<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Behavioural Economics</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/behaviour/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; หรือ &#8220;ลงนรก&#8221; มีผลกับอาชญากรรมอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 05:18:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7001</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น &#8230;&#8230;&#8230;. าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน &#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. Shariff (2012)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><span id="more-7001"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ศ</span>าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง</p>
<p>อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (<a href="http://api.ning.com/files/0T13ivKEW385p*X3FkC2LzzxK5uqPP3Rfh2NF9ebGA5PbIBePEpfBylRUI-sfAPk3EC-eEIPODlRUsmhzLkUxNvcPQjS9RVc/GroupPic2.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/GroupPic2.jpg" alt="GroupPic2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Shariff (2012) ทำการทดสอบดูว่า องค์ประกอบของศาสนาในการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นคือความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคมผ่านทางจำนวนอาชญากรรมที่แตกต่างกันหรือไม่</p>
<p>บทความใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้า [ความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าอาจนับได้ว่าเป็นความเชื่อรวมๆ ที่ไม่ได้จำแนกความเป็นสวรรค์หรือนรก] จากการสำรวจ World Value Surveys และ European Value Surveys จำนวน 143,197 ตัวอย่างใน 67 ประเทศตลอด 5 ช่วงเวลามีการสำรวจระหว่างปี 1981-2007 โดยความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้ามาจากคำถามที่ว่า &#8220;คุณมีความเชื่อต่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่?&#8221; ซึ่งหากกลุ่มตัวอย่างเชื่อก็จะถูกนับค่าเป็น 1 และไม่เชื่อนับค่าเป็น 0</p>
<p>ตัวแปรทางจำนวนอาชญากรรมมาจาก United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ซึ่งประกอบด้วยอาชญากรรมทางด้านการฆาตกรรม ปล้น ข่มขืน ลักพาตัว ลอบฆ่า ลักขโมย ยาเสพติด ลักรถ ย่องเบา และค้ามนุษย์ โดยจำนวนอาชญากรรมจะวัดเป็นค่ามาตรฐานทางสถิติ (Z Score) เพื่อให้จำนวนอาชญากรรมเฉลี่ยของแต่ละประเทศถูกปรับมาอยู่ในมาตรฐานค่าเดียวกัน</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับจำนวนอาชญากรรมแต่ละประเภทผ่านทางการประมาณค่าสมการถดถอยเส้นตรง แสดงได้ตามตารางที่ ๑ ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อเรื่องสวรรค์กลับมีผลในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรม ขณะที่ความเชื่อเรื่องนรกมีผลในทางลบต่อจำนวนอาชญากรรม</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการดังกล่าวยังคงให้ความสัมพันธ์ทางบวกของความเชื่อเรื่องสวรรค์ และทางลบของความเชื่อเรื่องนรกที่มีต่อจำนวนอาชญากรรมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะทำการควบคุมตัวแปรที่จำเป็นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น จำนวนครั้งของการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนาที่นับถือ รายได้ต่อหัว และอื่นๆ ดูได้จากด้านล่างของตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์โดยสมการถดถอยของความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกกับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png" alt="journal.pone.0039048.t001" width="100%" class="nature7"/></a></p>
<p>หากพิจารณาผลการประมาณค่าจำนวนอาชญากรรมรวม (ในคอลัมน์สุดท้าย) ในสมการที่ควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว จะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">ความเชื่อเรื่องนรกมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ ลดลงจากค่ามาตรฐาน 1.698 หน่วย ขณะที่ความเชื่อเรื่องสวรรค์จะกลับมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ สูงขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1.820 หน่วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าสมการอาจมีปัญหาว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกอยู่ในสมการ (Multicollinearity) ซึ่งค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนไป Shariff (2012) จึงทำการยุบรวมตัวแปร (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) ให้เป็นตัวแปรเดียวกันก่อนการประมาณค่า เพื่อลดปัญหานี้ที่เกิดขึ้น ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามรูปที่ ๑ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับสมการที่ประมาณค่าแยกตัวแปรกัน</p>
<p>ผลการประมาณค่า พบว่า (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรมในประเทศนั้นๆ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความเชื่อเรื่องสวรรค์มีความสัมพันธ์ในทางบวก และความเชื่อเรื่องนรกมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม [เนื่องจากเครื่องหมายเป็นลบ] เช่นเดียวกับผลที่ปรากฎในสมการตามตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่าง(ความเชื่อเรื่องสวรรค์-นรก)กับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png" alt="journal.pone.0039048.g001"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ค่าตัวเลขที่มากขึ้นหรือลดลงกว่าค่ามาตรฐานว่าจะเป็นเท่าไหร่นั้น อาจดูไม่น่าสนใจมากนัก หากเปรียบเทียบกับทิศทางของความสัมพันธ์ที่ออกมา เพราะนั่นหมายความว่า สังคมที่คนกลัวจะ &#8220;ตกนรก&#8221; กันมากจะก่ออาชญากรรมน้อยลง ขณะที่สังคมที่มีคนที่พร้อมจะทำความดีเพื่อ &#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; จำนวนมาก กลับจะมีจำนวนอาชญากรรมมาก ทั้งนี้ก็เพราะสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์มักจะผูกโยงกับ &#8220;การให้อภัย&#8221; หรือการให้โอกาสกับคนที่ทำผิด เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำความดี รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือกับคนที่น่าสงสาร โดยไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาควรได้รับหรือไม่ จึงมักก่อให้เกิดผลเสียด้านอื่นตามมา เช่น บทลงโทษทางสังคมที่ไม่มีประสิทธิผล หรือบทลงโทษทางกฎหมายที่ไม่จริงจัง เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วบทลงโทษเหล่านี้ย่อมต้องสอดคล้องกับความเห็นชอบของคนในสังคม กระบวนการเหล่านี้เองที่มีผลทำให้อาชญากรรมในสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์และพร้อมจะให้อภัยเพราะคิดว่าเป็นการทำดีเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p>แม้ว่าการประมาณค่าแบบจำลองนี้ยังมีข้อวิจารณ์อยู่อีกมาก แต่ข้อสรุปหรืออย่างน้อยในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น ก็น่าจะกระตุกให้เราคิดอะไรบางอย่างได้พอสมควรว่าการทำความดี โดยเฉพาะในมิติของการให้อภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลังนั้นอาจทำร้ายสังคมที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ @Flurrywong สำหรับบทความดีดีใน <a href="http://www.meconomics.net">MEconomics</a> ครับ</p>
<p>ที่มา:<br />
- Flurrywong (2012) ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กับอัตราการก่ออาชญากรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร. ออนไลน์<a href="http://www.meconomics.net/content/425">ที่นี่</a>.<br />
- Shariff AF, Rhemtulla M (2012) Divergent Effects of Beliefs in Heaven and Hell on National Crime Rates. PLoS ONE 7(6): e39048.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.willjogforfood.com/wp-content/uploads/2011/03/Devil-And-Angel-cartoon.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์)ในการ&#8220;บริจาค&#8221;(หรือทำบุญ)</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jan 2013 05:28:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6776</guid>
		<description><![CDATA[การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง</p>
<p><span id="more-6776"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค</p>
<p>การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร</p>
<p>พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad Giving Habit) และ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำพฤติกรรมที่ว่ามาปรับให้เข้ากับสังคมไทยเป็น ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการบริจาค ทั้งเงินหรือสิ่งของ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๑: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่มีต้นทุนการบริหารจัดการและจัดหาทุนต่ำ</p>
<p>คนที่ตัดสินใจบริจาคมักจะสนใจแค่ว่า &#8220;ถ้าฉันบริจาคไป 100 บาทจะถูกนำไปใช้จริงกี่บาท(หลังหักต้นทุน)&#8221; โดยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่านั้น แต่อันที่จริงต้นทุนของแต่ละมูลนิธิกลับไม่ได้ให้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้เงินบริจาค มูลนิธิสองแห่งที่มีต้นทุนไม่เท่ากันอาจจะมาจากประเภทของการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจน กับมูลนิธิเพื่อรณรงค์ลดการทารุณสัตว์ป่า หรือแม้แต่เป็นมูลนิธิที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันก็ยังอาจมีต้นทุนไม่เท่ากันอยู่ดี เพราะขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนเหมือนกัน แต่ต้นทุนจะต่างกันตามระดับการศึกษา สถานที่อยู่ของเด็ก หรือรายจ่ายที่ครอบคลุมให้เด็ก (ค่าเทอมเฉยๆ หรือค่ากินอยู่ด้วย) เป็นต้น</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๒: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่ยอมให้เราระบุได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร</p>
<p>องค์กรการกุศลบางแห่งเสนอทางเลือกให้คุณสามารถระบุได้ว่า เงินที่คุณบริจาคนั้นจะให้เขาเอาไปทำอะไร แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้คุณเห็นภาพการใช้เงินบริจาคของคุณได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ที่จริงแล้ว มูลนิธิน่าจะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินของตัวเองได้ดีกว่า หากเงินบริจาคมีความยืดหยุ่นและไม่มีข้อจำกัดว่าต้องนำไปใช้อะไร ทั้งนี้ยังไม่นับว่ามูลนิธิอาจจะเอาเงินของคุณไปรวมๆ กันแล้วใช้จ่ายตามปกติลับหลังโดยไม่ให้คุณรู้</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๓: คนเรามักจะรู้สึกว่่าได้แสดงความรักอันยิ่งใหญ่หากบริจาคให้กับมูลนิธิหลายๆ แห่งในคราวเดียวกัน</p>
<p>การดำเนินงานของมูลนิธิแต่ละแห่งมีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs) ในการจัดหาและใช้เงินบริจาค ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมูลนิธินั้นๆ และก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้บริจาคด้วย เช่น ต้นทุนการส่งข่าวสารหรือจดหมายรายเดือนให้กับผู้บริจาคแต่ละคน เป็นต้น ไม่ว่าคนๆ หนึ่งจะบริจาคมากหรือน้อยก็ตาม ต้นทุนธุรกรรมต่อผู้บริจาคหนึ่งคนจะคงที่ เพราะต้องส่งจดหมายรายเดือนเหมือนกัน นั่นหมายความว่า สัดส่วนของต้นทุนธุรกรรมต่อจำนวนเงินบริจาคจะสูงกว่า หากเงินบริจาคมีมูลค่าน้อยกว่า การที่ผู้บริจาคกระจายเงินของตัวเองออกไปให้กับหลายๆ มูลนิธิก็เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนต่อหน่วยให้กับแต่ละมูลนิธิ และเพิ่มต้นทุนรวมให้กับสังคมด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๔: คนเรามักจะหลอกตัวเองว่าผู้รับอยากได้ในสิ่งที่เราอยากให้</p>
<p>เรามักจะให้คุณค่าและความสำคัญมากกว่ากับสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเรา เวลาที่เราบริจาคอะไรก็ตาม เราก็มักบริจาคสิ่งที่เราอยากจะให้มากกว่าที่จะสนใจว่าทางผู้รับหรือมูลนิธิต้องการอะไร หลายคนก็มักลงเอยที่ตามความสะดวกของตัวเอง (ตามแต่จะหาได้) แต่บางคนก็มีความตั้งใจจริงๆ ที่จะซื้อของอย่างที่คิดว่าดี ทั้งที่จริงแล้ว มูลนิธิจะมีความต้องการของไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทางที่ดีหากเป็นไปได้ การติดต่อมูลนิธิล่วงหน้าว่าเขาอยากได้อะไรคงเป็นวิธีที่ดีกว่า</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๕: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่เป็นที่ประสบความเร็จทางการตลาด มากกว่าจะสนใจว่ามูลนิธินั้นทำงานดีขนาดไหน</p>
<p>เวลาที่คนเรานึกถึงสถานที่ที่จะไปทำบุญ มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ ก็จะเป็นที่รู้จักและจะยิ่งมีคนบริจาคมากขึ้นไปอีก ขณะที่มูลนิธิ(หรือวัด)ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับเงินบริจาคอย่างเพียงพอต่อไป หากมองให้ลึกลงไป มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ มักจะเป็นมูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีตำแหน่ง (Position) ทางการตลาดชัดเจน เช่น ปีเกิดต่างๆ จะต้องสะเดาะเคราะห์ที่วัดนั้นวัดนี้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริจาคไปแล้วและคนที่บริจาคเองก็สบายใจ แต่กลับแทบไม่มีคนที่สนใจเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้เงินของมูลนิธินั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ของเตรียมบริจาค&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/47645.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/01/47645.jpg" alt="47645" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปแบบสั้นมากๆ ก็คือ ถ้าเราอ่านรีวิว หาข้อมูล หรือทำการบ้านก่อนจะไปบริจาค ว่าบริจาคที่ไหนดี และสถานที่นั้นๆ ต้องการอะไรให้เหมือนกับเวลาที่เราจะออกไปซื้อของอะไรสักอย่างหนึ่งก็คงจะดี นอกจากนี้ หากมีเวลา ติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิกับการใช้เงินบริจาคของเราก็คงจะดีเช่นกัน</p>
<p>แน่นอนว่าข้อควรคำนึงทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจทำให้เราได้คิด ได้เรียนรู้ในอีกบางด้านที่อาจมองข้ามไปในเวลาที่ไปบริจาคหรือทำบุญ นอกจากนี้ ข้อคำนึงที่กล่าวมาทั้งหมดอาจปรับให้ใช้ได้กับมูลนิธิ องค์กรการกุศล วัด โบสถ์หรือมัสยิดต่างๆ ได้เช่นกัน ต่อไปนี้เราจะได้ทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพกันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: DEAN KARLAN, An Economist’s Guide to Year-End Charitable Giving, available at <a href="http://www.freakonomics.com/2012/12/28/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/">Freakonomics</a> (December 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.toptenthailand.com/images/rank/r_12238.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8220;ใจร้าย&#8221;&#8230;จริงหรือ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2012 05:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6662</guid>
		<description><![CDATA[เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก &#8230;&#8230;&#8230;. ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เทพนิยายซินเดอเรลล่าเป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เรื่องราวของเจ้าชาย รองเท้าแก้ว รถฟักทอง แม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายที่พยายามกีดกันไม่ให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของแม่เลี้ยงอาจไม่เข้าข่ายใจร้าย แต่กลับสมเหตุสมผลแล้วต่างหาก</p>
<p><span id="more-6662"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>ตามแนวคิดดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์ครอบครัว (Family Economics) ของ Becker (1981) พ่อแม่ที่รักลูกเท่ากันจะมีเส้นความพึงพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) ที่มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) แบบสมมาตร จุดที่จะทำให้ความพึงพอใจของพ่อแม่สูงที่สุดก็คือจุดที่จัดสรรรายได้ให้กับลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน</p>
<p>ในเทพนิยายซินเดอเรลล่า แม่เลี้ยงของเธอใจร้าย ไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินใดใดให้กับซินเดอเรลล่า เพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Becker ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกแท้ๆ ของตัวเองมากกว่าลูกเลี้ยง</p>
<p>Bettelheim (1976) เห็นด้วยว่าคำว่า &#8220;เลี้ยง&#8221; (step-) ที่เติมลงไปในคำว่าลูกนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า &#8220;ลูกเลี้ยง&#8221;ไม่เหมือนกันกับ&#8221;ลูก&#8221;(แท้ๆ) ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่การเลี้ยงดูจะไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Glaeser (1992) พยายามตอบคำถามนี้ด้วยวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่าด้วยแรงจูงใจ (Incentive Theory) โดยเริ่มจากว่า &#8220;มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่แม่เลี้ยงไม่ได้ใจร้าย&#8221; หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายมากอย่างที่เรากล่าวโทษกัน</p>
<p>ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ต่อเรื่องของซินเดอเรลล่า การได้แต่งงานกับเจ้าชาย (Marriage to the Prince) ถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากๆ และผลได้ในตลาดนี้มีลักษณะโค้งเว้าเข้า (Convex) เพราะผู้ชายคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในเมืองนั้นมีแต่น่าเกลียดและยากจน [ลองดูในการ์ตูนดูสิครับ] ขณะที่เจ้าชายเอง (ตามแนวคิดของ Becker (1974)) ก็จะเลือกคู่ครองของตนโดยตัดสินจากความชอบของตัวเอง อันมาจากรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม เป็นต้น (เรื่องราวของรองเท้าแก้วดูไม่มีเหตุผลไปนิด แต่การที่เจ้าชายได้พบเห็นซินเดอเรลล่าแล้วชอบ และพยายามตามหาเธอ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายยังมีเหตุมีผลอยู่บ้างที่ทำตามแรงจูงใจของตัวเอง)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;แม่เลี้ยงกับลูกสาวของแม่เลี้ยงของซินเดอเรลล่า&#8221; (<a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://3.bp.blogspot.com/--uUr7weqBlQ/UHOafWWGUiI/AAAAAAAAOCU/mtYc35iXElc/s1600/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png"  target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters.png" alt="cinderella-evil-stepmother-and-stepsisters"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>Glaeser (1992) เสนอแบบจำลองด้านล่างที่ว่าด้วยความพอใจที่คาดหวังของแม่เลี้ยง (Expected Utility of Stepmother: U(Q)) ที่เป็นผลรวมของความพอใจของลูกสาวทุกคนอย่างเท่าๆ กัน โดยเธอมีลูกสาวจำนวน Q คนเพื่อแต่งเสื้อผ้าหน้าผมด้วยทรัพยากร(รายได้)อันมีจำกัดของเธอ ลูกสาวคนที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายจะได้รับความพอใจเท่ากับ M ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งจะได้รับความพอใจเท่ากับ 0 ส่วนเจ้าชายจะเลือกผู้หญิงมาแต่งงานด้วยหนึ่งคนที่ถูกใจที่สุดจากทุกคนในเมืองที่มีจำนวน W โดยแต่ละคนจะแต่งเสื้อผ้าหน้าผมเท่ากับ H ที่แสดงถึงคุณภาพและรสนิยมของตน ขณะที่ความถูกใจของเจ้าชายจะมาจากรสนิยมของเสื้อผ้าหน้าผมกับความแปรปรวนบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ (Noise) (&#949;) ถ้าใครนึกไม่ออกก็อย่างเช่น อารมณ์วันนี้อาจจะชอบคนหน้าตาแบบนี้ พออีกวันนึงก็อาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น</p>
<p>แม่เลี้ยงจะแสวงหาความพอใจที่คาดหวังสูงที่สุดจากแบบจำลอง<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=U%28M%5Cint%20F%28Q_1-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_1-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_1-Q_3%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_2-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_2-Q_3%2B%5Cepsilon%29F%28Q_2-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29%5C%5C%2BU%28M%5Cint%20F%28Q_3-H%2B%5Cepsilon%29%5EWF%28Q_3-Q_2%2B%5Cepsilon%29F%28Q_3-Q_1%2B%5Cepsilon%29f%28%5Cepsilon%29d%5Cepsilon%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' title='U(M\int F(Q_1-H+\epsilon)^WF(Q_1-Q_2+\epsilon)F(Q_1-Q_3+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_2-H+\epsilon)^WF(Q_2-Q_3+\epsilon)F(Q_2-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)\\+U(M\int F(Q_3-H+\epsilon)^WF(Q_3-Q_2+\epsilon)F(Q_3-Q_1+\epsilon)f(\epsilon)d\epsilon)' class='latex' /></p>
<p>ภายใต้เงื่อนไข <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Q%5Cgeq%20Q_1%2BQ_2%2BQ_3%2C%20Q_1%5Cgeq%200%2C%20Q_2%5Cgeq%200%20%5Ctext%7B%20and%20%7D%20Q_3%5Cgeq%200&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' title='Q\geq Q_1+Q_2+Q_3, Q_1\geq 0, Q_2\geq 0 \text{ and } Q_3\geq 0' class='latex' /></p>
<p>แบบจำลองที่ Glaeser (1992) เสนอมานี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว (เพราะมีจำนวนตัวแปรเยอะกว่าสมการ) แต่หากแทนค่าที่เป็นตัวเลขจากเรื่องซินเดอเรลล่าเข้าไป นั่นคือ M = 1, H = 0.3, Q = 0.9, W = 3, U(x) = x<sup>6</sup> และ &#949; มีการกระจายแบบคงที่อยู่ระหว่าง [0,1] จะได้ค่าความพอใจที่คาดหวังสูงสุดคือการที่ผู้เป็นแม่ลงทุนเสื้อผ้าหน้าผมให้กับลูกสองคนจากสามคน โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกเลี้ยงหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่าแม่คนนี้จะมีลูกเลี้ยงทั้งสามคนหรือลูกแท้ทั้งสามคน เขาก็ควรจะลงทุนเพียงสองในสามเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับการกีดกันว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แล้วอะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนสองในสาม ทำไมไม่หนึ่ง ทำไมไม่สาม ทั้งนี้ก็เพราะผู้เป็นแม่ที่มีรายได้จำกัด แต่อยากให้ลูกสาวหนึ่งในสามคนได้แต่งงานกับเจ้าชายนั้น ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างที่ว่า ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวทั้งสามคน ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะลดลง (H &#8595;&#8595; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะมาก (3 คนจาก W คน) แต่ถ้าใช้รายได้ทั้งหมดลงทุนไปกับลูกสาวเพียงคนเดียว ความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เหลือในเมืองจะสูง (H &#8593;&#8593; of H<sup>W</sup>)  แต่โอกาสถูกเลือกจะลดลงถึงสามเท่า (1 คนจาก W คน < 3 คนจาก W คน) 

<span style="background-color:#f15a23;">พอผู้เป็นแม่ชั่งน้ำหนักระหว่างความโดดเด่นและโอกาสแล้ว การลงทุนกับลูกสาวสองคนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นลูกเลี้ยงหรือลูกแท้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;องครักษ์ตามหาคนที่สวมรองเท้าแก้วได้พอดี&#8221; (<a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://thephodiaries.com/wp-content/uploads/2012/07/cinderella4.jpg" target="_blank"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/cinderella4.jpg" alt="cinderella4"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่าค่าที่ได้นั้น อาจแปรเปลี่ยนตามรูปแบบของสมการ จำนวนผู้หญิงในเมือง จำนวนลูกสาว อารมณ์ของเจ้าชาย และอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ค่าที่ถูกต้อง นอกจากคนเขียนนิยายเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย จากสมการที่มีรูปทั่วไปตามที่ Glaeser (1994) เสนอมาแล้วล่ะก็ อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า &#8220;แม่เลี้ยงใจร้าย&#8221; เป็น &#8220;แม่เลี้ยงที่มีเหตุมีผล&#8221; ก็เป็นได้ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Glaeser, Edward L, 1992. &#8220;The Cinderella Paradox Resolved,&#8221; Journal of Political Economy, University of Chicago Press, vol. 100(2), pages 430-32, April.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://themagicalworldof.com/wp-content/uploads/2012/12/bluecinderella.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/25/the-cinderella-paradox-resolved/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นใช้แบรนด์หรู&#8221;&#8230;เป็นเรื่องปกติหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Sep 2012 07:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5219</guid>
		<description><![CDATA[กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน</p>
<p><span id="more-5219"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander จากเยอรมนี และ Mulberry จาก UK ด้วย (Gale, 2010)</p>
<p>งานของ Chandha and Husband (2006) ระบุว่าในปี 2005 ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนมากเป็นการขายผ่านทางห้าง Siam Paragon, เกษรพลาซ่า, Central World, เอราวัณ และ Emporium </p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ การที่สินค้าเหล่านี้มียอดขายสูงขึ้นมากขนาดนี้ ก็เพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงในประเทศไทยเท่านั้นที่ซื้อ แต่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นผู้ซื้อด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่งเริ่มทำงานก็เป็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสองสาเหตุสำคัญของยอดขายที่เติบโตขึ้นมาก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Tovikkai and Jirawattananukool (2010) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบรนด์หรู โดยเน้นไปศึกษาที่กลุ่มนักศึกษาเป็นหลัก พวกเขาเก็บแบบสอบถาม 206 ชุดจากนักศึกษาหญิงใน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล และ ABAC</p>
<p>การศึกษาได้ถามคำถามเพื่อให้ผู้ตอบแต่ละคนระบุตนเองด้วยว่า &#8220;คุณเป็นคนติดแบรนด์หรูใช่หรือไม่?&#8221; (Are you a luxury preference person?) โดย 58 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ใช่” 54 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ไม่ใช่” และอีก 94 คน (ครึ่งหนึ่ง) ตอบว่า “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงคุณลักษณะของผู้ตอบในสามกลุ่มดังกล่าว ตัวแปรที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็น “ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูแต่ละครั้ง” (Spending on Fashion Luxury Products) โดยคนที่ซื้อครั้งละไม่เกิน 10,000 บาทจะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่แน่ใจ” คนที่ซื้อครั้งละ 10,000-30,000 บาท จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” กับ “ไม่แน่ใจ” ส่วนคนที่ซื้อครั้งนึงเกิน 30,000 บาท จะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าคนจะคิดว่าตนเองติดแบรนด์หรูหราหรือไม่นั้น น่าจะอยู่ที่รายจ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ คุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221; ว่าตนเองติดแบรนด์หรู&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png" alt="" title="luxury handbags 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าการเปรียบเทียบจากการมองภาพรวมคร่าวๆ นั้นก็พอจะให้บอกความน่าสนใจได้ แต่ก็อาจไม่ครบถ้วน การศึกษาจึงนำคุณสมบัติต่างๆ มาทดสอบ Chi-squared ว่าหาปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทางสถิติที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ติดหรือไม่ติดแบรนด์หรู โดยพบว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา เงินในประเป๋า รายได้ของพ่อแม่ และฐานะทางบ้าน (วัดจากทำเลของบ้านที่อยู่) แต่กลับขึ้นอยู่กับรายจ่ายในการซื้อต่อครั้ง ความถี่ในการซื้อ ความตั้งใจที่จะซื้อ(ในปีหน้า) และการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเท่านั้น (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดสอบคุณลักษณะด้านต่างๆ ด้วย Chi-squared ระหว่างคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; กับ &#8220;ไม่ใช่&#8221; ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (ในช่องสีแดงแสดงว่ามีความแตกต่างกัน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png" alt="" title="luxury handbags 2" width="100%" class="nature6" /></a><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">หากถามคนเหล่านี้ว่า “ในความคิดของคุณ อะไรคือสินค้าหรูหรา?” (What is luxury product in your opinion?) ทั้งสามกลุ่มให้นิยามแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ตอบว่าใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและให้ความสบายทางกายอย่างมาก” คนที่ตอบว่าไม่ใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีราคาแพงและไม่จำเป็น แต่อยากได้” ขณะที่คนที่ไม่แน่ใจตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ” อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ค่อนข้างดูมีเหตุผล เพราะสนใจเรื่องคุณภาพ พวกเขาเองจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนติดแบรนด์หรือไม่ (ดูตารางที่ ๓)</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความหมายของคำว่าแบรนด์หรูในความคิดของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png" alt="" title="luxury handbags 3"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ทีนี้ลองดูกันว่า กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เขาชอบสินค้าแบรนด์ไหนกันบ้าง (เรียงจากมากไปหาน้อย) กลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” เป็นคนติดแบรนด์ ชอบ Chanel, Louis Vuitton, Gucci, Hermes และ Balenciaga ตามลำดับ กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ชอบ Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Christian Dior และ Paul Smith กับ Prada (คะแนนเท่ากัน) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ “ไม่แน่ใจ” ตอบว่า Louis Vuitton, Gucci กับ Chanel (คะแนนเท่ากัน), Paul Smith และ Burberry ตามลำดับ (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ แบรนด์ที่ชื่นชอบของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png" alt="" title="luxury handbags 4"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ผลที่ได้จากการสำรวจโดยรวมมีความใกล้เคียงกับรายงานของ MillwardBrown ที่พบว่า Louis Vuitton, Hermes, CHANEL, Gucci, Prada เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก ดังตารางที่ ๕</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ สินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg" alt="" title="Top-Luxury-Brands" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุป<span style="background-color:#f15a23;">ในเบื้องต้นของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูของไทยก็คือ ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะมีการศึกษามากหรือน้อย รายได้จะมากหรือน้อย หรือบ้านจะรวยหรือจน แต่สำคัญแค่ว่าคุณซื้อ(หรือมีความตั้งใจที่จะซื้อ)มันหรือยัง โดยหากคุณได้ซื้อ(หรือเคยซื้อ)สินค้าแบรนด์หรูไปแล้ว คุณก็มีแนวโน้มจะติดมันต่อไป เกณฑ์ที่ดูเหมือนจะบอกว่าคุณจะติดหรือไม่น่าจะอยู่ที่สินค้าเกินกว่า 20,000 บาทต่อชิ้น [มาจากค่าเฉลี่ยระหว่าง 10,000-30,000 บาท]</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>คำถามก็คือ วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือว่าที่ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>ไม่มีการศึกษาในแบบเดียวกันนี้กับกรณีของวัยรุ่นทั่วโลก แต่ Chandha and Husband (2006) ก็ได้ทำการศึกษาพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียเอาไว้ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ เราก็อาจจะตอบคำถามดังกล่าวได้ด้วย</p>
<p>Chandha and Husband (2006) ได้จำแนกพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png" alt="" title="luxury handbags 5" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขั้นที่ ๑ Subjugation เป็นช่วงเวลาที่ประเทศนั้นๆ ยังยากจน การกระจายของตราสินค้าหรูหราจะยังคงอยู่ในวงแคบๆ เช่น ชนชั้นผู้ล่าอาณานิคม หรือชนชั้นปกครอง</p>
<p>ขั้นที่ ๒ Start of money เป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีกินมีใช้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สินค้าเหล่านี้จะถูกครอบครองโดยเศรษฐี หรือชนชั้นที่ร่ำรวยจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ดีนัก คนรวยจึงรวยมากและมีจำนวนไม่มาก</p>
<p>ขั้นที่ ๓ Show-off เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เหลือจากการซื้อสินค้าจำเป็น จึงสามารถซื้อสินค้าที่บ่งบอกฐานะได้ (Status Marks) และสืบเนื่องจากพัฒนาการจากขั้นที่สอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งจึงต้องการครอบครองสินค้าเหล่านี้เพื่อบ่งบอกสถานะของตนเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนที่มากไปกว่าแค่การซื้อเพื่อใช้สอยดังที่เคยเป็นมา โดยประเทศไทย(น่าจะ)อยู่ในขั้นนี้</p>
<p>ขั้นที่ ๔ Fit-in เป็นช่วงที่สินค้าที่มีตราหรูหรากระจายไปทั่วกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว คนที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้นั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในขั้นที่ ๓ เนื่องจากไม่ใช่การซื้อเพื่อแสดงสถานะ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม กล่าวคือ ซื้อเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์</p>
<p>ขั้นที่ ๕ Way of life เป็นช่วงที่สินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยการบริโภคของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างก็คือ หากได้ซื้อไปใช้แล้วครั้งหนึ่งก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าในระดับเดียวกันใช้ต่อๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี <span style="background-color:#f15a23;">พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขาย จึงเป็นความตั้งใจที่ผู้ขายต้องการให้เกิดขึ้นในทุกประเทศอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยงานของ Chandha and Husband (2006) ก็ให้ข้อสรุปกับทุกประเทศในเอเซียที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอยู่ดี ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ Mikhail Gorbachev อดีตประธานสหภาพโซเวียตกับกระเป๋า Louis Vuitton ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากได้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนทั้งโลกว่า ผู้นำสหภาพโซเวียต(หรือภรรยา) พวกเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg" alt="" title="luxury handbags 6" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้ววัยรุ่นในยุโรปเป็นเช่นนี้หรือไม่ คำตอบกับบางประเทศในอดีตคือ “ใช่” ทั้งนี้เพราะจุดเริ่มต้นของความนิยมสินค้าแบรนด์หรูนั้นมักเกิดจากการที่สังคมเคยอยู่ในระบบชนชั้นมาก่อน การก้าวสู่สถานะทางชนชั้นที่สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำว่าชนชั้นในที่นี้อาจเป็นฐานะ อำนาจหรือชื่อเสียง ซึ่งการได้สินค้าแบรนด์หรูมาครอบครองก็ดูเหมือนจะเป็นแนวทางในการบอกสถานภาพอย่างหนึ่ง</p>
<p>ดังนั้น สถานการณ์ที่มักจะบ่นกันว่า วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำใจ เพียงแต่อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเด็กๆ ของเราแย่กว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Kamolwan Tovikkai and Wiwatchai Jirawattananukool (2010) “An Exploratory Study on Young Thai Women Consumer Behavior toward Purchasing Luxury Fashion Brands” Master Thesis, School of Sustainable Development of Society and Technology, Malardalen University, Sweden.<br />
&#8211; Chadha, R. &#038; Husband, P. (2006). The Cult of Luxury Brands: Inside Asia’s Love Affair with Luxury. Nicholas Brealey International; London, Boston.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายจะควบคุม&#8221;วัฒนธรรมคอรัปชั่น&#8221;ได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2012 03:39:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4946</guid>
		<description><![CDATA[คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่ Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4946"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ที่</span>ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก </p>
<p>ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่</p>
<p>Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย</p>
<p>การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก BBC ขนานนามว่าเป็น “บัตรจอดรถฟรีที่ดีที่สุดในโลก”</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้ายทะเบียนนัการฑูตที่มีตัวอักษร D ติดอยู่&#8221; (<a href="http://olavsplates.com/usa.html" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg" alt="" title="usa-dos_043pkd" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ (บน) แสดงจำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่าย และเนื่องจากจำนวนนักการฑูตของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ข้อมูลในภาพจึงพิจารณาเป็นจำนวนใบสั่งเฉลี่ยต่อคน สีเข้มคือประเทศที่นักการฑูตได้รับใบสั่งและไม่ได้ไปจ่ายเป็นจำนวนมาก และสีอ่อนคือน้อย ส่วนภาพที่ ๑ (ล่าง) แสดงค่าดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของแต่ละประเทศ โดยสีเข้มคือประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง และสีอ่อนคือต่ำ ความน่าสนใจก็คือ หากดูคร่าวๆ แล้ว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีระดับการคอรัปชั่นต่ำทุกประเทศจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับน้อย ขณะที่ประเทศแถบแอฟริกาที่มีการคอรัปชั่นสูงก็จะมีใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ (บน) จำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่ายต่อคน <br/>(ล่าง) ดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่นของแต่ละประเทศ (<a href="http://blogs-images.forbes.com/jonbruner/files/2011/07/Parking-large.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)<br/>ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 32 จาก 146 ประเทศเรียงตามจำนวนใบสั่งต่อคนสูงที่สุด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png" alt="" title="Parking-large" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ตีความว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่นสูง น่าจะเคยมีและใช้อภิสิทธิ์ในประเทศตนเองมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นิวยอร์ค พวกเขาจึงมีแนวโน้มสูงที่จะกระทำการใดใดจากสิทธิพิเศษที่ตนเองมีด้วยความเคยชิน โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมมากนัก </p>
<p>บางคนคงโต้แย้งว่า นักการฑูตในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอาจจะมีภารกิจน้อยกว่าหรือไม่เร่งรีบ พวกเขาก็เลยไม่ต้องฝ่าฝืนกฎจราจร ใบสั่งจึงมีไม่มาก ข้อมูลที่ถูกต้องก็คือ พวกเขาได้รับใบสั่งจำนวนไม่มากก็จริง แต่เมื่อได้รับใบสั่ง พวกเขาเลือกที่จะไปจ่ายค่าปรับ ซึ่งเท่ากับว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่ไม่มีสิทธิพิเศษมักจะเลือกที่จะเคารพกฎหมาย และยอมรับบทลงโทษเมื่อกระทำผิดมากกว่าคนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีสิทธิพิเศษ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การศึกษาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ร่วมกับปัจจัยด้านอื่นๆ ของแต่ละประเทศและดัชนีการคอรัปชั่น ซึ่งแสดงผลได้ในตารางที่ ๑ จะเห็นว่า ประเทศที่มีค่าดัชนีคอรัปชั่นสูงจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png" alt="" title="corruption1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ยังสนใจต่อด้วยว่าเมื่อนักการฑูตเหล่านี้อยู่ในนิวยอร์คนานขึ้น พวกเขาจะปรับตัวเข้ากับกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ของนิวยอร์คที่มีคอรัปชั่นน้อย หรือจะยังคงเคยชินกับการใช้อภิสิทธิ์และเชี่ยวชาญมากขึ้นในการหาช่องว่างของกฎหมาย ผลการประมาณค่าจากข้อมูลของนักการฑูตรายบุคคลออกมาตามตารางที่ ๒ พบว่ายิ่งนักการทูตอยู่ที่นิวยอร์คนานขึ้น พวกเขากลับจะยิ่งมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับมากขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า วัฒนธรรมที่ติดตัวมาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่หรือกฎหมายใหม่ พวกเขาก็ยังคงพร้อมจะใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน เมื่อพิจารณาเวลาที่พวกเขาอยู่ในนิวยอร์คแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption2/" rel="attachment wp-att-5011"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption2.png" alt="" title="Corruption2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของนิวยอร์คประสบกับแรงต้านอย่างหนัก เพราะการฝ่าฝืนกฎจราจรของนักการฑูตเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันในแบบที่สังคมอเมริกันไม่อาจยอมรับได้ รัฐบาลนิวยอร์คจึงแก้เผ็ดนักการฑูตที่ไม่จ่ายค่าปรับโดยการหักเงินค่าปรับออกจากเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ลักษณะการจอดรถของนักการฑูตที่มักก่อให้เกิดปัญหา (<a href="http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?115240-Putin-advance-party-tries-to-use-counterfeit-money" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg" alt="" title="800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริง การเรียกเก็บค่าปรับจากการจอดรถผิดกฎจราจรมันมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาล แต่มันก็ได้สร้างความอับอาย หรืออย่างน้อยก็เป็นการฟ้องให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้รับรู้</p>
<p>ผลที่ตามมาดีเกินคาดคือ จำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณรวมๆ แล้ว 1000 ใบต่อเดือน เหลือแค่ประมาณ 70 ใบต่อเดือนเท่านั้น ตามภาพที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนใบสั่งต่อเดือน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption4/" rel="attachment wp-att-5013"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption4.png" alt="" title="Corruption4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Fisman and Miguel (2006) สนใจประเด็นนี้มาก เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ดูจะได้ผลดีทีเดียว พวกเขาจึงนำเอาข้อมูลภายหลังจากที่รัฐบาลนิวยอร์คบังคับใช้กฎนี้มาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินอีกครั้งหลังการบังคับเรียกเก็บจากเงินช่วยเหลือ ผลที่ได้เป็นตามตารางที่ ๓ ซึ่งแม้ว่าค่าดัชนีคอรัปชั่นจะยังคงมีผลต่อจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระ แต่ก็ลดลงอย่างมาก </p>
<p>จากการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ในกรณีที่ประเทศมีระดับการคอรัปชั่นกลางๆ ค่อนข้างสูง (ค่า CPI ประมาณ 4) จะเท่ากับว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพลดการคอรัปชั่นลงไปได้ e<sup>(1-0.3)(4)</sup> &#8211; 1 = 94% เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ภายหลังการใช้บังคับกฎใหม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption3/" rel="attachment wp-att-5012"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption3.png" alt="" title="Corruption3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่น นั่นหมายความว่าพวเขามีนิสัยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน แม้จะมาอยู่ในสถานที่ที่มีกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ พวกเขาจะยังคงเคยชินกับการใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนเช่นเดิม แถมยังมีการปรับตัวจนสามารถคอรัปชั่นได้มากขึ้นในวัฒนธรรมใหม่เสียอีก</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งก็ยังคงเป็นหัวใจในการต่อต้านการคอรัปชั่น โดยสามารถลดระดับการคอรัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่อาจทำให้คอรัปชั่นหมดไปได้โดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะคอรัปชั่นฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งหลายประการ โดยเฉพาะจากนักสังคมศาสตร์ เนื่องจากเป็นการมองเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ด้วยวิธีมองที่ต่างออกไปในการวิเคราะห์ปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งน่าจะทำให้งานวิจัยจำนวนมากได้ประโยชน์ในอนาคต แต่ความยากในความเป็นจริงคงอยู่ที่ว่า แม้กฎหมายจะลดระดับคอรัปชั่นได้มาก แต่คนที่คอรัปชั่นก็มักเป็นผู้ควบคุมกฎหมายด้วยเนี่ยสิ &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Raymond Fisman &#038; Edward Miguel, 2006. &#8220;Cultures of Corruption: Evidence From Diplomatic Parking Tickets,&#8221; NBER Working Papers 12312, National Bureau of Economic Research.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.quirkycottages.com/Editor/assets/parking%20area%20sign.png">here</a>, rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing and Mini car image from <a href="http://pixabay.com/en/photos/get_image/34326/?t=1355604448&#038;c=f458bc022ebda3497191&#038;ext=png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรามี&#8220;เพื่อน&#8221;ได้มากที่สุด&#8230;กี่คน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Aug 2012 04:44:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4953</guid>
		<description><![CDATA[Dunbar&#8217;s Number คือตัวเลขจำนวนเพื่อนที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์จะสามารถจำรายละเอียดได้ ซึ่งก็คือ 150 คน และก็เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวนคนเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มในประวัติศาสตร์ ซึ่งมาจากผลได้และต้นทุนของการรวมกลุ่ม บทความนี้จะชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกันดังกล่าว &#8230;&#8230;&#8230;. วามสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) เป็นหัวข้อที่มีการศึกษามาเป็นเวลานาน เนื่องจากความสัมพันธ์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการเกี่ยวข้องกันทางสังคม (Social Exchange and Affiliation) ของมนุษย์ ประเด็นหนึ่งที่มีการศึกษากันมากก็คือ ขนาดของกลุ่ม (Group Size) หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ จำนวนคนที่มาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นถูกกำหนดจากปัจจัยอะไรบ้าง ในทางมานุษยวิทยาดั้งเดิม ขนาดของกลุ่มจะใหญ่หรือเล็ก (มีคนในกลุ่มมากหรือน้อย) ขึ้นอยู่กับความสมดุลของประโยชน์ที่จะได้รับกับต้นทุนของการรวมกลุ่ม (Cost-Benefit of Group Living) การอยู่รวมกันช่วยลดความเสี่ยงในการถูกล่าจากศัตรู (ซึ่งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่น) และยังเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดจากการปกป้องดินแดนในการผลิตหรือหาอาหาร ขณะที่ขนาดของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นก็มีต้นทุนจากการแข่งขันระหว่างกันเองของคนในกลุ่ม และต้นทุนของการแบ่งปันผลผลิตให้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน กล่าวโดยสรุปก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Dunbar&#8217;s Number คือตัวเลขจำนวนเพื่อนที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์จะสามารถจำรายละเอียดได้ ซึ่งก็คือ 150 คน และก็เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวนคนเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มในประวัติศาสตร์ ซึ่งมาจากผลได้และต้นทุนของการรวมกลุ่ม บทความนี้จะชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกันดังกล่าว</p>
<p><span id="more-4953"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ค</span>วามสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) เป็นหัวข้อที่มีการศึกษามาเป็นเวลานาน เนื่องจากความสัมพันธ์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการเกี่ยวข้องกันทางสังคม (Social Exchange and Affiliation) ของมนุษย์ ประเด็นหนึ่งที่มีการศึกษากันมากก็คือ ขนาดของกลุ่ม (Group Size) หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ จำนวนคนที่มาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นถูกกำหนดจากปัจจัยอะไรบ้าง</p>
<p>ในทางมานุษยวิทยาดั้งเดิม ขนาดของกลุ่มจะใหญ่หรือเล็ก (มีคนในกลุ่มมากหรือน้อย) ขึ้นอยู่กับความสมดุลของประโยชน์ที่จะได้รับกับต้นทุนของการรวมกลุ่ม (Cost-Benefit of Group Living) การอยู่รวมกันช่วยลดความเสี่ยงในการถูกล่าจากศัตรู (ซึ่งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่น) และยังเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดจากการปกป้องดินแดนในการผลิตหรือหาอาหาร ขณะที่ขนาดของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นก็มีต้นทุนจากการแข่งขันระหว่างกันเองของคนในกลุ่ม และต้นทุนของการแบ่งปันผลผลิตให้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าคนในกลุ่มมีน้อยไป โอกาสถูกล่าก็มาก แต่ถ้าคนในกลุ่มมีมากไป อาหารที่หาได้ก็จะถูกแบ่งไปมากจนไม่พอกิน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;มิตรภาพ&#8221; (<a href="http://www.jonathanhilton.com/wp-content/uploads/friendship.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/friendship.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/friendship.jpeg" alt="" title="friendship" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ต่อมา นักมานุษยวิทยาและจิตวิทยาชื่อ Robin Dunbar (1992) ได้ปฏิวัติวิธีการอธิบายของนักมานุษยวิทยาดั้งเดิมเกี่ยวกับขนาดของกลุ่ม เขาเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐาน Social Brain Hypothesis (SBH) ภายใต้ความเชื่อที่ว่า สมองของมนุษย์มีขีดจำกัดในการจำรายละเอียดต่างๆ นั่นคือ จำนวนของเพื่อนมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของสมองส่วนหน้า (Neocortex Size as a Constraint on Group Size) [เนื่องจากผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่อาจอธิบายรายละเอียดได้ว่าทำไมต้องเป็น "สมองส่วนหน้า" แต่คิดว่าคงทำหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลกระมังครับ]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งข้อมูลของการรวมกลุ่มในประวัติศาสตร์ทางมานุษยวิทยาดั้งเดิมและผลที่ได้จากการทดลองทางจิตวิทยาต่างก็ให้ค่าที่ใกล้เคียงกันว่า &#8220;มนุษย์มีเพื่อนได้มากที่สุด 150 คน&#8221; ซึ่งตัวเลข 150 นี้ถูกเรียกว่า Dunbar&#8217;s Number</p>
<p>อย่างไรก็ดี การศึกษาของ Dunbar (2010) ไปไกลกว่านั้น เขาได้สร้างวงของการเข้าถึง (Circle of Acquaintanceship) ขึ้น ดังภาพที่ ๑ โดย EGO หมายถึงตัวเราเอง จากนั้นจะเป็นวงของเพื่อนที่สนิทที่สุด 5 คน และจะเริ่มขยายออกไปในอัตราส่วนประมาณ 3 เท่า คือ 15, 50 และ 150 ตามลำดับ Dunbar จึงมักเรียกวงของการเข้าถึงเหล่านี้ว่า วง 5-15-50-150 และขนาดของวงเช่นนี้เป็นได้ทั้งในแนวราบ เช่น ในกลุ่มเพื่อน และในแนวตั้ง เช่น ในกองทัพ องค์กรธุรกิจ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ วงของการเข้าถึง (Circle of Acquaintanceship) เริ่มจาก 5 คนและค่อยๆ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 3 เท่า&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-13.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-13.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>Dunbar (2010) อ้างอิงงานของ Roberts, Dunbar, Pollet and Kuppens (2009) ที่ทำการทดสอบตัวเลขชุดนี้ทางสถิติ พวกเขาทำการสำรวจผู้หญิง 295 คนในสหราชอาณาจักรและเบลเยี่ยม เพื่อให้ระบุความใกล้ชิดทางอารมณ์ (Emotional Closeness) ในการพบปะพูดคุยกันครั้งสุดท้าย เป็นค่าตั้งแต่ 1-10 ที่มีต่อเพื่อนลำดับที่ 1, 2, 3, &#8230;, >150</p>
<p>ผลการศึกษาแสดงได้ตามรูปที่ ๒ ซึ่งหากจัดเพื่อนตามลำดับที่ว่ามาออกเป็นวง 5-15-50-150-500 จะพบว่า ค่าเฉลี่ยของความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่มีต่อเพื่อนในแต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (F<sub>4,18538</sub> = 2002.4; <i>p</i><.0001) และแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญด้วย (Scheffe tests; <i>p</i><.001)

กล่าวคือ <span style="background-color:#f15a23;">วง 5-15-50-150-500 มีความหมายต่อความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ค่าเฉลี่ยของความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่มีต่อเพื่อนในแต่ละกลุ่มตามวงของการเข้าถึง ซึ่งความใกล้ชิดทางอารมณ์มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-21.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-21.png" alt="" title="Untitled-2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>นอกเหนือจากความใกล้ชิดทางอารมณ์ที่เป็นเรื่องของความรู้สึกแล้ว Roberts, Dunbar, Pollet and Kuppens (2009) ยังสอบถามเรื่องจำนวนครั้งของการติดต่อกัน (Contact per day) ด้วย ผลออกมาตามรูปที่ ๓ ซึ่ง เพื่อนสนิทที่สุด 5 คนแรกจะมีอัตราการติดต่อกันประมาณ 0.37 ครั้งต่อคนต่อวัน ขณะที่คนที่อยู่ในวง 50-150 มีการติดต่อกันน้อยมาก และวง 150-500 แทบจะไม่มีการติดต่อกันเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ จำนวนครั้งของการติดต่อกันระหว่างเพื่อนในแต่ละกลุ่มตามวงของการเข้าถึง ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อจำนวนเพื่อนเกิน 150 คนก็แทบจะไม่มีโอกาสติดต่อกันแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-31.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-31.png" alt="" title="Untitled-3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Sutcliffe, Dunbar, Binder and Arrow (2011) ได้เสนอแบบจำลองที่ผสมผสานแนวคิดเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับข้อจำกัดทางด้านความจำของสมองส่วนหน้ากับการวิเคราะห์ต้นทุนผลได้ในมุมมองของมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิม ดังแสดงในภาพที่ ๔ พวกเขาสมมติว่าเพื่อนมีสองแบบ คือ เพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกัน (Emotional Support) กับเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ (Alliances) ต้นทุนการมีเพื่อนมีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงกับจำนวนเพื่อน แต่เส้นต้นทุนของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันจะมีความชันมากกว่าเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ เพราะต้องอาศัยแรง เวลา และพลังงานมากกว่าในการทำความเข้าใจ ขณะที่ผลได้ของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันก็จะมีมากกว่าเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ เช่นกัน</p>
<p>เมื่อพิจารณาต้นทุนและผลได้ร่วมกันจะเห็นว่า ในกรณีของเพื่อนที่เข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันจะมีได้จำนวนน้อย ขณะที่เพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉยๆ มีได้จำนวนมาก และจุดตัดระหว่างเส้นผลได้กับเส้นต้นทุนถือเป็นดุลยภาพแนช (Nash Equilibrium) ด้วย เพราะหากจำนวนเพื่อนมีมากกว่านี้ ต้นทุนจะสูงเกินกว่าผลได้ จำนวนเพื่อนจะลดลง ขณะที่หากมีเพื่อนน้อยกว่านี้ การเพิ่มจำนวนเพื่อนจะทำให้ผลได้ยังสูงกว่าต้นทุน จำนวนเพื่อนจะเพิ่มขึ้นต่อไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๔ ต้นทุนและผลได้ของการมีเพื่อนแต่ละประเภท ซึ่งแสดงถึงการได้อย่างเสียอย่างของคุณภาพและจำนวนเพื่อน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-41.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-41.png" alt="" title="Untitled-4" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">Dunbar&#8217;s Number บอกให้รู้ว่า เราสามารถมีเพื่อน(อย่างมีประสิทธิภาพ)ได้มากที่สุดประมาณ 150 คน อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดทางด้านความจำของสมองในการจำรายละเอียดของเพื่อน และเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างมิตรภาพ ก่อให้เกิดการได้อย่างเสียอย่างของคุณภาพและจำนวนเพื่อน (Trade-offs between Quality and Quantity of Friends) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วงของการเข้าถึงความเป็นเพื่อนตามความใกล้ชิดทางอารมณ์และค่าเฉลี่ยในการติดต่อกันคือ 5-15-50-150 คน</span> ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกคบเพื่อน 5 คนแรกให้ดีนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณอาจารย์สิทธินันท์ จันทรัตน์ (@Sittinan C. Sittinan) ในการหาบทความให้ครับ ^^</p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Sutcliffe, Alistair, Dunbar, Robin, Binder, Jens and Holly Arrow (2011) &#8220;Relationships and the social brain: Integrating psychological and evolutionary perspectives&#8221; British Journal of Psychology 103(2) pp.2044-8295.<br />
&#8211; Dunbar, R. I. M. (1992). Neocortex size as a constraint on group size in primates. Journal of Human Evolution, 22, 469–493.<br />
&#8211; Roberts, S. B. G., Dunbar, R. I. M., Pollet, T., &#038; Kuppens, T. (2009). Exploring variations in active network size: Constraints and Ego characteristics. Social Networks, 31, 138–146.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://hilight.kapook.com/imghilight1/239855_725068520.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/25/relationships-and-the-social-brain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร: &#8220;พ่อแม่ไม่สั่งสอน&#8221; หรือ &#8220;คบเพื่อนไม่ดี&#8221; กันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jul 2012 04:48:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4599</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงใหญ่ประการหนึ่งของสังคม เมื่อเด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรคือ เป็นเพราะพ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือเพราะพวกเขาคบเพื่อนไม่ดีกันแน่ แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จะเปรียบเทียบผลประทบทั้งสอง โดยควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่า ใครกันที่ควรรับผิดชอบ &#8230;&#8230;&#8230;. ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;] บทความตอนที่แล้ว เรื่อง ทำไม “เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร” จึงเพิ่มขึ้น? [เสด-ถะ-สาด].com ได้นำเสนอผลกระทบของการพัฒนาประสิทธิภาพการคุมกำเนิดที่มีต่อโอกาสในการตั้งท้องที่ลดลง ต่อเนื่องไปยังความกลัวการตั้งท้องที่ลดลงของวัยรุ่น และความพยายามหรือใช้เวลาในการอบรมสั่งสอนของครอบครัว รัฐและโบสถ์ที่ลดลง อันนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรที่มากขึ้น แต่ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือว่า แล้วอิทธิพลจากการอบรวมสั่งสอนโดยครอบครัว (บางส่วนจากรัฐและโบสถ์) กับอิทธิพลของเพื่อนๆ นั้น อะไรมีบทบาทมากกว่ากัน เพราะพวกเขาอาจจะมีความละอายใจต่อการกระทำของตัวเอง เนื่องจากได้รับการอบรมสั่งสอนมา แต่เมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เคยถูกสอนมา&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงใหญ่ประการหนึ่งของสังคม เมื่อเด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรคือ เป็นเพราะพ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือเพราะพวกเขาคบเพื่อนไม่ดีกันแน่ แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จะเปรียบเทียบผลประทบทั้งสอง โดยควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่า ใครกันที่ควรรับผิดชอบ</p>
<p><span id="more-4599"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;]</p>
<p>บทความตอนที่แล้ว เรื่อง <a href="http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/">ทำไม “เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร” จึงเพิ่มขึ้น?</a> [เสด-ถะ-สาด].com ได้นำเสนอผลกระทบของการพัฒนาประสิทธิภาพการคุมกำเนิดที่มีต่อโอกาสในการตั้งท้องที่ลดลง ต่อเนื่องไปยังความกลัวการตั้งท้องที่ลดลงของวัยรุ่น และความพยายามหรือใช้เวลาในการอบรมสั่งสอนของครอบครัว รัฐและโบสถ์ที่ลดลง อันนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรที่มากขึ้น</p>
<p>แต่ประเด็นคำถามที่ตามมาก็คือว่า แล้วอิทธิพลจากการอบรวมสั่งสอนโดยครอบครัว (บางส่วนจากรัฐและโบสถ์) กับอิทธิพลของเพื่อนๆ นั้น อะไรมีบทบาทมากกว่ากัน เพราะพวกเขาอาจจะมีความละอายใจต่อการกระทำของตัวเอง เนื่องจากได้รับการอบรมสั่งสอนมา แต่เมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เคยถูกสอนมา ก็อาจส่งผลให้พวกเขารู้สึกละอายใจน้อยลงเช่นกัน </p>
<p>Jesús Fernández-Villaverde, Nezih Guner, Jeremy Greenwood (2012) ใช้ข้อมูลระยะยาวจาก the National Longitudinal Study of Adolescent Health (&#8220;Add Health&#8221;) ของวัยรุ่น 90,000 คนช่วงมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย(ประมาณปี 1 &#8211; ปี 2) ในสหรัฐฯ โดยชุดข้อมูลจะมีทั้งพฤติกรรมทางเพศ ความรู้ทางเพศ ความละอายจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานหรือการตั้งครรภ์ ความเคร่งศาสนา พื้นฐานครอบครัว ลักษณะของโรงเรียน และอื่นๆ รวมไปถึง กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากมาจากโรงเรียนเดียวกันและได้ให้ข้อมูลด้วยว่าใครเป็นเพื่อนสนิทของพวกเขาบ้าง ทำให้สามารถหาผลกระทบจากกลุ่มเพื่อนได้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่อง Lolita จากนิยายของ Vladimir Nabokov ที่เกี่ยวข้องกับชายสูงวัยคนหนึ่งหลงรักเด็กสาวจนยอมแต่งงานกับแม่ของเธอเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเด็กสาวคนนั้น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Lolita_1997french.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Lolita_1997french.jpeg" alt="" title="Lolita_1997(french)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การศึกษาใช้แบบจำลองลอจิสติคส์ (Logistic Regression Model) โดยตัวแปรตามคือ การตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นหญิงที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงที่ I และ II ของการเก็บข้อมูล สาเหตุที่สนใจเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในช่วงนี้ก็เพราะฐานข้อมูลจะบอกให้ทราบว่าในช่วงที่ I เพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันกับพวกเขากี่คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ซึ่งเพื่อนเหล่านี้น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างช่วง I และ II โดยที่ตัวเขาเองไม่สามารถมีผลกลับไปยังเพื่อนเหล่านั้นได้ กล่าวคือไม่มีปัญหาสะท้อนกลับ (Reflection Problem) ของพฤติกรรมระหว่างตัวเขาเองกับเพื่อน และแนวคิดนี้จะช่วยให้ทราบถึงบทบาทของ &#8220;คบเพื่อนไม่ดี&#8221;</p>
<p>ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็คือ ความรู้สึกละอายใจกับตนเองในการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยความรู้สึกละอายใจกับตนเองนี้มักเกิดมาจากการอบรมสั่งสอนจากครอบครัวในวัยเด็ก บทบาทนี้อยู่ในส่วนที่ถูกเรียกว่า &#8220;พ่อแม่ไม่สั่งสอน&#8221; ตัวแปรของสมการมาจากข้อมูลที่หลากหลายของ Add Health แต่เนื่องจากตัวแปรส่วนใหญ่ในประเด็นนี้มักมีความสัมพันธ์กัน การศึกษาจึงใช้ Factor Analysis ในการแปลงข้อมูลก่อน ซึ่งข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วยความรู้สึกละอายถ้าครอบครัวรู้ว่ามีเพศสัมพันธ์ ความรู้สึกละอายกับการเห็นวัยรุ่นคนอื่นมีเพศสัมพันธ์ ความรู้สึกละอายหากมีการตั้งท้อง และความรู้สึกละอายต่อคำสอนทางศาสนา</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลจากการประมาณค่าสมการที่สนใจตัวแปรความละอายใจ (พ่อแม่ไม่สั่งสอน) กับสัดส่วนของเพื่อนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนที่มีต่อการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ของตนเอง (คบเพื่อนไม่ดี) ทั้งสองตัวแปรมีผลอย่างมีนัยสำคัญ โดยวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นหากคบกับเพื่อนๆ ที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ขณะที่วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ลดลงหากมีความรู้สึกละอายใจมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/1.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>วิธีการตีความผลการศึกษาแบบจำลองลอจิสติคส์ (Logistic Regression Model) ก็คือ ต้องปรับจากค่าสัมประสิทธิ์ที่ประมาณค่าได้มาเป็นค่าความยืดหยุ่น (ดูตารางที่ ๒) กล่าวคือ หากอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่โดยเฉลี่ยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วเพิ่มขึ้น 1% จะเพิ่มโอกาสการมีเพศสัมพันธ์ขึ้น 6.8% ขณะที่หากความรู้สึกละอายใจต่อการมีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 1% จะลดการมีเพศสัมพันธ์ลง 2.3%</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ค่าความยืดหยุ่นของปัจจัยที่มาจากค่าสัมประสิทธิ์ของสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/2-6/" rel="attachment wp-att-4610"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/2.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การตีความผลการศึกษาว่า &#8220;พ่อแม่ไม่สั่งสอน&#8221; หรือ &#8220;คบเพื่อนไม่ดี&#8221; อะไรมีบทบาทมากกว่ากัน อาจไม่ตรงไปตรงมาตามตัวเลข เนื่องจาก  1% ของกลุ่มเพื่อนที่โดยเฉลี่ยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วไม่ได้มีค่าเท่ากับ 1% ของความรู้สึกละอายใจ (จากตารางที่ ๓ จะเห็นได้ว่าช่วงของค่าความรู้สึกละอายใจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มเพื่อนที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว) จึงต้องเปรียบเทียบกันด้วยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเดียวกัน (เป็นการปรับหน่วย) พบว่า <strong>ใน 1 ช่วงของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่เปรียบเทียบกันได้นั้น ค่าเฉลี่ยของกลุ่มเพื่อนที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้วจะเพิ่มโอกาสการมีเพศสัมพันธ์ 2.5% และความรู้สึกละอายใจจะลดโอกาสการมีเพศสัมพันธ์ 5.3% ซึ่งเท่ากับว่าที่จริงแล้ว บทบาทของ &#8220;พ่อแม่ไม่สั่งสอน&#8221; สำคัญกว่า &#8220;คบเพื่อนไม่ดี&#8221;</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบทบาทของการอบรมจากพ่อแม่จะมีผลต่อการตัดสินใจของลูกมากกว่าบทบาทของเพื่อน เมื่อใช้เวลาเท่าๆ กัน แต่ในโลกความเป็นจริง วัยรุ่นเป็นวัยที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อน และนี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาได้รับอิทธิพลจากเพื่อนมากกว่า ซึ่งพ่อแม่เองก็คงต้องสละเวลาในการอบรมเลี้ยงดูลูกมาขึ้นเช่นกันจึงจะเห็นผล</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ค่าสถิติเบื้องต้นของตัวแปต่างๆ ที่ใช้ในสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/3.png" alt="" title="3" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แบบจำลองอาจถูกโต้แย้งในเรื่องของการระบุผลกระทบจากกลุ่มเพื่อน เพราะการคบเพื่อนอาจไม่ได้เป็นไปแบบสุ่ม (Non-Randomly) เพราะเด็กที่สนใจอยากจะมีเพศสัมพันธ์อยู่แล้วอาจจะเป็นคนเลือกโรงเรียนที่น่าจะมีเพื่อนแบบที่เขาต้องการ ซึ่งย่อมหมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเพราะตัวของเขาเอง ไม่ใช่เพราะเพื่อน</p>
<p>การควบคุมประเด็นในนี้ไม่ให้เข้ามาบิดเบือนผลการวิเคราะห์สามารถทำได้โดยสามวิธี หนึ่งคือ ต้องพิจารณาว่าพ่อแม่เป็นคนเลือกโรงเรียนให้ลูก หรือลูกเป็นคนเลือกโรงเรียนเอง เพราะถ้าพ่อแม่เป็นคนเลือก ประเด็นการบิดเบือนผลก็น่าจะมีน้อย สองคือ ถ้าเด็กเพิ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาเรียน ก็จะมีแนวโน้มของการมีเพื่อนแบบสุ่มมากกว่าการเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้มานานแล้ว ประเด็นการบิดเบือนผลก็จะน้อย และสามคืิอนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนประเภทที่คล้ายกัน เช่น โรงเรียนคอนแวนต์ ก็น่าจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายๆ กัน การบิดเบือนผลก็น่าจะน้อยลงหากผลออกมาว่าเด็กที่อยู่โรงเรียนเหล่านี้มีนิสัยคล้ายๆ กัน และผลที่ได้จากการควบคุมปัจจัยเหล่านี้ก็ยืนยันค่าที่วิเคราะห์ออกมาได้ในตอนต้นอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่อง รักจัดหนัก ที่เกี่ยวข้องกับความรักและเซ็กซ์ของวัยรุ่น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/lovenotyet_00.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/lovenotyet_00.jpeg" alt="" title="lovenotyet_00" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าแบบจำลองนี้จะไม่ได้ควบคุมปัจจัยทางด้านสื่อ แต่ผลของการประมาณค่าทางเศรษฐมิติก็ยังคงน่าสนใจว่า <span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ทั้งพ่อแม่ไม่สั่งสอนและคบเพื่อนไม่ดีต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร แต่เนื่องจากผลของความรู้สึกละอายใจกับตัวเองมีบทบาทสูงกว่าผลของการคบเพื่อนประมาณ 2 เท่า พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าพ่อแม่สอนมาดี คบเพื่อนไม่ดีก็ยังไม่ค่อยเป็นไรมาก แต่ถ้าพ่อแม่สอนไม่ดี คบเพื่อนดีก็ไม่ได้ช่วยมากนัก คนเป็นพ่อแม่จึงไม่อาจโทษเพื่อนหรือโทษโรงเรียนได้ และคนที่เป็นพ่อแม่ หรือกำลังจะเป็นพ่อแม่คงต้องหันกลับมาดูวิธีการดูแลลูกของตนเองมากกว่าการโทษแค่ว่า &#8220;เด็กสมัยนี้มันไม่ดี&#8221; กระมัง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Fernández-Villaverde, J, J Greenwood and N Guner (2011), &#8220;From Shame to Game in One Hundred Years: A Macroeconomic Model of the Rise in Premarital Sex  and its De-Stigmatization”, CEPR Discussion Paper 8667.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from webboard.yenta4.com/topic/458797</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221; จึงเพิ่มขึ้น?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Jul 2012 04:29:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4522</guid>
		<description><![CDATA[การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ผลการวิจัยจำนวนหนึ่งมักจะอ้างถึงพฤติกรรมหรือนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่นยุคใหม่ แต่ถ้าสมมติว่าพวกเขามีความมีเหตุมีผลไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ แล้วอะไรคือเหตุผลทางที่ทำให้พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไป เศรษฐศาสตร์จะช่วยตอบเราเรื่องนี้ &#8230;&#8230;&#8230;. ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;] ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเปลี่ยนแปลงไปมาก ในปี 1900 ผู้หญิงที่อายุ 19 ปีเพียง 6% เท่านั้นที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เปรียบเทียบกับปี 2000 ที่จำนวนสูงถึง 75% (ดูรูปที่ ๑) โดยช่วงเวลาดังกล่าว การยอมรับได้ของสังคมต่อเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 1968 ซึ่งผู้หญิงอายุ 19&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ผลการวิจัยจำนวนหนึ่งมักจะอ้างถึงพฤติกรรมหรือนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่นยุคใหม่ แต่ถ้าสมมติว่าพวกเขามีความมีเหตุมีผลไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ แล้วอะไรคือเหตุผลทางที่ทำให้พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไป เศรษฐศาสตร์จะช่วยตอบเราเรื่องนี้</p>
<p><span id="more-4522"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;]</p>
<p>ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเปลี่ยนแปลงไปมาก ในปี 1900 ผู้หญิงที่อายุ 19 ปีเพียง 6% เท่านั้นที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เปรียบเทียบกับปี 2000 ที่จำนวนสูงถึง 75% (ดูรูปที่ ๑) โดยช่วงเวลาดังกล่าว การยอมรับได้ของสังคมต่อเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 1968 ซึ่งผู้หญิงอายุ 19 ปีที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีเพียง 40% มาเป็น 45% ในปี 1983 ที่ผู้หญิงอายุ 19 ปีมีเพศสัมพันธ์เพียง 73%</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ทัศนคติ (เส้นสีเขียว) และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร (เส้นสีน้ำเงิน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-1.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-1.gif" alt="" title="fv fig 1" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>มากไปกว่าแค่การยอมรับได้ของสังคม ปัจจัยอื่นๆ ก็มีผลเช่นกัน เช่น ปัจจัยทางด้านรายได้ เด็กผู้หญิงในช่วงอายุ 15 ถึง 19 ปีจากครอบครับที่ยากจนที่สุด 10% ล่างจำนวน 70% เคยมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่เด็กจากครอบครับที่ร่ำรวยที่สุด 10% บนเคยมีเพศสัมพันธ์เพียง 47% เท่านั้น รวมถึง 68% ของเด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูงจะรู้สึก &#8220;แย่มาก&#8221; กับการตั้งท้อง ขณะที่เด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจะรู้สึก &#8220;แย่มาก&#8221; กับการตั้งท้องเพียง 46% เท่านั้น</p>
<p>ผลต่อเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรไปยังนโยบายสาธารณะมีความสำคัญ แม้ว่าการคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน แต่เพราะจำนวนเพศสัมพันธ์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับการมีลูกอย่างไม่พร้อมตั้งแต่แม่ยังเป็นวัยรุ่น (ดูรูปที่ ๒) ปัญหาการมีลูกไม่พร้อมจึงเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ซึ่งแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลพยายามลดการตั้งท้องไม่พร้อมก็คือสร้าง &#8220;บรรทัดฐานทางสังคม&#8221; (Social Norms) ที่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด (เส้นสีเขียว) และการมีบุตรโดยไม่ตั้งใจ (เส้นมีน้ำเงิน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-2.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-2.gif" alt="" title="fv fig 2" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วปัจจัยอะไรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคม Becker and Mulligan (1997) Bisin and Verdier (2001) และ Doepke and Zilibotti (2008) ได้ชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงดูของพ่อแม่ในวัยเด็กภายใต้ต้นทุนเวลาและเงินทองอันจำกัด เป็นตัวหล่อหลอมความชอบ (Preferences) ของลูกๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการตอบสนองในเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ</p>
<p>ในทางเศรษฐศาสตร์ ลูกๆ จะตอบสนองต่อทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาพึงมี เมื่อพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรหรือไม่ พวกเขาชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ (Joy of Sex) กับต้นทุนของมัน ซึ่งก็คือโอกาสที่จะตั้งท้องไม่พร้อม และการมีลูกโดยที่ยังไม่พร้อมจะนำมาซึ่งต้นทุนอีกมหาศาลของผู้เป็นแม่ ทั้งลดโอกาสในการได้รับการศึกษาและได้งานทำที่ดี และยังลดโอกาสที่จะได้พบคู่ครองที่ดีในอนาคตด้วย เธอเองก็อาจจะรู้สึกอับอายและเสียชื่อเสียง แต่ในปัจจุบัน โอกาสตั้งท้องไม่พร้อมจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรลดลงมาก เนื่องจากการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพและถูกนำมาใช้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้การตั้งท้องไม่พร้อมลดลงจริงๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาถุงยางอนามัยที่กำลังบอกว่าราคาของถุงยางหนึ่งกล่องประหยัดกว่าต้นทุนอื่นๆ มหาศาล&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/cupid_condom_savings.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/cupid_condom_savings.jpg" alt="" title="cupid_condom_savings" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ความรู้สึกว่าเป็นที่น่าอับอายของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน การที่พ่อแม่คอยสั่งสอนลูกสาวว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องของลูกผู้หญิงก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าการตั้งท้องไม่พร้อมอาจทำลายสิ่งดีดีในชีวิตของลุูกสาว แต่เมื่อการคุมกำเนิดดีขึ้น การตั้งท้องไม่พร้อมก็ลดลง โอกาสที่จะต้องอับอายก็ลดลง ความพยายามในการสั่งสอนของพ่อแม่ก็ดูเหมือนจะลดลง เช่นเดียวกับการอบรมสั่งสอนทางอ้อมของโบสถ์และรัฐก็ลดลงเพราะเหตุผลเดียวกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>งานของ Fernández-Villaverde et al. (2010) วิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงทฤษฎีด้วยแบบจำลอง Overlapping Generation Model (OLG) ที่คนรุ่นพ่อแม่จะต้องใช้ความพยายาม (Effort) ในการอบรมเลี้ยงดูลุูกเพื่อกำหนดทัศนคติเกี่ยวกับการตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยต้นทุนความอับอายของลูกจะขึ้นอยู่กับการอบรมของพ่อแม่ตามความพยายามของพวกเขา โดยถ้าวัยรุ่นตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร พวกเขาจะเผชิญต้นทุนของโอกาสในการตั้งท้องไม่พร้อม</p>
<p>ข้อสรุปของแบบจำลองเป็นดังนี้</p>
<p>ประการแรก ในสภาวะที่ทุกอย่างคงที่ (Steady State) แบบจำลองพบว่า ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงจะมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้หญิงที่มีการศึกษาต่ำ (ดูรูปที่ ๓) และพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงกว่าจะใช้เวลาในการอบรมสั่งสอนลูกมากกว่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของลูกสูงขึ้น (ดูรูปที่ ๔) โดยข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสหรัฐฯ </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างผุู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรที่ระดับการศึกษาต่างๆ กัน แบบจำลองและข้อมูลจริง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-3.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-3.gif" alt="" title="fv fig 3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๔ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่พ่อแม่ใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกที่ระดับการศึกษาต่างๆ กัน แบบจำลองและข้อมูลจริง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-4.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-4.gif" alt="" title="fv fig 4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประการที่สอง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการคุมกำเนิดลดลง พ่อแม่ก็ใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกลดลง (Socialization) มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและการมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ (ดูรูปที่ ๕) แต่ถ้าการใช้เวลาสั่งสอนของพ่อแม่ไม่ลดลงมากเท่าที่เป็นอยู่ สมมติว่าพ่อแม่ใช้ความพยายามสั่งสอนลูกเหมือนกับช่วงปี 1900 การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็จะมีเพียง 40% ของสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๕ การลดลงของการอบรมสั่งสอนโดยพ่อแม่กับการมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-5.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-5.gif" alt="" title="fv fig 5" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประการสุดท้าย การมีบุตรโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นต้นทุนของรัฐกับโบสถ์ที่ต้องคอยดูแลแม่ที่ไม่พร้อมในรูปแบบของการกุศล รัฐกับโบสถ์จึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมเพื่อลดต้นทุนการตั้งท้องไม่พร้อม และเมื่อการคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ลดลง รัฐกับโบสถ์จึงสนใจทำหน้าที่นี้ลดลง และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็สูงขึ้นตามมา (ดูรูปที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๖ การอบรมสั่งสอนโดยโบสถ์และพ่อแม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Untitled.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Untitled.png" alt="" title="Untitled" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในกรณีของตะวันตก วัยรุ่นหญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรมากขึ้น พร้อมๆ กับการคุมกำเนิดที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทย เราอาจรับวัฒนธรรมทางตะวันตกมาไม่ครบทั้งหมด ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ทำการสำรวจหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มารับบริการด้านสูตินรีเวชในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์ใน 7 จังหวัดตัวอย่าง จำนวน 3,114 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รองลงมาคือชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี และตั้งครรภ์ที่อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี โดย 62.9% สอดคล้องกับข้อมูลของ ดร.อมรวิช นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ที่พบว่า ในช่วงปี 2548-2549 เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา มีเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้น และในกลุ่มนี้ร้อยละ 30 เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนอยู่แล้ว จึงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า <strong>เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ</strong></p>
<p>แล้วมันเป็นผลข้างเคียงของการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นใช่หรือไม่? ในกรณีของสังคมไทยอาจจะไม่ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า 33.9% ไม่มีการคุมกำเนิดในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และผู้ที่ตั้งท้อง 70% เป็นการตั้งท่้องโดยไม่ตั้งใจ ในจำนวนผู้ที่ตั้งท้องประมาณ 8% ไม่ได้บอกให้แฟนทราบ สอดคล้องกับรายงานสำรวจของสถาบันประชากรและสังคมในปี 2003 พบว่า วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัยมีเพียง 20% เท่านั้น ผลก็คือประเทศไทยกลายเป็นประเทศในลำดับต้นๆ ของเอเชียที่มีปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อมและวัยรุ่นคลอดลูกจำนวนมาก (จากข้อมูลของ UNICEF ในปี 2003 พบ่วา ค่าเฉลี่ยของวัยรุ่นไทยที่มีลูกอยู่ที่ 70 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 90 ต่อพัน หรือวันละเกือบ 200 คน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วทวีปเอเชียอยู่ที่ 56 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี และค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 65 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปีเท่านั้น) นั่นย่อมหมายความว่า <span style="background-color:#f15a23;">วัยรุ่นไทยให้ความสนใจเฉพาะความสุขที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ (Joy of Sex) เท่านั้น โดยเกี่ยวข้องกับต้นทุนการคุมกำเนิดที่ลดลงน้อยมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">(<a href="http://huntingtonian.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/feetcolour.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/feetcolour.jpeg" alt="" title="feetcolour" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ประเด็นนี้ได้ชี้ให้เห็นพัฒนาการที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์บางมิติโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก ค่านิยมของสังคมที่เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ลดลงไปนั้น มาจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและต้นทุนการคุมกำเนิดที่ลดลง จนวัยรุ่นส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สืบเนื่องต่อไปยังแรงจูงใจที่ลดลงในการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ โบสถ์และรัฐที่เคยเป็นผู้แบกรับต้นทุนการมีลูกโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งพวกเขาก็ลดการอบรมสั่งสอนลงจริงๆ นั่นหมายความว่า <span style="background-color:#f15a23;">เกิดการได้อย่างเสียอย่าง (Trade-off) ของการตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจที่ลดลงกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น จนทำให้วัยรุ่นสามารถแสวงหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยต้นทุนการดำเนินชีวิตที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่ปัญหาของประเทศไทยกลับต่างออกไป เพราะไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการได้อย่างเสียอย่าง เนื่องจากทั้งการตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ (เพราะไม่คุมกำเนิด) และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรต่างก็เพิ่มขึ้น ประเด็นที่แตกต่างนี้น่าจะทำให้สังคมลองช่วยกันคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น อาจจะเป็นเพราะการรณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยไม่ประสบความสำเร็จ การปิดกั้นความรู้ทางเพศอย่างไม่เป็นทางการ และที่สำคัญ แนวทางแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของตะวันตกคงจะนำมาใช้กับสังคมของเราไม่ได้เลยทีเดียว</p>
<p>เพื่อนสามารถติดตามตอนที่สอง <a href="http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/">เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร: “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” หรือ “คบเพื่อนไม่ดี” กันแน่?</a> ได้เช่นกันครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- ศิริพร จิรวัฒน์กุล (2555), ผลวิจัยแม่วัยใส มีเซ็กส์ครั้งแรกไม่ป้องกัน 33.9%. ออนไลน์<a href="http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/26852">ที่นี่</a>.<br />
- mootie (2551), วัยรุ่นกับเพศสัมพันธ์. ออนไลน์<a href="http://www.thaihealth.or.th/node/5752">ที่นี่</a>.<br />
- Jeremy Greenwood, Jesús Fernández-Villaverde, Nezih Guner (2010) From shame to game in one hundred years: An economic model of the rise in premarital sex and its de-stigmatisation. online <a href="http://www.voxeu.org/article/premarital-sex-economic-model-its-rise-and-de-stigmatisation">here</a>.<br />
- Jesús Fernández-Villaverde, Jeremy Greenwood, Nezih Guner (2010) From shame to game in one hundred years: An economic model of the rise in premarital sex and its de-stigmatisation. NBER Working Paper 15677.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://scientopia.org/img-archive/scicurious/img_191.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมผู้หญิงต้อง &#8220;ช็อปปิ้ง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/05/30/sheconomics/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/05/30/sheconomics/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 May 2012 00:23:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=3775</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ ครั้งคุณผู้ชายไม่เข้าใจว่าทำไมคุณผู้หญิงต้องช็อปปิ้ง และหลายครั้งคุณผู้หญิงเองก็ควบคุมตนเองไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะความสุขของพวกเธออยู่ที่การปลดปล่อยอารมณ์ในการจับจ่ายมากกว่าเรื่องการใช้สอย โดยเหตุผลที่แท้จริงของการช็อปปิ้ง Sheconomics จะทำให้เราเข้าใจ และนำเสนอวิธีการแก้ไขที่(น่าจะ)ได้ผล &#8230;&#8230;&#8230;. ทความวันนี้ของ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเป็นเรื่องเบาๆ แต่น่าสนใจดูบ้างครับ เป็นเหตุผลและข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการช็อปปิ้งของคุณผู้หญิงทั้งหลาย หนังสือ Sheconomics โดย Karen Pine และ Simonne Gnessen ได้เขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการช็อปปิ้งของคุณผู้หญิง โดยเริ่มต้นจากการตั้งประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับการใช้จ่ายเงิน เพราะจากงานวิจัยที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายเงินของคุณผู้หญิงมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าคุณผู้ชายมากนัก &#8220;การช็อปปิ้งของสาวๆ&#8221; (ที่มาของภาพ) Pine and Gnessen (2009) ทำการออกแบบสอบถามจำนวน 700 ชุดเพื่อสำรวจคุณผู้หญิงในช่วงอายุ 18-50 ปี เกี่ยวกับสาเหตุ รูปแบบ และพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเพื่อการช็อปปิ้ง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลายๆ ครั้งคุณผู้ชายไม่เข้าใจว่าทำไมคุณผู้หญิงต้องช็อปปิ้ง และหลายครั้งคุณผู้หญิงเองก็ควบคุมตนเองไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะความสุขของพวกเธออยู่ที่การปลดปล่อยอารมณ์ในการจับจ่ายมากกว่าเรื่องการใช้สอย โดยเหตุผลที่แท้จริงของการช็อปปิ้ง Sheconomics จะทำให้เราเข้าใจ และนำเสนอวิธีการแก้ไขที่(น่าจะ)ได้ผล</p>
<p><span id="more-3775"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความวันนี้ของ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเป็นเรื่องเบาๆ แต่น่าสนใจดูบ้างครับ เป็นเหตุผลและข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการช็อปปิ้งของคุณผู้หญิงทั้งหลาย</p>
<p>หนังสือ Sheconomics โดย Karen Pine และ Simonne Gnessen ได้เขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการช็อปปิ้งของคุณผู้หญิง โดยเริ่มต้นจากการตั้งประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับการใช้จ่ายเงิน เพราะจากงานวิจัยที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายเงินของคุณผู้หญิงมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าคุณผู้ชายมากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การช็อปปิ้งของสาวๆ&#8221; (<a href="http://mi9.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/i-love-shopping_1920x1200_83203.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/i-love-shopping_1920x1200_83203.jpg" alt="" title="i-love-shopping_1920x1200_83203" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Pine and Gnessen (2009) ทำการออกแบบสอบถามจำนวน 700 ชุดเพื่อสำรวจคุณผู้หญิงในช่วงอายุ 18-50 ปี เกี่ยวกับสาเหตุ รูปแบบ และพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเพื่อการช็อปปิ้ง โดยผลการสำรวจแบ่งออกได้สามประเด็น ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ประเด็นแรก ว่าด้วยอารมณ์กับการใช้เงิน</strong> ตารางที่ ๑ แสดงเหตุผลหลักๆ ที่คุณผู้หญิงใช้เงินอย่างเมามัน (spending spree) หรือใช้มากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเกือบร้อยละ 80 ของคุณผู้หญิงที่ใช้จ่ายอย่างเมามันนั้น เป็นเพราะต้องการให้กำลังใจตัวเอง (เหตุผลนี้ได้ยินบ่อยจริงๆ แหล่ะครับ)</p>
<table class="stats" cellspacing="0">
<tbody>
<tr>
<td class="hed">เหตุผลของการใช้จ่ายเงินอย่างเมามัน</td>
<td class="hed">ร้อยละ</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันต้องการให้กำลังใจตัวเอง</td>
<td valign="middle">79%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันต้องการปฏิบัติกับคนอื่น</td>
<td valign="middle">75%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">เป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังดูดี</td>
<td valign="middle">61%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง</td>
<td valign="middle">61%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันรู้สึกมีความสุข</td>
<td valign="middle">53%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันต้องการทำให้คนอื่นประทับใจ</td>
<td valign="middle">52%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันรู้สึกหดหู่</td>
<td valign="middle">40%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันมีปัญหากับคนรัก</td>
<td valign="middle">34%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์</td>
<td valign="middle">33%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ฉันรู้สึกสับสนหรือกังวลใจ</td>
<td valign="middle">31%</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><br/></p>
<p>ประเด็นที่สอง <strong>ว่าด้วยความเชื่อและทัศนคติต่อตนเองที่มีต่อการใช้เงิน</strong> ตารางที่ ๒ แสดงความรู้สึกของผู้หญิงว่า อะไรจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช็อปปิ้งได้ แน่นอนว่าคุณผู้หญิงส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้าเขาควบคุมตัวเองได้ เขาก็คงจะไม่ช็อป (ซึ่งมันจะยากก็ตรงเนี้ยแหล่ะครับ)</p>
<table class="stats" cellspacing="0">
<tr>
<td class="hed" nowrap>เหตุผลจะทำให้ใช้จ่ายเงินน้อยกว่าที่ใช้อยู่ปกติ</td>
<td class="hed" nowrap>ร้อยละ</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ถ้าฉันควบคุมตนเองได้</td>
<td valign="middle">60%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle" nowrap>ถ้าฉันเข้าใจอารมณ์ตอนนั้นๆ ที่ส่งผลต่อการใช้จ่าย</td>
<td valign="middle">55%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ถ้าฉันค้นพบทางอื่นที่จะให้กำลังใจตัวเองได้</td>
<td valign="middle">55%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ถ้าฉันมีงานอดิเรกและความสนใจอื่นให้ทำ</td>
<td valign="middle">43%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ถ้าฉันสามารถหยุดนิสัยชอบช็อปปิ้งได้</td>
<td valign="middle">31%</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><br/></p>
<p>ประเด็นที่สาม <strong>ว่าด้วยความรู้สึกที่มีต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย(ในรอบเจ็ดวันที่ผ่านมา)</strong> ตารางที่ ๓ แสดงผลการสำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากการช็อปอย่างเมามันก็มากังวลเรื่องเงินเสียอีก</p>
<table class="stats" cellspacing="0">
<tr>
<td class="hed">ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา คุณรู้สึก</td>
<td class="hed" nowrap>ร้อยละ</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">มีความกังวลเรื่องเงิน</td>
<td valign="middle">70%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ได้ซื้อของที่ให้กำลังใจตัวเอง</td>
<td valign="middle">60%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่จำเป็น</td>
<td valign="middle">55%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle" nowrap>อยากไปซื้อของอย่างหนึ่ง แต่ได้ของมาอีกอย่างหนึ่ง</td>
<td valign="middle">46%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">ใช้เงินเยอะเกินไป</td>
<td valign="middle">37%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">รู้สึกผิดหลังจากการไปช็อปปิ้ง</td>
<td valign="middle">35%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">เสียดายของบางอย่างที่ซื้อมา</td>
<td valign="middle">29%</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><br/></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของทั้งสามประเด็นก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การช็อปปิ้งเป็นหนทางหนึ่งของผู้หญิงในการควบคุมและเอาชนะอารมณ์ของตนเอง พวกเธอจะชอปมากขึ้นเมื่ออารมณ์ดีหรือแย่กว่าปกติ โดยส่วนมากให้เหตุผลว่า เพื่อให้กำลังใจตัวเอง (ถ้าอารมณ์ดี ช็อปปิ้งจะเป็นรางวัลเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ถ้าอารมณ์ไม่ดี ช็อปปิ้งจะยังเป็นเครื่องมือช่วยให้กำลังใจตัวเองอยู่ดี) แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณผู้หญิงจำนวน 7 จาก 10 คนก็จะมีความกังวลเรื่องเงินตามมา</p>
<p>แบบสอบถามยังทำการทดสอบความสำคัญทางด้านอารมณ์ของคุณผู้หญิงด้วย วิธีการคือ การเล่นเกมยื่นคำขาด (Ultimatum Game) กติกามีอยู่ว่า มีเงินอยู่ 100 บาท ให้คุณผู้หญิงคนที่ ๑ แบ่งกันกับคุณผู้หญิงคนที่ ๒ โดยให้คุณผู้หญิงคนที่ ๑ เป็นคนแบ่งให้ แบ่งจำนวนเท่าไรก็ได้ตั้งแต่ 10 บาทจนถึง 90 บาท แต่มีข้อแม้คือ คุณผู้หญิงคนที่ ๒ เป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่ ถ้าไม่ ทั้งสองคนก็จะไม่ได้เงินเลยสักเหรียญเดียว &#8230; ที่นี้ลองนึกดูว่า ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่ ๒ และคุณผู้หญิงคนที่ ๑ แบ่งให้คุณ 10 บาท โดยเก็บไว้เอง 90 บาท คุณจะตกลงรับหรือไม่ ?</p>
<p>กว่าร้อยละ 80 ของคุณผู้หญิงที่เล่นเกมนี้ตอบ &#8220;ปฏิเสธ&#8221; ลองนึกในอีกมุมหนึ่ง หากตัดสินใจด้วยเหตุผล การรับเงินแม้เพียง 1 บาท ไม่ได้ทำให้เสียอะไรไปเลย แต่การที่พวกเธอยอมปฏิเสธเงิน 10 บาทนั่นก็เพราะโมโหว่าโดนเอาเปรียบ จึงทำให้พวกเธอตัดสินใจด้วยอารมณ์</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วเมื่อคุณผู้หญิงช็อปมาแล้วได้ใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ Mycelebrityfashion.co.uk ได้ทำการสำรวจผู้หญิงชาวอังกฤษในช่วงอายุ 18-30 ปี จำนวน 1,623 คน พบว่า</p>
<p>&#8211; ผู้หญิง 1 ใน 4 ตอบว่า เสื้อผ้าที่พวกเธอใส่บ่อยๆ มีแค่ 10% ของจำนวนที่มีเท่านั้น และผู้หญิง 8% เท่านั้นที่ใส่เสื้อผ้าบ่อยๆ ในทุกตัวที่มี<br />
&#8211; ผู้หญิงจำนวน 84% ยังมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้แกะป้ายอยู่ในตู้<br />
&#8211; ผู้หญิงจำนวน 46% มีเสื้อผ้าที่อายุมากกว่า 10 ปีอยู่ในตู้ และหวังว่าแฟชั่นแบบเดิมจะกลับมา<br />
&#8211; หากคิดเป็นจำนวนแล้ว โดยเฉลี่ย ในตู้เสื้อผ้าของผู้หญิง 1 คน จะมีเสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใส่ 22 ตัว</p>
<p>[อยากรู้เหมือนกันว่า เพื่อนๆ ผู้หญิงที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เห็นว่าข้อมูลตัวเลขที่ว่านั้น ถูกต้องหรือไม่ครับ ^^]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม อารมณ์เป็นสิ่งสำคัญมากในการตัดสินใจทางด้านการเงินของคุณผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่แค่การช็อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้จ่ายเงินทั้งหมดในภาพรวมด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ปกหนังสือ Sheconomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/files.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/files.jpeg" alt="" title="files"  width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Pine and Gnessen (2009) จึงได้นำเสนอกฎ 7 ข้อเพื่อการควบคุมการใช้จ่ายเงินด้วยอารมณ์ของคุณผู้หญิง</p>
<p>๑. รู้จักควบคุมอารมณ์ (Take Emotional Control) เพราะหากเราตระหนักและเข้าใจถึงบทบาทของอารมณ์ เราจะเริ่มควบคุมมันได้<br />
๒. ก้าวข้ามความเชื่อเดิมๆ (Go beyond Beliefs) ที่ว่าการช็อปปิ้งจะช่วยให้รู้สึกดีกับเรื่องต่างๆ ขึ้นได้<br />
๓. คุมเงิน และอย่าให้เงินคุมเรา (Spend with Power) ตัดสินใจทางการเงินโดยยึดหลักเหตุผล และไม่ต้องพยายามตอบสนองความต้องการของผู้อื่น<br />
๔. มีเป้าหมาย (Have Goals) ตั้งเป้าในการใช้จ่ายเงินกับของใหญ่ๆ เช่น วางแผนท่องเที่ยว จะเป็นกำไรชีวิตที่ดีกว่า<br />
๕. เผชิญหน้ากับหนี้ (Look Debt in the Face) กล้าเผชิญความจริง และวางแผนระยะยาวเพื่อจ่ายคืนให้หมด<br />
๖. หาเพื่อนคู่คิดทางการเงิน (Share Financial Intimacies) เพื่อปรึกษา แลกเปลี่ยนหรือพูดคุย เพื่อปรึกษาและระบาย<br />
๗. ตระหนักถึงวันพรุ่งนี้ (Know Tomorrow Comes) ใช้จ่ายอะไรก็ตาม อย่าลืมคิดถึงวันพรุ่งนี้ด้วย</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปคุณผู้ชายก็น่าจะเข้าใจคุณผู้หญิงมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการช็อปปิ้งนะครับ จะได้ไม่คอยบ่นคอยห้าม แถมยังอาจทำให้ชนะใจเธอได้ด้วย ถ้าตามใจมากพอ คุณผู้หญิงเองก็จะได้เข้าใจตัวเองและควบคุมอารมณ์อันอ่อนไหว ไม่ให้นำไปสู่การช็อปปิ้งที่มากเกินไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: </p>
<p>Daily Mail Reporter, Over 90 per cent of women own an item of clothing with the tags still on, mail online, 17 December 2009.<br />
Karen J. Pine and Simonne Gnessen, Sheconomics, Headline, 2009.<br />
Sean Poulter, In every woman&#8217;s closet, 22 items she never wears ­ and the guilty complex that stops them clearing wardrobes out, mail online, 26 January 2011.<br />
ศรุตยา วงศ์วิเชียรชัย, Sheconomics พลิกชีวิตการเงินแบบเศรษฐศาสตร์ฉบับคุณสาวๆ, ออนไลน์ <a href="http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=7548">ที่นี่</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from gloucester-rd.co.uk</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/05/30/sheconomics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ข้อคิด ๑๐ ประการของการมีแฟน&#8221; โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/04/25/10-lessons-on-dating-from-nobel-prize-winners/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/04/25/10-lessons-on-dating-from-nobel-prize-winners/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Apr 2012 03:22:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=3749</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2010 รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ถูกมอบให้กับ DMP Model เกี่ยวกับการค้นหาคู่ที่เหมาะสมระหว่างแรงงานกับนายจ้าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความพยายามและเวลา หากนำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์กับการหาแฟน ลองมาดูกันว่า เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. างวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ปี 2010 ถูกมอบให้แก่ Peter Diamond, Dale Mortensen และ Christopher Pissarides (DMP) ในแบบจำลอง &#8220;การค้นหาและการจับคู่&#8221; (Search and Matching Model) แบบจำลองที่ว่านี้เน้นไปที่ตลาดแรงงาน (Labor Market) โดยทั้งแรงงานและนายจ้างต่างก็ต้องค้นหาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมที่สุด แรงงานต้องการนายจ้างที่มีงานในแบบที่ตนเองต้องการ ขณะที่นายจ้างเองก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะเหมาะสมกับงานที่ตนเองมีอยู่ แต่เนื่องจากการมีข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ของทั้งแรงงานและนายจ้าง (imperfect information about trading&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2010 รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ถูกมอบให้กับ DMP Model เกี่ยวกับการค้นหาคู่ที่เหมาะสมระหว่างแรงงานกับนายจ้าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความพยายามและเวลา หากนำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์กับการหาแฟน ลองมาดูกันว่า เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง</p>
<p><span id="more-3749"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ร</span>างวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ปี 2010 ถูกมอบให้แก่ Peter Diamond, Dale Mortensen และ Christopher Pissarides (DMP) ในแบบจำลอง &#8220;การค้นหาและการจับคู่&#8221; (Search and Matching Model) แบบจำลองที่ว่านี้เน้นไปที่ตลาดแรงงาน (Labor Market) โดยทั้งแรงงานและนายจ้างต่างก็ต้องค้นหาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมที่สุด แรงงานต้องการนายจ้างที่มีงานในแบบที่ตนเองต้องการ ขณะที่นายจ้างเองก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะเหมาะสมกับงานที่ตนเองมีอยู่</p>
<p>แต่เนื่องจากการมีข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ของทั้งแรงงานและนายจ้าง (imperfect information about trading partners) อุปสงค์และอุปทานของแรงงานที่หลากหลาย (heterogeneous demand and supply) การติดสัญญาต่างๆ หรือกระบวนการต่างๆ ที่ล่าช้า (slow mobility) การไม่ให้ความร่วมมือแก่กันและกันเพื่อการค้นหาที่ดีกว่าอย่างเต็มที่ (coordination failures) และปัจจัยอื่นๆ จึงส่งผลให้การค้นหาซึ่งกันและกันมีต้นทุน จนบางครั้งต่างฝ่ายต่างก็ไม่อาจรอจนเจอคู่ที่เหมาะสมที่สุดได้</p>
<p>ความไม่ลงรอยกัน (friction) ของการการค้นหาและการจับคู่ (search and match) มีบทบาทสำคัญมากในตลาดแรงงาน และก็ไม่ใช่ว่าอธิบายได้เฉพาะตลาดแรงงานเท่านั้น แต่ยังสามารถอธิบายตลาดขายบ้าน เสื้อผ้า สินค้ามือสอง สินค้าเน้นดีไซน์ รวมไปถึงการหาแฟนได้อีกด้วย ซึ่งตัว Diamond, Mortensen และ Pissarides เองก็ได้เอ่ยถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หาคนที่เหมาะสมสักคนคงยากเพราะมีคนมากมายบนโลกใบนี้&#8221; (<a href="http://soonet.ca" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/04/25/10-lessons-on-dating-from-nobel-prize-winners/whereswaldo/" rel="attachment wp-att-3753"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/whereswaldo.jpg" alt="" title="หาคนที่เหมาะสมสักคนคงยากเพราะมีคนมากมายบนโลกใบนี้ (ภาพจาก soonet.ca)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ขออธิบายถึง DMP Model ในตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาและจับคู่ของแรงงานและนายจ้าง ไปพร้อมๆ กับการหาแฟนซึ่งเป็นการค้นหาและจับคู่ของผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งหากรำมาประยุกต์ใช้ก็น่าจะมีประเด็น ดังต่อไปนี้</p>
<p>๑. <strong>การตามหาคนที่เหมาะกับเราต้องอาศัยเวลา&#8230;เสมอ (Finding Mr./Mrs. Right takes time. Always.)</strong> ไม่ต่างไปจากการค้นหาและจับคู่กันของแรงงานและนายจ้างที่เหมาะสม ซึ่งเราต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และบางทีอาจจะต้องใช้เงินด้วย ดังนั้น การตามหาคนที่เหมาะสม โดยเพียงแค่นั่งรอคอยนั้นจึงไม่เพียงพอ เนื่องจากการจะเจอคู่ที่เหมาะสมตามมีตามเกิดนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก</p>
<p>๒. <strong>ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้ (Shit happens.)</strong> และทำให้ความสัมพันธ์ก็จะสิ้นสุดลง ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น นายจ้างอาจประสบปัญหาในการบริหารจัดการ หรือแรงงานอาจประสบปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพในครั้งหนึ่งก็จะไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป ไม่ต่างจากชีวิตคู่ที่อาจประสบปัญหาเมื่อเวลาผ่านไป และก็ไม่ได้มาจากตัวคนสองคนด้วย ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว ผลก็คือ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มต้นกระบวนการค้นหาใหม่ เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ</p>
<p>๓. <strong>เมื่อไรก็ตามที่โลกนี้มีคนที่เหมาะสมกับเรารออยู่ ความเป็นโสดก็จะดำรงอยู่เสมอ (In a world where there is a match for everyone, there will still be singlehood.)</strong> เมื่อการตามหางานที่เหมาะสมต้องอาศัยเวลา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การว่างงานของคนในสังคมจะมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับการตามหาคนที่เหมาะสมนั้นก็ต้องใช้เวลา และความล้มเหลวก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งการตามหาคนใหม่ที่เหมาะสมก็ต้องใช้เวลาอีก ในสังคมจึงต้องมีคนโสดดำรงอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะคนเหล่านั้นกำลังรอคนที่เหมาะสมนั่นเอง</p>
<p>๔. <strong>สำหรับคู่ที่กำลังเริ่มต้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่เป็นโสด แต่การจะคบกันได้ตลอดรอดฝั่งนั้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่กับคนอื่น (For a couple to form, both must be better off than when single. And for a couple to remain, both must be better off than with the next best alternative.)</strong> กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คู่ที่ดีต้องเสริมกันและกัน (generate surplus) เช่น ต่างฝ่ายต่างมีความสุข และจะต้องมีความสุขมากกว่าค่าคาดหวังของการตามหาคนใหม่ด้วย ไม่ต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้างที่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน และต้องดีกว่าที่จะได้รับจากแรงงานหรือนายจ้างคนอื่นด้วย มิฉะนั้นการเปลี่ยนงานก็อาจเกิดขึ้นได้</p>
<p>๕. <strong>บางครั้งเราตกลงเป็นแฟนกับคนบางคน เพราะเหนื่อยที่ต้องรอคอย อย่าเชียว! (Sometimes, people settle because they are tired of waiting. Don’t!)</strong> เพราะมันจะกลายเป็นการจับคู่ที่ไม่ยั่งยืน (unstable match) และเท่ากับว่าเราทำลายโอกาสที่ดีกว่าที่กำลังจะมาถึง ไม่ต่างไปจากการตัดสินใจเซ็นต์สัญญาทำงานอะไรก็ได้ทั้งที่เราไม่ได้ชอบ แค่เพราะไม่อยากรอคอย ซึ่งงานใหม่ที่ดีกว่าจำนวนมากก็จะหายไปทันที</p>
<p>๖. <strong>ความพยายามในการค้นหาจะให้ผลดีกว่าถ้าเรามีตัวเลือกมากๆ (The search effort pays off more if there are many competing partners.)</strong> ประเด็นนี้เป็นจริงสำหรับชายหรือหญิงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนระหว่างเพศชายและหญิง (sex ratio) ของแต่ละสังคม ถ้าเพศใดมีจำนวนน้อยกว่า เพศนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีอำนาจเหนือกว่า นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่(โดยรวมแล้ว)นายจ้างมีอำนาจต่อรองในการจับคู่มากกว่าแรงงาน ก็เพราะนายจ้างมีจำนวนน้อยกว่าแรงงานนั่นเอง</p>
<p>๗. <strong>บริษัทจัดหาคู่(หรือพ่อสื่อแม่สื่อ)จะทำให้เราเจอคนที่เหมาะกับเราเร็วขึ้นและลดช่วงเวลาของการเป็นโสดลง (Dating agencies bring people together more quickly and reduce the incidence of singlehood.)</strong> เช่นเดียวกับบริษัทจัดหางาน แต่เงื่อนไขก็คือบริษัทเหล่านี้ต้องอยู่ในตลาดแข่งขันด้วย มิฉะนั้นแล้วบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่แสวงหาคู่หรืองานที่ดีพอมาให้เรา</p>
<p>๘. <strong>แฟนกันที่เข้ากันได้ดีจะนำไปสู่การแต่งงาน (The couples that form are best for the partners that make the proposal.)</strong> และความที่ผู้ชายเป็นคนเสนอขอแต่งงาน คล้ายกับนายจ้างที่เสมือนเป็นผู้เสนอสัญญาจ้างงาน ผู้ชายหรือนายจ้างจึงดูเหมือนว่ามีบทบาทมากกว่าในการสร้างความสัมพันธ์กับตัวผู้หญิงหรือแรงงาน ในโลกยุคใหม่ที่การคุ้มครองสิทธิแรงงานมีประสิทธิภาพ และสิทธิหญิงและชายเท่าเทียมกันนั้น ผู้หญิงก็ควรจะเป็นคนเอ่ยปากขอผู้ชายแต่งงานเพื่อรักษาดุลอำนาจของสิทธิเอาไว้ได้อย่างชอบธรรมเช่นกัน อย่าไปกลัว</p>
<p>๙. <strong>ผู้หญิงจะได้ประโยชน์จากการแต่งงานมากกว่าผู้ชาย ถ้าเขาเรียนรู้ที่จะรอ (Women have a better outcome in marriage if they find a way to sweeten their wait.)</strong> สมมติว่าผู้ชายเป็นคนขอแต่งงานและผู้หญิงเป็นฝ่ายตอบสนอง บทบาทของผู้หญิงจึงไม่ต่างไปจากแรงงานในตลาดแรงงาน แต่แรงงานที่กำลังหางานที่เหมาะสมอยู่นั้น มีโอกาสที่ได้รับผลประโยชน์ในช่วงเวลาที่ว่างงาน (unemployment benefits) ซึ่งไม่สามารถหาได้ในช่วงเวลาที่มีงานทำแล้ว ในเชิงของการมีแฟน ผู้หญิงก็สามารถแสวงหาความสุขบางอย่างได้ในช่วงโสด ซึ่งทำไม่ได้ในเวลาที่มีแฟนแล้ว เช่น เมาท์กับเพื่อนบ่อยๆ ไปปาร์ตี้ทุกวัน ออกเที่ยวไม่กลับบ้าน เป็นต้น ซึ่งความสุขของคนโสดเหล่านี้จะช่วยยืดระยะเวลาการรอคอยออกไป ซึ่งเขาก็จะมีโอกาสได้เจอคู่ที่เหมาะสมมากขึ้น</p>
<p>๑๐. <strong>พวกเขาจะมีผลได้ที่ดีขึ้น ถ้าพวกเขาตกลงและบังคับใช้ข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ (They also have a better outcome if they agree and enforce collectively what they expect.) </strong> นั่นคือ การทำตามข้อตกลงที่ได้เจรจาไว้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้แรงงานและนายจ้างอยู่กันไปได้นาน เช่นเดียวกันกับคู่หญิงชายที่มีการทำข้อตกลงสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันเอาไว้ก่อนเช่นกัน</p>
<div class="video-container">
		<iframe src="http://www.youtube.com/embed/k-V1xvYjN1k?rel=0" width="320" height="180" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
</div>
<p ALIGN="RIGHT" style="font-style:italic;">&#8220;ฉันไม่เคยรักไม่เคยรู้ ว่าชีวิตมันดีเช่นไร เมื่อได้มีบางคนข้างกาย เมื่อได้มีเธออยู่ข้างๆ กัน<br />
ฉันมอบชีวิต ต่อจากนี้ไปจนนิรันดร์ ทั้งหัวใจคือเธอเท่านั้น รักของเราจะอยู่จนวันตาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นัยทางนโยบายที่สำคัญมากของ DMP Model ยังมีอีกสองประการ <span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แบบจำลองยังช่วยอธิบายด้วยว่า ทำไมเมื่อเวลาที่เศรษฐกิจดี อัตราการมีงานทำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากทั้งแรงงานกับนายจ้างต้องใช้เวลาค้นหาซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤต นั่นคือมีปัจจัยภายนอกมากระทบ อัตราการมีงานทำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะผลิตภาพที่เคยมีในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่เหมาะต่อกันอีกแล้ว (เช่น ค่าจ้างสูงไป จำนวนแรงงานในสายการผลิตมากเกินไป) นั่นคือ ในตลาดแรงงานมีความอสมมาตร (asymmetric) ของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการมีงานทำ (ในอีกด้านหนึ่ง การว่างงาน) ดำรงอยู่ ดังนั้น การค้นหาใครสักคนจนเจอ จึงต้องใช้เวลา แต่บางครั้ง คนอื่น ปัจจัยอื่น หรือสิ่งอื่นๆ กลับสามารถเข้ามากระทบจนทำให้ความรักระหว่างคนสองคนล่มลงอย่างรวดเร็วได้ </p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ ในตลาดแรงงานนั้น ค่าจ้างดุลยภาพในงานประเภทเดียวกันไม่ได้มีค่าเดียว แต่จะมีเป็นช่วง เช่น เงินเดือนวิศวกรไม่ได้อยู่ที่สี่หมื่นบาท แต่จะอยู่ที่สามถึงห้าหมื่นบาท เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละคนมีความอดทนหรือพยายามค้นหางานที่เหมาะสมไม่เท่ากัน คนจำนวนหนึ่งจึงยอมรับงานที่ตนเองไม่ได้ชอบ เพราะไม่อยากต้องรอคอย ค่าจ้างจึงมีหลากหลายแล้วแต่ความอดทนของแต่ละคน ดังนั้น การมีแฟนของคนจำนวนมากจึงไม่มีความสุข หรืออาจมีความสุขไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเหตุผลมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะคนจำนวนหนึ่งนั้นมีแฟนเพียงเพราะไม่อยากเป็นโสด หรือคบกันเพียงเพราะไม่อยากรอคอย เท่านั้น</p>
<p>โดยสรุปก็คือ  การค้นหาใครสักคนจนเจอ ต้องใช้ความอดทนและเวลา หากยังไม่เจอ แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเสนอแนะให้อดทนรอ ซึ่งอาจใช้ช่วงเวลาที่รอนี้หาความสุขตามประสาคนโสดไป (แต่ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเอาใจช่วยให้เจอโดยเร็ว) แต่สำหรับคนที่เจอแล้ว แนวคิดนี้ก็ให้ระวังการมีคนอื่นหรือปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ ซึ่งอาจสั่นคลอนความรักระหว่างคนสองคนได้ โดยอย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องของคนสองคนนะครับ แม้ว่าแนวคิดที่ว่ามาอาจไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่เศรษฐศาสตร์ก็คงช่วยให้เราเห็นในอีกหลายมุมนะครับ อย่างน้อยที่สุด ถ้าเรายังโสดอยู่ ก็จะได้เข้าใจว่า เพราะยังไม่มีใครเหมาะสมพอสำหรับเรานั่นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Robert Shimer &#8220;The Diamond-Mortensen-Pissarides contribution to Economics,&#8221; online <a href="http://faculty.chicagobooth.edu/brian.barry/igm/2010-nobel-prize_Shimer.pdf">here</a>.<br />
- 10 lessons on dating from this year’s Nobel Prize winners, online <a href="http://dateconomics.com/?p=163">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from redpillmixtape.info</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/04/25/10-lessons-on-dating-from-nobel-prize-winners/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความเชื่อ&#8221; ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Mar 2012 02:22:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2942</guid>
		<description><![CDATA[เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมความเชื่อแต่โบราณกาลจึงยังอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน การทดลองกับลิงของนักวิทยาศาสตร์จะบอกเราว่า ความเชื่อเหล่านี้มันถูกส่งผ่านต่อๆ กันมาได้อย่างไร ด้วยรูปที่เข้าใจได้ง่าย และทำให้เราคิดได้มากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ไลด์การบรรยายชื่อ Paradigm Created โดย Bipin Upadhyay ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2007 ได้สรุปงานของ Stephenson (1967) ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการส่งผ่านวัฒนธรรมของลิงไว้ได้เข้าใจง่าย และ [เสด-ถะ-สาด].com นำมาแปลไว้ ณ ที่นี้ [สำหรับคนที่อยากอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับ คลิ๊ก Paradigm Created] ที่มา: Stephenson, G. R. (1967). Cultural acquisition of a specific&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมความเชื่อแต่โบราณกาลจึงยังอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน การทดลองกับลิงของนักวิทยาศาสตร์จะบอกเราว่า ความเชื่อเหล่านี้มันถูกส่งผ่านต่อๆ กันมาได้อย่างไร ด้วยรูปที่เข้าใจได้ง่าย และทำให้เราคิดได้มากทีเดียว</p>
<p><span id="more-2942"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>ไลด์การบรรยายชื่อ Paradigm Created โดย Bipin Upadhyay ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2007 ได้สรุปงานของ Stephenson (1967) ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการส่งผ่านวัฒนธรรมของลิงไว้ได้เข้าใจง่าย และ [เสด-ถะ-สาด].com นำมาแปลไว้ ณ ที่นี้ </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/5fb65350be15fcea2e2b52a11bc7a7ed-23.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/5fb65350be15fcea2e2b52a11bc7a7ed-23.jpg" alt="" title="five monkeys" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>[สำหรับคนที่อยากอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับ คลิ๊ก <a href="http://www.slideshare.net/bipin/paradigm-created" target="_blank">Paradigm Created</a>]</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Stephenson, G. R. (1967). Cultural acquisition of a specific learned response among rhesus monkeys. In: Starek, D., Schneider, R., and Kuhn, H. J. (eds.), Progress in Primatology, Stuttgart: Fischer, pp. 279-288.<br />
Upadhyay, Bipin. <a href="http://www.slideshare.net/bipin/paradigm-created" target="_blank">Paradigm Created</a> on Jul 12, 2007.<br />
&#8220;Did the monkey banana and water spray experiment ever take place?&#8221; available <a href="http://wiki.answers.com/Q/Did_the_monkey_banana_and_water_spray_experiment_ever_take_place" target="_blank">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-10 20:23:52 by W3 Total Cache -->