<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Intermediate</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/category/blog/intermediate/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8220;นิรโทษกรรม&#8221;ส่งเสริมความปรองดองหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2013 01:02:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7185</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว &#8230;&#8230;&#8230;. วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ &#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (ที่มาของภาพ) รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว</p>
<p><span id="more-7185"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (<a href="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201203/27/5302ad78.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/5302ad78.jpg" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา</p>
<p>การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีให้เห็นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะหากเรามอง set zero เป็นรูปแบบหนึ่งของการสิ้นสุดเกม (Game Termination) ตามแนวคิดของทฤษฎีเกม แล้วลองพิจารณาว่ารูปแบบการสิ้นสุดของเกมนั้นจะมีผลกับความร่วมมือ (Cooperation) หรือความปรองดองของคนในสังคมหรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Norman and Wallace (2011) ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) เพื่อทำการศึกษารูปแบบของการสิ้นสุดเกมในแบบต่างๆ ว่ามีผลต่อความร่วมมือ(หรือความปรองดอง)ของคนในสังคมหรือไม่ พวกเขาจำแนกรูปแบบการสิ้นสุดของเกมออกเป็นสี่แบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>finite horizon คือเกมที่ผู้เล่นรู้ว่าเล่นกี่รอบจึงจะจบ (ในการทดลองนี้เล่น 22 รอบ)</li>
<li>unknown horizon คือเกมที่ผู้เล่นไม่รู้ว่าจะจบที่กี่รอบ (ในการทดลองนี้เล่น 28 รอบ โดยผู้เล่นไม่ทราบจำนวนรอบก่อนเล่น แต่ทราบว่ามากกว่า 22 รอบ)</li>
<li>random-stopping with low probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 1/6</li>
<li>random-stopping with high probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 5/6</li>
</ul>
<p>ขณะที่ความร่วมมือของคนที่มาร่วมการทดลองจะเป็นไปตามผลได้ของเกมนักโทษทั่วไป (Payoff of prisoner&#8217;s Dilemma) ดังตารางที่ ๑ คือถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน (Cooperate) จะได้คะแนนคนละ 800 คะแนน ถ้าทั้งสองฝ่ายละเลย (Defect) จะได้กันคนละ 350 คะแนน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะร่วมมือ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเลือกละเลย ฝ่ายแรกจะได้ 50 คะแนน แต่ฝ่ายหลังจะได้ 1000 คะแนน กุศโลบายของเกมนี้ในการทดลองก็คือมี Nash Equilibrium สองจุดคือร่วมมือทั้งคู่ หรือละเลยทั้งคู่ และยังมีแรงจูงใจให้ละเลยมากกว่าที่จะร่วมมือ เพราะจะได้ผลตอบแทนให้กับตัวเองมากที่สุด</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลตอบแทนของเกมนักโทษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>การทดลองใช้เวลา 45 นาที มีนักเรียนเข้าร่วม 182 คน จัดขึ้นที่ Royal Holloway College (University of London) และ University College London (UCL) ผลตอบแทนที่จ่ายจริงเฉลี่ยคนละ 7.20 ปอนด์ (ได้ไม่เท่ากันแล้วแต่คะแนนที่ได้ของแต่ละคน)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการทดลองแสดงได้ตามตารางที่ ๒ ข้อมูลในแถวแสดงรูปแบบของการจบเกมทั้งสี่แบบ ข้อมูลในแนวหลักแสดงลำดับครั้งที่มีการเล่น และตัวเลขในตารางแสดงถึงจำนวนของคู่ที่มีให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดลองที่วัดจากจำนวนความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ค่าเฉลี่ยของความร่วมมือในแต่ละแบบอยู่ที่ 44.2% 55.0% 55.2% และ 59.1% ตามลำดับ โดยแม้ว่าค่าที่ได้จะต่างกัน แต่ไม่ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Kruskal-Wallis Test, <em>H</em>=1.929, <em>d.f.</em>=3, <em>p</em>=0.587) นั่นหมายความว่ารูปแบบของการจบเกม(เพื่อเริ่มต้นใหม่)ที่ต่างกันไม่มีผลทำให้ระดับความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมต่างกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะจบเกมอย่างไรไม่มีผลทำให้ความปรองดองของคนในสังคมต่างกัน</p>
<p>แล้วการจบที่ส่งผลต่อความร่วมมือไม่ต่างกันนั้น คำถามก็คือความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับกรณีของเกมที่ไม่มีการจบ ประเด็นนี้ Douglas North (นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเกมมีการเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีที่สิ่นสุด (Infinite Repeated Game) สังคมจะมีความร่วมมือกันที่ดีกว่า เช่น คนในชุมชนเดียวกันจะเจอกันซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน ย่อมมีความร่วมมือกันมากกว่าคนในชุมชนที่ไปทำงานนอกพื้นที่และแทบไม่เจอกันในชุมชนเลย</p>
<p>สอดคล้องกับงานของ Norman and Wallace (2011) เองที่ได้ขยายการทดลองออกไปเพื่อดูว่าความยาวของเกมนั้นมีผลต่อความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งข้อค้นพบก็คือเกมที่ยาวขึ้นก็จะมีความร่วมมือกันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความยาวของเกมกับความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png" alt="T3_Exp_Length" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจจากการทดลองนี้คงไม่ใช่ว่าความร่วมมือจะสูงขึ้นหรือลดลง แต่มันอยู่ที่ว่าจะลดลงมากแค่ไหนและเมื่อไหร่ ผลการทดลองพบว่าหากเกมสามารถจบลงได้ (โดยที่ไม่จสำคัญว่าจบแบบไหนและจบเมื่อไหร่) ความร่วมมือของคนในสังคมจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญในทุกรูปแบบของการจบเกม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าความร่วมมือนั้นลดลงจนไม่เหลือความร่วมมือเลยหรือเหลืออยู่น้อยมาก (ค่าเข้าใกล้ศูนย์ในตาราง) นั่นหมายความว่าไม่ว่ารูปแบบของการจบเกมจะเป็นอย่างไร จะทำลายความร่วมมือของคนในสังคมจนหมดไป</p>
<p>สาเหตุที่ความร่วมมือลดลงอย่างมากนั้น เนื่องจากการ set zero จะก่อให้เกิด present-period bias กล่าวคือคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะรีบหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่จะคิดถึงประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เนื่องจากสามารถกำหนดการเริ่มต้นใหม่ได้ เสมอ นี่ยังไม่นับว่าหากคนที่สามารถ set zero ได้เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงด้วยแล้ว การ set zero ก็จะยิ่งส่งเสริมให้การแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่ได้มีประโยชน์ใดใดต่อความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาของ Amnesty International ที่รณรงค์ให้ประชาชนสนใจการลงโทษนักโทษทางการเมือง&#8221; (<a href="http://www.ibelieveinadv.com/2010/06/amnesty-international-beating-execution-rebels/">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/amnesty-international-rebels1.jpg" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ดี นิรโทษกรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสมอไป Orrenius and Zavodny (2012) ชี้ว่าการนิรโทษกรรมให้กับแรงงานที่หลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย(โดยที่พวกเขาไม่ก่ออาชญากรรม)จะทำให้สังคมได้ประโยชน์มากกว่าปล่อยให้ใช้การข่มขู่เพื่อการลงโทษ หรือ Dan Ariely ก็ได้กล่าวถึงการดาวน์โหลดเพลงอย่างผิดกฎหมายว่าหากมีการยกโทษให้คนที่กระทำผิดเช่นนี้ก็อาจมีแรงจูงใจให้พวกเขากลับมาซื้อเพลงที่ถูกกฎหมายบ้าง รวมทั้ง Amnesty International หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากลก็มีความพยายามพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกกักขังในเวลาต่อมา แต่ทั้งสามกรณีก็ไม่ใช่การนิรโทษกรรมให้กับความผิดสาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของบทความก็คือ<span style="background-color:#f15a23;">หากมีการ set zero ได้ ความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะทุกคนก็ต่างจะมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในปัจจุบันให้มากที่สุด แทนที่จะคิดถึงความร่วมมือเพื่อประโยชน์สาธารณะหรืออดทนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต หากจะบอกว่า set zero หรือนิรโทษกรรมเพื่อความปรอองดองของคนในชาติอาจต้องกลับมาคิดใหม่อีกหลายตลบ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เพราะหลังจากรัฐบาลไทยพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม กลับเหมือนว่าคนในชาติจะปรองดองกันมากขึ้นแฮะ เพียงแต่เป็นปรองดองกันต่อต้านกฎหมายที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาด้วยเหตุผลว่าเพื่อความปรองดอง งงดีจัง &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Normann, Hans-Theo &#038; Wallace, Brian, 2011. &#8220;The impact of the termination rule on cooperation in a prisoner&#8217;s dilemma experiment,&#8221; International Journal of Game Theory, August 2012, Volume 41, Issue 3, pp 707-718.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;สวดมนต์&#8221;แค่ไหน พระเจ้าจึงจะเห็นใจ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Feb 2013 00:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6846</guid>
		<description><![CDATA[การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล &#8230;&#8230;&#8230;. เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง “การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์? เหมือนกันนะครับ ^^ อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ &#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (ที่มาของภาพ) Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การสวดมนต์นับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า แล้วสวดเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด หากต้องการให้พระเจ้าเห็นใจ Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ให้คำแนะนำนี้กับเรา เพื่อการสวดมนต์อันเป็นสิริมงคล</p>
<p><span id="more-6846"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>เสด-ถะ-สาด].com ขอนำเสนอบทความของ James Heckman (2010) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับการประมาณการทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นปัจจัยกำหนด เรื่องนี้อ่านแล้วนึกถึงอีกบทความหนึ่งของ Paul Krugman เรื่อง <a href="http://setthasat.com/2012/10/10/the-theory-of-interstellar-trade/">“การค้าระหว่างดวงดาว”จะเกิดได้จริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์?</a> เหมือนกันนะครับ ^^</p>
<p>อย่างไรก็ดี บทความนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) เขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ถึงหนึ่งหน้าเนื้อหา (ไม่รวมตารางและกราฟ) เพียงแต่ [เสด-ถะ-สาด].com เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะนำไปต่อยอดได้ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพวาดฝาผนังในพิพิธภัณฑ์วาติกันที่แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์กับสวรรค์ห่างกันแค่เพียงปลายนิ้ว&#8221; (<a href="http://blog.chron.com/believeitornot/files/legacy/Vatican%20Museums.JPG" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Vatican-Museums.jpg" alt="The Creation of Adam"   width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>Heckman (2010) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ National Opinion Research Center เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติทางด้านศาสนา และใช้วิธีวิเคราะห์ในแบบเดียวกับ Singh (1977) โดยกำหนดให้ Y คือทัศนคติของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 X คือความหนาแน่นของจำนวนผู้สวดมนต์เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เช่นกัน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=f%28X%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='f(X)' title='f(X)' class='latex' /> คือฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ (Population Density of Prayer) [Heckman (2010) อ้างว่าเอาฟังก์ชันนี้มาจาก Greeley, A. M. (1972). Unsecular man: The persistence of religion. New York: Schocken Books. แต่ [เสด-ถะ-สาด].com ไม่สามารถหาหนังสือเล่มนี้ได้จริงๆ เลยไม่สามารถบอกได้ว่าฟังก์ชันหน้าตาเป็นอย่างไร]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การที่คนจะสวดมนต์มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ดังนั้น ฟังก์ชันความหนาแน่นของการสวดมนต์ย่อมอยู่ที่เงื่อนไขของทัศนคติของพระเจ้าด้วย (Conditional Density of X given Y) แสดงได้ว่า <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=g%28X%7CY%29%20%3D%20a%28Y%29exp%28XY%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' title='g(X|Y) = a(Y)exp(XY)' class='latex' /> โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=a%28Y%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='a(Y)' title='a(Y)' class='latex' /> เป็นฟังก์ชันที่ไม่รู้รูปแบบ</p>
<p>อย่างไรก็ดี <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=E%28Y%7CX%3Dx%29%20%3D%20%5Cfrac%7Bf%27%28x%29%7D%7Bf%28x%29%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' title='E(Y|X=x) = \frac{f&#039;(x)}{f(x)}' class='latex' /> จะทำให้เราสามารถประมาณค่าสมการทัศนคติของพระเจ้า (Y) ที่เกิดจากความหนาแน่นของการสวดมนต์แต่ละระดับ (X=x) จากฟังก์ชันความหนาแน่นของประชากรผู้สวดมนต์ของ Greeley ซึ้่งมีข้อมูลของฟังก์ชันนี้ว่า คนส่วนใหญ่มีสองจำพวกคือไม่สวดมนต์เลย และสวดมนต์เยอะมากๆ และจากข้อมูลของ Greeley ช่วยให้เราได้ข้อสรุปตามความหนาแน่นของการสวดมนต์ในแต่ละช่วง ดังตารางที่ ๑ และรูปที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/god.png" alt="god"   width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการในแต่ละช่วง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/God2.png" alt="God2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ถ้าคุณไม่สวดมนต์เลย คุณก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้าตามมีตามเกิด (เพียงเล็กน้อยตามหน้าที่ของพระเจ้า) ขณะที่ถ้าคุณสวดมนต์มากก็จะได้รับความเห็นใจจากพระเจ้ามากเช่นกัน ในส่วนของการสวดมนต์เพียงเล็กน้อยนั้น จะไม่ได้รับความเห็นใจจากพระเจ้า และอาจเสียเวลาเปล่าๆ (ผลที่ได้มีค่าเป็นลบ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี ข้อสรุปของประเด็นนี้ไม่ได้รับคำอธิบายมากนักจาก Heckman (2010) ว่าทำไมการสวดมนต์น้อยจึงทำให้สถานการณ์แย่กว่าการไม่สวดมนต์เลย ทั้งนี้ก็เพราะ Heckman (2010) ต้องการชี้ให้เห็นคุณูปการของการคำนวณทางสถิติที่เราสามารถประมาณการตัวแปรบางประเภทที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตัวแปรที่มองเห็นได้ เขายังเสนอด้วยว่า เทคนิคนี้สามารถนำไปประมาณการความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เท่าเทียมกันของรายได้กับคุณภาพของประชาธิปไตยได้ด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
James Heckman, 2010. &#8220;The Effect Of Prayer On God&#8217;S Attitude Toward Mankind,&#8221; Economic Inquiry, Western Economic Association International, vol. 48(1), pages 234-235, 01.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://thishollowearth.files.wordpress.com/2011/03/prayer.gif">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/18/the-effect-of-prayer-on-gods-attitude-toward-mankind/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; หรือ &#8220;แตกแยก ไม่แตกต่าง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Nov 2012 06:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5402</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect) Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นคำที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะมันคือเป้าหมายที่สังคมอยากให้เป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าลองสลับคำกันดู จะกลายเป็นคำว่า &#8220;แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คำถามก็คือ คำไหนมันเป็นไปได้มากกว่ากัน</p>
<p><span id="more-5402"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า &#8220;แตกต่าง&#8221; กับ &#8220;แตกแยก&#8221; ก่อน คำว่าแตกต่างมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคล เช่น คนที่หนึ่งแตกต่างจากคนที่สอง ขณะที่คำว่าแตกแยกมักใช้กับพฤติกรรมกลุ่ม เช่น มีการแตกแยกกันภายในกลุ่ม หรือมีการแตกแยกกันระหว่างกลุ่ม ดังนั้น &#8220;แตกต่าง&#8221; จึงเป็นคำอธิบายในระดับจุลภาค (Micro Aspect) ขณะที่ &#8220;แตกแยก&#8221; เป็นคำอธิบายระดับมหภาค (Macro Aspect)</p>
<p>Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2005 ได้นำเสนอแบบจำลองการแบ่งแยก (Segregation Model) ซึ่งในตอนที่เขานำเสนอนั้น เขามุ่งไปที่การทำความเข้าใจสถานการณ์การแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา โดยด้วยการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของบุคคล(ในระดับจุลภาค)กับความแตกแยกในสังคม(ในระดับมหภาค) แต่คุณูปการของแบบจำลองนี้กลับสามารถประยุกต์กับกรณีอื่นที่เป็นการรวมกันของความแตกต่างในสังคมได้มากกว่าแค่การแบ่งแยกสีผิว เช่น ความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง หรือฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล&#8221; (<a href="http://meteo.lcd.lu/globalwarming/Schelling/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/thomas_schelling_nobelprice_eco_2005.png" alt="" title="thomas_schelling_nobelprice_eco_2005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในโลกความเป็นจริง เรามองเห็นภาพความขัดแย้งได้เฉพาะภาพของ&#8221;ความแตกแยก&#8221;ในระดับมหภาค และเราก็มักเชื่อหรือถือเอาว่าสถานการณ์ว่าความแตกแยกในระดับมหภาคดังกล่าวสะท้อนมาจากความขัดแย้งอันเกิดจาก&#8221;ความแตกต่าง&#8221;ในระดับจุลภาคด้วยความรุนแรงที่เหมือนๆ กัน ทั้งนี้เป็นเพราะเราไม่สามารถวัดความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างในระดับจุลภาคได้ </p>
<p>บทความจะขอเริ่มอธิบายจากภาพจุลภาคไปสู่มหภาค ซึ่งจะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ตามแนวคิดของ Schelling ได้ง่ายกว่า แล้วจะทำการสรุปจากภาพมหภาคกลับไปสู่จุลภาคอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>เริ่มต้นจากการสมมติว่าในสังคมมีคนอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คนสีฟ้า และ คนสีแดง ซึ่งคนทั้งสองแบบมีความคิดที่ไม่ตรงกัน คนทั้งสองแบบจึงมี&#8221;ความแตกต่าง&#8221; แต่ต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกัน</p>
<p>สมมติว่าเราเป็นคนสีแดงที่มีบ้านอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่ง โดยมีเพื่อนบ้านล้อมรอบ 7 คนจาก 8 ทิศ [1 ทิศที่เว้นไว้ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับย้ายบ้านไปมาได้] หากเพื่อนบ้าน 7 คนเป็นสีแดงเหมือนกับเรา ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครแตกต่างจากเราเลย ขณะที่หากเพื่อนบ้าน 7 คนใน 8 ทิศ เป็นสีฟ้าทั้งหมด ความขัดแย้งก็จะมากที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือนเราเลย (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ตัวเราและเพื่อนบ้านที่มีความเหมือนและแตกต่างแบบสุดขั้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.003.jpg" alt="" title="Untitled.003" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในความจริงอาจไม่มีกรณีสุดขั้วดังตัวอย่างข้างต้น แต่จะเป็นกรณีที่มีเพื่อนบ้านคละสีกัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า <strong>คนแต่ละสีจะสามารถอดทนต่อความแตกต่างจากคนสีอื่นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่กัน</strong> </p>
<p>เริ่มต้นจากการมี &#8220;ดุลยภาพเชิงพื้นที่&#8221; (Spatial Equilibrium) ตามรูปที่ ๒ นั่นคือ เรา(สีแดง)รับได้กับการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีสีแดง(อย่างน้อย)ในสัดส่วน 3 คนใน 7 คน หรือต้องมีความชอบต่อความเหมือนกัน (Similarity Preference) ที่ 3/7 นัยยะก็คือถ้ามีสีแดงด้วยกันสักเกือบครึ่งหนึ่งก็สามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว (แน่นอนว่าในโลกความเป็นจริงความสามารถในการรับความแตกต่างได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ในที่นี้สมมติว่าทุกคนมีเท่ากันคือ 3/7)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ดุลยภาพเชิงพื้นที่ก่อนการเริ่มแบบจำลอง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.004.jpg" alt="" title="Untitled.004" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เมื่อเกณฑ์ความชอบต่อความเหมือนกันที่รับได้คือ 3/7 การย้ายบ้านหนีของเราสามารถเกิดได้จาก 2 กรณี หนึ่งคือ เราจะย้ายออก ถ้ามีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออก เพราะความเหมือนจะกลายเป็น 2/6 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Exodus Tip หรือเราก็จะย้ายออกเช่นกัน ถ้ามีเพื่อนบ้านสีฟ้าย้ายเข้า ความเหมือนจะกลายเป็น 3/8 < 3/7  กรณีนี้เรียกว่า Genesis Tip (ดูรูปที่ ๓) ก็คือถ้าเมื่อไรก็ตามที่ความเหมือนต่ำกว่า 3/7 เราจะย้ายออก


<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการย้ายออกสองรูปแบบ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled111.005.jpg" alt="" title="Untitled111.005" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กลับมาพิจารณาดุยภาพเชิงพื้นที่ ซึ่งทุกคนจะมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันจำนวน 3/7 อยู่ในชุมชนเสมอ และมีอีกชุมชนที่เหมือนกันอยู่ข้างๆ ลองสมมติว่าเกิดมีเพื่อนบ้านสีแดงคนหนึ่งย้ายออกจากชุมชนบนไปยังชุมชนล่างด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น น้ำท่วม เจ้าหนี้ทวง เบื่อรถติด ฯลฯ ผลก็คือในชุมชนล่างจะมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็น 4/8 (> 3/7) ส่งผลให้คนสีฟ้าที่มีความอดทนต่ำที่สุดย้ายออกจากชุมชนล่างไปบน ขณะที่ในชุมชนบนจะมีสีแดงลดลงเหลือ 2/7 (< 3/7) ทำให้คนสีแดงที่มีความอดทนต่ำที่สุดก็จะย้ายออกจากชุมชนบนไปยังล่างเช่นกัน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ชุมชนบนมีสีแดงเพียง 2/8 (< 2/7 << 3/7) และชุมชนล่างมีสีแดงถึง 5/7 (> 4/8 >> 3/7) และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายสองชุมชนจะกลายเป็นชุมชนสีแดงและชุมชนสีฟ้าทั้งหมด (ดูรูปที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.007.jpg" alt="" title="Untitled.007" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.008.jpg" alt="" title="Untitled.008" width="100%" class="nature5" /></a><br />
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.009.jpg" alt="" title="Untitled.009" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในโลกความจริงคือภาพมหภาค(ภาพสุดท้าย) ซึ่งมีความแตกแยกอย่างสุดขั้ว เพราะคนสีแดงและคนสีฟ้าจะแยกกันอยู่โดยสมบูรณ์ (Absolute Separation) ทั้งๆ ที่พวกเขาชอบความเหมือนไม่ถึงครึ่ง (=3/7) หรือเรียกว่ารับความแตกต่างได้มากกว่าครึ่งด้วยซ้ำไป</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กระบวนการใน Segregation Model ของ Schelling นั้นสามารถประยุกต์ให้ยากขึ้นได้ เช่น มีจำนวนคนมากขึ้น พื้นที่ใหญ่ขึ้น ช่องว่างมากขึ้น/ลดลง สัดส่วนของคนสองสีที่แตกต่างออกไป ภาพที่ ๕ เป็นกระบวนการของ Segregation Model ในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ กระบวนการและผลลัพธ์ของ Segregation Model ที่ซับซ้อนมากขึ้น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/schellingmodel.png" alt="" title="schellingmodel" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อสรุปของ Schelling ก็คือ &#8220;Micro Incentive &ne; Macro Aggregate&#8221; ระดับความแตกแยกในมหภาคไม่เหมือนกับระดับความแตกต่าง(ที่รับได้)ของจุลภาค</span></p>
<p>ภาพที่ ๖ เป็นการอยู่รวมกันของคนแต่ละผิวสีใน Chicago ที่ดูแตกแยกกันอย่างชัดเจน และอาจถูกทำให้เชื่อว่าสังคมจะรับได้กับความแตกต่างที่ต่ำมากๆ ซึ่ง Schelling ชี้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น (อย่างน้อยในระยะสั้น แต่ถ้าอยู่รวมกันเองมากเกินไป ความสามารถในการรับความแตกต่างได้จะลดลงเรื่อยๆ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ความแตกแยกในระดับมหภาคของเมือง Chicago ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความไม่ยอมรับความแตกต่างมากอย่างที่เห็น&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south.gif" alt="" title="chicago-white-people-cluster-on-the-northside-and-avoid-the-south" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>&#8220;แตกต่าง ไม่แตกแยก&#8221; เป็นอุดมการณ์ที่ต้องพยายามทำให้ได้ในทุกสังคม แต่ความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ &#8220;(ดูเหมือน)แตกแยก (ทั้งที่)ไม่แตกต่าง&#8221; ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้ว่า คนไทยอาจไม่ได้แตกแยกมากอย่างที่เราเห็นกันในภาพรวมก็ได้ และแน่นอนว่า หากเราส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรับความแตกต่างได้มากขึ้นไปอีก เช่น จากที่ต้องมีเพื่อนบ้านสีเดียวกันอย่างน้อย 3/7 กลายเป็น 2/7 หรือ 1/7 ก็ได้ ภาพความแตกแยกก็จะยิ่งน้อยลงกว่าที่เห็นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกัน ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.marketoracle.co.uk/images/2012/Mar/new_york_segregation.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/10/shelling-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายจะควบคุม&#8221;วัฒนธรรมคอรัปชั่น&#8221;ได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2012 03:39:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4946</guid>
		<description><![CDATA[คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่ Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4946"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ที่</span>ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก </p>
<p>ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่</p>
<p>Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย</p>
<p>การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก BBC ขนานนามว่าเป็น “บัตรจอดรถฟรีที่ดีที่สุดในโลก”</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้ายทะเบียนนัการฑูตที่มีตัวอักษร D ติดอยู่&#8221; (<a href="http://olavsplates.com/usa.html" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg" alt="" title="usa-dos_043pkd" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ (บน) แสดงจำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่าย และเนื่องจากจำนวนนักการฑูตของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ข้อมูลในภาพจึงพิจารณาเป็นจำนวนใบสั่งเฉลี่ยต่อคน สีเข้มคือประเทศที่นักการฑูตได้รับใบสั่งและไม่ได้ไปจ่ายเป็นจำนวนมาก และสีอ่อนคือน้อย ส่วนภาพที่ ๑ (ล่าง) แสดงค่าดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของแต่ละประเทศ โดยสีเข้มคือประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง และสีอ่อนคือต่ำ ความน่าสนใจก็คือ หากดูคร่าวๆ แล้ว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีระดับการคอรัปชั่นต่ำทุกประเทศจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับน้อย ขณะที่ประเทศแถบแอฟริกาที่มีการคอรัปชั่นสูงก็จะมีใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ (บน) จำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่ายต่อคน <br/>(ล่าง) ดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่นของแต่ละประเทศ (<a href="http://blogs-images.forbes.com/jonbruner/files/2011/07/Parking-large.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)<br/>ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 32 จาก 146 ประเทศเรียงตามจำนวนใบสั่งต่อคนสูงที่สุด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png" alt="" title="Parking-large" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ตีความว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่นสูง น่าจะเคยมีและใช้อภิสิทธิ์ในประเทศตนเองมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นิวยอร์ค พวกเขาจึงมีแนวโน้มสูงที่จะกระทำการใดใดจากสิทธิพิเศษที่ตนเองมีด้วยความเคยชิน โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมมากนัก </p>
<p>บางคนคงโต้แย้งว่า นักการฑูตในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอาจจะมีภารกิจน้อยกว่าหรือไม่เร่งรีบ พวกเขาก็เลยไม่ต้องฝ่าฝืนกฎจราจร ใบสั่งจึงมีไม่มาก ข้อมูลที่ถูกต้องก็คือ พวกเขาได้รับใบสั่งจำนวนไม่มากก็จริง แต่เมื่อได้รับใบสั่ง พวกเขาเลือกที่จะไปจ่ายค่าปรับ ซึ่งเท่ากับว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่ไม่มีสิทธิพิเศษมักจะเลือกที่จะเคารพกฎหมาย และยอมรับบทลงโทษเมื่อกระทำผิดมากกว่าคนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีสิทธิพิเศษ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การศึกษาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ร่วมกับปัจจัยด้านอื่นๆ ของแต่ละประเทศและดัชนีการคอรัปชั่น ซึ่งแสดงผลได้ในตารางที่ ๑ จะเห็นว่า ประเทศที่มีค่าดัชนีคอรัปชั่นสูงจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png" alt="" title="corruption1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ยังสนใจต่อด้วยว่าเมื่อนักการฑูตเหล่านี้อยู่ในนิวยอร์คนานขึ้น พวกเขาจะปรับตัวเข้ากับกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ของนิวยอร์คที่มีคอรัปชั่นน้อย หรือจะยังคงเคยชินกับการใช้อภิสิทธิ์และเชี่ยวชาญมากขึ้นในการหาช่องว่างของกฎหมาย ผลการประมาณค่าจากข้อมูลของนักการฑูตรายบุคคลออกมาตามตารางที่ ๒ พบว่ายิ่งนักการทูตอยู่ที่นิวยอร์คนานขึ้น พวกเขากลับจะยิ่งมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับมากขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า วัฒนธรรมที่ติดตัวมาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่หรือกฎหมายใหม่ พวกเขาก็ยังคงพร้อมจะใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน เมื่อพิจารณาเวลาที่พวกเขาอยู่ในนิวยอร์คแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption2/" rel="attachment wp-att-5011"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption2.png" alt="" title="Corruption2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของนิวยอร์คประสบกับแรงต้านอย่างหนัก เพราะการฝ่าฝืนกฎจราจรของนักการฑูตเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันในแบบที่สังคมอเมริกันไม่อาจยอมรับได้ รัฐบาลนิวยอร์คจึงแก้เผ็ดนักการฑูตที่ไม่จ่ายค่าปรับโดยการหักเงินค่าปรับออกจากเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ลักษณะการจอดรถของนักการฑูตที่มักก่อให้เกิดปัญหา (<a href="http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?115240-Putin-advance-party-tries-to-use-counterfeit-money" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg" alt="" title="800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริง การเรียกเก็บค่าปรับจากการจอดรถผิดกฎจราจรมันมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาล แต่มันก็ได้สร้างความอับอาย หรืออย่างน้อยก็เป็นการฟ้องให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้รับรู้</p>
<p>ผลที่ตามมาดีเกินคาดคือ จำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณรวมๆ แล้ว 1000 ใบต่อเดือน เหลือแค่ประมาณ 70 ใบต่อเดือนเท่านั้น ตามภาพที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนใบสั่งต่อเดือน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption4/" rel="attachment wp-att-5013"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption4.png" alt="" title="Corruption4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Fisman and Miguel (2006) สนใจประเด็นนี้มาก เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ดูจะได้ผลดีทีเดียว พวกเขาจึงนำเอาข้อมูลภายหลังจากที่รัฐบาลนิวยอร์คบังคับใช้กฎนี้มาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินอีกครั้งหลังการบังคับเรียกเก็บจากเงินช่วยเหลือ ผลที่ได้เป็นตามตารางที่ ๓ ซึ่งแม้ว่าค่าดัชนีคอรัปชั่นจะยังคงมีผลต่อจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระ แต่ก็ลดลงอย่างมาก </p>
<p>จากการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ในกรณีที่ประเทศมีระดับการคอรัปชั่นกลางๆ ค่อนข้างสูง (ค่า CPI ประมาณ 4) จะเท่ากับว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพลดการคอรัปชั่นลงไปได้ e<sup>(1-0.3)(4)</sup> &#8211; 1 = 94% เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ภายหลังการใช้บังคับกฎใหม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption3/" rel="attachment wp-att-5012"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption3.png" alt="" title="Corruption3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่น นั่นหมายความว่าพวเขามีนิสัยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน แม้จะมาอยู่ในสถานที่ที่มีกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ พวกเขาจะยังคงเคยชินกับการใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนเช่นเดิม แถมยังมีการปรับตัวจนสามารถคอรัปชั่นได้มากขึ้นในวัฒนธรรมใหม่เสียอีก</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งก็ยังคงเป็นหัวใจในการต่อต้านการคอรัปชั่น โดยสามารถลดระดับการคอรัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่อาจทำให้คอรัปชั่นหมดไปได้โดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะคอรัปชั่นฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งหลายประการ โดยเฉพาะจากนักสังคมศาสตร์ เนื่องจากเป็นการมองเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ด้วยวิธีมองที่ต่างออกไปในการวิเคราะห์ปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งน่าจะทำให้งานวิจัยจำนวนมากได้ประโยชน์ในอนาคต แต่ความยากในความเป็นจริงคงอยู่ที่ว่า แม้กฎหมายจะลดระดับคอรัปชั่นได้มาก แต่คนที่คอรัปชั่นก็มักเป็นผู้ควบคุมกฎหมายด้วยเนี่ยสิ &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Raymond Fisman &#038; Edward Miguel, 2006. &#8220;Cultures of Corruption: Evidence From Diplomatic Parking Tickets,&#8221; NBER Working Papers 12312, National Bureau of Economic Research.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.quirkycottages.com/Editor/assets/parking%20area%20sign.png">here</a>, rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing and Mini car image from <a href="http://pixabay.com/en/photos/get_image/34326/?t=1355604448&#038;c=f458bc022ebda3497191&#038;ext=png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะไรจะเกิดขึ้น หากผู้นำประเทศถูก&#8221;ลอบสังหาร&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Aug 2012 06:25:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4787</guid>
		<description><![CDATA[สาขารัฐศาสตร์ทำการศึกษาเรื่องการลอบสังหารผู้นำมาเป็นจำนวนมาก แต่มักเป็นแบบกรณีศึกษา หากวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นวิถีทางที่ถนัดของนักเศรษฐศาสตร์ ผลที่ออกมาจะบอกเราได้ว่า ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของการลอบสังหารจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. ารลอบสังหาร (Assassination) ผู้นำประเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Julius Caesar, Abraham Lincoln, John F.Kennedy, Yitzhak Rabin และคนอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีการลอบสังหารที่ไม่สำเร็จอีก เช่น ในปี 1939 Hitler ออกจากโรงเบียร์ที่ Munich ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นเพียง 13 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้เขารอดตายไปได้ ที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติบอกเราว่า ตั้งแต่ 1950 เป็นต้นมา จะมีการลอบสังหารผู้นำประเทศประมาณสองคนในทุกๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>สาขารัฐศาสตร์ทำการศึกษาเรื่องการลอบสังหารผู้นำมาเป็นจำนวนมาก แต่มักเป็นแบบกรณีศึกษา หากวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นวิถีทางที่ถนัดของนักเศรษฐศาสตร์ ผลที่ออกมาจะบอกเราได้ว่า ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของการลอบสังหารจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่</p>
<p><span id="more-4787"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารลอบสังหาร (Assassination) ผู้นำประเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Julius Caesar, Abraham Lincoln, John F.Kennedy, Yitzhak Rabin และคนอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีการลอบสังหารที่ไม่สำเร็จอีก เช่น ในปี 1939 Hitler ออกจากโรงเบียร์ที่ Munich ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นเพียง 13 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้เขารอดตายไปได้ ที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติบอกเราว่า ตั้งแต่ 1950 เป็นต้นมา <strong>จะมีการลอบสังหารผู้นำประเทศประมาณสองคนในทุกๆ 3 ปี</strong></p>
<p>Benjamin Disraeli (1965) เคยกล่าวภายหลังการเสียชีวิตของ Abraham Lincoln ไว้ว่า &#8220;การลอบสังหารไม่มีวันจะทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปได้&#8221; แม้คำพูดนี้จะดูกินใจ แต่มันนำมาสู่คำถามสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ว่า ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกันแน่ แม้ว่าการศึกษาในทางรัฐศาสตร์ที่เป็นกรณีๆ ไปจะมีอยู่จำนวนมาก แต่การศึกษาด้วยชุดข้อมูลตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์ยังแทบไม่มีให้เห็น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานการณ์การเสียชีวิตของ Julius Caesar&#8221; (<a href="http://images.wikia.com/assassinscreed/images/f/f0/Assassination_of_Julius_Caesar.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Assassination_of_Julius_Caesar.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Assassination_of_Julius_Caesar.jpeg" alt="" title="Assassination_of_Julius_Caesar" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในบทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอผนวกเอาบทความวิชาการสองชิ้นเข้าด้วยกัน บทความแรกศึกษาผลกระทบของการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบันและโอกาสเกิดสงคราม กับบทความที่สองว่าด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองบทความใช้วิธีการศึกษาแบบเดียวกัน</p>
<p>บทความแรกของ Jones and Olken (2007) ใช้ข้อมูลปี 1875 &#8211; 2004 จากความพยายามลอบสังหาร 298 ครั้ง และทำได้สำเร็จ 59 ครั้ง โดยแบบจำลองของเขาใช้การลอบสังหารที่ไม่สำเร็จเป็นตัวแปรควบคุม (Controls) (เนื่องจากการลอบสังหารเกิดขึ้นแล้ว บทความจึงมุ่งไปที่การเปรียบเทียบผลของการลอบสังหารสำเร็จและไม่สำเร็จ ไม่ใช่การเปรียบเทียบระหว่างมีหรือไม่มีการลอบสังหาร) นอกจากนี้ คำว่าผู้นำประเทศจะหมายถึงตัวผู้นำสูงสุดของประเทศนั้นๆ เท่านั้น ไม่รวมถึงผู้นำระดับสูงอื่นๆ เช่น รัฐมนตรี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานการณ์การลอบสังหาร Abraham Lincoln&#8221; (<a href="http://www-acad.sheridanc.on.ca/APPL27670/melosas/images/shot.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/shot.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/shot.png" alt="" title="shot" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตัวแปรที่ใช้วัดสถาบันมีสองตัว ตัวแปรแรกเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยวัดจากระบอบการปกครอง ซึ่ง 1 คือประชาธิปไตย และ 0 คือระบอบเผด็จการ (Autocracy) ใช้ข้อมูล POLITY2 และตัวแปรที่สองเป็นสัดส่วนของผู้นำประเทศที่มาตามวิถีทางปกติ(ตามกฎหมาย) (Regular Change) กับวิถีทางที่ไม่ปกติ(เช่น การรัฐประหาร) (Irregular Change) โดยใช้ข้อมูล Archigos ขณะที่ตัวแปรที่ใช้วัดสงครามมีสองตัวเช่นกันคือ ตัวแปรหุ่นจากฐานข้อมูล Correlates of War ที่จะนับความเป็นสงครามเมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,000 คน และตัวแปรหุ่นจากฐานข้อมูล PRIO ที่จะนับว่าเป็นความขัดแย้ง (Conflict) (ถือเป็นสงครามอย่างอ่อนๆ) (Moderate War) เมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 25 คน และนับเป็นสงคราม (Intense War) เมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,000 คน</p>
<p>ข้อมูลพื้นฐานในตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า อาวุธหลักที่ใช้ในการลอบสังหารผู้นำคือ ปืน (55%) รองลงมาคืออุปกรณ์จำพวกระเบิด (31%) โดยปืนจะมีโอกาสลอบสังหารสำเร็จ 30% ขณะที่ระเบิดมีโอกาสเพียง 7% เท่านั้น และส่วนใหญ่การลอบสังหารจะเกิดขึ้นในประเทศตัวเองมากกว่าจะเกิดในต่างประเทศ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณนาของการลอบสังหารผู้นำ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-1.png" alt="" title="Untitled-1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การประมาณค่าผลกระทบของการลอบสังหาร อยู่ภายใต้ข้อสมมติสำคัญที่ว่า ความสำเร็จของการลอบสังหารเป็นแบบสุ่ม ดังนั้น ประเทศที่มีการลอบสังหารไม่สำเร็จ จะเป็นตัวควบคุม (Controls) ผลของการลอบสังหารสำเร็จ (Treatments) รูปแบบสมการที่ใช้ในการประมาณค่าคือ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=y_i%20%3D%20%5Cbeta%5C%20SUCCESS_i%20%2B%20%5Cdelta%20X_i%20%2B%20%5Cvarepsilon_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='y_i = \beta\ SUCCESS_i + \delta X_i + \varepsilon_i' title='y_i = \beta\ SUCCESS_i + \delta X_i + \varepsilon_i' class='latex' /> และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta%20%3D%20E%5By%5Cmid%20SUCCESS_i%3D1%2CX%5D%20-%20%20E%5By%5Cmid%20SUCCESS_i%3D0%2CX%5D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta = E[y\mid SUCCESS_i=1,X] -  E[y\mid SUCCESS_i=0,X]' title='\beta = E[y\mid SUCCESS_i=1,X] -  E[y\mid SUCCESS_i=0,X]' class='latex' /> ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อตัวแปร y ในกรณีที่ลอบสังหารสำเร็จหรือไม่สำเร็จ</p>
<p>ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบันแสดงได้ตามตารางที่ ๒ Panel A พิจารณารวมกันทั้งประเทศที่เป็นเผด็จการและประชาธิปไตย คอลัมน์ที่ 1 แสดงให้เห็นว่า หากการลอบสังหารผู้นำสำเร็จ จะมีโอกาสที่ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไป คอลัมน์ที่ 2 พิจารณาเพิ่มเติมถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลง และพบว่าการลอบสังหารผู้นำสำเร็จมีแนวโน้มที่จะทำให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สอดคล้องกับผลที่ได้ในคอลัมน์ 3 ที่พบว่า การลอบสังหารผู้นำสำเร็จจะทำให้ประเทศมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบการเปลี่ยนผู้นำให้เป็นไปตามวิถีทางปกติ(ตามกฎหมาย)มากขึ้น</p>
<p>ขณะที่ใน Panel B แยกพิจารณาผลของประเทศที่เป็นเผด็จการและประชาธิปไตยออกจากกัน ทั้งคอลัมน์ 2 และ 3 ชี้ให้เห็นว่า การลอบสังหารผู้นำที่สำเร็จนั้น มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากประเทศที่มีระบอบเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย แต่กลับไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกับกรณีที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-2.png" alt="" title="Untitled-2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อโอกาสในการเกิดสงครามแสดงได้ตามตารางที่ ๓ คอลัมน์แรกใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1875-2002 และคอลัมน์ที่สองใช้ข้อมูลหลังสงครามโลกช่วง 1946-2002 พบว่า ความสำเร็จของการลอบสังหารผู้นำมีผลไม่ชัดเจนนักต่อโอกาสการเกิดสงคราม แต่เมื่อพิจารณาในคอลัมน์ที่สาม ซึ่งใช้ข้อมูลช่วง 1946-2002 และจำแนกระดับของสงครามออกเป็นความรุนแรงระดับกลาง (จำนวนผู้เสียชีวิต 26-999 คน) กับระดับสูง (จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน) โดยพบว่าความสำเร็จจากการลอบสังหารผู้นำจะมีผลต่อการเกิดความขัดแย้ง (สงครามอย่างอ่อน) แต่ไม่ถึงขั้นเกิดสงครามขั้นรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่อโอกาสเกิดสงคราม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-3.png" alt="" title="Untitled-3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากผลกระทบที่มีต่อสถาบันและสงครามแล้ว Gilbert, Sylwester and Gao (2011) ใช้วิธีเดียวกันกับ Jones and Olken (2007) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากแหล่งข้อมูลสองแหล่งคือ Penn World กับ Maddison และพิจารณาส่วนต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=GAP%20%3D%20growth_%7Bafter%7D%20-%20growth_%7Bbefore%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='GAP = growth_{after} - growth_{before}' title='GAP = growth_{after} - growth_{before}' class='latex' /> ทั้งแบบเส้นตรง และแบบกำลังสอง เพื่อตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่โดยไม่สนใจทิศทางว่าอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p>ผลการประมาณค่า แสดงได้ตามตารางที่ ๔ ซึ่งพบว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจาก Penn World หรือ Maddison และไม่ว่าจะเป็นตัวแปรแบบเส้นตรงหรือกำลังสอง ความสำเร็จในการลอบสังหารผู้นำก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างไปจากกรณีที่ลอบสังหารไม่สำเร็จ นั่นหมายถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอ่อนไหวต่อสถานการณ์ลอบสังหาร แต่ชัดเจนว่าไม่อ่อนไหวต่อความสำเร็จของการลอบสังหาร</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าการลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Untitled-4.png" alt="" title="Untitled-4" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของประเด็นการลอบสังหารผู้นำที่มีต่อประเทศนั้นคือ <span style="background-color:#f15a23;">ความสำเร็จของการลอบสังหารมีผลเฉพาะในประเทศเผด็จการ ซึ่งจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดสงคราม ขณะที่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วนั้น ความสำเร็จของการลอบสังหารผู้นำไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่ระบอบเผด็จการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการลอบสังหารผู้นำก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดใดต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ อาจารย์กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ที่แนะนำหัวข้อและบทความที่น่าสนใจของ Jones and Olken ครับ ^^</p>
<p>ที่มา:<br />
- Benjamin F. Jones &#038; Benjamin A. Olken, 2007. &#8220;Hit or Miss? The Effect of Assassinations on Institutions and War,&#8221; NBER Working Papers 13102, National Bureau of Economic Research.<br />
- Scott Gilbert, Kevin Sylwester, and Wei Gao, 2011. &#8220;Leader Assassination and Economic Growth&#8221; Discussion Paper for 2011, Southern Illinois University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.pixlbit.com/media/news/1253.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/20/hit-or-miss/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เสรีภาพทางการเมือง&#8221; หรือ &#8220;เสรีภาพทางเศรษฐกิจ&#8221; อะไรควรมาก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Aug 2012 04:36:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4746</guid>
		<description><![CDATA[เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221; รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221; คำถามที่ตามมาอีกก็คือ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เสรีภาพทางการเมือง และ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมประกอบด้วยเสรีภาพทั้งสองด้าน บทความชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ลำดับของการเปิดเสรีในแต่ละด้านก่อนหลังนั้น มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p><span id="more-4746"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ร</span>ายงาน World Economic Outlook ในปี 2003 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &#8220;คุณภาพของสถาบัน (Institutional Quality) กับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีความสัมพันธ์กันอย่างมากและชัดเจน แต่คำถามก็คือ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสถาบัน&#8221;</p>
<p>รายงานของ IMF หลังจากนั้นไม่นานระบุว่า &#8220;การเปิดการค้า (Trade Openness) และการแข่งขันที่เข้มแข็ง (Strong Competition) ของระบบตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันเกิดการพัฒนา อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเรื่องของภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ&#8221;</p>
<p>คำถามที่ตามมาอีกก็คือ &#8220;แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่มีผลสนับสนุนหรือขัดขวางการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization)&#8221; คำตอบของงานวิจัยจำนวนหนึ่งก็คือ การเปิดเสรีทางการเมือง (Political Liberalization) หรือการเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ อันจะกลายเป็นแรงผลักดันของการเปิดเสรีการค้าในเวลาต่อมา ขณะที่ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลประเทศนั้นๆ ตัดสินใจที่จะเปิดเสรีทางการค้าด้วยตัวเอง สถานการณ์ดังกล่าวก็จะกลายเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปิดเสรีทางการเมืองตามมาเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Giavazzi and Tabellini (2005) ตั้งคำถามต่อประเด็นนี้ว่า ถ้าประเทศมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ หรือเสรีทางการเมืองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีผลแตกต่างกันหรือไม่ รวมทั้งจะมีผลแตกต่างกันกับกรณีของการเปิดเสรีทั้งสองด้านหรือไม่ นอกจากนี้ คำถามสำคัญของบทความของพวกเขาคือ <strong>ลำดับของการเปิดเสรีมีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่างกันหรือไม่ นั่นคือ ประเทศที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจแล้วตามด้วยการเมือง มีผลเหมือนกันกับประเทศที่เปิดเสรีทางการเมืองแล้วตามด้วยเศรษฐกิจหรือไม่</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การเลือกตั้ง องค์ประกอบหนึ่งของเสรีภาพทางการเมือง&#8221; (<a href="http://thepolitic.org" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/politics1.jpeg" alt="" title="politics1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตัวแปรหลักในการระบุว่าประเทศนั้นๆ มีการเปิดเสรีจะพิจารณาจาก</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามหลักของ Wacziarg and Welch (2003) เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขใดเลยทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้ ๑) อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของทั้งประเทศสูงกว่า 40% ๒) มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ครอบคลุมมากกว่า 40% ของประเภทสินค้านำเข้า ๓) เป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ๔) ส่วนเกินของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดมีค่ามากกว่า 20% และ ๕) สินค้าส่งออกจำนวนมากถูกควบคุมโดยรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด</p>
<p>&#8211; ประเทศจะถือว่ามีการเปิดเสรีทางการเมืองจากการพิจารณาค่า POLITY2 ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยในมิติหลายๆ ด้าน โดยค่านี้จะอยู่ระหว่าง -10 (ไม่เป็นประชาธิปไตย) ไปจนถึง +10 (เป็นประชาธิปไตย) หากประเทศมีค่า POLITY2 เป็นบวกจะนับว่ามีการเปิดเสรีทางการเมือง</p>
<p>การศึกษาใช้ข้อมูล 140 ประเทศในช่วง 1960-2000 มาวิเคราะห์โดยวิธีประมาณค่า difference-in-differences ประเทศที่ไม่มีการเปิดเสรีใดใดเลยเป็นตัวเปรียบเทียบ (Controls) และประเทศที่มีการเปิดเสรีเป็นตัววิเคราะห์ (Treated) แต่เนื่องจากการเปิดเสรีไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั้งหมดจึงต้องอาศัยสมการถดถอยเข้ามาช่วยวิเคราะห์ระหว่างประเทศที่มีการเปิดเสรีและไม่มีการเปิดเสรี</p>
<p><img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%20y_%7Bit%7D%20%3D%20a_i%20%2B%20b_t%20%2B%20%5Cgamma%20x_%7Bit%7D%20%2B%20%5Cdelta%20reform_%7Bit%7D%20%2B%20e_%7Bit%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' title=' y_{it} = a_i + b_t + \gamma x_{it} + \delta reform_{it} + e_{it}' class='latex' /></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาในส่วนของการเปิดเสรีที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตามตารางที่ ๑ พบว่า การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) ส่งผลให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และหากพิจารณาคอลัมน์ที่ 3 จะพบว่า เศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วง 3 ปี (<em>3y_pre_lib</em>) เป็นตัวขับดันให้เกิดการเปิดเสรี และภายหลังจากเปิดเสรีแล้วอย่างน้อย 4 ปี (<em>4yon_post_lib</em>) จึงจะเห็นผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/1.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง ตารางที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า การเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) แม้จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนเท่ากับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาจากค่านัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการเมืองต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/2.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อพิจารณาประเทศที่มีการเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เปิดเสรีทั้งสองด้าน และไม่เปิดเสรีเลย โดย <em>dem_1t</em> และ <em>lib_1t</em> สำหรับประเทศที่มีการเปิดเสรีการเมืองหรือเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง <em>dem_2t</em> และ <em>lib_2t</em> สำหรับประเทศที่มีทั้งการเปิดเสรีการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วน <em>lib_after_dem</em> และ <em>dem_after_lib</em> เป็นตัวแปรบอกลำดับก่อนหลังของการเปิดเสรี</p>
<p>ผลการศึกษาในตารางที่ ๓ พบว่า ทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>lib</em>) และการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>dem</em>) จะก่อให้เกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้านเท่านั้น และเมื่อพิจารณาตัวแปรลำดับการเปิดเสรีจะเห็นว่า การเปิดเสรีเศรษฐกิจหลังการเปิดเสรีทางการเมือง (<em>lib_after_dem</em>) จะลดผลได้ของการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทั้งสองด้านลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองหลังการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (<em>dem_after_lib</em>) ไม่มีผลชัดเจนต่อการลดลงของผลได้จากการเปิดเสรีทั้งสองด้าน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การเมือง และลำดับการเปิดต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/3_edited-2.png" alt="" title="3_edited-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สาเหตุที่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองให้ผลดีมากกว่าในทางกลับกันก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดการค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก และเมื่อเปิดเสรีทางการเมืองตามมา การค้าก็ยิ่งเพิ่มไปอีก ขณะที่การเปิดเสรีทางการเมืองก่อนไม่ได้ทำให้เกิดการค้าที่เพิ่มขึ้นมากนัก สองคือ เมื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและมีการค้าเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อเปิดเสรีทางการเมืองจะได้คุณภาพของประชาธิปไตยที่ดี ขณะที่หากเปิดเสรีการเมืองก่อน คุณภาพประชาธิปไตยจะไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากประชาชนยังคงมีข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจอยู่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเปิดเสรีทางการเมืองนั้นจะให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อมีการเปิดเสรีแล้วทั้งสองด้าน การเปิดเสรีเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะให้ผลที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก่อนการเมืองจะให้ผลดีกว่าในทางกลับกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ลองพิจารณา ประเทศรัสเซียและจีนที่ต่างก็เคยปิดประเทศมาก่อนทั้งคู่ รัสเซียเลือกที่จะเปิดเสรีทางการเมืองก่อน โดยเริ่มพัฒนาไปเป็นประชาธิปไตย จากนั้นก็เปิดเสรีทางเศรษฐกิจตามมา แนวทางนี้ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่ง่าย (Easy Way) แต่ผลได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับไม่ชัดเจน ขณะที่จีนเลือกที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยการเปิดการค้าก่อน ทั้งที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ยาก (Hard Way) จากนั้นจึงค่อยๆ ให้เสรีภาพทางการเมืองตามมา ซึ่งนับว่าให้ผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่ากรณีของรัสเซียมากทีเดียว</p>
<p>อันที่จริง หากเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ต้องคิดไปไกลก็ได้ ลองนึกถึงประเทศไทยดูว่าเราเปิดเสรีอะไรก่อนกัน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะไม่ไปไหนในตอนนี้ก็อาจจะเกิดจากสาเหตุของลำดับที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Giavazzi, Francesco &#038; Tabellini, Guido, 2005. &#8220;Economic and political liberalizations,&#8221; Journal of Monetary Economics, Elsevier, vol. 52(7), pages 1297-1330, October.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from blogs.worldbank.org</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/05/economic-and-political-liberalizations/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นตัวแทนของค่าครองชีพได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jul 2012 04:42:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4701</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเวลานานแล้วที่ &#8220;ราคาไข่&#8221; เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า มันเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีหรือไม่ เพราะถ้ามันทำได้ไม่ดีพอ จะเท่ากับว่าเราไปลงโทษหรือให้คุณรัฐบาลที่ผิดฝาผิดตัวกันเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4701"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ไ</span>ข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น และยังเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในวงกว้างของครัวเรือนหลากหลายฐานะ และอาหารหลากหลายประเภท แต่การที่ราคาไข่กลายเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เพราะสื่อมวลชนพยายามทำให้ข้อมูลที่มากมายและหลายมิตินั้นง่ายขึ้นกับประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงได้เริ่มต้นกระบวนการเชื่อมโยงราคาไข่เข้ากับการเมือง โดยในกรณีของไทยจะใช้คำว่า &#8220;ไข่นายก&#8221; (= (ราคา)ไข่ + (ฝีมือ)นายก) เช่น ไข่ชวน ไข่ทักษิณ ไข่บรรหาร ไข่มาร์ค เป็นต้น</p>
<p>การตั้งชื่อเช่นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเรียกว่า ไข่คุณชาย ซึ่งมีราคา 1.50 บาท สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ชื่อว่า ไข่เกรียงศักดิ์ 1.60 บาท สมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ชื่อว่า ไข่ป๋าเปรม สมัยที่หนึ่ง 1.26 บาท สมัยที่ห้า 1.80 บาท สมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ ไข่น้าชาติ 1.90-2.00 บาท สมัยนายชวน หลีกภัย หรือ ไข่คุณชวน 1.65-2.70 บาท สมัยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือ ไข่แม้ว 2.40-3.20 บาท สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ ไข่บิ๊กแอ๊ด 3.00 บาท สมัยนายสมัคร สุนทรเวช หรือ ไข่สมัคร 3.00 บาท และสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ ไข่มาร์ค 3.30 บาท อย่างไรก็ตาม มีสมัยนายอานัท์ ปันยารชุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ได้รับความสนใจในการตั้งชื่อเรื่องไข่มากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กิตติศักดิ์ ธรพร และชยงการ (2011) ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ซึ่งใช้ราคาไข่ไก่เบอร์ 3 เพราะมีปริมาณการบริโภคสูงที่สุด กับข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจสองประเภท คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ราคาไข่สามารถเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้หรือไม่ โดยใช้ข้อมูล 148 เดือนตั้งแต่มกราคม 2542 ถึง เมษายน 2554</p>
<p>จากการประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares: OLS) ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๑) และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ (ดูตารางที่ ๒) พบว่า ราคาไข่เป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สำคัญมาก (ในระดับนัยสำคัญที่ 0.01) ของทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/11.png" alt="" title="1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี OLS&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/21.png" alt="" title="2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดไม่ได้ให้ค่าที่ถูกต้องกับกรณีของราคาไข่กับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจทั้งสองตัวดังกล่าว เนื่องจากทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น เวลาจึงเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของตัวแปรทั้งสามซึ่งทำให้ตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์ที่ไม่จริงต่อกัน (Spurious Regression)</p>
<p>[หากนึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการดูว่าถ้าเอาราคาก๋วยเตี๋ยวตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาหาความสัมพันธ์กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ก็จะพบว่ามีความสัมพันธ์กันสูง ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลย]</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างราคาไข่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กับเวลา สามารถแสดงได้ตามภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มของตัวแปรแต่ละตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงราคาไข่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/31.png" alt="" title="3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/4.png" alt="" title="4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/51.png" alt="" title="5"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>วิธีการหาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องในกรณีเช่นนี้จึงต้องเป็นการประมาณค่าความสัมพันธ์ระยะยาวโดยวิธี Johansen Cointegration Test </p>
<p>ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับราคาไข่ และระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานกับราคาไข่ แสดงได้ในตารางที่ ๔ และ ๕ ตามลำดับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า <strong>แท้จริงแล้วหากตัดเอาความสัมพันธ์ของเวลาออกไป ทั้งราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกลับไม่มีความสัมพันธ์กันเลย นั่นเท่ากับว่าการใช้ราคาไข่มาเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ย่อมไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/6.png" alt="" title="6" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าราคาไข่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยวิธี Johansen Cointegration Test&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/7.png" alt="" title="7" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุป <span style="background-color:#f15a23;">แม้ว่าจะดูมีเหตุผลที่ราคาไข่จะเป็นดัชนี้ชี้วัดความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ดี แต่สาเหตุที่ราคาไข่ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีได้ในโลกความเป็นจริงก็เพราะราคาไข่นั้นถูกกำหนดโดยปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศที่ส่งผลต่อการออกไข่ของแม่ได้ สถานการณ์น้ำท่วมฟาร์มไก่ รวมถึงการผูกขาดตลาดไข่ไก่ของผู้ผลิตรายใหญ่ด้วย</p>
<p>ในประเด็นของการผูกขาดตลาดไข่ไก่สามารถดูได้จากวิดีโอนำเสนอที่จัดทำโดย VReform นะครับ ^^</p>
<p><object width="640" height="360"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/TrGWxflSf60?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์บทความมาในกลุ่ม Social Sciences and Humanities Readers in Thailand</p>
<p>ที่มา: Jermsittiparsert, Kittisak, Sriyakul, Thanaporn and Pamornmast, Chayongkan, คุณภาพของสื่อไทย: ข้อเสนอเชิงประจักษ์ว่าด้วย &#8216;วาทกรรมไข่นายก&#8217; (Quality of Thai Media: Empirical Proposals on &#8216;Prime Minister&#8217;s Eggs Discourse&#8217;) (July 1, 2011). Journal of Social Sciences and Humanities, Vol. 37, No. 2, pp. 212-225, 2011. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://4.bp.blogspot.com/-KgDaudAgp3o/TWP9rd_xZDI/AAAAAAAAAKE/TAj9mvbDhfQ/s1600/Chicken_-_Cartoon_08.4172803_std.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/25/quality-of-thai-media-empirical-proposals-on-prime-ministers-eggs-discourse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การเมืองนำเศรษฐกิจ&#8221; หรือ &#8220;เศรษฐกิจนำการเมือง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/15/political-instability-and-economic-growth/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/15/political-instability-and-economic-growth/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jul 2012 23:45:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4636</guid>
		<description><![CDATA[การเมืองและเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กัน ในอดีต การเมืองเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลของหลายประเทศมักจะอ้าง(ทางการเมือง)ว่า เศรษฐกิจนำการเมือง แท้จริงแล้ว ประเทศแบบไหนที่การเมืองนำ และแบบไหนที่เศรษฐกิจนำ &#8230;&#8230;&#8230;. ารเมือง&#8221; กับ &#8220;เศรษฐกิจ&#8221; เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่ามีความสัมพันธ์กัน ในด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในการลงทุน และทำให้การดำเนินนโยบายบางส่วนต้องหยุดชะงัก จึงทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องชะงักไปด้วย ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ก็อาจนำไปสู่ความไม่พอใจ หรือความรุนแรงทางการเมือง รวมทั้งการแพ้เลือกตั้งในครั้งต่อไปของรัฐบาลชุดปัจจุบัน งานศึกษาสามฉบับในเรื่องเดียวกันที่ [เสด-ถะ-สาด].com จะนำมาเล่าให้ฟังนี้ไม่ใช่งานรุ่นบุกเบิก (Pioneer) เพราะงานศึกษาที่อาจจะนับได้ว่าเป็นการกรุยทางของหัวข้อนี้จริงๆ คงเป็น Robert Barro (1991) ที่พบว่า สถานการณ์ไม่สงบทางการเมือง (Political Unrest) ซึ่งวัดจากการลอบสังหาร การเดินขบวน และการปฏิวัติ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ &#8220;Florence&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การเมืองและเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กัน ในอดีต การเมืองเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลของหลายประเทศมักจะอ้าง(ทางการเมือง)ว่า เศรษฐกิจนำการเมือง แท้จริงแล้ว ประเทศแบบไหนที่การเมืองนำ และแบบไหนที่เศรษฐกิจนำ</p>
<p><span id="more-4636"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">&#8220;ก</span>ารเมือง&#8221; กับ &#8220;เศรษฐกิจ&#8221; เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่ามีความสัมพันธ์กัน ในด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในการลงทุน และทำให้การดำเนินนโยบายบางส่วนต้องหยุดชะงัก จึงทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องชะงักไปด้วย ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ก็อาจนำไปสู่ความไม่พอใจ หรือความรุนแรงทางการเมือง รวมทั้งการแพ้เลือกตั้งในครั้งต่อไปของรัฐบาลชุดปัจจุบัน</p>
<p>งานศึกษาสามฉบับในเรื่องเดียวกันที่ [เสด-ถะ-สาด].com จะนำมาเล่าให้ฟังนี้ไม่ใช่งานรุ่นบุกเบิก (Pioneer) เพราะงานศึกษาที่อาจจะนับได้ว่าเป็นการกรุยทางของหัวข้อนี้จริงๆ คงเป็น Robert Barro (1991) ที่พบว่า สถานการณ์ไม่สงบทางการเมือง (Political Unrest) ซึ่งวัดจากการลอบสังหาร การเดินขบวน และการปฏิวัติ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Florence ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองทางการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรปในเวลาเดียวกัน&#8221; (<a href="http://2.bp.blogspot.com/_OwG_PsFRSNQ/TNEZKAuSJ2I/AAAAAAAAAgE/RgoGyQXdxac/s1600/Florence1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Florence1.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Florence1.jpeg" alt="" title="Florence1" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Alesina, Roubini and Swagel (1996) ทำการศึกษาในประเด็นที่กว้างขึ้น คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง (Political Instability) กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เขานิยามคำว่า &#8220;ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง&#8221; คือแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ทั้งโดยวิถีทางตามรัฐธรรมนูญและไม่ใช่ (the propensity of a change in the executive, either by constitutional and unconstitutional means.)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่เหมือนกับ &#8220;ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล&#8221; (Government Instability) เพราะโดยนิยามแล้ว มันหมายถึง แนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยอาจจะไม่ได้มีการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งฝ่ายบริหารใหม่ (เช่น การเปลี่ยนตัวนายก หรือการปรับคณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารชุดเดิมยังมีอำนาจ แต่เปลี่ยนรัฐบาล) อิตาลีและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล</p>
<p>Alesina et al. (1996) ใช้ข้อมูลจาก 113 ประเทศในช่วงปี 1950-1982 และ 1960-1982 (ขึ้นอยู่กับว่าจะหาข้อมูลของแต่ละประเทศได้นานขนาดไหน) มาประมาณค่าด้วยแบบจำลองหลายสมการ (Simultaneous Equations) เนื่องจากตัวแปรหลักเป็นตัวแปรต้นและตัวแปรตามของกันและกัน</p>
<p>ผลการศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ดูตารางที่ ๑) พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีผลทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจที่ไม่เติบโตกลับไม่ส่งผลให้การเมืองเปลี่ยนแปลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของ Alesina et al. (1996)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของ Alesina et al. (1996) ถือได้ว่าเป็นจริงเป็นการทั่วไป แต่หากพิจารณาให้เฉพาะเจาะจงแล้ว ผลที่ได้บางส่วนอาจจะต่างออกไปหากพิจารณางานของ Dimitraki (2010) และ Chaiwat (2012) ประกอบกัน</p>
<p>Dimitraki (2010) ทำการหาความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ Alesina et al. (1996) แต่จำกัดเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันตก [ซึ่งหมายถึงเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น] และใช้แบบจำลอง IV/GMM เพราะเป็นกรณีของความสัมพันธ์แบบสองทาง</p>
<p>ข้อสรุปของ Dimitraki (2010) (ดูตารางที่ ๒) ไม่เหมือนกับ Alesina et al. (1996) เพราะเขาพบว่าทั้งการเมืองและเศรษฐกิจต่างก็มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นั่นคือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำอาจเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องพังลงได้ แต่เขาก็ศึกษาเฉพาะกรณีของประเทศพัฒนาแล้ว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของ Dimitraki (2010)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วประเทศกำลังพัฒนาล่ะ? แม้จะไม่มีการศึกษาทางด้านนี้โดยตรง แต่หากเรานับเอาว่าแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนา(เกือบ)ทั้งหมด ผลการศึกษาของ Chaiwat (2012) ด้วยแบบจำลอง IV-2SLS ในพื้นที่นี้ก็น่าจะเป็นข้อสรุปบางส่วนได้</p>
<p>Chaiwat (2012) จำแนกดัชนีชี้วัดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ออกเป็นโอกาสในการเกิดปฏิวัติ สงครามกลางเมือง และการเปลี่ยนพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ดูตารางที่ ๓) พบว่า ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนานั้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองเท่านั้น แต่ไม่ได้มีผลใดใดต่อความไม่เสถียรภาพทางการเมืองในด้านอื่นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของ Chaiwat (2012)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปก็คือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงแน่ๆ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาของประเทศ <span style="background-color:#f15a23;">หากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว กลไกกำกับดูแลการทำงานทางการเมืองจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนสามารถให้คุณให้โทษกับนักการเมืองได้ เศรษฐกิจตกต่ำจึงเป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่หากเป็นประเทศกำลังพัฒนา แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี ประชาชนก็ไม่สามารถลงโทษนักการเมืองได้</span></p>
<p>หรือให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ในประเทศพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจนำการเมือง (หรืออย่างน้อยก็เสมอภาคกัน) แต่ในประเทศกำลังพัฒนา การเมืองนำเศรษฐกิจ นั่นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Alesina, Alberto, Sule Ozler, Nouriel Roubini, and Phillip Swagel. (1996). Political instability and economic growth. Journal of Economic Growth 1(2): 189-211.<br />
- Ourania Dimitraki. (2010). Political Instability and Economic Growth in Western Europe: A Causality Analysis for 55 Years. Conference Name: 3rd PHD CONFERENCE IN ECONOMICS 2010.<br />
- Thanee Chaiwat. (2012). The Heterogenous Growth Effect of Ethnic Fractionalization on Political Instability in Sub-Saharan Africa. Mimeo.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.capoliticalreview.com/wp-content/uploads/2011/11/20111128-politics-economy-business.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/15/political-instability-and-economic-growth/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221; จึงเพิ่มขึ้น?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Jul 2012 04:29:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4522</guid>
		<description><![CDATA[การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ผลการวิจัยจำนวนหนึ่งมักจะอ้างถึงพฤติกรรมหรือนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่นยุคใหม่ แต่ถ้าสมมติว่าพวกเขามีความมีเหตุมีผลไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ แล้วอะไรคือเหตุผลทางที่ทำให้พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไป เศรษฐศาสตร์จะช่วยตอบเราเรื่องนี้ &#8230;&#8230;&#8230;. ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;] ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเปลี่ยนแปลงไปมาก ในปี 1900 ผู้หญิงที่อายุ 19 ปีเพียง 6% เท่านั้นที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เปรียบเทียบกับปี 2000 ที่จำนวนสูงถึง 75% (ดูรูปที่ ๑) โดยช่วงเวลาดังกล่าว การยอมรับได้ของสังคมต่อเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 1968 ซึ่งผู้หญิงอายุ 19&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ผลการวิจัยจำนวนหนึ่งมักจะอ้างถึงพฤติกรรมหรือนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่นยุคใหม่ แต่ถ้าสมมติว่าพวกเขามีความมีเหตุมีผลไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ แล้วอะไรคือเหตุผลทางที่ทำให้พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไป เศรษฐศาสตร์จะช่วยตอบเราเรื่องนี้</p>
<p><span id="more-4522"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">[</span>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน&#8221; (Premarital Sex) ของภาษาอังกฤษที่ใช้กัน มีความหมายโดยนัยยะถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อมในการมีลูก โดยไม่ได้หมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์การการจัดงานแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งให้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำภาษาไทยที่ใช้ว่า &#8220;เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&#8221;]</p>
<p>ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเปลี่ยนแปลงไปมาก ในปี 1900 ผู้หญิงที่อายุ 19 ปีเพียง 6% เท่านั้นที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เปรียบเทียบกับปี 2000 ที่จำนวนสูงถึง 75% (ดูรูปที่ ๑) โดยช่วงเวลาดังกล่าว การยอมรับได้ของสังคมต่อเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 1968 ซึ่งผู้หญิงอายุ 19 ปีที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีเพียง 40% มาเป็น 45% ในปี 1983 ที่ผู้หญิงอายุ 19 ปีมีเพศสัมพันธ์เพียง 73%</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ทัศนคติ (เส้นสีเขียว) และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร (เส้นสีน้ำเงิน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-1.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-1.gif" alt="" title="fv fig 1" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>มากไปกว่าแค่การยอมรับได้ของสังคม ปัจจัยอื่นๆ ก็มีผลเช่นกัน เช่น ปัจจัยทางด้านรายได้ เด็กผู้หญิงในช่วงอายุ 15 ถึง 19 ปีจากครอบครับที่ยากจนที่สุด 10% ล่างจำนวน 70% เคยมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่เด็กจากครอบครับที่ร่ำรวยที่สุด 10% บนเคยมีเพศสัมพันธ์เพียง 47% เท่านั้น รวมถึง 68% ของเด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูงจะรู้สึก &#8220;แย่มาก&#8221; กับการตั้งท้อง ขณะที่เด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจะรู้สึก &#8220;แย่มาก&#8221; กับการตั้งท้องเพียง 46% เท่านั้น</p>
<p>ผลต่อเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรไปยังนโยบายสาธารณะมีความสำคัญ แม้ว่าการคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน แต่เพราะจำนวนเพศสัมพันธ์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับการมีลูกอย่างไม่พร้อมตั้งแต่แม่ยังเป็นวัยรุ่น (ดูรูปที่ ๒) ปัญหาการมีลูกไม่พร้อมจึงเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ซึ่งแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลพยายามลดการตั้งท้องไม่พร้อมก็คือสร้าง &#8220;บรรทัดฐานทางสังคม&#8221; (Social Norms) ที่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด (เส้นสีเขียว) และการมีบุตรโดยไม่ตั้งใจ (เส้นมีน้ำเงิน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-2.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-2.gif" alt="" title="fv fig 2" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วปัจจัยอะไรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคม Becker and Mulligan (1997) Bisin and Verdier (2001) และ Doepke and Zilibotti (2008) ได้ชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงดูของพ่อแม่ในวัยเด็กภายใต้ต้นทุนเวลาและเงินทองอันจำกัด เป็นตัวหล่อหลอมความชอบ (Preferences) ของลูกๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการตอบสนองในเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ</p>
<p>ในทางเศรษฐศาสตร์ ลูกๆ จะตอบสนองต่อทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาพึงมี เมื่อพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรหรือไม่ พวกเขาชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ (Joy of Sex) กับต้นทุนของมัน ซึ่งก็คือโอกาสที่จะตั้งท้องไม่พร้อม และการมีลูกโดยที่ยังไม่พร้อมจะนำมาซึ่งต้นทุนอีกมหาศาลของผู้เป็นแม่ ทั้งลดโอกาสในการได้รับการศึกษาและได้งานทำที่ดี และยังลดโอกาสที่จะได้พบคู่ครองที่ดีในอนาคตด้วย เธอเองก็อาจจะรู้สึกอับอายและเสียชื่อเสียง แต่ในปัจจุบัน โอกาสตั้งท้องไม่พร้อมจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรลดลงมาก เนื่องจากการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพและถูกนำมาใช้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้การตั้งท้องไม่พร้อมลดลงจริงๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาถุงยางอนามัยที่กำลังบอกว่าราคาของถุงยางหนึ่งกล่องประหยัดกว่าต้นทุนอื่นๆ มหาศาล&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/cupid_condom_savings.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/cupid_condom_savings.jpg" alt="" title="cupid_condom_savings" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>ความรู้สึกว่าเป็นที่น่าอับอายของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน การที่พ่อแม่คอยสั่งสอนลูกสาวว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องของลูกผู้หญิงก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าการตั้งท้องไม่พร้อมอาจทำลายสิ่งดีดีในชีวิตของลุูกสาว แต่เมื่อการคุมกำเนิดดีขึ้น การตั้งท้องไม่พร้อมก็ลดลง โอกาสที่จะต้องอับอายก็ลดลง ความพยายามในการสั่งสอนของพ่อแม่ก็ดูเหมือนจะลดลง เช่นเดียวกับการอบรมสั่งสอนทางอ้อมของโบสถ์และรัฐก็ลดลงเพราะเหตุผลเดียวกัน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>งานของ Fernández-Villaverde et al. (2010) วิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงทฤษฎีด้วยแบบจำลอง Overlapping Generation Model (OLG) ที่คนรุ่นพ่อแม่จะต้องใช้ความพยายาม (Effort) ในการอบรมเลี้ยงดูลุูกเพื่อกำหนดทัศนคติเกี่ยวกับการตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยต้นทุนความอับอายของลูกจะขึ้นอยู่กับการอบรมของพ่อแม่ตามความพยายามของพวกเขา โดยถ้าวัยรุ่นตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร พวกเขาจะเผชิญต้นทุนของโอกาสในการตั้งท้องไม่พร้อม</p>
<p>ข้อสรุปของแบบจำลองเป็นดังนี้</p>
<p>ประการแรก ในสภาวะที่ทุกอย่างคงที่ (Steady State) แบบจำลองพบว่า ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงจะมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้หญิงที่มีการศึกษาต่ำ (ดูรูปที่ ๓) และพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงกว่าจะใช้เวลาในการอบรมสั่งสอนลูกมากกว่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของลูกสูงขึ้น (ดูรูปที่ ๔) โดยข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสหรัฐฯ </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างผุู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรที่ระดับการศึกษาต่างๆ กัน แบบจำลองและข้อมูลจริง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-3.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-3.gif" alt="" title="fv fig 3" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๔ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่พ่อแม่ใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกที่ระดับการศึกษาต่างๆ กัน แบบจำลองและข้อมูลจริง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-4.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-4.gif" alt="" title="fv fig 4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประการที่สอง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการคุมกำเนิดลดลง พ่อแม่ก็ใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกลดลง (Socialization) มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและการมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ (ดูรูปที่ ๕) แต่ถ้าการใช้เวลาสั่งสอนของพ่อแม่ไม่ลดลงมากเท่าที่เป็นอยู่ สมมติว่าพ่อแม่ใช้ความพยายามสั่งสอนลูกเหมือนกับช่วงปี 1900 การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็จะมีเพียง 40% ของสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๕ การลดลงของการอบรมสั่งสอนโดยพ่อแม่กับการมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-5.gif"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/fv-fig-5.gif" alt="" title="fv fig 5" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ประการสุดท้าย การมีบุตรโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นต้นทุนของรัฐกับโบสถ์ที่ต้องคอยดูแลแม่ที่ไม่พร้อมในรูปแบบของการกุศล รัฐกับโบสถ์จึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมเพื่อลดต้นทุนการตั้งท้องไม่พร้อม และเมื่อการคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ลดลง รัฐกับโบสถ์จึงสนใจทำหน้าที่นี้ลดลง และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็สูงขึ้นตามมา (ดูรูปที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๖ การอบรมสั่งสอนโดยโบสถ์และพ่อแม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Untitled.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/Untitled.png" alt="" title="Untitled" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในกรณีของตะวันตก วัยรุ่นหญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรมากขึ้น พร้อมๆ กับการคุมกำเนิดที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทย เราอาจรับวัฒนธรรมทางตะวันตกมาไม่ครบทั้งหมด ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ทำการสำรวจหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มารับบริการด้านสูตินรีเวชในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์ใน 7 จังหวัดตัวอย่าง จำนวน 3,114 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รองลงมาคือชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี และตั้งครรภ์ที่อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี โดย 62.9% สอดคล้องกับข้อมูลของ ดร.อมรวิช นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ที่พบว่า ในช่วงปี 2548-2549 เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา มีเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้น และในกลุ่มนี้ร้อยละ 30 เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนอยู่แล้ว จึงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า <strong>เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ</strong></p>
<p>แล้วมันเป็นผลข้างเคียงของการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นใช่หรือไม่? ในกรณีของสังคมไทยอาจจะไม่ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า 33.9% ไม่มีการคุมกำเนิดในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และผู้ที่ตั้งท้อง 70% เป็นการตั้งท่้องโดยไม่ตั้งใจ ในจำนวนผู้ที่ตั้งท้องประมาณ 8% ไม่ได้บอกให้แฟนทราบ สอดคล้องกับรายงานสำรวจของสถาบันประชากรและสังคมในปี 2003 พบว่า วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัยมีเพียง 20% เท่านั้น ผลก็คือประเทศไทยกลายเป็นประเทศในลำดับต้นๆ ของเอเชียที่มีปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อมและวัยรุ่นคลอดลูกจำนวนมาก (จากข้อมูลของ UNICEF ในปี 2003 พบ่วา ค่าเฉลี่ยของวัยรุ่นไทยที่มีลูกอยู่ที่ 70 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 90 ต่อพัน หรือวันละเกือบ 200 คน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วทวีปเอเชียอยู่ที่ 56 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี และค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 65 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปีเท่านั้น) นั่นย่อมหมายความว่า <span style="background-color:#f15a23;">วัยรุ่นไทยให้ความสนใจเฉพาะความสุขที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ (Joy of Sex) เท่านั้น โดยเกี่ยวข้องกับต้นทุนการคุมกำเนิดที่ลดลงน้อยมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">(<a href="http://huntingtonian.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/feetcolour.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/feetcolour.jpeg" alt="" title="feetcolour" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ประเด็นนี้ได้ชี้ให้เห็นพัฒนาการที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์บางมิติโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก ค่านิยมของสังคมที่เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ลดลงไปนั้น มาจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและต้นทุนการคุมกำเนิดที่ลดลง จนวัยรุ่นส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สืบเนื่องต่อไปยังแรงจูงใจที่ลดลงในการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ โบสถ์และรัฐที่เคยเป็นผู้แบกรับต้นทุนการมีลูกโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งพวกเขาก็ลดการอบรมสั่งสอนลงจริงๆ นั่นหมายความว่า <span style="background-color:#f15a23;">เกิดการได้อย่างเสียอย่าง (Trade-off) ของการตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจที่ลดลงกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น จนทำให้วัยรุ่นสามารถแสวงหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยต้นทุนการดำเนินชีวิตที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่ปัญหาของประเทศไทยกลับต่างออกไป เพราะไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการได้อย่างเสียอย่าง เนื่องจากทั้งการตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ (เพราะไม่คุมกำเนิด) และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรต่างก็เพิ่มขึ้น ประเด็นที่แตกต่างนี้น่าจะทำให้สังคมลองช่วยกันคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น อาจจะเป็นเพราะการรณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยไม่ประสบความสำเร็จ การปิดกั้นความรู้ทางเพศอย่างไม่เป็นทางการ และที่สำคัญ แนวทางแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของตะวันตกคงจะนำมาใช้กับสังคมของเราไม่ได้เลยทีเดียว</p>
<p>เพื่อนสามารถติดตามตอนที่สอง <a href="http://setthasat.com/2012/07/10/shame-peer-effects-and-sexual-behaviour/">เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร: “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” หรือ “คบเพื่อนไม่ดี” กันแน่?</a> ได้เช่นกันครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- ศิริพร จิรวัฒน์กุล (2555), ผลวิจัยแม่วัยใส มีเซ็กส์ครั้งแรกไม่ป้องกัน 33.9%. ออนไลน์<a href="http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/26852">ที่นี่</a>.<br />
- mootie (2551), วัยรุ่นกับเพศสัมพันธ์. ออนไลน์<a href="http://www.thaihealth.or.th/node/5752">ที่นี่</a>.<br />
- Jeremy Greenwood, Jesús Fernández-Villaverde, Nezih Guner (2010) From shame to game in one hundred years: An economic model of the rise in premarital sex and its de-stigmatisation. online <a href="http://www.voxeu.org/article/premarital-sex-economic-model-its-rise-and-de-stigmatisation">here</a>.<br />
- Jesús Fernández-Villaverde, Jeremy Greenwood, Nezih Guner (2010) From shame to game in one hundred years: An economic model of the rise in premarital sex and its de-stigmatisation. NBER Working Paper 15677.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://scientopia.org/img-archive/scicurious/img_191.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/05/an-economic-model-of-the-rise-in-premarital-sex-and-its-de-stigmatisation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของ &#8220;นิสิตนักศึกษา&#8221; อย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/06/20/economics-of-nisit/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/06/20/economics-of-nisit/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Jun 2012 04:57:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4418</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยเพิ่งอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียน [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอให้กำลังใจนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ตัดสินใจเองหรือเลือกไม่ได้ แต่สุดท้ายต้องเข้ามาเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคน ด้วยการนำเอาเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายวิถีชีวิตประจำวันของความเป็นนิสิตนักศึกษา &#8230;&#8230;&#8230;. ทความนี้เรียบเรียงขึ้นในลักษณะเรื่องเล่าแทนที่จะเป็นวิชาการในแบบทความอื่นที่ผ่านมา ทั้งนี้ด้วยมีความมุ่งหวังในผู้อ่านเข้าใจพลังในการอธิบายของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่มากมายแม้แต่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนานในการอ่านบทความนี้ เน้นว่าเนื่องจากเป็นเรื่องราวสนุกๆ ดังนั้น อย่าจริงจังกับเนื้อหาของบทความมากเกินไปนะครับ เดี๋ยวจะไม่สนุกเอา แต่ทั้งนี้ ขอแนะนำว่าผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์อยู่บ้างพอสมควร &#8220;นักคิดทางเศรษฐศาสตร์&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. วิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเริ่มต้นจากความเป็นจริงพื้นฐานที่ว่า โลกมีทรัพยากรอยู่จำนวนจำกัด (Limited Resources) แต่มนุษย์มีความต้องการอยู่อย่างไม่จำกัด (Unlimited Wants) จึงก่อให้เกิดความขาดแคลน (Scarcity) ขึ้นในสังคม และเศรษฐศาสตร์นี่เองที่เป็นแนวคิดสำคัญในการพิจารณาแนวทางการจัดสรรทรัพยากรเพื่อบำบัดความต้องการดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด (Best Allocation) เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็คงต้องนึกไปถึงบทที่ 1 ของวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นตัวแรกที่เรียนกันตอนปี 1 ทั้งนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยเพิ่งอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียน [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอให้กำลังใจนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ตัดสินใจเองหรือเลือกไม่ได้ แต่สุดท้ายต้องเข้ามาเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคน ด้วยการนำเอาเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายวิถีชีวิตประจำวันของความเป็นนิสิตนักศึกษา</p>
<p><span id="more-4418"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความนี้เรียบเรียงขึ้นในลักษณะเรื่องเล่าแทนที่จะเป็นวิชาการในแบบทความอื่นที่ผ่านมา ทั้งนี้ด้วยมีความมุ่งหวังในผู้อ่านเข้าใจพลังในการอธิบายของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่มากมายแม้แต่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนานในการอ่านบทความนี้ เน้นว่าเนื่องจากเป็นเรื่องราวสนุกๆ ดังนั้น อย่าจริงจังกับเนื้อหาของบทความมากเกินไปนะครับ เดี๋ยวจะไม่สนุกเอา แต่ทั้งนี้ ขอแนะนำว่าผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์อยู่บ้างพอสมควร</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;นักคิดทางเศรษฐศาสตร์&#8221; (<a href="http://moodle.marist.ac.jp" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/4economists.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/4economists.jpg" alt="" title="4economists" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>วิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเริ่มต้นจากความเป็นจริงพื้นฐานที่ว่า โลกมีทรัพยากรอยู่จำนวนจำกัด (Limited Resources) แต่มนุษย์มีความต้องการอยู่อย่างไม่จำกัด (Unlimited Wants) จึงก่อให้เกิดความขาดแคลน (Scarcity) ขึ้นในสังคม และเศรษฐศาสตร์นี่เองที่เป็นแนวคิดสำคัญในการพิจารณาแนวทางการจัดสรรทรัพยากรเพื่อบำบัดความต้องการดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด (Best Allocation)</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็คงต้องนึกไปถึงบทที่ 1 ของวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นตัวแรกที่เรียนกันตอนปี 1 ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาว่ากระบวนการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นกระทำได้ดีเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถตอบปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Basic Economic Problems) ที่ทุกระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญอยู่ได้ดีเพียงใดนั่นเอง</p>
<p>นิสิตเศรษฐศาสตร์ทุกคนย่อมนึกออกทันทีว่าปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เคยเรียนกันมานั้นประกอบด้วย ๑) What ควรจะผลิตสินค้าอะไร ๒) How ควรจะผลิตสินค้านั้นอย่างไร และ ๓) For Whom ควรจะผลิตสินค้านั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของใคร ซึ่งหากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การจัดสรรทรัพยากรก็จะเป็นไปอย่างดีที่สุด (แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ก็อาจจะไม่มีความหมายอีกต่อไป)</p>
<p>เราคงต้องขอบคุณความขาดแคลน การแย่งชิงและความยุ่งเหยิงในระบบเศรษฐกิจ ที่สนับสนุนให้สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ดำรงอยู่ และเติบโตขึ้น เมื่อสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา แต่รู้ไหมว่า แท้ที่จริงแล้ว สาเหตุที่ทุกระบบเศรษฐกิจ (อย่างน้อยก็ประเทศไทย) ยังคงเผชิญกับปัญหานี้อยู่ก็เพราะนักเศรษฐศาสตร์เองยังตอบปัญหาพื้นฐานที่ตนเองเผชิญไม่ได้ ปัญหาที่ผมกำลังพูดถึงเริ่มต้นมาจากรากฐานตั้งแต่สมัยยังเป็นนิสิตที่มักตอบคำถามนี้ไม่ได้คือ Why โดยเฉพาะ Why (Economics)? “ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์?”</p>
<p>คำตอบสำหรับนิสิตเศรษฐศาสตร์เองข้อนี้ค่อนข้างยาก เพราะแค่จากจุดเริ่มต้นก่อนตัดสินใจมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะตอบไม่ได้แล้วว่า “ทำไมถึงต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์?” หรือที่แย่กว่านั้นคือคนที่กำลังเรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ หลายคนก็ยังตอบไม่ได้ว่า “เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วเอาไปใช้ทำอะไร?” สุดท้ายยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะคนที่จบเศรษฐศาสตร์หลายคนเองก็สงสัยว่า “เราเรียนอะไรกันไป?”</p>
<p>อันที่จริงแล้ว ก่อนจะลงมือเขียนบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนได้พยายามหาคำตอบอยู่ (ทั้งที่ก็หาอยู่ตั้งแต่เป็นนิสิต) แต่เพื่อบทความนี้ ผู้เขียนจะพยายามบอกให้ได้ว่า “ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์?” ด้วยการชี้ให้เห็นพลังในการอธิบายของเศรษฐศาสตร์ที่แม้แต่กับเรื่องการดำเนินชีวิตของนิสิต เศรษฐศาสตร์ก็ทำได้</p>
<p>ลองนึกตามเรื่องราวที่กำลังจะเล่ากัน&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>เริ่มต้นจากข้อสมมติเบื้องต้น (Basic Assumptions) ที่กำหนดให้ข้อความที่จะเขียนต่อไปนี้ถูกต้องทุกประการ หากมีข้อสงสัยประการใด ห้ามถาม หากมีข้อโต้แย้งใดใด ก็ห้ามเถียงด้วยเช่นกัน เพราะบทความนี้ต้องการแสดงพลังในการอธิบายชีวิตประจำวันด้วยความสนุกสนานเท่านั้น</p>
<p>เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้า เรารู้สึกงัวเงีย โดยรู้ว่า หากตื่นนอนตอนนี้เพื่อแต่งตัวออกไปเรียน ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของการนอนจะเกิดขึ้น แต่การเข้าเรียนก็อาจจะทำให้เกิดผลประโยชน์ (Benefit) ขึ้นบ้าง (หากเรียนรู้เรื่อง ซึ่งโดยปกติ ความน่าจะเป็น (Probability) ของการเรียนรู้เรื่องอยู่ในระดับต่ำมาก) จากนั้น เราก็จะประมวลผลโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ซึ่งพบว่า ความน่าจะเป็นต่ำ (เพราะน่าจะเรียนไม่รู้เรื่อง) ผลได้ก็ต่ำ (เพราะถ้ารู้เรื่อง ก็คงรู้เรื่องไม่มาก) ขณะที่ต้นทุนสูง (เพราะกำลังนอนสบาย) สมการของเราในตอนเริ่มตื่นคือ Net Benefit = [p(ต่ำ) x B(ต่ำ)] – C(สูงมาก) นอกจากนี้ เราก็ยังพบว่า Cost under Certainty (ถ้าไปเรียนก็อดนอนแน่ๆ) มากกว่า Benefit under Uncertainty (ไม่แน่ว่าจะเรียนรู้เรื่องหรือไม่) ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เราก็จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง(ตามหลักเศรษฐศาสตร์)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเราฝืนความชอบ (Preference) ของตนเองเพื่อมาเข้าเรียน เราก็จะยิ่งตระหนักชัดว่า ทรัพยากรซึ่งในที่นี้ก็คือ เวลา มีอยู่อย่างจำกัด (Limited Resources) และควรต้องจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด (Efficient Allocation) กล่าวคือ ไม่น่ามาเลย&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>ไม่เป็นไร ในครั้งต่อๆ ไป เราก็จะสามารถจัดสรรได้อย่างที่เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเราเกิดการเรียนรู้ในการปรับตัว (Learning Effect) จนสุดท้ายเราจะได้ความสมดุลในการจัดสรรเวลานอนส่วนที่เพิ่มขึ้นและเวลาเรียนส่วนที่ลดลง (Marginal Benefit of Studying = Marginal Cost of Sleeping) นั่นคือ มาเรียนสาย(นิดหน่อย)ภายใต้เงื่อนไขความพอใจจากการนอนสูงที่สุด (Optimization with Constraint)</p>
<p>เมื่อเรานั่งเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค เราก็ได้แต่นั่งปั่นการบ้านวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค เมื่อย้ายไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค เราก็ได้แต่นึกว่าวิชาสถิติเรียนไม่รู้เรื่อง และเมื่อไปเรียนวิชาสถิติ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าเศรษฐศาสตร์จุลภาคสอนอะไรไปบ้างหว่า&#8230;.. นี่คือสถานการณ์หนึ่งของการไม่มีความสอดคล้องกันระหว่างความต้องการของผู้ให้และผู้รับ (Double Coincidence of Wants) และเราก็มักเป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาด้วยสิ&#8230;&#8230;&#8230;เฮ้อ&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>เมื่อเรียนจบคาบ เราย่อมตระหนักดีว่า ความรู้แค่เรียนจบเทอมก็ลืมหมดแล้ว (Consumption Goods) แต่เกรดติดตัวเราไปตลอดชีวิต (Durable Goods) ประกอบกับการที่ตลาดแรงงานมีข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ดังนั้น เกรดเฉลี่ย(น่าจะ)สำคัญกว่าความรู้ เพราะเป็นการส่งสัญญาณ (Signaling) ของการได้รับเงินเดือน (อย่างน้อยก้อตอนเริ่มต้น)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ห้องเรียนห้องแรกของโลก ณ มหาวิทยาลัยแห่งเมืองโบโลญญ่า (ภาพประกอบโดย พงษ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/413849_4039987442317_1015319824_o.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/413849_4039987442317_1015319824_o.jpeg" alt="" title="413849_4039987442317_1015319824_o" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตกเย็น เราจึงไปติวพิเศษ เพราะวัตถุประสงค์หลักคือสอบให้ผ่านหรือได้เกรดดีดี ภายใต้ความพยายามอันมีจำกัด ดังนั้น เป้าหมาย (Objective Function) คือคะแนน ส่วนข้อจำกัด (Constraint) คือความพยายาม เราจึง Maximize Objective Function under Effort Constraint เพื่อหาค่าสูงสุด&#8230;&#8230;&#8230;.(แม้ผลมันจะออกมาไม่ค่อยสูงเท่าไหร่)</p>
<p>ต่อมา เมื่อเลิกติวพิเศษตอนหัวค่ำ เราเดินไปศูนย์หนังสือเพราะอยากซื้อหนังสือ และพบว่าหนังสือราคา 400 บาท วิเคราะห์แล้ว “ไม่คุ้มค่า” เพราะเราคงใช้แค่ไม่กี่วันก่อนสอบ (และก็ไม่ได้ใช้อีก) เราจึงไม่ซื้อ จากนั้น เราไปเดินพารากอน เห็นเสื้อสวยแต่ราคา 1,000 บาท เราซื้อทันที เพราะความพึงพอใจ (Utility) ของเสื้อสูงกว่าความพอใจของเงิน 1,000 บาท (แน่นอนว่าจากหลัก Transitive แล้วสูงกว่าความพอใจของหนังสือ 400 บาทแน่ๆ) เราจึงกลับมาคิดว่า มนุษย์มีเหตุมีผล (Rationality) ตามหลักเศรษฐศาสตร์จริงๆ จึงรู้จักแยกแยะว่า สินค้าใดเป็นสินค้าจำเป็น (Necessary Goods) และสินค้าใดเป็นสินค้าไม่จำเป็น (Bads)</p>
<p>นอกจากนี้ ถ้าเราซื้อของเพลิดเพลินจนเงินที่ได้มาจากที่บ้านหมดก่อนกำหนด บทบาทของพ่อแม่ในฐานะผู้ให้กู้รายสุดท้าย (Last Resort) แบบที่ธนาคารกลางเป็นอยู่ก็เกิดขึ้นมาในความคิด และระบบอุปถัมภ์ (Cronyism) ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างในสังคม (อย่างน้อยก็กับเราตอนนี้)</p>
<p>เสร็จธุระทั้งหมด เรากลับบ้าน แม่ซึ่งกำลังดูละครอย่างสนุกสนานใช้ให้เราไปล้างจาน เราก็แอบหงุดหงิด เพราะกำลังเหนื่อยๆ เนื่องจากเพิ่งกลับมา แต่พอเดินไปล้างจาน เหลือบไปเห็นพ่อกำลังซักผ้าอยู่พอดี นี่เองที่มโนทัศน์ทางด้านชนชั้น (Class) ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ของอดัม สมิธ (Adam Smith) มาบรรจบกันพอดีระหว่างพ่อ แม่และเรา</p>
<p>ตกกลางคืน เราคุยโทรศัพท์กับแฟน ถ้าเพิ่งจีบกันก้อคงคุยกันสัก 4-5 ชั่วโมง แล้วค่อยนอน ก่อนนอนยังแอบส่งข้อความไปหาอีก ทั้งนี้เพราะเรารู้ดีว่าเรากำลังอยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competitive Market) แต่ถ้าเป็นแฟนกันแล้วสักพัก เวลาที่ใช้ในการคุยโทรศัพท์ก้อคงเหลืออยู่สัก 4-5 นาที เนื่องจากสภาพตลาดได้เปลี่ยนมาอยู่ในสภาวะของการผูกขาด (Monopoly) อีกทั้งความพึงพอใจของการคุยกับแฟนก็เริ่มอยู่ในจุดที่ลดน้อยถอยลงด้วย (Diminishing Marginal Utility) </p>
<p>จนกระทั่งวันหนึ่งพอใกล้สอบ เราก้อจะเข้าใจถึงการบริโภคข้ามเวลา (Inter-temporal Consumption) เพราะว่าเวลาที่แสนดีในช่วงก่อนใกล้สอบได้ถูกยืมไปบริโภคหมดแล้วในช่วงที่ผ่านมา แถมตลาดประกันภัย(จากการสอบ)ก็ไม่มีเสียด้วย (Lack of Contingent Claim Markets)</p>
<p>แต่เชื่อไหมว่า&#8230;<span style="background-color:#f15a23;">เราสามารถอ่านหนังสือที่เคยตั้งใจว่าจะเริ่มอ่านมาตั้งแต่เปิดเทอม จนถึงสองวันก่อนสอบยังอ่านได้ไม่ถึง 10 หน้า จนจบทั้งเล่มได้ภายในสองวันที่เหลือ เราจึงทราบว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) คือหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจจริงๆ (รวมทั้งชีวิตเรา)</p>
<p>เมื่ออยู่ในห้องสอบ เราจะนึกภาวนาให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามีอะไรที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก(ทางบวก)กับเรา (Externality) โดยเฉพาะถ้าทำไม่ได้ เราก็จะยิ่งภาวนาให้เกิดสภาวะที่เขียนอะไรก็ไม่รู้แต่ดันถูก (Adverse Selection)</p>
<p>แต่พอผลสอบออกมาเราก็ได้เรียนรู้ว่า <span style="background-color:#f15a23;">ผลสอบเป็นสินค้าเอกชน (Private Goods) ไม่ใช่สินค้าสาธารณะ (Public Goods) เพราะทำแค่ไหนก็ได้เองแค่นั้น (Excludable) หรือเรียกอีกอย่างว่า “กฎแห่งกรรม” มีจริง ในที่นี้กรรมก็คือสินค้าเอกชนนั่นเอง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>ไม่เป็นไร การสอบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะความรู้ที่เรามีอยู่สำคัญกว่า ปิดเทอมเราไปเที่ยวกับเพื่อนๆ จากหลายๆ สาขา ลองนึกดูว่า การบอกใครๆ ว่าเรียน “เศรษฐศาสตร์” จะทำให้เราดูน่าสนใจ (ทั้งที่หลายคนแทบจะไม่รู้อะไร) ความรู้ “เศรษฐศาสตร์” ทำให้เราสามารถพูดถึงเงินเป็นร้อยๆ ล้านได้อย่างน่าเชื่อถือ ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะมีเงินอยู่ในกระเป๋าไม่ถึงร้อยบาท หรือเราอาจจะพูดถึงกระบวนการเก็งกำไร (Speculation) ค่าเงินในวันนี้ได้เป็นฉากๆ ทั้งที่ตัวเองยังใช้หนี้ที่ขาดทุนจากการเก็งกำไรเมื่อวานนี้ไม่หมด หรือแม้แต่เราอาจจะอธิบายเรื่องดอกเบี้ย (Interests) ได้อย่างมากมาย ทั้งที่ข้อสอบเศรษฐศาสตร์มหภาคเมื่อวันก่อนถามแค่เสี้ยวเดียวของทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย แต่เราก็ยังงงๆ อยู่เลย</p>
<p>นอกจากนี้ การเรียนเศรษฐศาสตร์ยังจะช่วยให้เราอธิบายเพื่อนที่ถามได้ทุกเรื่อง เช่น เมื่อมีคนถามเราว่า “พรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง” “เมื่อไหร่ดอกเบี้ยจะลง” หรือ “ทำไมอัตราแลกเปลี่ยนถึงแข็งค่าขึ้น” เราสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้โดยอ้างถึง “การเป็นไปตามอุปสงค์และอุปทาน หรือเป็นการทำงานของกลไกตลาด” (Market Mechanism)</p>
<p>แต่เมื่อไม่เป็นไปตามที่เราบอก เช่น หุ้นลงทั้งที่เราทายว่าขึ้น ดอกเบี้ยไม่ลงในเวลาที่เราบอก แถมยังปรับขึ้นอีก และเหตุผลที่เคยอธิบายถึงการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไม่ทันข้ามวัน มันกลับอ่อนค่าลงอย่างหนัก ทั้งนี้ เราก้อแค่ตอบเขาไปว่า “เพราะมีปัจจัยภายนอกมากระทบ” (Exogenous Factors) หรือไม่ก็ “กลไกตลาดไม่ทำงาน” (Market Failure)</p>
<p>โดยหลักการทางคณิตศาสตร์แล้ว เราเรียกว่า Complete คือ มันต้องเป็นจริงในกรณีใดกรณีหนึ่งแน่ๆ เนื่องจากมันมีแค่กลไกตลาดทำงานหรือไม่ก็ล้มเหลว สิ่งนี้ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก นิสิตเศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายได้หมด (ยกเว้นอธิบายตอบข้อสอบวิชาเศรษฐศาสตร์) รวมทั้ง หากเราจบไปแล้วเกิดหางานทำไม่ได้ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบัณฑิตเศรษฐศาสตร์) เราก็ยังสามารถอธิบายกับคนอื่นๆ ได้ว่า อัตราการว่างงานมีกี่ประเภท เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เทคนิคการพยากรณ์ทางเศรษฐศาสตร์&#8221; (<a href="http://economicswiki.com" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/normative-economics.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/06/normative-economics.jpg" alt="" title="normative-economics" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p>ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น <span style="background-color:#f15a23;">หากไม่เชื่อว่า ความรู้เศรษฐศาสตร์สามารถใช้อธิบายได้ทุกเรื่อง อ่านบทความนี้จบแล้วลองเดินไปซื้อน้ำผลไม้ที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วลองสังเกตดูว่า ร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมง 7 วัน พูดง่ายๆ คือร้อยวันพันชาติไม่เคยปิด แต่ทำไมร้านนี้ต้องมีที่ล็อคประตู? ถ้าถามพนักงานที่ร้าน แล้วเขาตอบไม่ได้ (ยกเว้นเขาเรียนเศรษฐศาสตร์) แต่คำถามนี้ เชื่อสิว่านิสิตเศรษฐศาสตร์ทุกคนตอบได้&#8230;..ลองนึกดูกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: บทความชิ้นนี้ปรับปรุงมาจากบทความที่ชื่อว่า &#8220;เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยชีวิตประจำวันของนิสิต&#8221; โดย ธานี ชัยวัฒน์ เขียนขึ้นเพื่อพิมพ์ในหนังสือชื่อ “360<sup>o</sup>” หนังสือที่ระลึกงานเศรษฐศาสตร์วิชาการ’51  ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2551 โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://aws.personalfinancemastery.com/wp-content/uploads/2012/08/College-Students.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/06/20/economics-of-nisit/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใครเชื่อ &#8220;สิ่งที่นายกฯพูด”บ้าง ยกมือขึ้น?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jun 2012 03:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4350</guid>
		<description><![CDATA[ในอิตาลี อดีตนายกฯ Berlusconi ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อทีวีร้อยละ 90 ออกทีวีบ่อยมากๆ แต่มีคนให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาเพียง 2 เต็ม 10 เท่านั้น แต่เมื่อถามต่อ กลับพบว่าคนเชื่อถือสื่อทีวีถึง 6 เต็ม 10 แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งมาหลายครั้ง คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วเขาเชื่ออะไรในสื่อทีวีกัน &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่งานศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทย แต่เป็นกรณีศึกษาของประเทศอิตาลี ซึ่งสถานการณ์ในช่วงที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ Silvio Berlusconi มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก [และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล เนื่องจากเป็นการศึกษาในภาพรวมของสื่อทีวีที่ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเท่านั้น] Silvio Berlusconi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 1994 โดยดำรงตำแหน่งทั้งสิ้นสามสมัย(ไม่ต่อเนื่องกัน) หากนับเวลารวมแล้ว เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิตาลีเป็นอันดับที่สองรองจาก Benito Mussolini ทั้งๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ในอิตาลี อดีตนายกฯ Berlusconi ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อทีวีร้อยละ 90 ออกทีวีบ่อยมากๆ แต่มีคนให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาเพียง 2 เต็ม 10 เท่านั้น แต่เมื่อถามต่อ กลับพบว่าคนเชื่อถือสื่อทีวีถึง 6 เต็ม 10 แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งมาหลายครั้ง คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วเขาเชื่ออะไรในสื่อทีวีกัน</p>
<p><span id="more-4350"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่งานศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทย แต่เป็นกรณีศึกษาของประเทศอิตาลี ซึ่งสถานการณ์ในช่วงที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ Silvio Berlusconi มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก [และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล เนื่องจากเป็นการศึกษาในภาพรวมของสื่อทีวีที่ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเท่านั้น]</p>
<p>Silvio Berlusconi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 1994 โดยดำรงตำแหน่งทั้งสิ้นสามสมัย(ไม่ต่อเนื่องกัน) หากนับเวลารวมแล้ว เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิตาลีเป็นอันดับที่สองรองจาก Benito Mussolini ทั้งๆ ที่ส่วนมากนายกฯแต่ละคนจะอยู่ในตำแหน่งได้แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Silvio Berlusconi บนปก Rolling Stone&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/silvio-berlusconi-rolling-stone-cover.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/silvio-berlusconi-rolling-stone-cover.jpg" alt="" title="silvio-berlusconi-rolling-stone-cover" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ Berlusconi ยังมีประวัติเกี่ยวกับการฟอกเงิน การปลอมบัญชี การโกงภาษี การให้ความร่วมมือกับมาเฟีย การคอรัปชั่น การติดสินบนผู้พิพากษาและตำรวจ รวมไปถึงการซื้อประเวณีเด็กผู้หญิง จน The Economist ถึงกับเคยเขียนบทความที่มีข้อความว่า “ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีประวัติเช่นนี้จะกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้” (The Economist, 2001)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วคนที่มีประวัติโชกโชนขนาดนี้ ทำไมจึงกลายมาเป็นนายกฯของหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสูงอย่างอิตาลีได้ บางสำนักอ้างถึงความสำเร็จของนโยบายประชานิยมและการซื้อเสียง ขณะที่สำนักที่ไม่เห็นด้วยจะอ้างว่า ทุกพรรคการเมืองก็เสนอนโยบายประชานิยมและก็ซื้อเสียงเหมือนๆ กัน หากกระบวนการนี้เป็นปัจจัยที่ของความสำเร็จแล้ว ทำไมพรรคการเมืองอื่นจึงไม่ชนะการเลือกตั้ง [น่าสังเกตว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้ค้านว่า Berlusconi ไม่ได้ทำตามที่ถูกอ้าง]</p>
<p>หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ Berlusconi ขึ้นสู่ตำแหน่งได้คือ การที่เขาเป็นเจ้าของอาณาจักรสื่อ Mediaset ซึ่งเป็นเจ้าของทีวีเอกชนเกือบทั้งหมด และยังมีบทบาททางอ้อมในการควบคุม RAI (Radio Televisione Italia) ช่องทีวีของรัฐบาลด้วย นั่นคือ สื่อทีวีกว่าร้อยละ 90 อยู่ในมือของเขาคนเดียว</p>
<p>สื่อทีวีจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีประวัติโชกโชนได้มากขนาดนี้เเชียวหรือ? Sabatini (2011) ตอบคำถามนี้โดยหาว่าความเชื่อถือ (Trust) ที่มีต่อตัว Berlusconi ถูกกำหนดจากความเชื่อถือของสื่อทีวีหรือไม่ ด้วยวิธีการประมาณค่า Probit และ Instrumental Variable โดยเก็บข้อมูลจากประชาชน 817 คน ในเมือง Trento ช่วงเดือนมีนาคม 2011</p>
<p>แบบสอบถามของ Sabatini (2011) เป็นแบบสเกลจาก 1 ถึง 10 เช่น ถามว่า “คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?” หรือ “คุณคิดว่าสื่อทีวีมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?” โดย 1 หมายถึง “ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดเดียว” และ 10 หมายถึง “เชื่อถือได้เต็มที่”</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการสำรวจแสดงค่าเฉลี่ยในคอลัมน์ที่สามได้ตามตารางที่ ๑ คือ ความน่าเชื่อถือในตัวนายกรัฐมนตรี Berlusconi มีค่าเฉลี่ยเพียง 2.3 เต็ม 10 เท่านั้น [อย่าลืมว่าค่าที่ต่ำที่สุดคือ 1 ไม่ใช่ 0 นะครับ] นั่นคือ แทบไม่มีใครเชื่อถือนายกฯเลย ขณะที่ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวี และระบบศาลยุติธรรมอยู่ที่ 5.9 และ 6.2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงทั้งคู่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าเฉลี่ยของความน่าเชื่อถือในแต่ละเรื่องที่ถูกถาม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๑.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๑.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการประมาณค่า Probit ในตารางที่ ๒ แสดงให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจสองประการ หนึ่งคือ ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีมีผลบวกต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความน่าเชื่อถือของระบบศาลยุติธรรมกลับส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแบบ Probit&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๒.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๒.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อาจมีข้อโต้แย้งว่า เนื่องจาก Berlusconi เป็นเจ้าของสื่อทีวีเกือบทั้งหมด สื่อทีวีอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้คนเชื่อถือในตัว Berlusconi แต่เป็นเพราะคนเชื่อถือในตัว Berlusconi ต่างหากจึงเชื่อถือสื่อทีวี [คล้ายๆ กับการที่คนที่เชื่อถือในตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุลจึงเชื่อถือใน ASTV ด้วย หรือการที่คนที่เชื่อถือในตัวคุณสุทธิชัย หยุ่นจึงเชื่อถือใน Nation TV ด้วย]</p>
<p>Sabatini (2011) จึงใช้การประมาณค่าแบบ Instrumental Variable โดยตัวแปรเครื่องมือที่กำหนดความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีคือ คุณภาพของเพื่อน (Quality of Friendships) เพราะเพื่อนที่ดีจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเหมาะสมและรอบด้าน และความน่าเชื่อถือของสื่อหนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์จะให้ข้อมูลที่หลากหลายและต้องอาศัยความคิดมากกว่าสื่อทีวี โดยทั้งสองตัวแปรมีความสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีในทางลบ</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการแบบ Instrumental Variable ไม่แตกต่างจากผลการประมาณค่าแบบ Probit กล่าวคือ ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวียังคงมีผลบวกต่อความน่าเชื่อถือในตัวนายกฯอย่างมีนัยสำคัญ </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแบบ Instrumental Variable&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๓.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/05/๓.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>ข้อค้นพบของ Sabatini (2011) ตรงไปตรงมาคือ สื่อทีวีมีอิทธิพลอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของตัวนายกฯ นั่นคือ เปลี่ยนถูกเป็นผิดและผิดเป็นถูกได้ ดังนั้น การมีสื่อทีวีที่มีอิสระและเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุป <span style="background-color:#f15a23;">ความน่าเชื่อถือในตัวนายกรัฐมนตรี Berlusconi เองนั้นเองมีค่าเฉลี่ยเพียง 2.3 ขณะที่ความน่าเชื่อถือของสื่อทีวีมีค่า 5.9 ซึ่งสูงกว่าตัวนายกฯมาก คนไม่เชื่อ Berlusconi แล้วคนเชื่ออะไรในสื่อทีวี?</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">บทบาทสำคัญที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือในสื่อทีวีคือ “พิธีกร” เช่น Berlusconi ตอบคำถามเรื่องหนี้ยุโรปว่า “รัฐบาลจะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ของอิตาลีให้ได้” พิธีกรคนที่หนึ่งหัวเราะหึหึ แล้วพูดว่า “ก็เห็นพูดแบบนี้ตลอด แต่ไม่เคยทำได้” กับพิธีกรคนที่สองไม่ได้หัวเราะ และพูดว่า “เป็นความตั้งใจจริงของนายกฯ พวกเราคงต้องเอาใจช่วย”</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">คำพูดของนายกฯนั้นเป็นกลาง เพราะมีแต่ข้อมูลโดยไม่มีความคิดเห็นใดใด ที่สำคัญ เอาเข้าจริงแทบไม่มีใครจำสิ่งที่นายกฯพูดได้เลยด้วยซ้ำ แต่คำพูดและโดยเฉพาะความรู้สึกที่เกิดจากคำพูดของพิธีกรต่างหากที่คนจำได้ ซึ่งส่วนต่างของความน่าเชื่อถือระหว่างสื่อทีวีกับตัวนายกฯส่วนหนึ่งก็มาจากความน่าเชื่อถือของตัวพิธีกรนั่นเอง</p>
<p>ดังนั้น ความไม่เป็นกลางของสื่อทีวีมีอิทธิพลสูงมากจากคำพูดรับและส่งของพิธีกรในรายการ และนี่เป็นสิ่งที่สังคมเองต้องให้ความระวังไม่น้อยไปกว่าที่ว่า สื่อทีวีจะเสนอข่าวอะไรและอย่างไร</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Fabio Sabatini (2011) &#8220;Who trusts Berlusconi? An econometric analysis of the role of television in the political arena&#8221; EERI Research Paper Series No 09/2011.<br />
The Economist, “An Italian story”, published in the issue of April 28th 2001. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/06/05/who-trusts-berlusconi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะเป็น &#8220;นักวิชาการที่ทรงอิทธิพล&#8221; ได้อย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/04/30/reputation-and-earnings/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/04/30/reputation-and-earnings/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Apr 2012 04:42:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4122</guid>
		<description><![CDATA[การเป็นนักวิชาการที่ทรงอิทธิพลนั้นเกิดจากการตีพิมพ์เอกสารในวารสารวิชาการให้มีผู้อ้างอิงมากเข้าไว้ เพราะเท่ากับได้รับการยอมรับจากนักวิชาการคนอื่นจำนวนมาก แต่เคยคิดไหมว่า หากมีจำนวนการอ้างอิงที่เท่ากัน การตีพิมพ์ในเอกสารน้อยชิ้นแต่ถูกอ้างอิงมากๆ กับการตีพิมพ์เอกสารมากชิ้น แต่ถูกอ้างอิงน้อย เหมือนกันหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. นแวดวงวิชาการ การยอมรับนับถือ (Reputation) ระหว่างนักวิชาการด้วยกันมักเกิดจากจำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ (Publications) ของนักวิชาการคนนั้นๆ ในวารสารวิชาการ (Academic Journals) ซึ่งตัววารสารเองก็มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือ (Impact Factor) ต่างกันไป แน่นอนว่า การตีพิมพ์ในวารสารที่มีน้ำหนักสูงๆ ด้วยเอกสารจำนวนมากชิ้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อการยอมรับนับถือ แต่ก็คงไม่ง่าย ทีนี้คำถามก็คือ การตีพิมพ์เอกสารไม่กี่ชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักสูงๆ กับการตีพิมพ์เอกสารมากชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักกลางๆ มีความแตกต่างกันหรือไม่ Hamermesh and Pfann (2011) ใช้ข้อมูลของนักวิชาการจำนวน 1339 คนจากคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจำนวน 88 แห่งของสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาเรื่องนี้ในสามประเด็น&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การเป็นนักวิชาการที่ทรงอิทธิพลนั้นเกิดจากการตีพิมพ์เอกสารในวารสารวิชาการให้มีผู้อ้างอิงมากเข้าไว้ เพราะเท่ากับได้รับการยอมรับจากนักวิชาการคนอื่นจำนวนมาก แต่เคยคิดไหมว่า หากมีจำนวนการอ้างอิงที่เท่ากัน การตีพิมพ์ในเอกสารน้อยชิ้นแต่ถูกอ้างอิงมากๆ กับการตีพิมพ์เอกสารมากชิ้น แต่ถูกอ้างอิงน้อย เหมือนกันหรือไม่</p>
<p><span id="more-4122"></span></p>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ใ</span>นแวดวงวิชาการ การยอมรับนับถือ (Reputation) ระหว่างนักวิชาการด้วยกันมักเกิดจากจำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ (Publications) ของนักวิชาการคนนั้นๆ ในวารสารวิชาการ (Academic Journals) ซึ่งตัววารสารเองก็มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือ (Impact Factor) ต่างกันไป แน่นอนว่า การตีพิมพ์ในวารสารที่มีน้ำหนักสูงๆ ด้วยเอกสารจำนวนมากชิ้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อการยอมรับนับถือ</p>
<p>แต่ก็คงไม่ง่าย ทีนี้คำถามก็คือ การตีพิมพ์เอกสารไม่กี่ชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักสูงๆ กับการตีพิมพ์เอกสารมากชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักกลางๆ มีความแตกต่างกันหรือไม่</p>
<p>Hamermesh and Pfann (2011) ใช้ข้อมูลของนักวิชาการจำนวน 1339 คนจากคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจำนวน 88 แห่งของสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาเรื่องนี้ในสามประเด็น ได้แก่ ๑) จำนวนครั้งของการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมีผลต่อการยอมรับนับถือหรือไม่ ๒) ในกรณีที่จำนวนการอ้างอิงโดยรวมเท่ากัน (Total Citations) การตีพิมพ์เอกสารไม่กี่ชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักสูงๆ กับการตีพิมพ์เอกสารมากชิ้นในวารสารที่มีน้ำหนักกลางๆ ให้ผลเหมือนกันหรือไม่ และ ๓) ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนับถือ มีผลต่อเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)ด้วยหรือไม่</p>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>บทความนิยาม &#8220;การยอมรับนับถือ&#8221; (Reputation; R) โดยตระหนักดีว่าต้องไม่ให้คำจำกัดความที่กว้างเกินไป เพราะการยอมรับนับถือในเชิงวิชาการไม่เหมือนกับการมีชื่อเสียงจากการออกสื่อจนเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป โดยการยอมรับนับถือในที่นี้จำแนกเป็นสองแบบคือ การยอมรับนับถือในระดับบุคคล และการยอมรับนับถือในระดับคณะ</p>
<p>&#8211; การยอมรับนับถือที่ตัวบุคคล พิจารณาสองตัวแปร หนึ่งคือ เกียรติยศ (Honored) ในกรณีที่คนๆ นั้นเคยได้รับรางวัลโนเบล ได้รับเลือกเป็นประธานของ American Economic Association (AEA) ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นจาก AEA หรือได้รับ Clark Medal (คล้ายกับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่) แต่เนื่องจากจำนวนของเกียรติยศมีค่อนข้างน้อย ตัวแปรที่สองจึงพิจารณาบุคคลที่ได้การเชิดชู (Fellow) จาก Econometric Society ซึ่งมีจำนวนที่มากขึ้น และสาเหตุที่เลือกเอา Econometric Society ก็เพราะไม่ได้มีแค่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเท่านั้นที่ได้รับเลือก แต่เกือบครึ่งหนึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มาจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก [งานนี้เป็นการศึกษาในกรณีของสหรัฐอเมริกานะครับ]</p>
<p>&#8211; การยอมรับนับถือในระดับคณะ พิจารณาสามตัวแปร ได้แก่ หนึ่ง อันดับของคณะจากข้อมูลของ Kalaitzidakis, Mamuneas and Stengos (2003) สอง อันดับของหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตจาก U.S. News and World Report และอันดับของคณะในปี 1993 จาก National Research Council’s (1995) [บทความนี้นำเสนอเฉพาะสองตัวแปรแรก เพราะเป็นข้อมูลที่ใหม่กว่า และตัวแปรที่สามก็ให้ผลไม่แตกต่างจากสองตัวแปรแรกมากนัก]</p>
<p>ขณะที่ปัจจัยกำหนดการยอมรับนับถือที่สำคัญเกี่ยวกับการตีพิมพ์มีสามตัวแปร ได้แก่ จำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ (Number of Publications; Q) ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้น (Total Citations; q<sub>1</sub>) และค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่ง (ถึงห้า) (The n<sup>th</sup> Most Citation; q<sub>2n</sub>, n=1,&#8230;,5) โดยใช้ข้อมูลจาก Social Science Citation Index</p>
<p>นั่นคือ R = ƒ (Q, q<sub>1</sub>, q<sub>2n</sub>)</p>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงค่าสถิติเชิงพรรณาของตัวแปรที่ใช้ พบว่า จำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์เฉลี่ยต่อนักวิชาการหนึ่งคนอยู่ที่ 32 ชิ้น สูงที่สุดคือ 283 ชิ้น ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้นเฉลี่ยต่อนักวิชาการหนึ่งคนอยู่ที่ 685 และค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่งเฉลี่ยต่อนักวิชาการหนึ่งคนอยู่ที่ 150 สูงที่สุดอยู่ที่ 4580 นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุด้วยว่า นักวิชาการในกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 6 เป็นผู้หญิง เกือบหนึ่งในสี่จบการศึกษาในหลักสูตรที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เกือบหนึ่งในสิบเป็นนักเศรษฐมิติ และในแต่ละคณะมีตำแหน่งศาสตราจารย์ประมาณเกือบ 20 คน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของตัวแปรอิสระ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๑.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๑.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของตัวแปรอิสระ"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตารางที่ ๒ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของแต่ละคน โดยนักวิชาการที่มีค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้นมากที่สุดคือ Joseph Stiglitz, Robert Engle และ Andreo Schleifer นักวิชาการที่มีค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่งคือ Halbert White, Robert Engle และ Clive Granger และนักวิชาการที่ตีพิมพ์เอกสารจำนวนมากที่สุดคือ Richard Cooper, Peter Phillips และ Kerry Smith</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ค่าการอ้างอิงรวม ค่าการอ้างอิงของเอกสารที่มีการอ้างอิงมากที่สุด และจำนวนเอกสารที่มีการตีพิมพ์&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๒.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๒.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ค่าการอ้างอิงรวม ค่าการอ้างอิงของเอกสารที่มีการอ้างอิงมากที่สุด และจำนวนเอกสารที่มีการตีพิมพ์" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตารางที่ ๓ แสดงผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือที่ตัวบุคคลกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์ พบว่า ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้น (q<sub>1</sub>) มีผลอย่างชัดเจนต่อการยอมรับนับถือ ขณะที่ค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่ง (q<sub>21</sub>) มีผลต่อเกียรติยศ แต่ไม่มีผลกับการเชิดชู แต่จำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ (Q) กลับไม่มีผลในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งเกียรติยศและการเชิดชู</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือที่ตัวบุคคลกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๓.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๓.png" alt="" title="ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือที่ตัวบุคคลกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์ " width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ตารางที่ ๔ แสดงผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือต่อหน่วยงานกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์ พบว่า ผลที่ได้ไม่ต่างจากในระดับบุคคลมากนัก กล่าวคือ ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้น (q<sub>1</sub>) ยังคงมีผลอย่างชัดเจน และจำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ (Q) กลับไม่มีผลใดใดต่อการยอมรับนับถือในระดับหน่วยงาน ขณะที่ค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่ง (q<sub>21</sub>) ที่เคยมีผลต่อเกียรติยศ แต่กลับไม่มีผลใดใดต่อการยอมรับนับถือต่อหน่วยงาน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือต่อหน่วยงานกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๔.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๔.png" alt="" title="ตารางที่ ๔ ผลการประมาณค่าสมการการยอมรับนับถือต่อหน่วยงานกับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์ "  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยย่อของประเด็นเรื่องการตีพิมพ์กับการยอมรับนับถือก็คือ <strong>ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้นมีผลอย่างชัดเจนทั้งในระดับบุคคลและหน่วยงาน ค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่งมีผลเฉพาะกับบุคคล แต่ไม่มีผลกับหน่วยงาน ขณะที่จำนวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์กลับไม่มีผลใดใดต่อการเพิ่มการยอมรับนับถือเลย</strong></p>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>Hamermesh and Pfann (2012) ยังได้นำเอาปัจจัยด้านการตีพิมพ์ไปหาความสัมพันธ์กับเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)ของนักวิชาการด้วย โดยผลการประมาณค่าสมการแสดงได้ตามตารางที่ ๕ ซึ่งแน่นอนว่า ค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมของเอกสารทุกชิ้น (q<sub>1</sub>) มีผลทางบวกต่อเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)ของนักวิชาการ <strong>แต่ที่น่าสนใจก็คือ ค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่ง (q<sub>21</sub>) กลับมีผลทำให้เงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่จำนวนเอกสาร (Q) ที่ได้รับการตีพิมพ์ซึ่งไม่มีผลต่อการยอมรับนับถือ กลับมีผลอย่างมากต่อเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ผลการประมาณค่าสมการเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)กับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๕.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/04/๕.png" alt="" title="ตารางที่ ๕ ตารางที่ ๔ ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)กับปัจจัยทางด้านการตีพิมพ์ "  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>สาเหตุที่เป็นไปได้ที่จำนวนเอกสารมีผลอย่างมากต่อเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน) แทนที่จะเป็นค่าการอ้างอิงทางวิชาการที่มากที่สุดลำดับที่หนึ่งก็เพราะการกำหนดเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)มักจะถูกอิงอยู่กับสิ่งที่วัดค่าได้ และถูกเชื่อว่ามันได้แสดงถึงความพยายาม (Effort) ของนักวิชาการคนนั้นๆ</p>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>งานศึกษาในแบบเดียวกันนี้ยังไม่พบในประเทศไทย แต่ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Economic Research Division of the Federal Reserve Bank of St. Louis ซึ่งจัดทำฐานข้อมูลงานวิจัย IDEAS ในตารางที่ ๖ พบว่า ในประเทศไทย หน่วยงานที่ได้รับการยอมรับนับถือในเชิงวิชาการมากที่สุดคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ หน่วยงานทางด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับนับถือ 4 อันดับแรก&#8221;</p>
<table border="4" bordercolor="ffffff" style="background:#ffffff" width="100%" cellpadding="3"  cellspacing="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><strong>อันดับ</strong></td>
<td valign="top"><strong>คะแนน</strong></td>
<td valign="top"><strong>หน่วยงาน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">1</td>
<td valign="top">1.41</td>
<td valign="top">ธนาคารแห่งประเทศไทย</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">2</td>
<td valign="top">2.14</td>
<td valign="top">ESCAP สหประชาชาติประจำประเทศไทย</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">3</td>
<td valign="top">2.34</td>
<td valign="top">คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">4</td>
<td valign="top">3.68</td>
<td valign="top">คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><br/></p>
<p>ในตารางที่ ๗ พบว่า นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดคือ ดร.ปิติ ดิษยทัต [อันที่จริง ดร.ปิติ จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก Princeton University เขียนวิทยานิพนธ์ภายใต้การกำกับดูแลของ Ben Benanke ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ โดยมี Kenneth Rogoff อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF เป็นส่วนหนึ่งใน Thesis Committee]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นคนไทยในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับนับถือ 3 อันดับแรก&#8221;</p>
<table border="4" bordercolor="FFFFFF" style="background:#ffffff" width="100%" cellpadding="3" cellspacing="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><strong>อันดับ</strong></td>
<td valign="top"><strong>คะแนน</strong></td>
<td valign="top"><strong>นักวิชาการ</strong></td>
<td valign="top"><strong>หน่วยงาน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">1</td>
<td valign="top">1.92</td>
<td valign="top">ปิติ ดิษยทัต</td>
<td valign="top">ธนาคารแห่งประเทศไทย</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">2</td>
<td valign="top">2.52</td>
<td valign="top">ยรรยง ไทยเจริญ</td>
<td valign="top">ธนาคารแห่งประเทศไทย</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">3</td>
<td valign="top">8.15</td>
<td valign="top">พงษ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม</td>
<td valign="top">คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p align="CENTER"><span style="font-size: large;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">โดยสรุปแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเป็นนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลนั้นคือ ต้องเป็นคนที่มีค่าการอ้างอิงทางวิชาการรวมในเอกสารทุกชิ้นอยู่ในระดับที่สูง และค่าที่สูงดังกล่าว หากได้มาจากค่าการอ้างอิงที่เอกสารน้อยชิ้นแต่อยู่ในวารสารที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อสูงๆ จะมีผลดีมากกว่าการได้มาจากค่าการอ้างอิงด้วยเอกสารจำนวนมากชิ้นแต่อยู่ในวารสารที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อกลางๆ ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)ที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเงินเดือน(หรือค่าตอบแทน)จะถูกกำหนดขึ้นจากจำนวนเอกสารที่ถูกตีพิมพ์มากกว่าการยอมรับนับถือของเอกสารชิ้นนั้นๆ</p>
<p>เมื่อเพื่อนๆ นักวิชาการรู้กันแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมตั้งหน้าตั้งตาเขียนเอกสารวิชาการแบบมีคุณภาพสูงๆ และรู้จักประหยัดอดออมสำหรับเงินเดือนต่ำๆ ไปพร้อมๆ กันด้วยนะครับ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเอาใจช่วยให้เมืองไทยมีเอกสารวิชาการดีดี จะได้มารีวิวให้อ่านกันครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
1. HAMERMESH, DANIEL S. and PFANN, GERARD A. (2012), &#8220;REPUTATION AND EARNINGS: THE ROLES OF QUALITY AND QUANTITY IN ACADEME,&#8221; Economic Inquiry, vol.50(1), pp.1465-7295.<br />
2. PFANN, GERARD A. (2008), &#8220;REPUTATION AND THE RETURNS TO QUALITY: EVIDENCE FROM ACADEME,&#8221; Department Seminar at Universita di Bologna.<br />
3. IDEAS (2012), &#8220;Top 25% Institutions and Economists in Thailand, as of March 2012&#8243; available <a href="http://ideas.repec.org/top/top.thailand.html#authors">here</a>.</p>
<p align="right"><span style="color: gray; font-size: xx-small;">featured image from <a href="http://rlv.zcache.com/cartoon_character_professor_round_stickers-p217900408150955726envb3_400.jpg">here</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/04/30/reputation-and-earnings/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-26 13:31:40 by W3 Total Cache -->