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่าค่าที่ได้นั้น อาจแปรเปลี่ยนตามรูปแบบของสมการ จำนวนผู้หญิงในเมือง จำนวนลูกสาว อารมณ์ของเจ้าชาย และอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ค่าที่ถูกต้อง นอกจากคนเขียนนิยายเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย จากสมการที่มีรูปทั่วไปตามที่ Glaeser (1994) เสนอมาแล้วล่ะก็ อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า &#8220;แม่เลี้ยงใจร้าย&#8221; เป็น &#8220;แม่เลี้ยงที่มีเหตุมีผล&#8221; ก็เป็นได้ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Glaeser, Edward L, 1992. &#8220;The Cinderella Paradox Resolved,&#8221; Journal of Political Economy, University of Chicago Press, vol. 100(2), pages 430-32, April.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://themagicalworldof.com/wp-content/uploads/2012/12/bluecinderella.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; หรือ &#8220;แตกแยก ไม่แตกต่าง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Nov 2012 06:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5402</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect) Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน</p>
<p><span id="more-5402"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect)</p>
<p>Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก (Segregation Model) ซึ่งในตอนที่เขานำเสนอนั้น เขามุ่งไปที่การทำความเข้าใจสถานการณ์การแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา โดยด้วยการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของบุคคล(ในระดับจุลภาค)กับความแตกแยกในสังคม(ในระดับมหภาค) แต่คุณูปการของแบบจำลองนี้กลับสามารถประยุกต์กับกรณีอื่นที่เป็นการรวมกันของความแตกต่างในสังคมได้มากกว่าแค่การแบ่งแยกสีผิว เช่น ความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง หรือฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล&#8221; (<a href="http://meteo.lcd.lu/globalwarming/Schelling/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" alt="" title="thomas_schelling_nobelprice_eco_2005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในโลกความเป็นจริง เรามองเห็นภาพความขัดแย้งได้เฉพาะภาพของ&#8221;ความแตกแยก&#8221;ในระดับมหภาค และเราก็มักเชื่อหรือถือเอาว่าสถานการณ์ว่าความแตกแยกในระดับมหภาคดังกล่าวสะท้อนมาจากความขัดแย้งอันเกิดจาก&#8221;ความแตกต่าง&#8221;ในระดับจุลภาคด้วยความรุนแรงที่เหมือนๆ กัน ทั้งนี้เป็นเพราะเราไม่สามารถวัดความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างในระดับจุลภาคได้ </p>
<p>บทความจะขอเริ่มอธิบายจากภาพจุลภาคไปสู่มหภาค ซึ่งจะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ตามแนวคิดของ Schelling ได้ง่ายกว่า แล้วจะทำการสรุปจากภาพมหภาคกลับไปสู่จุลภาคอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>เริ่มต้นจากการสมมติว่าในสังคมมีคนอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คนสีฟ้า และ คนสีแดง ซึ่งคนทั้งสองแบบมีความคิดที่ไม่ตรงกัน คนทั้งสองแบบจึงมี&#8221;ความแตกต่าง&#8221; แต่ต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกัน</p>
<p>สมมติว่าเราเป็นคนสีแดงที่มีบ้านอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่ง โดยมีเพื่อนบ้านล้อมรอบ 7 คนจาก 8 ทิศ [1 ทิศที่เว้นไว้ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับย้ายบ้านไปมาได้] หากเพื่อนบ้าน 7 คนเป็นสีแดงเหมือนกับเรา ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครแตกต่างจากเราเลย ขณะที่หากเพื่อนบ้าน 7 คนใน 8 ทิศ เป็นสีฟ้าทั้งหมด ความขัดแย้งก็จะมากที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือนเราเลย (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ตัวเราและเพื่อนบ้านที่มีความเหมือนและแตกต่างแบบสุดขั้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg" alt="" title="Untitled.003" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในความจริงอาจไม่มีกรณีสุดขั้วดังตัวอย่างข้างต้น แต่จะเป็นกรณีที่มีเพื่อนบ้านคละสีกัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า <strong>คนแต่ละสีจะสามารถอดทนต่อความแตกต่างจากคนสีอื่นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่กัน</strong> </p>
<p>เริ่มต้นจากการมี &#8220;ดุลยภาพเชิงพื้นที่&#8221; (Spatial Equilibrium) ตามรูปที่ ๒ นั่นคือ เรา(สีแดง)รับได้กับการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีสีแดง(อย่างน้อย)ในสัดส่วน 3 คนใน 7 คน หรือต้องมีความชอบต่อความเหมือนกัน (Similarity Preference) ที่ 3/7 นัยยะก็คือถ้ามีสีแดงด้วยกันสักเกือบครึ่งหนึ่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว (แน่นอนว่าในโลกความเป็นจริงความสามารถในการรับความแตกต่างได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ในที่นี้สมมติว่าทุกคนมีเท่ากันคือ 3/7)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ดุลยภาพเชิงพื้นที่ก่อนการเริ่มแบบจำลอง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg" alt="" title="Untitled.004" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เมื่อเกณฑ์ความชอบต่อความเหมือนกันที่รับได้คือ 3/7 การย้ายบ้านหนีของเราสามารถเกิดได้จาก 2 กรณี หนึ่งคือ เราจะย้ายออก ถ้ามีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออก เพราะความเหมือนจะกลายเป็น 2/6 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Exodus Tip หรือเราก็จะย้ายออกเช่นกัน ถ้ามีเพื่อนบ้านสีฟ้าย้ายเข้า ความเหมือนจะกลายเป็น 3/8 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Genesis Tip (ดูรูปที่ ๓) ก็คือถ้าเมื่อไรก็ตามที่ความเหมือนต่ำกว่า 3/7 เราจะย้ายออก


<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการย้ายออกสองรูปแบบ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg" alt="" title="Untitled111.005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กลับมาพิจารณาดุยภาพเชิงพื้นที่ ซึ่งทุกคนจะมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันจำนวน 3/7 อยู่ในชุมชนเสมอ และมีอีกชุมชนที่เหมือนกันอยู่ข้างๆ ลองสมมติว่าเกิดมีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออกจากชุมชนบนไปยังชุมชนล่างด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น น้ำท่วม เจ้าหนี้ทวง เบื่อรถติด ฯลฯ ผลก็คือในชุมชนล่างจะมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็น 4/8 (> 3/7) ส่งผลให้คนสีฟ้าที่มีความอดทนต่ำที่สุดย้ายออกจากชุมชนล่างไปบน ขณะที่ในชุมชนบนจะมีสีแดงลดลงเหลือ 2/7 (< 3/7) ทำให้คนสีแดงที่มีความอดทนต่ำที่สุดก็จะย้ายออกจากชุมชนบนไปยังล่างเช่นกัน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ชุมชนบนมีสีแดงเพียง 2/8 (< 2/7 << 3/7) และชุมชนล่างมีสีแดงถึง 5/7 (> 4/8 >> 3/7) และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายสองชุมชนจะกลายเป็นชุมชนสีแดงและชุมชนสีฟ้าทั้งหมด (ดูรูปที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg" alt="" title="Untitled.007" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg" alt="" title="Untitled.008" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg" alt="" title="Untitled.009" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในโลกความจริงคือภาพมหภาค(ภาพสุดท้าย) ซึ่งมีความแตกแยกอย่างสุดขั้ว เพราะคนสีแดงและคนสีฟ้าจะแยกกันอยู่โดยสมบูรณ์ (Absolute Separation) ทั้งๆ ที่พวกเขาชอบความเหมือนไม่ถึงครึ่ง (=3/7) หรือเรียกว่ารับความแตกต่างได้มากกว่าครึ่งด้วยซ้ำไป</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กระบวนการใน Segregation Model ของ Schelling นั้นสามารถประยุกต์ให้ยากขึ้นได้ เช่น มีจำนวนคนมากขึ้น พื้นที่ใหญ่ขึ้น ช่องว่างมากขึ้น/ลดลง สัดส่วนของคนสองสีที่แตกต่างออกไป ภาพที่ ๕ เป็นกระบวนการของ Segregation Model ในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model ที่ซับซ้อนมากขึ้น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png" alt="" title="schellingmodel" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อสรุปของ Schelling ก็คือ &#8220;Micro Incentive &ne; Macro Aggregate&#8221; ระดับความแตกแยกในมหภาคไม่เหมือนกับระดับความแตกต่าง(ที่รับได้)ของจุลภาค</span></p>
<p>ภาพที่ ๖ เป็นการอยู่รวมกันของคนแต่ละผิวสีใน Chicago ที่ดูแตกแยกกันอย่างชัดเจน และอาจถูกทำให้เชื่อว่าสังคมจะรับได้กับความแตกต่างที่ต่ำมากๆ ซึ่ง Schelling ชี้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น (อย่างน้อยในระยะสั้น แต่ถ้าอยู่รวมกันเองมากเกินไป ความสามารถในการรับความแตกต่างได้จะลดลงเรื่อยๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ความแตกแยกในระดับมหภาคของเมือง Chicago ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความไม่ยอมรับความแตกต่างมากอย่างที่เห็น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif" alt="" title="chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นอุดมการณ์ที่ต้องพยายามทำให้ได้ในทุกสังคม แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ &#8220;(ดูเหมือน)แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้ว่า คนไทยอาจไม่ได้แตกแยกมากอย่างที่เราเห็นกันในภาพรวมก็ได้ และแน่นอนว่า หากเราส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรับความแตกต่างได้มากขึ้นไปอีก เช่น จากที่ต้องมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันอย่างน้อย 3/7 กลายเป็น 2/7 หรือ 1/7 ก็ได้ ภาพความแตกแยกก็จะยิ่งน้อยลงกว่าที่เห็นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกัน ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.marketoracle.co.uk/images/2012/Mar/new_york_segregation.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียงปรบมือของ&#8220;เซเลบริตี้&#8221;มีผลอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2012 06:59:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5172</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่ &#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย</p>
<p><span id="more-5172"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">บ่</span>อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง</p>
<p>ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (<a href="http://wadekwon.com/wp-content/uploads/standing-ovation.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/standingovation/" rel="attachment wp-att-5200"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/standingovation.jpeg" alt="" title="standingovation" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page (2004) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้ในชื่อว่า &#8220;แบบจำลองการลุกขึ้นปรบมือ&#8221; (Standing Ovations Model) โดยแบบจำลองเริ่มจากข้อสมมติ ๔ ข้อ ได้แก่</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพ Q<br />
๒. ผู้ชมแต่ละคนไม่สามารถประเมินคุณภาพที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ พวกเขาจึงรับรู้เพียงสัญญาณ (S) ว่าการแสดงนั้นดีหรือไม่ โดยสัญญาณก็คือคุณภาพที่มาพร้อมกับความคลาดเคลื่อนจากการประเมิน (e) หรือ S = Q + e<br />
๓. กฎข้อแรก ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ หากสิ่งที่เขารับรู้ได้ถึงคุณภาพดีกว่าที่มาตรฐานในใจที่เขาคิดไว้ (Threshold: T) นั่นคือ ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า S > T และไม่สนใจว่าผู้อื่นคิดอย่างไร<br />
๔. กฎข้อต่อมา เนื่องจากเวลาในการคิดหรือประเมินคุณภาพจำกัดมากๆ [ลองจินตนาการดูว่าเวลาที่การแสดงจบ เรามีเวลาแค่เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นปรบมือหรือไม่] การลุกขึ้นปรบมือจึงไม่ได้ถูกตัดสินใจอย่างอิสระ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ปรบมือคนอื่นๆ ในโรงละครด้วย (Peer Effect) นั่นคือ ผู้ชมจะลุกขึ้นปรบมือ หากผู้ชมคนอื่นๆ ลุกขึ้นปรบมือมากกว่าสัดส่วน X% ของจำนวนผู้ชมในโรงละคร โดยค่า X เป็นมาตรฐานในใจของผู้ชมแต่ละคน</p>
<p>ผลของแบบจำลองสามารถสรุปได้ว่า จำนวนผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือมากขึ้น เมื่อ</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพสูง (High Q) เพราะ S (= Q&#8593;&#8593; + e) >> T<br />
๒. มาตรฐานการตัดสินคุณภาพของผู้ชมต่ำ (Low T) เพราะ S (=Q + e) >> T&#8595;&#8595;<br />
๓. มาตรฐานการยืนปรบมือเมื่อคนอื่นยืนปรบมือต่ำ (Low X) นั่นคือ ผู้ชมคนยืนปรบมือไม่ต้องมาก ผู้ชมคนนั้นๆ ก็ยืนปรบมือตามแล้ว<br />
๔. ค่าความคลาดเคลื่อนสูง (High e) </p>
<p>กรณีของค่าความคลาดเคลื่อนสูงสามารถอธิบายได้ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้  สมมติว่ามีผู้ชม 100 คนในโรงละคร พวกเขามีมาตรฐานในใจอยู่ที่ 60 ขณะที่คุณภาพของการแสดงอยู่ที่ 50 ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า Q + e > T ถ้า e มีค่าต่ำ เช่น e = 15 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-65 แต่ถ้า e = 50 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-100 ภาพที่ ๑ อธิบายผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ชมที่ยืนขึ้นปรบมือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ยืนปรบมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-7-11-04-pm-copy/" rel="attachment wp-att-5191"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-7.11.04-PM-copy.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 7.11.04 PM copy" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แล้วความคลาดเคลื่อนจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอะไร หนึ่งคือ ยิ่งผู้ชมมีความเชี่ยวชาญในการดูการแสดงต่ำเท่าไหร่ (Audience) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง และสองคือ ยิ่งการแสดงมีหลากหลายมิติเท่าไหร่ (Multidimension) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง ซึ่งจะทำให้จำนวนคนยืนขึ้นปรบมือสูงขึ้น ดังนั้น ผู้จัดการแสดงต้องทำให้การแสดงมีหลายมิติเข้าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ลึกลงไปกว่านั้น หากเรานึกถึงที่นั่งของโรงละคร จะมีลักษณะเป็นดังภาพที่ ๒ และสมมติว่าเรานั่งอยู่ในตำแหน่งสีแดง เราจะพบว่า เราไม่ได้มองเห็น (Observe) การลุกขึ้นปรบมือของผู้ชมคนอื่นๆ ทั้งโรงละคร แต่มองเห็นเป็นรูปกรวยเฉพาะคนที่อยู่หน้าเราเท่านั้น </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ชมไม่ได้มองเห็นผู้ชมคนอื่นทั่วทั้งโรงละคร พวกเขาเห็นแค่ที่อยุูในสายตา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-8-14-02-pm/" rel="attachment wp-att-5197"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-8.14.02-PM.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 8.14.02 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดจึงมีบทบาทมาก เพราะเมื่อเขาลุกขึ้นปรบมือ เขาจะเป็นสัดส่วนที่สูง (High X) ของจำนวนผู้ชมที่ลุกขึ้นปรบมือในสายตาของผู้ชมในแถวที่สอง ผู้ชมในแถวที่สองก็จะลุกขึ้นปรบมือตาม และกลายเป็นสัดส่วนสำคัญของผู้ชมในกลุ่มที่สามต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนผู้ชมเกือบทั้งโรงละครลุกขึ้นปรบมือจากแถวหน้าสุดไปยังแถวหลัง</p>
<p>นอกจากนี้ การมาชมการแสดงเป็นคู่ก็เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อการแสดงจบ หากคู่ที่มากับเราลุกขึ้นปรบมือ เราเองก็คงต้องลุกขึ้นปรบมือด้วยเช่นกัน [ไม่มีทางเลือก] อีกทั้งหากเราไม่รู้ว่าคู่ของเราจะลุกหรือไม่ การลุกขึ้นปรบมือของเราก็ยังน่าจะดีกว่าการไม่ลุกขึ้นปรบมือเช่นกัน การมาเป็นคู่จึงมีโอกาสที่จะได้เสียงปรบมือมากกว่าด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">เมื่อการแสดงจบลง หากผู้จัดต้องการได้รับเสียงปรบมือดังๆ นอกจากพวกเขาจะผลิตการแสดงที่มีคุณภาพดีแล้ว พวกเขายังสามารถทำได้โดยจัดการแสดงให้มีหลายมิติเข้าไว้ จ้างเซเลบริตี้มานั่งแถวหน้าสุดเพื่อทำหน้าที่ลุกขึ้นปรบมือ และประชาสัมพันธ์ให้มาชมการแสดงกันเป็นคู่</p>
<p>เลยพาลไปนึกถึงว่าแบบจำลองนี้จะใช้กับการสัมมนาวิชาการได้ไหม แต่เท่าที่ทราบ ผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะปรบมือเพราะดีใจที่จบแล้ว มากกว่าประทับใจแฮะ สงสัยต้องปรับแบบจำลองกันต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Page, Scott E. &#8220;The Standing Ovation Problem.&#8221; By John H. Miller. Print. (บทสรุปอ่านได้<a href="https://sites.google.com/site/standingovationmodel/home">ที่นี่</a>).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.clker.com/cliparts/2/4/3/3/12571043261351773352wasat_Theatre_Masks.svg.med.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-21 00:42:48 by W3 Total Cache -->