<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Experiments</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/tag/experiments/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>&#8221;โทรแล้วขับ&#8221; กับ Mario Kart เพิ่มอุบัติเหตุเท่าไหร่กัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Feb 2014 03:00:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7249</guid>
		<description><![CDATA[ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว &#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (ที่มาของภาพ) Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ผลของการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดออกมา Gunter (2014) ทำการทดลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายแต่น่าสนใจกับเกม Mario Kart เพื่อดูว่าผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใดกัน</p>
<p><span id="more-7249"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">โ</span>ทรไม่ขับ เป็นแคมเปญรณรงค์การใช้รถบนท้องถนนอย่างรับผิดชอบกับผู้อื่นที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว อันที่จริง ช่วงหลังปัญหาเรื่องการโทรแล้วขับดูเหมือนจะลดลงอยู่บ้าง อาจเพราะความสำเร็จของการรณรงค์ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความเสียหายจากการโทรแล้วขับมากขึ้น และจากการพัฒนาเทคโนโลยี headset ประเภท bluetooth ที่คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงค่อนข้างมาก ทำให้การพะวงกับการใช้โทรศัพท์ลดลง</p>
<p>แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว เพราะการใช้โทรศัพท์แล้วขับที่รุนแรงกว่าการโทรกลับเป็นเรื่องของการพิมพ์ข้อความ (texting) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าการโทรแล้วขับเสียอีก ทั้งการพิมพ์ใน facebook twitter instagram หรือแม้แต่การพิมพ์ SMS ทั่วไป เพราะการก้มลงพิมพ์ข้อความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอันตรายกว่าการคุยด้วยเสียงเสียอีก เนื่องจากไม่ใช่แค้ดึงสมาธิในการขับรถเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนทัศนะการมองไปเลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สถานที่ทำการทดลอง&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/01/mariokart.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/mariokart.jpg" alt="mariokart"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>Jen Gunter (2014) ต้องการทดสอบผลของการถูกทำให้ไขว้เขวขณะขับรถว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์มากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์โดยคนๆ เดียวกันได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาประการหนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ คนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ขับรถแบบไม่พิมพ์ข้อความกับพิมพ์ข้อความจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่างกันอย่างไร เขาจึงทำการทดลองจากผลของการพิมพ์ข้อความที่มีต่อผลลัพธ์ของการขับรถในเกม Mario Kart แทน</p>
<p>การใช้เกม Mario Kart มาทำการทดลองเพื่อหาผลดังกล่าว นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) ซึ่งนับเป็นการทดลองอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ที่แยกเหตุและผลไม่ออก (Causality Problem)</p>
<p>Gunter (2014) ทำการทดลองจาก 9 คนที่เล่นเกม Mario Kart เป็นประจำ โดยเขาทำการเก็บรายละเอียดอายุ ประสบการณ์การเล่นเกม (Gaming Experience) ประสบการณ์พิมพ์ข้อความ (Texting Experience) และประสบการณ์การขับรถ (Driving Experience) ของคนเหล่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น ทุกคนที่ทำการทดลองจะใช้ตัวละคร Toad คู่กับรถแบบปกติ (Standard Car) และห้ามใช้ Booster [สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดของเกมครับ] </p>
<p>ทุกคนที่ร่วมทดลองต้องเล่นด่าน Moo Moo Meadows ในการแข่ง เพราะมีวัวเดินไปเดินมาในทุ่งและบนถนน ซึ่งเปรียบได้กับการมีคนเดินข้ามถนนไปมาในโลกความจริง ผู้เข้าทดลองแต่ละคนจะขับแบบปกติ 3 รอบ และอีก 3 รอบที่มีการพิมพ์ข้อความ 1 ครั้งต่อรอบ โดยเป็นข้อความคำถามที่เจาะจงคำตอบ เช่น หนังที่คุณชอบคือเรื่องอะไร ตอนกลางวันคุณกินอะไรมา ซึ่งการไม่ตอบจะถือว่าถูกลงโทษโดยปรับเวลาต่อรอบเพิ่มไปอีก 30 วินาที จากนั้นทำการเปรียบเทียบเวลาที่ใช้และคะแนนที่ได้ของทั้งสองครั้งที่เล่นเกม</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ด่าน Moo Moo Meadow&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/Mkwii_MooMeadows.jpg" alt="Mkwii_MooMeadows" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผลการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ทั้งหมด เวลาเฉลี่ยที่ใช้หากไม่มีการพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 2 นาที 3 วินาที (จากช่วง 1 นาที 47 วินาที ถึง 2 นาที 36 วินาที) และเวลาเฉลี่ยที่ใช้หากพิมพ์ข้อความอยู่ที่ 3 นาที 31 วินาที (จาก 1 นาที 54 วินาที ถึง 4 นาที 26 วินาที) โดยรอบการแข่งที่ต้องพิมพ์ข้อความใช้เวลานานขึ้นก็เนื่องมาจากรถที่ขับวิ่งออกนอกลู่ (ลงไปบนพื้นหญ้าที่ทำให้ความเร็วลดลง) ชนกับวัวที่เดินอยู่ ชนกับรั้วข้างทาง และบางครั้งวิ่งสวนทาง [อย่างไรก็ดี มีหนึ่งคนที่วางคอนโทรลเลอร์ลงเพื่อตอบข้อความโดยเฉพาะ]</p>
<p>วิธีที่ผู้เข้าร่วมการทดลองใช้ในการตอบข้อความจำแนกออกได้เป็นสามแบบ หนึ่งคือ ยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี สองคือ ถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์ จากนั้นใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี กับสามคือ ละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ (ดูภาพที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผู้ร่วมการทดลองยกหน้าจอโทรศัพท์ให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment.jpg" alt="text-driving-experiment" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ร่วมการทดลองถือโทรศัพท์ไว้ด้วยมือเดียวเพื่อพิมพ์และใช้สายตามองสลับไปสลับมาระหว่างจอโทรศัพท์กับจอทีวี&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-050.jpg" alt="text-driving-experiment-050" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ผู้ร่วมการทดลองละออกจากเกมแข่งรถเพื่อพิมพ์ข้อความตอบ&#8221; (<a href="http://drjengunter.files.wordpress.com/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/text-driving-experiment-038.jpg" alt="text-driving-experiment-038"  width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>ผู้เข้าร่วมการทดลอง 4 คนชนวัวในรอบที่ไม่ได้พิมพ์ข้อความ และ 7 คนชนวัวในรอบพิมพ์ข้อความ ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุถึง 7 ใน 9 หรือเกือบ 80% การใช้เวลาที่นานขึ้นในรอบที่มีการพิมพ์ข้อความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการพิมพ์ข้อความและการเล่นเกม ซึ่งทั้งจำนวนครั้งที่มีการชนวัว รั้ว หรืออุบัติเหตุอื่น และเวลาที่ใช้ในการขับรถมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการพิมพ์ข้อความระหว่างขับ</p>
<p>แม้ว่าการทดลองนี้จะไม่ซับซ้อนและใช้กลุ่มตัวอย่างที่น้อย ทำให้อาจไม่ได้น่าเชื่อถือมากนัก แต่ก็เป็นการทดลองที่น่าสนใจและน่าจะจุดประกายความคิดให้กับการทดลองอื่นตามมา อย่างน้อยที่สุด ข้อสรุปที่แม้ว่าจะไม้ได้ยืนยันตัวเลขการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่า การพิมพ์ข้อความระหว่างขับรถมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอนครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: <a href="http://drjengunter.wordpress.com/2014/02/01/the-effect-of-texting-on-mario-kart-performance-new-study/?utm_content=buffer05a28&#038;utm_medium=social&#038;utm_source=twitter.com&#038;utm_campaign=buffer">The effect of texting on Mario Kart performance, new study.</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/17/texting-when-driving-with-mario-kart/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;นิรโทษกรรม&#8221;ส่งเสริมความปรองดองหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2013 01:02:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7185</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว &#8230;&#8230;&#8230;. วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ &#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (ที่มาของภาพ) รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นคือรัฐบาลต้องการความปรองดองให้กับคนในสังคม แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกเสนอคือกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะ set zero ซึ่งบทความวิชาการชี้ว่าไม่ว่าจะเป็น set zero ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความปรองดองแล้ว ยังส่งผลลบต่อความร่วมมือของคนในสังคมเข้าไปอีกในระยะยาว</p>
<p><span id="more-7185"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>วัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่าน หายหน้าหายตาไปนานเพราะมัววุ่นอยู่กับภารกิจส่วนตัวมากมายที่เพิ่งจัดการไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็น่าสนใจมากสำหรับสังคมไทย จนทำให้ผมนึกถึงบทความทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึงขึ้นมา และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากได้นำมาเล่าสู่กันฟังตามวิถีทางของ [เสด-ถะ-สาด].com ครับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เหมาเข่ง วาทกรรมต่อต้านการนิรโทษกรรม&#8221; (<a href="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201203/27/5302ad78.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/5302ad78.jpg" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลตั้งต้นที่เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเพื่อความปรองดองของคนในสับคม โดยคำว่า &#8220;นิรโทษกรรม&#8221; (Amnesty) ที่รัฐบาลกล่าวถึงนั้นมีความหมายว่า (ลืมเรื่องเก่า&#8230;แล้ว)&#8221;เริ่มต้นใหม่&#8221; (set zero) นั่นคือรัฐบาลกำลังคิดว่า ถ้ามีการเริ่มกันใหม่ทั้งหมด สังคมก็น่าจะปรองดองกันตามมา</p>
<p>การศึกษาเกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงยังไม่มีให้เห็น เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในโลก แต่การศึกษาเกี่ยวกับ set zero ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีให้เห็นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะหากเรามอง set zero เป็นรูปแบบหนึ่งของการสิ้นสุดเกม (Game Termination) ตามแนวคิดของทฤษฎีเกม แล้วลองพิจารณาว่ารูปแบบการสิ้นสุดของเกมนั้นจะมีผลกับความร่วมมือ (Cooperation) หรือความปรองดองของคนในสังคมหรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Norman and Wallace (2011) ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) เพื่อทำการศึกษารูปแบบของการสิ้นสุดเกมในแบบต่างๆ ว่ามีผลต่อความร่วมมือ(หรือความปรองดอง)ของคนในสังคมหรือไม่ พวกเขาจำแนกรูปแบบการสิ้นสุดของเกมออกเป็นสี่แบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>finite horizon คือเกมที่ผู้เล่นรู้ว่าเล่นกี่รอบจึงจะจบ (ในการทดลองนี้เล่น 22 รอบ)</li>
<li>unknown horizon คือเกมที่ผู้เล่นไม่รู้ว่าจะจบที่กี่รอบ (ในการทดลองนี้เล่น 28 รอบ โดยผู้เล่นไม่ทราบจำนวนรอบก่อนเล่น แต่ทราบว่ามากกว่า 22 รอบ)</li>
<li>random-stopping with low probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 1/6</li>
<li>random-stopping with high probability to continue คือเกมที่เมื่อครบ 22 รอบแล้วจะมีการเล่นต่อไปด้วยความน่าจะเป็น 5/6</li>
</ul>
<p>ขณะที่ความร่วมมือของคนที่มาร่วมการทดลองจะเป็นไปตามผลได้ของเกมนักโทษทั่วไป (Payoff of prisoner&#8217;s Dilemma) ดังตารางที่ ๑ คือถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน (Cooperate) จะได้คะแนนคนละ 800 คะแนน ถ้าทั้งสองฝ่ายละเลย (Defect) จะได้กันคนละ 350 คะแนน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะร่วมมือ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเลือกละเลย ฝ่ายแรกจะได้ 50 คะแนน แต่ฝ่ายหลังจะได้ 1000 คะแนน กุศโลบายของเกมนี้ในการทดลองก็คือมี Nash Equilibrium สองจุดคือร่วมมือทั้งคู่ หรือละเลยทั้งคู่ และยังมีแรงจูงใจให้ละเลยมากกว่าที่จะร่วมมือ เพราะจะได้ผลตอบแทนให้กับตัวเองมากที่สุด</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลตอบแทนของเกมนักโทษ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T1_Stage_Game.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature3" /></a></p>
<p>การทดลองใช้เวลา 45 นาที มีนักเรียนเข้าร่วม 182 คน จัดขึ้นที่ Royal Holloway College (University of London) และ University College London (UCL) ผลตอบแทนที่จ่ายจริงเฉลี่ยคนละ 7.20 ปอนด์ (ได้ไม่เท่ากันแล้วแต่คะแนนที่ได้ของแต่ละคน)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการทดลองแสดงได้ตามตารางที่ ๒ ข้อมูลในแถวแสดงรูปแบบของการจบเกมทั้งสี่แบบ ข้อมูลในแนวหลักแสดงลำดับครั้งที่มีการเล่น และตัวเลขในตารางแสดงถึงจำนวนของคู่ที่มีให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดลองที่วัดจากจำนวนความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T2_Results_by_Pair.png" alt="Table Pop 3" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p>ค่าเฉลี่ยของความร่วมมือในแต่ละแบบอยู่ที่ 44.2% 55.0% 55.2% และ 59.1% ตามลำดับ โดยแม้ว่าค่าที่ได้จะต่างกัน แต่ไม่ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Kruskal-Wallis Test, <em>H</em>=1.929, <em>d.f.</em>=3, <em>p</em>=0.587) นั่นหมายความว่ารูปแบบของการจบเกม(เพื่อเริ่มต้นใหม่)ที่ต่างกันไม่มีผลทำให้ระดับความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมต่างกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าจะจบเกมอย่างไรไม่มีผลทำให้ความปรองดองของคนในสังคมต่างกัน</p>
<p>แล้วการจบที่ส่งผลต่อความร่วมมือไม่ต่างกันนั้น คำถามก็คือความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับกรณีของเกมที่ไม่มีการจบ ประเด็นนี้ Douglas North (นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเกมมีการเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีที่สิ่นสุด (Infinite Repeated Game) สังคมจะมีความร่วมมือกันที่ดีกว่า เช่น คนในชุมชนเดียวกันจะเจอกันซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน ย่อมมีความร่วมมือกันมากกว่าคนในชุมชนที่ไปทำงานนอกพื้นที่และแทบไม่เจอกันในชุมชนเลย</p>
<p>สอดคล้องกับงานของ Norman and Wallace (2011) เองที่ได้ขยายการทดลองออกไปเพื่อดูว่าความยาวของเกมนั้นมีผลต่อความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งข้อค้นพบก็คือเกมที่ยาวขึ้นก็จะมีความร่วมมือกันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความยาวของเกมกับความร่วมมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/T3_Exp_Length.png" alt="T3_Exp_Length" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจจากการทดลองนี้คงไม่ใช่ว่าความร่วมมือจะสูงขึ้นหรือลดลง แต่มันอยู่ที่ว่าจะลดลงมากแค่ไหนและเมื่อไหร่ ผลการทดลองพบว่าหากเกมสามารถจบลงได้ (โดยที่ไม่จสำคัญว่าจบแบบไหนและจบเมื่อไหร่) ความร่วมมือของคนในสังคมจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญในทุกรูปแบบของการจบเกม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าความร่วมมือนั้นลดลงจนไม่เหลือความร่วมมือเลยหรือเหลืออยู่น้อยมาก (ค่าเข้าใกล้ศูนย์ในตาราง) นั่นหมายความว่าไม่ว่ารูปแบบของการจบเกมจะเป็นอย่างไร จะทำลายความร่วมมือของคนในสังคมจนหมดไป</p>
<p>สาเหตุที่ความร่วมมือลดลงอย่างมากนั้น เนื่องจากการ set zero จะก่อให้เกิด present-period bias กล่าวคือคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะรีบหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่จะคิดถึงประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เนื่องจากสามารถกำหนดการเริ่มต้นใหม่ได้ เสมอ นี่ยังไม่นับว่าหากคนที่สามารถ set zero ได้เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงด้วยแล้ว การ set zero ก็จะยิ่งส่งเสริมให้การแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่ได้มีประโยชน์ใดใดต่อความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;โฆษณาของ Amnesty International ที่รณรงค์ให้ประชาชนสนใจการลงโทษนักโทษทางการเมือง&#8221; (<a href="http://www.ibelieveinadv.com/2010/06/amnesty-international-beating-execution-rebels/">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/11/amnesty-international-rebels1.jpg" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ดี นิรโทษกรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสมอไป Orrenius and Zavodny (2012) ชี้ว่าการนิรโทษกรรมให้กับแรงงานที่หลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย(โดยที่พวกเขาไม่ก่ออาชญากรรม)จะทำให้สังคมได้ประโยชน์มากกว่าปล่อยให้ใช้การข่มขู่เพื่อการลงโทษ หรือ Dan Ariely ก็ได้กล่าวถึงการดาวน์โหลดเพลงอย่างผิดกฎหมายว่าหากมีการยกโทษให้คนที่กระทำผิดเช่นนี้ก็อาจมีแรงจูงใจให้พวกเขากลับมาซื้อเพลงที่ถูกกฎหมายบ้าง รวมทั้ง Amnesty International หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากลก็มีความพยายามพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกกักขังในเวลาต่อมา แต่ทั้งสามกรณีก็ไม่ใช่การนิรโทษกรรมให้กับความผิดสาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของบทความก็คือ<span style="background-color:#f15a23;">หากมีการ set zero ได้ ความร่วมมือ(หรือปรองดอง)ของคนในสังคมจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะทุกคนก็ต่างจะมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในปัจจุบันให้มากที่สุด แทนที่จะคิดถึงความร่วมมือเพื่อประโยชน์สาธารณะหรืออดทนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต หากจะบอกว่า set zero หรือนิรโทษกรรมเพื่อความปรอองดองของคนในชาติอาจต้องกลับมาคิดใหม่อีกหลายตลบ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เพราะหลังจากรัฐบาลไทยพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม กลับเหมือนว่าคนในชาติจะปรองดองกันมากขึ้นแฮะ เพียงแต่เป็นปรองดองกันต่อต้านกฎหมายที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาด้วยเหตุผลว่าเพื่อความปรองดอง งงดีจัง &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Normann, Hans-Theo &#038; Wallace, Brian, 2011. &#8220;The impact of the termination rule on cooperation in a prisoner&#8217;s dilemma experiment,&#8221; International Journal of Game Theory, August 2012, Volume 41, Issue 3, pp 707-718.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/11/05/the-impact-of-termination-rule/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายจะควบคุม&#8221;วัฒนธรรมคอรัปชั่น&#8221;ได้หรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2012 03:39:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4946</guid>
		<description><![CDATA[คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่ Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คอรัปชั่นเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมด้วย ไม่ว่ากฎหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนจึงไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยง่าย บทความนี้อาศัยการจอดรถผิดกฎหมายของนักการฑูตในนิวยอร์คมาทำให้รู้ว่า กฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะไม่ 100% แต่ก็ลดคอรัปชั่นได้มากอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-4946"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ที่</span>ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับคอรัปชั่นวนเวียนอยู่กับข้อมูลจากการสำรวจและออกแบบสอบถาม จากนั้นหาปัจจัยกำหนดระดับการคอรัปชั่นจากคำตอบที่ได้ และนำมาสู่ข้อสรุปผลที่แทบไม่ต่างกันว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องของวัฒนธรรม ขณะที่การศึกษาปัจจัยกำหนดโดยวิถีทางเศรษฐศาสตร์แท้ๆ กลับมีให้เห็นน้อยมาก </p>
<p>ส่วนหนึ่งที่งานวิจัยมีให้เห็นไม่มากก็อาจจะมาจากความยากของการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า วัฒนธรรม(ที่เอื้อต่อการคอรัปชั่น)ของสังคมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย(ที่ให้สิทธิพิเศษกับคนบางกลุ่ม)อันเป็นสาเหตุของการคอรัปชั่น โดยทั้งสองส่วนที่ว่ามานั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและมีผลต่อกันเท่าไหร่แน่</p>
<p>Fisman and Miguel (2006) พยายามแยกผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับวัฒนธรรมออกจากกัน พวกเขามองไปที่นักการฑูตจากหลายๆ ประเทศ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ค เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันคือการที่บุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม(หลากหลายระดับการคอรัปชั่น) มาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่เชื่อได้ว่ามีประสิทธิภาพเสียด้วย</p>
<p>การศึกษามุ่งไปที่การจอดรถยนต์ส่วนตัวแบบผิดกฎจราจรของนักการฑูตในนิวยอร์คเหล่านี้ในช่วง 1997-2005 เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อเหล่านักการฑูตและครอบครัวจอดรถ(ส่วนตัว)ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการที่จะไปจ่ายหรือไม่ไปจ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องการให้เกียรติและปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษต่อพวกเขา โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกันเองจะได้รับการปฏิบัติที่ดีในประเทศของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ป้ายทะเบียนของรถนักการฑูตซึ่งมีตัวอักษร D ติดอยู่ ถึงกับเคยถูก BBC ขนานนามว่าเป็น “บัตรจอดรถฟรีที่ดีที่สุดในโลก”</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้ายทะเบียนนัการฑูตที่มีตัวอักษร D ติดอยู่&#8221; (<a href="http://olavsplates.com/usa.html" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/usa-dos_043pkd.jpeg" alt="" title="usa-dos_043pkd" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ (บน) แสดงจำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่าย และเนื่องจากจำนวนนักการฑูตของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ข้อมูลในภาพจึงพิจารณาเป็นจำนวนใบสั่งเฉลี่ยต่อคน สีเข้มคือประเทศที่นักการฑูตได้รับใบสั่งและไม่ได้ไปจ่ายเป็นจำนวนมาก และสีอ่อนคือน้อย ส่วนภาพที่ ๑ (ล่าง) แสดงค่าดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของแต่ละประเทศ โดยสีเข้มคือประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง และสีอ่อนคือต่ำ ความน่าสนใจก็คือ หากดูคร่าวๆ แล้ว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีระดับการคอรัปชั่นต่ำทุกประเทศจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับน้อย ขณะที่ประเทศแถบแอฟริกาที่มีการคอรัปชั่นสูงก็จะมีใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ (บน) จำนวนใบสั่งจากการทำผิดกฎจราจรของนักการฑูตแต่ละประเทศที่พวกเขาไม่ได้ไปจ่ายต่อคน <br/>(ล่าง) ดัชนีภาพพจน์คอรัปชั่นของแต่ละประเทศ (<a href="http://blogs-images.forbes.com/jonbruner/files/2011/07/Parking-large.png" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)<br/>ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 32 จาก 146 ประเทศเรียงตามจำนวนใบสั่งต่อคนสูงที่สุด&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Parking-large.png" alt="" title="Parking-large" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ตีความว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่นสูง น่าจะเคยมีและใช้อภิสิทธิ์ในประเทศตนเองมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นิวยอร์ค พวกเขาจึงมีแนวโน้มสูงที่จะกระทำการใดใดจากสิทธิพิเศษที่ตนเองมีด้วยความเคยชิน โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมมากนัก </p>
<p>บางคนคงโต้แย้งว่า นักการฑูตในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอาจจะมีภารกิจน้อยกว่าหรือไม่เร่งรีบ พวกเขาก็เลยไม่ต้องฝ่าฝืนกฎจราจร ใบสั่งจึงมีไม่มาก ข้อมูลที่ถูกต้องก็คือ พวกเขาได้รับใบสั่งจำนวนไม่มากก็จริง แต่เมื่อได้รับใบสั่ง พวกเขาเลือกที่จะไปจ่ายค่าปรับ ซึ่งเท่ากับว่า คนที่มาจากวัฒนธรรมที่ไม่มีสิทธิพิเศษมักจะเลือกที่จะเคารพกฎหมาย และยอมรับบทลงโทษเมื่อกระทำผิดมากกว่าคนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีสิทธิพิเศษ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การศึกษาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ร่วมกับปัจจัยด้านอื่นๆ ของแต่ละประเทศและดัชนีการคอรัปชั่น ซึ่งแสดงผลได้ในตารางที่ ๑ จะเห็นว่า ประเทศที่มีค่าดัชนีคอรัปชั่นสูงจะมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/corruption1.png" alt="" title="corruption1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">Fisman and Miguel (2006) ยังสนใจต่อด้วยว่าเมื่อนักการฑูตเหล่านี้อยู่ในนิวยอร์คนานขึ้น พวกเขาจะปรับตัวเข้ากับกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ของนิวยอร์คที่มีคอรัปชั่นน้อย หรือจะยังคงเคยชินกับการใช้อภิสิทธิ์และเชี่ยวชาญมากขึ้นในการหาช่องว่างของกฎหมาย ผลการประมาณค่าจากข้อมูลของนักการฑูตรายบุคคลออกมาตามตารางที่ ๒ พบว่ายิ่งนักการทูตอยู่ที่นิวยอร์คนานขึ้น พวกเขากลับจะยิ่งมีจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับมากขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า วัฒนธรรมที่ติดตัวมาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่หรือกฎหมายใหม่ พวกเขาก็ยังคงพร้อมจะใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน เมื่อพิจารณาเวลาที่พวกเขาอยู่ในนิวยอร์คแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption2/" rel="attachment wp-att-5011"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption2.png" alt="" title="Corruption2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของนิวยอร์คประสบกับแรงต้านอย่างหนัก เพราะการฝ่าฝืนกฎจราจรของนักการฑูตเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันในแบบที่สังคมอเมริกันไม่อาจยอมรับได้ รัฐบาลนิวยอร์คจึงแก้เผ็ดนักการฑูตที่ไม่จ่ายค่าปรับโดยการหักเงินค่าปรับออกจากเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ลักษณะการจอดรถของนักการฑูตที่มักก่อให้เกิดปัญหา (<a href="http://www.militaryphotos.net/forums/showthread.php?115240-Putin-advance-party-tries-to-use-counterfeit-money" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags.jpeg" alt="" title="800px-Double_parked_car_with_diplomatic_tags" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อันที่จริง การเรียกเก็บค่าปรับจากการจอดรถผิดกฎจราจรมันมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาล แต่มันก็ได้สร้างความอับอาย หรืออย่างน้อยก็เป็นการฟ้องให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้รับรู้</p>
<p>ผลที่ตามมาดีเกินคาดคือ จำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณรวมๆ แล้ว 1000 ใบต่อเดือน เหลือแค่ประมาณ 70 ใบต่อเดือนเท่านั้น ตามภาพที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ จำนวนใบสั่งต่อเดือน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption4/" rel="attachment wp-att-5013"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption4.png" alt="" title="Corruption4" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Fisman and Miguel (2006) สนใจประเด็นนี้มาก เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ดูจะได้ผลดีทีเดียว พวกเขาจึงนำเอาข้อมูลภายหลังจากที่รัฐบาลนิวยอร์คบังคับใช้กฎนี้มาทำการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินอีกครั้งหลังการบังคับเรียกเก็บจากเงินช่วยเหลือ ผลที่ได้เป็นตามตารางที่ ๓ ซึ่งแม้ว่าค่าดัชนีคอรัปชั่นจะยังคงมีผลต่อจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระ แต่ก็ลดลงอย่างมาก </p>
<p>จากการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ในกรณีที่ประเทศมีระดับการคอรัปชั่นกลางๆ ค่อนข้างสูง (ค่า CPI ประมาณ 4) จะเท่ากับว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพลดการคอรัปชั่นลงไปได้ e<sup>(1-0.3)(4)</sup> &#8211; 1 = 94% เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการจำนวนใบสั่งที่ไม่ได้รับชำระเงินต่อนักการฑูตหนึ่งคน ภายหลังการใช้บังคับกฎใหม่&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/corruption3/" rel="attachment wp-att-5012"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/08/Corruption3.png" alt="" title="Corruption3" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">คนที่มาจากวัฒนธรรมที่มีการคอรัปชั่น นั่นหมายความว่าพวเขามีนิสัยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน แม้จะมาอยู่ในสถานที่ที่มีกฎหมายและวัฒนธรรมใหม่ พวกเขาจะยังคงเคยชินกับการใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนเช่นเดิม แถมยังมีการปรับตัวจนสามารถคอรัปชั่นได้มากขึ้นในวัฒนธรรมใหม่เสียอีก</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งก็ยังคงเป็นหัวใจในการต่อต้านการคอรัปชั่น โดยสามารถลดระดับการคอรัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่อาจทำให้คอรัปชั่นหมดไปได้โดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะคอรัปชั่นฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งหลายประการ โดยเฉพาะจากนักสังคมศาสตร์ เนื่องจากเป็นการมองเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ด้วยวิธีมองที่ต่างออกไปในการวิเคราะห์ปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งน่าจะทำให้งานวิจัยจำนวนมากได้ประโยชน์ในอนาคต แต่ความยากในความเป็นจริงคงอยู่ที่ว่า แม้กฎหมายจะลดระดับคอรัปชั่นได้มาก แต่คนที่คอรัปชั่นก็มักเป็นผู้ควบคุมกฎหมายด้วยเนี่ยสิ &#8211; -&#8221;</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Raymond Fisman &#038; Edward Miguel, 2006. &#8220;Cultures of Corruption: Evidence From Diplomatic Parking Tickets,&#8221; NBER Working Papers 12312, National Bureau of Economic Research.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.quirkycottages.com/Editor/assets/parking%20area%20sign.png">here</a>, rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing and Mini car image from <a href="http://pixabay.com/en/photos/get_image/34326/?t=1355604448&#038;c=f458bc022ebda3497191&#038;ext=png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/08/30/cultures-of-corruption/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้เวลานานแค่ไหนในการ &#8220;เปลี่ยนนิสัย&#8221; ตัวเอง?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jul 2012 05:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=4682</guid>
		<description><![CDATA[การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน &#8230;&#8230;&#8230;. ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การเปลี่ยนนิสัยตัวเราเองเป็นเรื่องยากมาก หลายคนคงเคยพยายามและล้มเลิกไปหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งก็เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บทความนี้จะพอบอกเราได้ว่า นานแค่ไหนที่เราต้องเพียรพยายามเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน</p>
<p><span id="more-4682"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทความนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ขอเฉไฉออกนอกเรื่องเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย เพราะได้พบกับบทความหนึ่งทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และไม่ยากเกินกว่าช่างเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้าใจได้ โดยเป็นงานของ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ที่ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน(หรือเลิก)นิสัยติดตัวของเรา</p>
<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า &#8220;นิสัย&#8221; หมายถึง การกระทำที่ครั้งแรกๆ ต้องมีการวางแผนก่อนลงมือทำ จากนั้นมีการกระทำซ้ำๆ จนสามารถกระทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการคิดที่น้อยลง เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมถูกถ่ายโอนไปสู่บทบาทในสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ</p>
<p>แม้ว่านิยามดังกล่าวจะมีข้อสมมติที่ว่า การกระทำซ้ำๆ (Repetition) และการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติ (Automaticity) จะมีความสัมพันธ์กันแบบเป็นเส้นตรง ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า บางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นิยามของนิสัยควรวัดจากพื้นฐานไหนกันแน่ก็ตาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถือว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นจริง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;นิสัยของเรา เราเลือกได้&#8221; (<a href="http://freddabranyon.com/wp-content/uploads/2012/05/thepowerofhabit.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/thepowerofhabit.jpeg" alt="" title="thepowerofhabit" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>การทดลองทางจิตวิทยาใช้อาสาสมัครเข้าร่วมการทดลอง 96 คน อายุ 21-45 ปี และใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยก่อนเข้าร่วมการทดลอง ผู้เข้าร่วมจะมีสามตัวเลือกที่เขาอยากปฏิบัติเป็นนิสัย ได้แก่ กินแบบสุขภาพดี (healthy eating) เช่น กินผลไม้หลังอาหารกลางวัน (27 คน) ดื่ม (drinking) เช่น ดื่มน้ำทั้งขวดหลังอาหารกลางวัน (31 คน) และออกกำลังกาย (exercise) เช่น วิ่ง 15 นาทีตอนเย็น (34 คน) ซึ่งมีเงื่อนไขว่า (i) ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำประจำมาก่อน (ii) สามารถปฏิบัติได้ทุกวัน(หากคิดจะทำ) และ (iii) ไม่มีสถานการณ์มาบังคับให้ต้องทำ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องทำการบันทึกข้อมูลของตนทางอินเตอร์เน็ตทุกวันตลอด 84 วัน</p>
<p>การวัดนิสัยจะกระทำด้วยแบบสอบถาม 12 ข้อที่มี 7 สเกล (7-point Likert Scale) ตั้งแต่รู้สึกว่ายากในการลงมือทำ ลงมือทำโดยไม่ต้องคิด ไปจนถึงลงมือทำโดยอัตโนมัติ และมีการปรับสเกลบางข้อ ทำให้ค่าคะแนนรวมเป็นไปได้ตั้งแต่ 0-42 โดย 0 คือไม่เป็นอัตโนมัติ และ 42 คือเป็นอัตโนมัติ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของการเป้นอัตโนมัตินั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง ซึ่งสอดคล้องกับ Mitscherlich&#8217;s Law of Diminishing Returns (<em>y = a &#8211; be<sup>-cx</sup></em>) เมื่อ y คือระดับความเป็นอัตโนมัติ และ x คือจำนวนวัน แกนตั้งคือระดับความเป็นอัตโนมัติ และแกนนอนคือจำนวนวัน ส่วนจุดที่อยู่ในกราฟนั้น สีเทาคือวันนี้รู้สึกไม่ต่างจากเมื่อวานนี้ สีขาวคือวันนี้รู้สึกว่าง่ายขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ และสีดำคือวันนี้รู้สึกว่ายากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในกิจกรรมแต่ละประเภทตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๑1.png" alt="" title="๑" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>จากนั้น คณะผู้วิจัยทำการคัดเฉพาะผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและให้ผลที่ค่อนข้างคงเส้นคงวา (A Good Fit) โดยเกณฑ์คือมีค่า R<sup>2</sup> > 0.7 เพื่อหาผลของการปฏิบัติอย่างเป็นอัตโนมัติที่ลู่เข้าสู่ค่าคงที่ โดยในขั้นนี้เหลือจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลอง 39 คน </p>
<p>ผลการทดลองในตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าจำนวนวันที่จะทำให้นิสัยถูกเปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่ (95% of Asymptote) คือ 66 วัน แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นนิสัยได้ตั้งแต่ 18 &#8211; 254 วัน โดยระยะเวลาที่ต่างกันนี้มาจากความยากของกิจกรรมที่แตกต่างกัน </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติสม่ำเสมอและมีพัฒนาการคงเส้นคงวา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๒1.png" alt="" title="๒" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>หากจะพิจารณาความยากของกิจกรรมที่ส่งผลต่อเวลาในการเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายที่สุดก็คงต้องดูที่การออกกำลังกาย โดยภาพที่ ๒ แสดงผลดังกล่าว ซึ่งในภาพกลางเป็นการเดิน 10 นาทีหลังอาหารเช้า ซึ่งทำได้ง่ายก็จะพัฒนาเป็นนิสัยได้เร็วกว่า ขณะที่การออกกำลังกาย 15 นาทีตอนเย็น(ภาพล่าง) และการซิทอัพ 50 ครั้งหลังกาแฟยามเช้า(ภาพบน) ซึ่งยากขึ้นก็จะใช้เวลานานขึ้นด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ การเพิ่มขึ้นของระดับการกระทำโดยอัตโนมัติในการออกกำลังกายแต่ละแบบตลอด 84 วัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/07/๓1.png" alt="" title="๓" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากนี้ Lally, van Jaarsveld, Potts and Wardle (2010) ยังศึกษาด้วยว่า หากผู้เข้าร่วมการทดลองลืมเป็นบางวันจะเป็นไรหรือไม่ คำตอบที่เฉพาะเจาะจงก็คือ ถ้าผู้เข้าร่วมการทดลองปฏิบัติติดต่อกันสามวันแล้วลืมหนึ่งวัน วันถัดไปที่จะทำก็แค่รู้สึกยากขึ้น แต่ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรในระยะยาว ถ้าเข้มงวดกับการตีความตามนี้ก็คือ สามวันลืมได้หนึ่งวันก็ไม่น่าจะเป็นอะไร</p>
<p>นอกจากนี้ พวกเขายังอ้างถึงงานของ Ronis, Yates and Kirscht (1988) ที่ชี้ว่า ถ้าคุณอยากสร้าง(หรือเปลี่ยนแปลง)นิสัย คุณต้องปฏิบัติด้วยความถี่อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง และสม่ำเสมออย่างน้อยที่สุด 10 ครั้งจึงจะมีโอกาสพัมนาเป็นนิสัยได้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ก็คงรู้แล้วนะครับว่า <span style="background-color:#f15a23;">โดยเฉลี่ยหากเราต้องการจะเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจำนวน 66 วัน ลืมบ้างไม่เป็นไร (อย่าคิดมาก แต่ไม่ลืมคงดีกว่า) </span>ซึ่งผู้เขียนก็จะไปเปลี่ยนนิสัยขี้เกียจของตัวเองเหมือนกัน และคงเป็น 66 วันที่เหนื่อยมาก แต่ก็คุ้มกับเวลาที่เหลือทั้งชีวิตนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ คุณ Nattapon Pinthong ที่ช่วยหาบทความให้ครับ ^^</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.softballexcellence.com/images/InitialSet/habit.jpg">here</a></font></p>
<p>ที่มา: Lally, P., van Jaarsveld, C. H. M., Potts, H. W. W. and Wardle, J. (2010), How are habits formed: Modelling habit formation in the real world. Eur. J. Soc. Psychol., 40: 998–1009. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/07/20/how-are-habits-formed/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;IKEA effect&#8221; อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/03/11/ikea-effect-when-labor-leads-to-love/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/03/11/ikea-effect-when-labor-leads-to-love/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Mar 2012 22:39:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2830</guid>
		<description><![CDATA[ทำไมร้านเครื่องเรือนประกอบเองอย่าง IKEA จึงประสบความสำเร็จไปทั่วโลก Dan Ariely และทีมของเขาได้ทำการทดลองเพื่อบอกเราว่า สินค้าที่ราคาถูกกว่า แต่มีมูลค่าในความรู้สึกของผู้บริโภคสูงกว่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร &#8230;&#8230;&#8230;. KEA เป็นร้านขายเครื่องเรือนและของใช้ภายในบ้านขนาดใหญ่จากประเทศสวีเดน ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1943 ปัจจุบันมี 231 สาขา ใน 33 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัวไป IKEA มีชื่อเสียงในด้านเครื่องเรือนราคาย่อมเยา และเป็นร้านเครื่องเรือนที่ขายเครื่องเรือนแบบพร้อมประกอบ (Ready-to-Assemble) โดยผู้ซื้อจะเลือกสินค้าจากพื้นที่จัดแสดง จดเลขรหัสของสินค้าที่ต้องการ แล้วเอากล่องบรรจุชิ้นส่วนจากโรงเก็บ เพื่อไปประกอบเองที่บ้าน &#8220;ป้ายของ IKEA ภาพโดย Gerard Stolk (vers le Midi Carême) @flickr&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมร้านเครื่องเรือนประกอบเองอย่าง IKEA จึงประสบความสำเร็จไปทั่วโลก Dan Ariely และทีมของเขาได้ทำการทดลองเพื่อบอกเราว่า สินค้าที่ราคาถูกกว่า แต่มีมูลค่าในความรู้สึกของผู้บริโภคสูงกว่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p><span id="more-2830"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">I</span>KEA เป็นร้านขายเครื่องเรือนและของใช้ภายในบ้านขนาดใหญ่จากประเทศสวีเดน ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1943 ปัจจุบันมี 231 สาขา ใน 33 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัวไป IKEA มีชื่อเสียงในด้านเครื่องเรือนราคาย่อมเยา และเป็นร้านเครื่องเรือนที่ขายเครื่องเรือนแบบพร้อมประกอบ (Ready-to-Assemble) โดยผู้ซื้อจะเลือกสินค้าจากพื้นที่จัดแสดง จดเลขรหัสของสินค้าที่ต้องการ แล้วเอากล่องบรรจุชิ้นส่วนจากโรงเก็บ เพื่อไปประกอบเองที่บ้าน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ป้ายของ IKEA ภาพโดย Gerard Stolk (vers le Midi Carême) @flickr&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.flickr.com/photos/gerardstolk/3461980191/" title="IKEA DELFT by Gerard Stolk (vers le Midi Carême), on Flickr"><img src="http://farm4.staticflickr.com/3557/3461980191_63e18be420.jpg" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เรื่องราวความสำเร็จที่คล้ายกันเริ่มต้นในช่วงทศรรษ 1950 ที่ส่วนผสมของเค้กสำเร็จรูป (Instant Cake Mixes) เริ่มวางจำหน่ายในตลาด มันช่วยลดเวลาในการทำส่วนผสมอันมากมายและมันก็ทำง่ายมากๆ ด้วย แต่นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังถูกต่อต้านอย่างมากในกลุ่มแม่บ้านชาวอเมริกัน เพราะมันเหมือนกับดูถูกความสามารถของแม่บ้านเหล่านั้น ต่อมา ผู้ผลิตได้ปรับสูตรให้แม่บ้านต้องเติมส่วนผสมสำคัญๆ บางส่วนเอาเอง เช่น ต้องใส่ไข่เอง ซึ่งนอกจากจะได้ทำให้แม่บ้านมีส่วนร่วมในการผลิตแล้ว ยังมีช่องว่างให้เขาสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการด้วย (Customization) จึงกลายเป็นได้รับความนิยมสูงมาก แนวคิดเช่นนี้ไม่ต่างไปจาก Build-a-Bear ตุ๊กตาหมีที่ให้เรามีโอกาสออกแบบตัวและเสื้อผ้าของมันเองได้ หรือแม้กระทั่ง ผักพร้อมปลูกสำเร็จรูปที่เตรียมไว้ในกระถาง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Norton, Mochon and Ariely (2011) หยิบเอาเรื่องราวนี้ขึ้นมาเล่า และได้ทำการศึกษา &#8220;ผลกระทบแบบ IKEA&#8221; (IKEA effect) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสินค้าชิ้นที่ตนเองลงมือทำนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ </p>
<p>พวกเขาทำการศึกษาใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ขนาดของผลกระทบแบบ IKEA ซึ่งหมายถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสินค้าที่ผู้ซื้อมีส่วนในการประกอบ เปรียบเทียบกับสินค้าแบบเดียวกันที่สำเร็จรูปแล้ว 2) ความแตกต่างระหว่างผลกระทบแบบ IKEA กับผลกระทบประเภทอื่นที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเหมือนกัน เช่น ผลจากการลงมือทำด้วยตัวเอง (Endowment effect) 3) ความครอบคลุมของผลกระทบแบบ IKEA เฉพาะคนที่นิยมการประกอบสินค้าเอง (do-it-yourselfers) ใช่หรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การทดลองที่ 1 เพื่อศึกษามูลค่าที่สูงขึ้นอันเนื่องจากผลกระทบแบบ IKEA โดยจำแนกออกเป็นสองการทดลองย่อย การทดลองที่ 1A เปรียบเทียบระหว่างสินค้า IKEA ที่ต้องประกอบจนเสร็จกับสินค้า IKEA ที่ประกอบไว้แล้ว และการทดลองที่ 1B เปรียบเทียบสินค้าอื่นที่ไม่ใช่ IKEA (เพราะบางคนอาจไม่ชอบ IKEA)</p>
<p>การทดลอง 1A มีผู้เข้าร่วมการทดลองมี 52 คน เป็นชาย 20 คน อายุเฉลี่ย 19.9 ปี ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ลงมือประกอบ (Builders) ซึ่งจะทำการประกอบ IKEA &#8220;Kassette&#8221; Box ตามคู่มือที่ IKEA แถมมา กับกลุ่มที่ไม่ต้องลงมือประกอบ (Non-Builders) ซึ่งจะได้รับ IKEA &#8220;Kassette&#8221; Box ที่ประกอบเสร็จไว้แล้ว </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;IKEA Kassette Box&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/slide1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/slide1.png" alt="" title="IKEA Kassette Box" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>หลังจากนั้น เขาจะได้รับการเสนอขายกล่องใบที่เขาได้รับกลับบ้านไป ผลเป็นไปตามคาดคือ กลุ่มที่ลงมือประกอบซื้อกล่องใบนั้นกลับไปด้วยราคาเฉลี่ย $0.78 (SD=0.63) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ต้องลงมือประกอบที่ซื้อ $0.48 (SD=0.40) ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ (t(50)=2.12, p&lt;.05) หมายความว่า กลุ่มที่ลงมือประกอบให้ราคากล่องสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ต้องลงมือประกอบประมาณเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว</p>
<p>การทดลอง 1B มีผู้เข้าร่วมการทดลองมี 106 คน เป็นชาย 71 คน อายุเฉลี่ย 23.4 ปี ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ลงมือพับ โดยเลือกได้ว่าจะพับนกกระเรียน (Crane) หรือกบ (Frog) และมีคู่มือแจก และกลุ่มที่ไม่ต้องลงมือพับ จากนั้นผู้ที่พับจะเสนอซื้อนก(หรือกบ)ที่ตนเองพับ ผู้ที่ไม่ได้พับจะเสนอซื้อนก(หรือกบ)ที่คนอื่นพับและนก(หรือกบ)ที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนพับ [แน่นอนว่าความเป็นนกหรือกบนั้นไม่มีผลใดใด เพียงแค่ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกพับในแบบที่ตนเองทำได้]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;วิธีการพับกระดาษเป็นนกและกบ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99111.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99111.png" alt="" title="วิธีการพับกระดาษเป็นนกและกบ" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการทดลองเป็นไปตามภาพที่ ๑ ผู้ที่ลงมือพับเสนอซื้อนกที่ตัวเองพับในราคา $0.23 (แท่งที่ ๑) ผู้ที่ไม่ได้ลงมือพับเสนอซื้อนกที่ตัวคนอื่นพับในราคาเพียง $0.05 (แท่งที่ ๒) และเสนอซื้อนกที่ผู้เชี่ยวชาญพับที่ราคา $0.27 (แท่งที่ ๓) ที่น่าสนใจก็คือ ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ ในความหมายที่ว่า เขาจะให้ราคาชิ้นงานที่ตนเองลงมือทำเกือบเท่ากันกับที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำเลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ราคาเสนอซื้อกระดาษที่ถูกพับแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99211.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99211.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ ราคาเสนอซื้อกระดาษที่ถูกพับแล้ว" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การทดลองที่ 2 เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างผลกระทบแบบ IKEA กับผลกระทบประเภทอื่นที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่า เช่น ผลจากการลงมือทำด้วยตัวเอง (Endowment effect)</p>
<p>ผู้เข้าร่วมการทดลองมี 118 คน เป็นชาย 49 คน อายุเฉลี่ย 19.7 ปี คราวนี้ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับตัวต่อ Lego จำนวน 10-12 ชิ้นที่สามารถประกอบเป็นเฮลิคอปเตอร์ นก หมาและเป็ดได้ โดยจะได้รับชิ้นงานที่ยังไม่ประกอบ จากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องเสนอซื้อชิ้นงานที่ตัวเองประกอบเสร็จแล้ว ที่ตัวเองยังไม่ได้ประกอบ และที่ตัวเองประกอบเสร็จแต่รื้อออกแล้ว เพื่อการทดสอบว่าผลของการลงมือทำจะยังอยู่หรือไม่หากรื้อออกแล้ว โดยการเสนอซื้อทั้งหมดจะกระทำเปรียบเทียบกับชิ้นงานประเภทเดียวกันของคนอื่น</p>
<p>ตารางที่ ๑ เป็นราคาซื้อชิ้นงานของผู้เข้าร่วมการทดลองแต่ละประเภท เปรียบเทียบกันกับราคาซื้อชิ้นงานของคนอื่น ในทั้งสามกรณีคือชิ้นงานที่ประกอบเสร็จแล้ว ยังไม่ได้ประกอบ และที่ประกอบเสร็จและรื้อออกแล้ว ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนเสนอซื้อชิ้นงานของตัวเองแพงกว่าทั้งสิ้น แต่เฉพาะชิ้นงานที่ประกอบเสร็จแล้วเท่านั้น ที่ได้รับการซื้อด้วยราคาสูงขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ $0.42 (แถวที่ ๒) แต่เมื่อรื้อชิ้นงานนั้นออกแล้ว ความแตกต่างของราคาก็ลดลงเหลือแค่ $0.06 (แถวที่ ๑) เท่ากับว่าราคาเสนอซื้อของตนเองและของคนอื่นไม่ได้ต่างกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ราคาชิ้นงานตัวต่อ Lego ที่ถูกเสนอซื้อ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b994.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b994.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ราคาชิ้นงานตัวต่อ Lego ที่ถูกเสนอซื้อ" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การทดลองที่ 3 เพื่อศึกษาผลกระทบแบบ IKEA ครอบคลุมคนกลุ่มไหนบ้าง เฉพาะคนที่นิยมการประกอบสินค้าเอง (do-it-yourselfers) ใช่หรือไม่</p>
<p>ผู้เข้าร่วมการทดลองมี 39 คน เป็นชาย 16 คน อายุเฉลี่ย 21.5 ปี คราวนี้ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับ IKEA &#8220;Kassette&#8221; Box ที่ยังไม่ได้ประกอบ โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องระบุว่าตนเองเป็นกลุ่มที่ชอบ DIY หรือไม่ด้วยคำถามแบบสเกล 7 ช่วง จากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกประกอบจนเสร็จ และกลุ่มที่สองถูกขอให้หยุดเมื่อประกอบไปแล้ว 2 ขั้นตอน </p>
<p>รูปที่ ๒ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าที่ถูกเสนอซื้อกับประเภทของผู้เข้าร่วมการทดลองและประเภทของชิ้นงาน ซึ่งคนที่นิยม DIY มากกว่า (เส้นทึบ) ก็จะซื้อชิ้นงานที่ทั้งประกอบเสร็จแล้วและยังไม่เสร็จในราคาที่สูงกว่าคนที่ไม่นิยม DIY (เส้นประ) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ DIY ต่างก็ให้ราคากับสินค้าที่ตนเองลงมือทำจนเสร็จสูงกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ราคา IKEA Kassette Box ที่ประกอบเสร็จกับยังไม่เสร็จ และถูกเสนอซื้อโดยคนสองกลุ่ม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99311.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/e0b99311.png" alt="" title="ภาพที่ ๒ ราคา IKEA Kassette Box ที่ประกอบเสร็จกับยังไม่เสร็จ และถูกเสนอซื้อโดยคนสองกลุ่ม" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>จากการทดลองสามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า <span style="background-color:#f15a23;">การที่ผู้บริโภคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าชิ้นงานที่ตนเองลงมือทำนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และสูงขึ้นจนเกือบจะเท่ากับชิ้นงานที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ผลิต โดยความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องกับเฉพาะคนที่ชอบการประกอบเท่านั้น เพียงแต่ความรู้สึกถึงมูลค่าที่สูงขึ้นนี้จะเกิดกับชิ้นงานที่ประกอบสำเร็จแล้ว(หรือน่าจะสำเร็จได้)เท่านั้น โดย Norton, Mochon and Ariely เรียกมันว่า &#8220;When Labor Leads to Love&#8221;</p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">เนื่องจากหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น ความลำบาก(เพียงเล็กน้อยและไม่ยากเกินไป)จึงกลายเป็นสิ่งที่คนเราโหยหา การตลาดในอนาคตอาจจะนำแนวคิดนี้มาผนวกเข้ากับการออกแบบสินค้า ดังเช่นที่ IKEA ทำจนกลายเป็นความสำเร็จไปทั่วโลก สาเหตุในเชิงจิตวิทยาก็คือ คนเรามักจะประเมินค่าของแรงงานหรือความพยายามของตนเองสูงเกินไป และสูงกว่าคนอื่นๆ เช่น ฉันเรียนจบมายากกว่าพวกเธอ ฉันมีเงื่อนไขมากกว่าพวกเธอ ฉันต้องฝ่าฟันอุปสรรคจำนวนมากกว่าพวกเธอ ซึ่งเห็นได้ทั่วไป </p>
<p>การให้พวกเขามีส่วนร่วมในชิ้นงานจึงนอกจากจะลดขั้นตอนการผลิตและต้นทุนการขนส่งของตนเอง (เพราะจับใส่กล่องที่มีขนาดเหมาะสมได้ง่ายกว่าชิ้นงานที่ประกอบเสร็จแล้ว) ซึ่งทำให้ราคาถูกลงกว่าปกติแล้ว ยังทำให้ชิ้นงานนั้นๆ มีมูลค่าสูงขึ้นในความรู้สึกของผู้ซื้ออีกด้วย ผลได้จึงมีสองเด้ง ทั้งต้นทุนที่ลดลง และมูลค่าในความรู้สึกที่สูงขึ้น และนี่คือเหตุผลหนึ่งของความสำเร็จของ IKEA</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Norton, Michael I., Mochon, Daniel and Ariely, Dan, The &#8216;IKEA Effect&#8217;: When Labor Leads to Love (March 4, 2011). Harvard Business School Marketing Unit Working Paper No. 11-091.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/03/11/ikea-effect-when-labor-leads-to-love/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความเชื่อ&#8221; ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Mar 2012 02:22:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2942</guid>
		<description><![CDATA[เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมความเชื่อแต่โบราณกาลจึงยังอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน การทดลองกับลิงของนักวิทยาศาสตร์จะบอกเราว่า ความเชื่อเหล่านี้มันถูกส่งผ่านต่อๆ กันมาได้อย่างไร ด้วยรูปที่เข้าใจได้ง่าย และทำให้เราคิดได้มากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ไลด์การบรรยายชื่อ Paradigm Created โดย Bipin Upadhyay ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2007 ได้สรุปงานของ Stephenson (1967) ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการส่งผ่านวัฒนธรรมของลิงไว้ได้เข้าใจง่าย และ [เสด-ถะ-สาด].com นำมาแปลไว้ ณ ที่นี้ [สำหรับคนที่อยากอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับ คลิ๊ก Paradigm Created] ที่มา: Stephenson, G. R. (1967). Cultural acquisition of a specific&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมความเชื่อแต่โบราณกาลจึงยังอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน การทดลองกับลิงของนักวิทยาศาสตร์จะบอกเราว่า ความเชื่อเหล่านี้มันถูกส่งผ่านต่อๆ กันมาได้อย่างไร ด้วยรูปที่เข้าใจได้ง่าย และทำให้เราคิดได้มากทีเดียว</p>
<p><span id="more-2942"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ส</span>ไลด์การบรรยายชื่อ Paradigm Created โดย Bipin Upadhyay ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2007 ได้สรุปงานของ Stephenson (1967) ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการส่งผ่านวัฒนธรรมของลิงไว้ได้เข้าใจง่าย และ [เสด-ถะ-สาด].com นำมาแปลไว้ ณ ที่นี้ </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/5fb65350be15fcea2e2b52a11bc7a7ed-23.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/03/5fb65350be15fcea2e2b52a11bc7a7ed-23.jpg" alt="" title="five monkeys" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>[สำหรับคนที่อยากอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับ คลิ๊ก <a href="http://www.slideshare.net/bipin/paradigm-created" target="_blank">Paradigm Created</a>]</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Stephenson, G. R. (1967). Cultural acquisition of a specific learned response among rhesus monkeys. In: Starek, D., Schneider, R., and Kuhn, H. J. (eds.), Progress in Primatology, Stuttgart: Fischer, pp. 279-288.<br />
Upadhyay, Bipin. <a href="http://www.slideshare.net/bipin/paradigm-created" target="_blank">Paradigm Created</a> on Jul 12, 2007.<br />
&#8220;Did the monkey banana and water spray experiment ever take place?&#8221; available <a href="http://wiki.answers.com/Q/Did_the_monkey_banana_and_water_spray_experiment_ever_take_place" target="_blank">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/03/08/monkey-banana-water-spray/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เปลี่ยนตัวเรา&#8221; และ &#8220;เปลี่ยนตัวเขา&#8221; แล้วความสัมพันธ์จะดีขึ้นไหม?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/27/improving-intimate-relationships/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/27/improving-intimate-relationships/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2012 06:29:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2662</guid>
		<description><![CDATA[การคบกันของคนสองคน คงเป็นไปได้ยากมากที่จะเข้ากันได้ทั้งหมด 100% บางคู่ก็เข้ากันได้มาก บางคู่ก็น้อย เมื่อบางส่วนที่เข้ากันได้ไม่ทั้งหมด ก็มีทางเลือกสองทาง คือ เปลี่ยนตัวเรา หรือ เปลี่ยนตัวเขา บทความวิชาการชิ้นนี้จะบอกเราว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนในทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร &#8230;&#8230;&#8230;. ira and Overall (2010) ทำการศึกษาผลที่ตามมาของความพยายามเปลี่ยนตัวเราเอง กับเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องคบกับแฟนมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 160 คน (เป็นชาย 56 คน และ หญิง 104 คน) อายุ 18 &#8211; 71 ปี (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การคบกันของคนสองคน คงเป็นไปได้ยากมากที่จะเข้ากันได้ทั้งหมด 100% บางคู่ก็เข้ากันได้มาก บางคู่ก็น้อย เมื่อบางส่วนที่เข้ากันได้ไม่ทั้งหมด ก็มีทางเลือกสองทาง คือ เปลี่ยนตัวเรา หรือ เปลี่ยนตัวเขา บทความวิชาการชิ้นนี้จะบอกเราว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนในทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร</p>
<p><span id="more-2662"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">H</span>ira and Overall (2010) ทำการศึกษาผลที่ตามมาของความพยายามเปลี่ยนตัวเราเอง กับเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องคบกับแฟนมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 160 คน (เป็นชาย 56 คน และ หญิง 104 คน) อายุ 18 &#8211; 71 ปี (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 30.58 ปี และค่ามัธยฐานอยู่ที่ 24 ปี) ช่วงเวลาเฉลี่ยของการคบกับแฟนอยู่ที่ 7.25 ปี (ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 2.8 ปี) และ 31.3% แต่งงานแล้ว 24.4% อยู่ด้วยกัน 26.9% เป็นแฟนกัน</p>
<p>ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะต้องตอบแบบสอบถามที่มีสเกล 7 ข้อ ตั้งแต่ 1 คือ น้อยที่สุด จนถึง 7 คือ มากที่สุด โดยมีคำถามหลักๆ อยู่ 5 กลุ่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li>คำถามเกี่ยวกับความพยายามเปลี่ยนตัวเราเอง หรือ &#8220;เขาเปลี่ยนเรา&#8221;</li>
<li>คำถามเกี่ยวกับความพยายามเปลี่ยนตัวเขา หรือ &#8220;เราเปลี่ยนเขา&#8221;</li>
<li>คำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เปลี่ยนเพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น หรือ &#8220;เราเปลี่ยนเอง&#8221;</li>
<li>คำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เปลี่ยนเพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น หรือ &#8220;เขาเปลี่ยนเอง&#8221;</li>
<li>คำถามอื่นๆ เช่น ความสุขในความสัมพันธ์ (Relationship Quality) ประสิทธิผลของความพยายามเปลี่ยนเขา (Effectiveness of Improvement Strategies) เป็นต้น</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สมมติฐานของงานวิจัยมี 2 แบบจำลองหลักๆ (ดูรูปที่ ๑)</p>
<ol>
<li>เราเปลี่ยนเขา(หรือเขาเปลี่ยนเรา) &#8658; ผลลบที่เกิดจากความพยายามเปลี่ยน &#8658; ผลสัมฤทธิ์ของความพยายามเปลี่ยน &#8658; ความสุขในความสัมพันธ์</li>
<li>เขาเปลี่ยนเอง(หรือเราเปลี่ยนเอง) &#8658; ความสำเร็จของการพัฒนาความสัมพันธ์ &#8658; ความสุขในความสัมพันธ์</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดและสมมติฐานของงานวิจัย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991e0b99111.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991e0b99111.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดและสมมติฐานของงานวิจัย" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การวิเคราะห์ทางสถิติใช้ Path Analysis (เนื่องจากเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น และมีทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม) และคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น 95% โดย bootstrapping re-sampling (k=5000) procedures (เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนไม่มากนัก และไม่ทราบรูปแบบการกระจายที่แน่ชัด (ที่แน่ๆ ไม่ใช่การกระจายแบบโค้งปกติ))</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการวิจัยในแบบจำลองที่ 1 แสดงค่าสัมประสิทธิ์ที่ปรับมาตรฐานแล้ว (Standardized Coefficients) ของแบบจำลองได้ตามตารางที่ ๑ จำแนกออกเป็น 3 คอลัมน์ ตามลำดับการวิเคราะห์ในภาพที่ ๑ ด้านบน ปัจจัยกำหนดคือ เราเปลี่ยนเขาและเขาเปลี่ยนเรา และปัจจัยควบคุมคือ ความรู้สึกที่ว่าเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนและความรู้สึกที่ว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยน พบว่า <strong>ในท้ายที่สุด ทั้งเขาพยายามเปลี่ยนเรา เราพยายามเปลี่ยนเขาและความรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนส่งผลลบต่อความสุขในความสัมพันธ์ โดยส่งผลลบต่อความสุขประเภทละประมาณ 20% ของความสุขโดยรวม ขณะที่ความรู้สึกด้วยตัวเองว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนส่งผลบวกต่อความสุขในความสัมพันธ์แค่ 1% เท่านั้น</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการตามแบบจำลองที่ 1&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99141.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99141.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการตามแบบจำลองที่ 1" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการวิจัยในแบบจำลองที่ 2 แสดงแสดงค่าสัมประสิทธิ์ที่ปรับมาตรฐานแล้วได้ตามตารางที่ ๒ จำแนกออกเป็น 2 คอลัมน์ ตามลำดับการวิเคราะห์ในภาพที่ ๑ ด้านบน ปัจจัยกำหนดคือ ความพยายามเปลี่ยนตัวเราเอง ความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวเราเอง ความพยายามเปลี่ยนตัวเขา ความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวเขา ความพยายามเปลี่ยนพร้อมๆ กัน และความสำเร็จในการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน พบว่า <strong>ในท้ายที่สุด แม้ว่าความพยายามเปลี่ยนตัวของเราจะส่งผลลบต่อความสุขในความสัมพันธ์ แต่หากเราเปลี่ยนตัวเองสำเร็จจะส่งผลบวก ขณะที่ความพยายามในการเปลี่ยนตัวของเขาเองก็ส่งผลบวก แต่ในทั้งหมดแล้วตัวเขาเองต้องเปลี่ยนตัวเองสำเร็จเท่านั้นจึงจะส่งผลบวกต่อความสุขในความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลมากถึง 30% ของความสุขโดยรวม (ประมาณ 1 ใน 3)</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการตามแบบจำลองที่ 2&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99241.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99241.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการตามแบบจำลองที่ 2" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ความพยายามของคนสองคนที่จะเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ ขณะที่ความพยายามเปลี่ยนตัวเราเองก็ไม่ได้รับประกันว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้น และแม้ว่าความพยายามเปลี่ยนตัวของเขาเองดูเหมือนจะส่งผลดีต่อความสุขในความสัมพันธ์ แต่เขาต้องเปลี่ยนตัวเองสำเร็จเท่านั้นจึงจะมีผลในทางบวกจริงๆ </p>
<p>ดังนั้น หากคนสองคนคิดจะคบกัน คงหวังได้น้อยมากกับความพยายามที่จะไปเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่งแล้วจะมีความสุขร่วมกันมากขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนตัวของเราเองก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ทางที่ดีจึงควรจะเรียนรู้สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอยู่เสียตั้งแต่แรก และลองพิจารณาดูว่าเราจะยอมรับมันได้หรือไม่ หรือข้อดีอื่นๆ จะชดเชยข้อเสียที่มองเห็นได้มากน้อยแค่ไหน เพราะก็คงไม่มีคู่ไหนในโลกที่เข้ากันได้โดยไม่ต้องปรับอะไรเลยอยู่ดี อย่างไรก็ตาม หากคู่รักคู่ไหนเผชิญสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Shreena N. Hira and Nickola C. Overall. Improving intimate relationships: Targeting the partner versus changing the self. Journal of Social and Personal Relationships August 2011 28: 610-633, first published on December 29, 2010.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from onlinedatingsites.net</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/27/improving-intimate-relationships/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ระยะทาง&#8221; มีผลต่อความรักหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/23/physical-distance-and-interpersonal-characteristics/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/23/physical-distance-and-interpersonal-characteristics/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2012 05:04:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2634</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;แม้ตัวจะห่างไกล แต่หัวใจไม่ห่างกัน&#8221; เป็นประโยคทองของกุศโลบายให้กำลังใจคนที่กำลังจะต้องห่างกัน หรืออาจจะกำลังห่างกันอยู่ แต่เคยสงสัยในข้อมูลทางวิชาการกันไหมว่า เอาเข้าจริงแล้ว ระยะทางมีผลหรือไม่กับความสัมพันธ์ของการเป็นคนรักกัน &#8230;&#8230;&#8230;. an Horn, Arnone, Nesbitt, Desilets, Sears, Giffin and Brudi (1997) ทำการศึกษาความสัมพันธ์ฉันคู่รักของนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ระหว่างคู่ที่ต้องอยู่ห่างกัน กับคู่ที่อยู่ใกล้กัน(หรืออยู่ด้วยกัน) ทั้งหมดมีอายุระหว่าง 18-22 ปี และไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นชาย 40 คน และหญิง 122 คน &#8220;เชื่อว่า skype เป็นเครื่องมือติดต่อสำคัญของคู่ที่อยู่ไกลกัน&#8221; ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบ้านรวย คนนึงอยู่อังกฤษ คนนึงอยู่ไทยก็อาจไปมาหาสู่ได้บ่อยๆ ถือว่าไม่ไกลกัน แต่หากบ้านจน&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แม้ตัวจะห่างไกล แต่หัวใจไม่ห่างกัน&#8221; เป็นประโยคทองของกุศโลบายให้กำลังใจคนที่กำลังจะต้องห่างกัน หรืออาจจะกำลังห่างกันอยู่ แต่เคยสงสัยในข้อมูลทางวิชาการกันไหมว่า เอาเข้าจริงแล้ว ระยะทางมีผลหรือไม่กับความสัมพันธ์ของการเป็นคนรักกัน</p>
<p><span id="more-2634"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">V</span>an Horn, Arnone, Nesbitt, Desilets, Sears, Giffin and Brudi (1997) ทำการศึกษาความสัมพันธ์ฉันคู่รักของนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ระหว่างคู่ที่ต้องอยู่ห่างกัน กับคู่ที่อยู่ใกล้กัน(หรืออยู่ด้วยกัน) ทั้งหมดมีอายุระหว่าง 18-22 ปี และไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นชาย 40 คน และหญิง 122 คน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เชื่อว่า skype เป็นเครื่องมือติดต่อสำคัญของคู่ที่อยู่ไกลกัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/skype-3951.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/skype-3951.jpg" alt="" title="เชื่อว่า skype เป็นเครื่องมือติดต่อสำคัญของคู่ที่อยู่ไกลกัน" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบ้านรวย คนนึงอยู่อังกฤษ คนนึงอยู่ไทยก็อาจไปมาหาสู่ได้บ่อยๆ ถือว่าไม่ไกลกัน แต่หากบ้านจน คนนึงอยู่สามย่าน คนนึงอยู่ท่าพระจันทร์ ก็อาจไม่มีค่ารถเดินทางไปหากัน จึงถือได้ว่าไกลกันมากๆ ดังนั้น วิธีการนิยามว่าอยู่ไกลกันหรืออยู่ใกล้กันก็คือ &#8220;มีอุปสรรคในการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันหรือไม่?&#8221;</p>
<p>แม้ว่าการนิยามเช่นนี้อาจจะมีปัญหาในเชิงของความหมายจริง หมายความว่า แต่ละคู่ที่ระบุมานั้นจะมีระยะทางไม่แน่นอน รวมทั้ง อุปสรรคในการเดินทางที่แต่ละคนมองนั้นย่อมไม่เหมือนกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การนิยามเช่นนี้ก็ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป เนื่องจากความใกล้หรือไกลกันนั้น มันอยู่ที่ใจ [ไม่ได้น้ำเน่านะครับ แต่ในทางวิชาการคือแบบนี้จริงๆ]</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงค่าคุณสมบัติทั่วๆ ไปของผู้เข้าร่วมการวิจัย คู่ที่อยู่ไกลกัน มีจำนวน 80 คู่ ร้อยละ 70 ของจำนวนนี้ได้อยู่ห่างกันมาแล้ว 1-6 เดือน ส่วนมากห่างกัน 25-250 ไมล์ (40-400 กม.) และเจอกัน 1-2 ครั้งต่อเดือน ขณะที่คู่ที่อยู่ใกล้กัน มีจำนวน 82 คู่ ส่วนมากอยู่ในระยะ 25 ไมล์ (40 กม.) และเกือบทั้งหมดเจอกันมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติทั่วไป จากการวิจัยช่วงแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99131.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99131.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ค่าสถิติทั่วไป จากการวิจัยช่วงแรก" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>การวิจัยเก็บข้อมูล 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ประมาณ 3 เดือนหลังจากเปิดภาคเรียนที่หนึ่ง และครั้งสองคือ ประมาณกลางภาคเรียนสอง หรือหลังจากการเก็บข้อมูลครั้งแรก 3 เดือน คำถามที่ใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า Network of Relationship Inventory (NRI) ซึ่งมาจากแนวคิดทางจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ คำตอบเป็นแบบสเกลจาก 1 ถึง 5 </p>
<p>ตารางที่ ๒ เป็นค่าเฉลี่ยของความรู้สึกที่วัดจากค่า NRI และค่าในวงเล็บคือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) จากการเก็บข้อมูลครั้งแรก โดยทำการเปรียบเทียบระหว่างคู่รักที่อยู่ไกลกันกับคู่รักที่อยู่ใกล้กัน พบว่า ความรู้สึกของคู่รักสองแบบนี้ที่ต่างกันมีแค่ <strong>ความพอใจในกันและกัน (Satisfaction) การได้บอกเล่าความไม่สบายใจ (Descriptive Self-disclosure) และการมีกิจกรรมร่วมกัน (Companion)</strong> ความรู้สึกอื่นๆ นอกจากนี้แตกต่างกันเล็กน้อยมาก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ค่าเฉลี่ยความรู้สึกจากการวิจัยครั้งแรก จำแนกตามคู่ที่อยู่ไกลกันและใกล้กัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99231.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99231.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ค่าเฉลี่ยความรู้สึกจากการวิจัยช่วงแรก จำแนกตามคู่ที่อยู่ไกลกันและใกล้กัน" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในครั้งที่สอง หรือ 3 เดือนหลังจากการเก็บข้อมูลช่วงแรก มีการถามเพิ่มเติมด้วยว่า &#8220;ยังคบกันอยู่ไหม?&#8221; และคำถามต่างๆ ที่ถูกถามในครั้งนี้ หากเป็นคู่ที่เลิกกันแล้วจะขอให้นึกถึงความรู้สึกในช่วงก่อนที่จะเลิก เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุของการเลิกรา</p>
<p>ตารางที่ ๓ แสดงค่าเฉลี่ยของความรู้สึกที่วัดอจากค่า NRI และค่าในวงเล็บคือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของคู่รักคู่เดิมที่ติดต่ออีกครั้งได้เพียง 106 คู่ โดยเป็นคู่รักที่อยู่ไกลกัน 54 คู่ และคู่รักที่อยู่ใกล้กัน 52 คู่ ในจำนวนนี้ ยังคบกันอยู่ (Intact) จำนวน 75 คู่ และเลิกกันแล้ว (Terminated) จำนวน 31 คู่ (20 จาก 31 คู่เป็นคู่ที่อยู่ไกลกัน) ซึ่งพบว่า เกือบทุกด้านของความรู้สึกที่ต่อกันแย่กว่าคู่ที่ยังคบกันอยู่ จึงไม่น่าแปลกใจ แต่ผลที่ได้ก็มีความน่าสนใจในบางประเด็น</p>
<ul>
<li>ปัจจัยเรื่องความพอใจในกันและกัน (Satisfaction) ที่ส่งผลมากที่สุดต่อความรู้สึกของคู่รักที่อยู่ไกลกันเปรียบเทียบกับคู่รักที่อยู่ใกล้กันนั้น ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เลิกกัน</li>
<li>ปัจจัยเรื่องความไว้ใจซึ่งกันและกัน (Reliable Alliance) ที่ไม่ได้มีความแตกต่างกันระหว่างความรู้สึกของคู่ที่อยู่ไกลกันกับคู่รักที่อยู่ใกล้กันในการถามครั้งแรก กลับเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับสองที่ทำให้เลิกกัน</li>
<li>ปัจจัยเรื่องการได้บอกเล่าความไม่สบายใจ (Descriptive Self-disclosure) ที่ส่งผลมากที่สุดต่อความรู้สึกของคู่รักที่อยู่ไกลกันเปรียบเทียบกับคู่รักที่อยู่ใกล้กัน กลับ&#8220;ไม่&#8221;มีผลต่อการเลิกกัน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ค่าเฉลี่ยความรู้สึกจากการวิจัยครั้งที่สอง จำแนกตามคู่ที่ยังคบกันอยู่และเลิกกันแล้ว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99341.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99341.png" alt="" title="ตารางที่ ๓ ค่าเฉลี่ยความรู้สึกจากการวิจัยช่วงที่สอง จำแนกตามคู่ที่ยังคบกันอยู่และเลิกกันแล้ว" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าข้อสรุปของบทความนี้จะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก และคุณูปการที่สำคัญอาจจะอยู่ที่กระบวนการวิจัยก็ตาม แต่ข้อสรุปของบทความก็ให้ประเด็นที่น่าสนใจบางอย่างกับเราว่า <strong>ในช่วงเฉลี่ยประมาณ 3 เดือนแรกของการห่างกัน ความรู้สึกของคู่รักที่อยู่ไกลกันกับใกล้กันไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างมากนัก แต่ต่อมาช่วงประมาณ 4-9 เดือน (= 1-6 เดือนก่อนการวิจัย + 3 เดือนหลังการถามครั้งแรก) อัตราการเลิกกันของคู่รักที่อยู่ไกลกันจะอยู่ที่ 37% (= 20/54) เปรียบเทียบกับอัตราการเลิกกันของคู่รักที่อยู่ใกล้กันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 21% (= 11/52) ก็ถือว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว</strong> [ไม่กล้าบอกว่าเยอะหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคนนะครับ เพราะอีกตั้ง 63% ของคู่รักที่อยู่ไกลกัน ก็ยังคบกันอยู่] </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ที่จริงระยะห่างของใจใกล้กันแค่นิดเดียว&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.flickr.com/photos/70551436@N08/6395630645/" title="Distance is just a space in between by MyThoughts0n, on Flickr"><img src="http://farm8.staticflickr.com/7027/6395630645_06acd033cb.jpg" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>รวมทั้ง <span style="background-color:#f15a23;">คู่รักที่ต้องการประคับประคองความรักระยะไกลให้อยู่รอดได้นั้น ให้ดูแลแค่สองปัจจัยหลักๆ เท่านั้น คือ ขอให้ยังคงรู้สึกพอใจในกันและกัน (Satisfaction) และขอให้ไว้ใจซึ่งกันและกัน (Reliable Alliance) แม้ว่าอาจจะไม่ง่าย แต่หากดูแลเพียงสองประเด็นนี้ให้ดี ก็จะเข้าข่าย 70% ที่เหลือรอดจนถึงวันที่ได้มาอยู่ด้วยกันไปตลอด&#8230;อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span>&#8230;แน่นอนครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอบคุณ คุณ Kiattisak Lugsanangarm ที่ให้ความช่วยเหลือในการหาบทความต้นฉบับครับ</p>
<p>ที่มา: HORN, K. R. V., ARNONE, A., NESBITT, K., DESLLETS, L., SEARS, T., GIFFIN, M. and BRUDI, R. (1997), Physical distance and interpersonal characteristics in college students’romantic relationships. Personal Relationships, 4: 25–34. </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/23/physical-distance-and-interpersonal-characteristics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;โอกาส&#8221; หรือ &#8220;ความชอบ&#8221; อะไรมีบทบาทมากกว่ากันในการมีใครสักคน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/20/can-anyone-be-the-one/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/20/can-anyone-be-the-one/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2012 07:11:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2566</guid>
		<description><![CDATA[เวลาที่เราเห็นคนสองคนเป็นแฟนกัน เคยสงสัยไหมว่า เขาคบอยู่กับคนที่ตรงสเป็คตามที่อยากมีตั้งแต่แรก หรือเขาได้มาคบกันเพราะโอกาสที่พบเจอจนถูกใจกัน งานวิจัยของ Belot and Francesconi จะแสดงให้เห็นความไม่สมดุลของอุปสงค์(หรือความต้องการ)และอุปทาน(ความมีอยู่จริง)ของเรื่องนี้ &#8230;&#8230;&#8230;. ารแต่งงานคือสถานการณ์สำคัญของชีวิตที่เกิดจากความรักของคนสองคน แต่เนื่องจากการแต่งงานคือผลลัพธ์ดุลยภาพ (Equilibrium Outcome) มันจึงไม่ได้บอกอะไรกับเรามากนักว่า การลงเอยกันที่การแต่งงานนั้นที่จริงมันเป็นเพราะ &#8220;ความชอบ&#8221; (Preference) หรือ &#8220;โอกาส&#8221; (Opportunity) ของคนสองคนนั้นกันแน่ &#8220;คู่แต่งงานชายหญิงกับรักนิรันดร์&#8221; Belot and Francesconi (2006) ทำการศึกษาเปรียบเทียบว่า อะไรมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงเอยแต่งงานมากกว่ากันระหว่างความชอบกับโอกาส โดยพวกเขาอาศัยข้อมูลจากบริษัทรับจ้างหาคู่ (ให้ชัดๆ กว่านั้นคือบริษัทจัดงานนัดเดทที่ให้หนุ่มสาวมาพบปะกัน) ขนาดใหญ่ของ UK ใช้ข้อมูลของหญิงและชาย ฝ่ายละประมาณ 1800 คน จากการจัดงานทั้งหมด 84&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาที่เราเห็นคนสองคนเป็นแฟนกัน เคยสงสัยไหมว่า เขาคบอยู่กับคนที่ตรงสเป็คตามที่อยากมีตั้งแต่แรก หรือเขาได้มาคบกันเพราะโอกาสที่พบเจอจนถูกใจกัน งานวิจัยของ Belot and Francesconi จะแสดงให้เห็นความไม่สมดุลของอุปสงค์(หรือความต้องการ)และอุปทาน(ความมีอยู่จริง)ของเรื่องนี้</p>
<p><span id="more-2566"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารแต่งงานคือสถานการณ์สำคัญของชีวิตที่เกิดจากความรักของคนสองคน แต่เนื่องจากการแต่งงานคือผลลัพธ์ดุลยภาพ (Equilibrium Outcome) มันจึงไม่ได้บอกอะไรกับเรามากนักว่า การลงเอยกันที่การแต่งงานนั้นที่จริงมันเป็นเพราะ &#8220;ความชอบ&#8221; (Preference) หรือ &#8220;โอกาส&#8221; (Opportunity) ของคนสองคนนั้นกันแน่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่แต่งงานชายหญิงกับรักนิรันดร์&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.flickr.com/photos/millzero/2408535634/" title="Endless love by Millzero Photography, on Flickr"><img src="http://farm4.staticflickr.com/3254/2408535634_f9953a5dbf.jpg" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Belot and Francesconi (2006) ทำการศึกษาเปรียบเทียบว่า อะไรมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงเอยแต่งงานมากกว่ากันระหว่างความชอบกับโอกาส โดยพวกเขาอาศัยข้อมูลจากบริษัทรับจ้างหาคู่ (ให้ชัดๆ กว่านั้นคือบริษัทจัดงานนัดเดทที่ให้หนุ่มสาวมาพบปะกัน) ขนาดใหญ่ของ UK ใช้ข้อมูลของหญิงและชาย ฝ่ายละประมาณ 1800 คน จากการจัดงานทั้งหมด 84 ครั้ง ระหว่างมกราคม 2004 ถึงตุลาคม 2005 </p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงค่าสถิติของกลุ่มตัวอย่างทั้งเกือบ 4000 คนที่ใช้ในการวิเคราะห์ อายุเฉลี่ยของผู้หญิงและผู้ชายเท่ากันคือ 22.3 ปี ผู้หญิง 1 คนจะส่งคำขอเดทให้ผู้ชายเฉลี่ยกับ 2.6 คนและได้รับการตอบรับร้อยละ 46 ขณะที่ผู้ชาย 1 คนจะส่งคำขอเดทให้ผู้หญิงเฉลี่ยกับ 5.0 คนและได้รับการตอบรับร้อยละ 20 โดยจำนวนคู่เดทเฉลี่ยต่อการจัดงานพบปะหนึ่งครั้งคือ 22 คู่ อีกทั้งมีผู้ชายจำนวนร้อยละ 38 และผู้หญิงจำนวนร้อยละ 46 ไม่ส่งคำขอเดทเลย นั่นคือ ผู้หญิงจะส่งคำขอเดทกับผู้ชายที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงมาก ขณะที่ผู้ชายจะมีความเจาะจงน้อยกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณนาของกลุ่มตัวอย่าง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99121.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99121.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณนาของกลุ่มตัวอย่าง" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในรายละเอียดของแต่ละคนที่เข้ามาใช้บริการ นอกจากจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนเองแล้ว ยังต้องระบุด้วยว่า สนใจเพศตรงข้ามที่มีลักษณะ หรือรูปร่างหน้าตาอย่างไร ในด้านหนึ่งก็เพื่อทางบริษัทจะได้แนะนำให้ได้อย่างเหมาะสม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คือ พวกเขาจะต้องระบุ &#8220;อุปสงค์ที่มีต่อคุณลักษณะของคนที่เขาต้องการ&#8221; (Demand for Partner&#8217;s Attribute) ด้วย ซึ่งอุปสงค์เหล่านี้มาจากความชอบ (Preference) ของแต่ละคนนั่นเอง</p>
<p>Belot and Francesconi นำข้อมูลที่ได้มาประมาณค่าสมการอุปสงค์และพบว่า ผู้ชายอายุน้อยที่มีรูปร่างสูง (คอลัมน์ (1)) หรือผู้หญิงอายุน้อย ผอมบางและไม่สูบบุหรี่ (คอลัมน์ (2)) จะเป็นที่ต้องการของเพศตรงข้ามมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ในบทความได้ตระหนักดีว่ายังมีปัจจัยความถูกตาต้องใจอีกมากที่ไม่สามารถใส่ลงไปในสมการได้ เพราะบางคนอาจจะมีแววตาชวนฝัน มีคารมเป็นเลิศ มีผิวขาวโอโม่ มีกล้ามเป็นมัดๆ มีหน้าอกใหญ่โต หรืออีกมากมาย พวกเขาจึงได้เพิ่มตัวแปรหนึ่งเข้าไปคือ เสน่ห์รวมๆ (Collective Desirability) ที่วัดมาจากจำนวนคำขอเดทที่คนๆ นั้น (j) ได้รับจากคนอื่นๆ (m) โดยไม่รวมอุปสงค์ของคนที่ถูกพิจารณาอยู่ (- i) (เขียนเป็นสัญลักษณ์ก็คือ d<sub>- ijm</sub>) ซึ่งเมื่อเพิ่มตัวแปรนี้เข้าไปแล้ว ผู้ชายอายุน้อยที่มีรูปร่างสูง หรือผู้หญิงอายุน้อย ผอมบางและไม่สูบบุหรี่ ก็ยังคงเป็นที่ต้องการมากกว่าโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการอุปสงค์คนที่จะมาเป็นคู่รัก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99221.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99221.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ค่าสัมประสิทธิ์ของสมการอุปสงค์คนที่จะมาเป็นคู่รัก" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>วิธีที่จะแยกว่า สุดท้ายแล้วคนที่พวกเขาเลือกที่ขอเดทจริงๆ นั้นมาจากรูปแบบของความชอบหรือโอกาสกันแน่ ขอสรุปให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นดังนี้นะครับ [ในบทความมีการควบคุมปัจจัยเรื่องขนาดและการกระจายตัวของคนในครั้งของการจัดงานนัดเดทไว้ด้วย แต่เพื่อให้ง่ายจึงไม่ขอพูดถึงในที่นี้]</p>
<ul>
<li>ลองจินตนาการดูว่า หากแต่ละคนที่เลือกคู่เลือกใครก็ได้ โดยไม่ได้มีรูปแบบของความชอบของตัวเองเลย การเลือกคู่ย่อมเป็นไปโดยสุ่ม ซึ่งลักษณะเฉลี่ยของคนที่ถูกขอเดทจะเหมือนกับลักษณะเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม จึงเป็นเรื่องของ &#8220;โอกาส&#8221; เท่านั้น</li>
<li>แต่เมื่อไรก็ตามที่คำขอเดทถูกส่งไปหาคนที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เท่ากับว่า เป็นการเจาะจงผู้รับคำขอเดท ซึ่งนั่นหมายถึงเป็นเรื่องของ &#8220;ความชอบ&#8221;</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หากแปลงจากแนวคิดที่ว่าออกมาเป็นกราฟ จะได้ดังรูปที่ ๑ แกนนอนคือค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง แกนตั้งคือค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้ที่ได้รับคำขอเดทในแต่ละครั้ง จุดต่างๆ คือค่าที่เกิดขึ้นจริงของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละครั้งที่ได้รับคำขอเดท เส้น 45 องศาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง &#8220;เท่ากับ&#8221; ค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้ที่ได้รับคำขอเดทในแต่ละครั้งเสมอ นั่นหมายความว่าเส้น 45 องศาช่วยอธิบายโอกาส และส่วนต่างระหว่างเส้น 45 องศากับจุดต่างๆ หรือที่เรียกว่าส่วนที่เหลือ (Residual) ก็คือความชอบนั่นเอง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ อุปทานของคนที่จะมาเป็นคู่ (ซ้าย) ของหญิง (ขวา) ของชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991e0b9911.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991e0b9911.png" alt="" title="รูปที่ ๑ อุปทานของคนที่จะมาเป็นคู่ (ซ้าย) ของหญิง (ขวา) ของชาย" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>หากเขียนเป็นสมการก็จะได้ว่า X<sup>(c)</sup><sub>jm</sub> = &#945;<sub>0</sub> + &#945;<sub>1</sub>X<sub>jm</sub> + &#949;<sub>m</sub> โดย X<sup>(c)</sup><sub>jm</sub> คือค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้ที่ได้รับคำขอเดทในแต่ละครั้ง X<sub>jm</sub> คือค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง และ &#949;<sub>m</sub> คือส่วนเหลือของสมการ</p>
<p>ถ้า &#945;<sub>0</sub> = 0 และ &#945;<sub>1</sub> = 1 จะทำให้ค่าในสมการเป็น X<sup>(c)</sup><sub>jm</sub> = X<sub>jm</sub> ซึ่งเป็นเส้น 45 องศา หมายความว่า ค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้เข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง &#8220;เท่ากับ&#8221; ค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของผู้ที่ได้รับคำขอเดทในแต่ละครั้งเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าสัมประสิทธิ์ที่ได้จากการประมาณค่าสมการจากข้อมูลจริงย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เพราะค่าที่ได้จะเป็น &#945;<sub>0</sub> &#8800; 0 และ &#945;<sub>1</sub> &#8800; 1 นั่นก็เพราะความชอบเข้ามามีบทบาทในการหาคู่ด้วย</p>
<p>ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (Coefficient of Determination หรือ R<sup>2</sup>) ซึ่งในทางสถิติ จะช่วยบอกว่าสมการที่คำนวณได้นั้นสามารถอธิบายข้อมูลจริงได้ร้อยละเท่าไหร่ โดยมีบทบาทในสองส่วนคือ ข้อมูลจริงส่วนแรกถูกอธิบายด้วยเส้น 45 องศา (&#945;<sub>0</sub> = 0 และ &#945;<sub>1</sub> = 1) [จากกราฟก็จะพอเห็นได้ว่าเส้น 45 องศาก็มีความใกล้เคียงข้อมูลจริงไปประมาณนึงแล้ว] ซึ่งเป็นร้อยละของการอธิบายที่เกิดจากโอกาส และส่วนที่สองคือสมการที่ได้จากการประมาณค่าจริงเทียบกับเส้น 45 องศา (&#945;&#770;<sub>0</sub> และ (&#945;&#770;<sub>1</sub> &#8211; 1)) ซึ่งเป็นร้อยละของการอธิบายที่เกิดจากความชอบ</p>
<p>ตารางที่ ๒ แสดงค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R<sup>2</sup>) ที่จำแนกออกเป็นสองส่วนคือ ร้อยละของการอธิบายที่เกิดจากโอกาส และความชอบ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง (ในแถวบน) หรือผู้ชาย (ในแถวล่าง) และไม่ว่าจะเป็นอายุ การศึกษา อาชีพ ความสูง น้ำหนัก และการสูบบุหรี่ (ตามแนวคอลัมน์) ร้อยละของการอธิบายที่เกิดจากโอกาส สูงกว่าความชอบทั้งหมด นั่นหมายความว่า โอกาสต่างหากเป็นตัวกำหนดว่าใครจะมาเป็นคู่ของเรามากกว่าความชอบของเราเองเสียอีก หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ต่อให้อยากได้แบบไหน ก็ใช่ว่าจะเลือกได้อย่างที่ชอบจริงๆ</p>
<p>อธิบายให้เข้าใจกว่านั้นก็คือ หากดูจากค่าเฉลี่ย(ในคอลัมน์สุดท้ายของสมการ) สำหรับผู้หญิงแล้ว สมการที่ประมาณค่าได้สามารถอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการขอเดทได้ร้อยละ 28.1 ซึ่งมาจากความชอบร้อยละ 5.8 และโอกาส 22.3 นั่นคือ โอกาสมีผลมากกว่าความชอบเกือบ 4 เท่า ขณะที่สำหรับผู้ชาย สมการที่ประมาณค่าได้สามารถอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการขอเดทได้ร้อยละ 30.5 มาจากความชอบร้อยละ 4.2 และโอกาส 26.3 นั่นคือ โอกาสมีผลมากกว่าความชอบกว่า 6 เท่า จะเห็นว่าในการขอเดท ผู้หญิงให้ความสำคัญกับสเป็คส่วนตัวสูงกว่าผู้ชาย ขณะที่ผู้ชายปล่อยไปตามแต่โอกาสมากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนดของโอกาสและความชอบ ของหญิงและชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99331.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99331.png" alt="" title="ตารางที่ ๓ ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนดของโอกาสและความชอบ ของหญิงและชาย" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของบทความนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ความชอบของแต่ละคนมีบทบาทในการเลือกคู่ แต่ก็ยังน้อยกว่าโอกาสประมาณ 4-6 เท่าเลยทีเดียว การที่เราเห็นคู่แต่งงานจำนวนมากลงเอยกัน นั่นอาจไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาคาดหวังหรือมีรูปแบบความชอบในแบบที่คู่ของเขาเป็นอยู่ตั้งแต่แรก แต่เป็นเพราะโอกาสทำให้เขาถูกใจกันและกันมากกว่า (แม้อาจจะไม่ตรงสเป็คก็ตาม)</p>
<p>แต่ถึงอย่างไร [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอให้คู่ที่รักกันแล้ว ไม่ว่าจะตรงสเป็คกันหรือไม่ มีความรักที่ยั่งยืนนะครับ บทความนี้อาจจะอ่านยากสักหน่อย เพราะตัวเอกสารจริงๆ ก็ค่อนข้างอ่านยากพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อนๆ น่าจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะวิธีคิดและมุมมองของเรื่องซึ่งน่าจะนำไปประยุกต์ต่อได้อีกมากทีเดียวครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Belot, Michèle &amp; Francesconi, Marco, 2006. &#8220;Can Anyone be &#8216;The One&#8217;? Evidence on Mate Selection from Speed Dating,&#8221; CEPR Discussion Papers 5926, C.E.P.R. Discussion Papers.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/20/can-anyone-be-the-one/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ดอกกุหลาบ&#8221; สำคัญแค่ไหนในการจีบกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/09/propose-with-a-rose/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/09/propose-with-a-rose/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 03:22:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2440</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญนับเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ได้ว่า เรารู้ใจเขา หรือเขาเป็นคนพิเศษของเรา แล้วเราควรจะเลือกของขวัญอย่างไร จึงจะเพิ่มโอกาสที่จะจีบสาว(หนุ่ม)ติดกัน แล้วราคาล่ะ สำคัญหรือไม่ บทความนี้จะตอบคำถามเหล่านี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. นบทความเรื่อง แน่ใจเหรอว่า “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ? ที่ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอไปแล้ว ให้ข้อสรุปว่า การให้ของขวัญ (Gift-giving) ในช่วงเทศกาลต่างๆ ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาล อันเนื่องจากของขวัญที่ให้แก่กันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้รับ มูลค่าในมุมมองของผู้รับหรือประโยชน์ใช้สอยจริงจึงต่ำกว่าราคาของของขวัญ ข้อแนะนำของบทความก็คือ ควรให้เป็นเงินสด(หรือบัตรเงินสด) แล้วให้ผู้รับไปซื้อเอาเอง หรือถามผู้รับตรงๆ ว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญก็จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากกลับไม่เลือกทำเช่นนั้น โดยเฉพาะยิ่งกับคนใกล้ชิด(อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ก็อาจจะลำบากใจที่จะให้บัตรเงินสดหรือต้องเอ่ยปากถามว่าอยากได้อะไร Mankiw (2006) อธิบายเรื่องการที่ผู้คนยังคงให้ของขวัญที่เป็นสิ่งของไว้ว่า แท้จริงแล้ว มันคือการส่งสัญญาณรูปแบบหนึ่ง (Signaling) &#8220;ดอกกุหลาบ ดอกไม้สื่อแทนความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญนับเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ได้ว่า เรารู้ใจเขา หรือเขาเป็นคนพิเศษของเรา แล้วเราควรจะเลือกของขวัญอย่างไร จึงจะเพิ่มโอกาสที่จะจีบสาว(หนุ่ม)ติดกัน แล้วราคาล่ะ สำคัญหรือไม่ บทความนี้จะตอบคำถามเหล่านี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-2440"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ใ</span>นบทความเรื่อง <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/" target="_blank">แน่ใจเหรอว่า “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ?</a> ที่ [เสด-ถะ-สาด].com เคยนำเสนอไปแล้ว ให้ข้อสรุปว่า การให้ของขวัญ (Gift-giving) ในช่วงเทศกาลต่างๆ ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาล อันเนื่องจากของขวัญที่ให้แก่กันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้รับ มูลค่าในมุมมองของผู้รับหรือประโยชน์ใช้สอยจริงจึงต่ำกว่าราคาของของขวัญ ข้อแนะนำของบทความก็คือ ควรให้เป็นเงินสด(หรือบัตรเงินสด) แล้วให้ผู้รับไปซื้อเอาเอง หรือถามผู้รับตรงๆ ว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญก็จะดีกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากกลับไม่เลือกทำเช่นนั้น โดยเฉพาะยิ่งกับคนใกล้ชิด(อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ก็อาจจะลำบากใจที่จะให้บัตรเงินสดหรือต้องเอ่ยปากถามว่าอยากได้อะไร <strong>Mankiw (2006) อธิบายเรื่องการที่ผู้คนยังคงให้ของขวัญที่เป็นสิ่งของไว้ว่า แท้จริงแล้ว มันคือการส่งสัญญาณรูปแบบหนึ่ง (Signaling)</strong> </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ดอกกุหลาบ ดอกไม้สื่อแทนความรัก (ภาพโดย Paul Vallejo @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/2281644335_cf8a14e08d_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/2281644335_cf8a14e08d_z.jpg" alt="" title="ดอกกุหลาบ ดอกไม้สื่อแทนความรัก (ภาพโดย Paul Vallejo @flickr)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เนื่องจากการให้ของขวัญเป็นรูปแบบหนึ่งของสถานการณ์ที่มีข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) นั่นคือ ผู้ให้ของขวัญไม่รู้ความต้องการของผู้รับดีเท่ากับตัวผู้รับเอง ดังนั้น การเลือกของขวัญที่ถูกใจผู้รับจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า &#8220;ฉันรู้ใจเธอนะ&#8221; นั่นเอง รวมทั้ง หากไม่ได้ถูกใจผู้รับอย่างที่สุด (เพราะบางทีผู้รับก็ไม่ได้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ) การให้เป็นสิ่งของ ซึ่งต้องเสียเวลาไปเดินเลือกมากกว่าการให้บัตรเงินสด ก็ยังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณถึงความพยายาม (Effort) ของผู้ให้อยู่ดี </p>
<p>อย่างไรก็ตาม มันก็อาจเป็นไปได้ด้วยว่า ราคาของสิ่งของที่ให้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงระดับความรักให้กับคนบางกลุ่มด้วย [ระดับสัญญาณที่ส่งแปรผันตามราคา] ประเด็นคำถามต่อมาก็คือ ถ้าเป็นของขวัญที่ไม่ได้มีราคาอะไร ของขวัญจะยังคงประทับใจผู้รับซึ่งเป็นคู่รักของเราหรือไม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Lee, Niederle, Kim and Kim (2011) ทำการศึกษาถึงการส่ง(เฉพาะ)สัญญาณ(โดยไม่มีราคามาเกี่ยวข้อง)ว่ามันมีผลเพียงใดต่อความสำเร็จในการจีบกัน เขาเลือกศึกษาการนัดเดททางอินเตอร์เน็ต และพิจารณาถึงผลสัมฤทธิ์ของจำนวนดอกกุหลาบที่ถูกส่งไปทางเมล์ อีการ์ด หรือเครือข่ายออนไลน์อื่นๆ ทั้งนี้ เพราะกุหลาบที่ส่งออนไลน์เหล่านี้ฟรี จึงไม่ต้องคำนึงถึงราคาของดอกกุหลาบมาเกี่ยวข้อง</p>
<p>เขาร่วมมือกับบริษัทนัดเดทออนไลน์ (Online Dating Company) ของเกาหลี ทำการจัดงานพิเศษขึ้น ซึ่งมีผู้ร่วมงาน 613 คน และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง งานนัดเดทจัดขึ้นในปี 2008 ผู้เข้าร่วมงานจะเสียค่าใช้จ่าย 50 เหรียญ สรอ. และถูกจำกัดว่าต้องเป็นชาวเกาหลี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ยังไม่เคยแต่งงาน อายุ 26-38 ปีสำหรับผู้ชาย และอายุ 22-34 ปีสำหรับผู้หญิง</p>
<p>ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับดอกกุหลาบเสมือน  (Virtual Roses) ซึ่งเป็นเพียงภาพในคอมพิวเตอร์ คนละ 2 ดอก และมีประมาณ 20% ของผู้ร่วมงานจะได้รับ 8 ดอก ผู้ร่วมงานสามารถส่งคำขอเดท (Proposal) ได้ไม่เกิน 10 คน และสามารถรับคำขอเดทได้ไม่เกิน 10 คำขอ นั่นหมายความว่า แต่ละคนจะมีเดทได้ไม่เกิน 20 ครั้ง โดยแต่ละคนสามารถแนบดอกกุหลาบเสมือนให้กับใครก็ได้ และจำนวนเท่าไหร่ต่อฉบับก็ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนที่ตนเองมี เพื่อแสดงความรู้สึกพิเศษ ดังนั้น จึงไม่มีใครเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่ม จะมีก็แค่ค่าเสียโอกาสจากจำนวนดอกกุหลาบที่มีจำกัดเท่านั้น</p>
<p>ในการทำการทดลอง Lee, Niederle, Kim and Kim ได้คำนึงถึงประเด็นที่ว่า ผู้หญิงอาจจะมีความกล้าส่งคำขอเดทน้อยกว่าผู้ชาย จึงได้ทำการกระตุ้นความกล้าของผู้หญิงด้วยการให้ดูตัวอย่าง รายละเอียด หรือกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ผู้หญิงมีความกล้ามากขึ้นด้วย กระบวนการนี้เรียกว่า การทำให้ผู้หญิงเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น (Girl Empowerment) ทั้งนี้เพื่อลดความโน้มเอียง (Bias) ของตัวแปรเพศในสมการ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงผลของการประมาณค่าสมการ OLS ของความกล้าในการส่งคำขอเดท (Y: 1 หมายถึงมีการส่งคำขอเดท และ 0 หมายถึงไม่มีการส่งคำขอเดท) โดยตัวแปรที่ใช้ประกอบด้วย เพศ เพศชายที่มีดอกกุหลาบ 8 ดอก เพศหญิงที่มีดอกกุหลาบ 8 ดอก การทำให้ผู้หญิงเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ผู้ส่งคำขอเดทที่มีเสน่ห์กลางๆ และผู้ส่งคำขอเดทที่มีเสน่ห์มาก</p>
<p>ผลของการประมาณค่าสมการยังคงยืนยันว่า ผู้ชายจะมีความกล้าในการส่งคำขอเดทมากกว่าผู้หญิง แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้ชายที่มีดอกกุหลาบจำนวน 8 ดอกจะมีความกล้าส่งคำขอเดทมากกว่าผู้ชายที่ดอกกุหลาบเพียง 2 ดอกถึงประมาณร้อยละ 20-25 เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการความกล้าในการส่งคำขอเดท&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99111.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b99111.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการความกล้าในการส่งคำขอเดท" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>เมื่อพิจารณาการตอบรับคำขอเดท ซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นหนึ่งของความสำเร็จในการเดท แสดงได้ตามตารางที่ ๒ แสดงผลการประมาณค่าสมการของการตอบรับคำขอเดท (Y: 1 หมายถึงมีการตอบรับคำขอเดท และ 0 หมายถึงไม่ตอบรับคำขอเดท) ซึ่งประมาณค่าด้วยสมการ 6 แบบ ซึ่งให้ผลสอดคล้องกันทั้งหมด</p>
<p>รายละเอียดของตัวแปรที่ใช้สามารถจำแนกเป็น Model A ที่ประกอบด้วยตัวแปรดอกกุหลาบ ผู้ส่งที่มีเสน่ห์กลางๆ (S_Middle) และผู้ส่งที่มีเสน่ห์มาก (S_Top) ขณะที่ Model B ที่ประกอบด้วยผู้ตอบรับคำขอเดทซึ่งมีดอกกุหลาบแนบมาที่มีเสน่ห์น้อย (R_Bottom Rose) ผู้รับคำขอเดทซึ่งมีดอกกุหลาบแนบมาที่มีเสน่ห์กลางๆ (R_Middle Rose) ผู้รับคำขอเดทซึ่งมีดอกกุหลาบแนบมาที่มีเสน่ห์มาก (R_Top Rose) ผู้ส่งคำขอเดทที่มีเสน่ห์กลางๆ และผู้ส่งคำขอเดทที่มีเสน่ห์มาก</p>
<p>ผลของสมการ Model A พบว่า นอกเหนือไปจากการเป็นคนที่มีเสน่ห์กลางๆ หรือสูงแล้ว การส่งดอกกุหลาบเพิ่มโอกาสที่จะได้ตอบรับคำขอเดทประมาณร้อยละ 3.5-5.5 และ Model B ชี้ให้เห็นว่า ดอกกุหลาบจะมีผลกับผู้รับคำขอเดทที่มีเสน่ห์กลางๆ อย่างชัดเจนกว่า และมากกว่าผู้รับคำขอเดทที่มีเสน่ห์น้อยหรือมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะผู้รับคำขอเดทที่มีเสน่ห์น้อยได้รับดอกกุหลาบน้อยเกินไป จึงไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ชัดเจน ขณะที่ผู้รับคำขอเดทที่มีเสน่ห์มากอาจได้รับดอกกุหลาบมากจนไม่มีผลต่อการตัดสินใจตอบรับคำขอเดทของพวกเขา</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการโอกาสที่จะได้ตอบรับคำขอเดท&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b9921.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b9921.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการโอกาสที่จะได้ตอบรับคำขอเดท" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปที่ชัดเจนของเรื่องนี้ก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ดอกกุหลาบ เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการขอเดทมากขึ้น โดยเฉพาะหากว่าผู้รับเป็นคนที่มีเสน่ห์ระดับกลางๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ดอกกุหลาบเสมือนก็ตาม ความลับของเรื่องนี้ก็คือ ดอกกุหลาบคือรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณถึงความรู้สึกพิเศษของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ ซึ่งความรู้สึกเป็นสิ่งที่สังเกตได้ยาก จึงต้องอาศัยการส่งสัญญาณ ดังที่ Mankiw เคยว่าไว้ และแน่นอนว่ามันอาจจะเป็นอย่างอื่นที่ส่งสัญญาณถึงความรู้สึกพิเศษได้ก็คงมีโอกาสประสบความสำเร็จไม่ต่างกัน เช่น ความห่วงใย คำว่ารัก การ์ดสวยๆ ตุ๊กตาน่ารักๆ เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ ของขวัญที่ถูกใจผู้รับจะส่งสัญญาณว่า &#8220;ฉันรู้ใจเธอนะ&#8221; ของขวัญที่หามาได้ยาก ใช้ความพยายามกว่าจะได้มา หรือทำเอง จะส่งสัญญาณว่า &#8220;ฉันพยายามเพื่อเธอนะ&#8221; หรือ &#8220;เธอเป็นคนพิเศษ (ฉันจึงพยายามขนาดนี้)&#8221; ซึ่งสัญญาณทั้งสองแบบที่ส่งนั้นสำคัญกว่าราคาของสิ่งของมากมายนัก [ยกเว้นอย่างนึงนะครับว่า ถ้าจะเลือกของขวัญที่ถูกใจ แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากได้ของแพง มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะครับ - -" ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตุ๊กตาหมี อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสื่อแทนความรู้สึกดีดี (ภาพโดย Jo Naylor @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/4401904563_050883e652.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/4401904563_050883e652.jpg" alt="" title="ตุ๊กตาหมี อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสื่อแทนความรู้สึกดีดี (ภาพโดย Jo Naylor @flickr)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในหมู่ผู้ชายนั้น ส่วนมากจะเขินกับการให้ดอกไม้ นี่ก็คงเป็นเหตุผลที่พูดกันต่อๆ มาว่า &#8220;จะจีบสาวก็ต้องใจกล้าหน้าด้านเท่านั้น&#8221; และเราก็มักจะเห็นกันด้วยว่าผู้ชายที่ใจกล้าๆ ก็มักจะจีบสาวติดมากกว่าด้วย นอกจากนี้ การส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ถึงความรู้สึกพิเศษนั้น ไม่ต้องอาศัยของแพงก็ได้ แม้แต่แค่ดอกกุหลาบออนไลน์ที่ไม่มีราคาใดใดก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้เลย</p>
<p>ดังนั้น [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอให้กำลังใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงทุกคนในการส่งสัญญาณบอกถึงความรู้สึกพิเศษของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้นะครับ เพราะเขาอาจจะมีหรือเริ่มต้นที่จะมีความรู้สึกดีดีกับเราก็ได้ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา<br />
Gergory Mankiw, 2008. &#8220;The Economics of Gifts,&#8221; available online at GREG MANKIW&#8217;S BLOG.<br />
Soohyung Lee &amp; Muriel Niederle &amp; Hye-Rim Kim &amp; Woo-Keum Kim, 2011. &#8220;Propose with a Rose? Signaling in Internet Dating Markets,&#8221; NBER Working Papers 17340, National Bureau of Economic Research.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/09/propose-with-a-rose/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความรักอันแสนโรแมนติค&#8221; หน้าตาเป็นอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/02/06/measurement-of-romantic-love/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/02/06/measurement-of-romantic-love/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 03:22:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2412</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้ได้พยายามให้คำนิยามกับความรักอันแสนโรแมนติค และพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความรักอันแสนโรแมนติคนั้นขึ้น และเมื่อได้ดัชนีชี้วัดแล้วก็นำไปทดสอบกันในห้องแล็ป ซึ่งผลการทดลองจะมาบอกให้เรารู้ว่า ความรักอันแสนโรแมนติคนั้นมีอยู่จริง และสังเกตกันได้ไม่ยากด้วยสิ &#8230;&#8230;&#8230;. กติแล้ว ความรักย่อมหมายถึงความรู้สึกทางอารมณ์ที่มีความหมายที่สุดและลึกซึ้งที่สุด แต่ในทางทฤษฎีแล้ว ความรักกับความชอบอาจมีส่วนคล้ายกันอยู่มากทีเดียว Heider (1958) อธิบายว่า ความรัก (Loving) ก็คือความชอบ (Liking) ในระดับที่มากๆ นั่นเอง แต่นักทฤษฎีอีกจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ &#8220;ดอกกุหลาบตัวแทนของความรัก (ภาพโดย █ Slices of Light █▀ ▀ ▀ @flickr)&#8221; Rubin (1970) ได้มีความพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความรักอันแสนโรแมนติคขึ้น เพื่อให้ความรักอันแสนโรแมนติคนั้นถูกประเมินได้เชิงปริมาณ ซึ่งเขาหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยอื่นต่อไป และแน่นอนว่า เขาคิดถูก การศึกษาของ Rubin&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ได้พยายามให้คำนิยามกับความรักอันแสนโรแมนติค และพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความรักอันแสนโรแมนติคนั้นขึ้น และเมื่อได้ดัชนีชี้วัดแล้วก็นำไปทดสอบกันในห้องแล็ป ซึ่งผลการทดลองจะมาบอกให้เรารู้ว่า ความรักอันแสนโรแมนติคนั้นมีอยู่จริง และสังเกตกันได้ไม่ยากด้วยสิ</p>
<p><span id="more-2412"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>กติแล้ว ความรักย่อมหมายถึงความรู้สึกทางอารมณ์ที่มีความหมายที่สุดและลึกซึ้งที่สุด แต่ในทางทฤษฎีแล้ว ความรักกับความชอบอาจมีส่วนคล้ายกันอยู่มากทีเดียว Heider (1958) อธิบายว่า ความรัก (Loving) ก็คือความชอบ (Liking) ในระดับที่มากๆ นั่นเอง แต่นักทฤษฎีอีกจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ดอกกุหลาบตัวแทนของความรัก (ภาพโดย █ Slices of Light █▀ ▀ ▀ @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/2966364594_72b981b8f7_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/2966364594_72b981b8f7_z.jpg" alt="" title="ดอกกุหลาบตัวแทนของความรัก (ภาพโดย █ Slices of Light █▀ ▀ ▀ @flickr)" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Rubin (1970) ได้มีความพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความรักอันแสนโรแมนติคขึ้น เพื่อให้ความรักอันแสนโรแมนติคนั้นถูกประเมินได้เชิงปริมาณ ซึ่งเขาหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยอื่นต่อไป และแน่นอนว่า เขาคิดถูก</p>
<p>การศึกษาของ Rubin เริ่มจากทำการรวบรวมนิยามและความหมายของคำว่า &#8220;ความรักอันแสนโรแมนติค&#8221; (Romantic Love) จนสามารถระบุองค์ประกอบของความรักอันแสนโรแมนติคได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ความต้องการที่จะผูกพันซึ่งกันและกัน (Affiliative and Independent Need) ความพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน (A Predisposition to Help) และความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (An Orientation of Exclusiveness and Absorption)</p>
<p>เขาออกแบบแบบสอบถามที่มี 26 ข้อ ตามตารางที่ ๑ [ขออนุญาตไม่แปลนะครับ เพราะอาจจะแปลออกมาได้ไม่สละสลวย และอาจไม่ใช่ประเด็นหลักของบทความชิ้นนี้] 13 ข้อแรกเป็นคำถามที่วัดความรัก (Love-scale items) และ 13 ข้อหลังวัดความชอบ (Liking-scale items) โดยให้ผู้ตอบนึกถึงคู่รักของตน และเพื่อนสนิทต่างเพศ (Platonic Friend) เพื่อจะได้นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน ซึ่งคำถามทั้ง 26 ข้อนี้สะท้อนมาจากองค์ประกอบของความรักอันแสนโรแมนติคทั้ง 3 ส่วนที่ว่ามา</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของคำถามตามความรักและความชอบทั้ง 26 ข้อ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b991.png" alt="" title="ตารางที่ ๑ ค่าสถิติของคำถามตามความรักและความชอบทั้ง 26 ข้อ" width="100%" class="nature7" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการประมวลผลในแต่ละข้อยากที่จะบอกได้ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ใครรักใครมากกว่ากัน แต่ในภาพรวมความสัมพันธ์ของทุกคำถามแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชายตอบคำถามเกี่ยวกับความรักต่อคู่รักของตนสอดคล้องกัน  (Coefficient Alpha = 0.84 กรณีของผู้หญิง และ 0.86 กรณีของผู้ชาย) แต่คำถามเกี่ยวกับความชอบต่อเพื่อนต่างเพศนั้น ผู้หญิงมีความสัมพันธ์กันของคำถามค่อนข้างต่ำ (= 0.39) กว่าผู้ชายมาก (= 0.60) นั่นหมายความว่า <strong>ผู้หญิงจะให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้ชายเป็นเรื่องๆ ไป ขณะที่ผู้ชายจะให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้หญิงในเกือบทุกเรื่อง (คล้ายกับการปฏิบัติกับคู่รัก)</strong></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Rubin ได้ทำการเปรียบเทียบความรักและความชอบที่มีต่อคู่รัก เปรียบเทียบกับเพื่อนเพศเดียวกัน ตารางที่ ๒ เป็นการสรุปค่าสถิติที่คำนวณได้ จำแนกออกเป็นค่าสถิติของความรักต่อคู่รัก (Love for partner) ความชอบต่อคู่รัก (Liking for partner) ความรักต่อเพื่อนเพศเดียวกัน (Love for friend) และความชอบต่อเพื่อนเพศเดียวกัน (Liking for friend)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ความรักและความชอบที่มีต่อคู่รักและเพื่อนเพศเดียวกัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b992.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b992.png" alt="" title="ตารางที่ ๒ ความรักและความชอบที่มีต่อคู่รักและเพื่อนเพศเดียวกัน" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ค่าที่ได้บ่งบอกว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีระดับความรักต่อคู่รักและความชอบต่อเพื่อนเพศเดียวกันที่ไม่ต่างกันมากนัก (89.46 &#8776; 89.37 และ 80.47 &#8776; 79.10) ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะชอบ[ชื่นชม]คู่รักของตนเอง และรักเพื่อนเพศเดียวกันมากกว่าผู้ชายมาก (88.48 &gt; 84.65 และ 65.27 &gt; 55.07) นั่นหมายความว่า <strong>ผู้หญิงจะชื่นชมคู่รักของตนเองมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงก็จะสนิทกันเองมากกว่าผู้ชายด้วย</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หัวใจ อีกตัวแทนหนึ่งของความรัก (ภาพโดย zenera @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/99662895_2cf6404b7c_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/99662895_2cf6404b7c_z.jpg" alt="" title="หัวใจ อีกตัวแทนหนึ่งของความรัก (ภาพโดย zenera @flickr)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>จากนั้น Rubin ทำการทดลองในห้องแล็บ โดยยึดเอา &#8220;การสบตากัน[โดยบังเอิญ]&#8221; ([Accidentally] Mutual Gazing) เป็นดัชนีชี้วัดความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์ประกอบที่สามของความรักอันแสนโรแมนติค ตามแนวทางที่ว่า</p>
<blockquote><p>คนสองคนที่รักกันมากกว่า ก็จะยิ่งเติมเต็มความเพียงพอให้แก่กันได้มากกว่า &#8211; ซิกมันด์ ฟรอยด์ (1955)</p>
<p>The more [two people] are in love, the more completely they suffice for each other. &#8211; Sigmund Freud (1955)
</p></blockquote>
<p>การทดลองเริ่มจากแยกคู่รักออกเป็นสองกลุ่ม คือ คู่ที่รักกันมาก (Strong together) และคู่ที่รักกันน้อย (Weak together) โดยจำแนกจากค่าเฉลี่ยของคำตอบในแบบสอบถามที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่ามัธยฐาน (Median) [แน่นอนว่า แต่ละคู่จะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน ไม่อย่างนั้นอาจจะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวได้] และสลับคู่ระหว่างคู่รักที่รักกันมาก (Strong apart) และสลับคู่ระหว่างคู่รักที่รักกันน้อยด้วย (Weak apart)</p>
<p>ผลการทดลองในตารางที่ ๓ พบว่า คู่รักจริงๆ จะมีช่วงเวลาสบตากันมากกว่าคู่รักที่ถูกสลับ (56.2 &gt; 46.7 วินาที และ 44.7 &gt; 40.0 วินาที) และคู่รักที่รักกันมากจะมีช่วงเวลาของการสบตากันยาวนานกว่าคู่รักที่รักกันน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (56.2 &gt; 44.7 วินาที)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ เวลาของการสบตากันโดยบังเอิญ (วินาที)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b993-e1328133464290.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b993-e1328133464290.png" alt="" title="ตารางที่ ๓ เวลาของการสบตากันโดยบังเอิญ (วินาที)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>นอกจากนี้ หากคิดเป็นร้อยละ เมื่อเปรียบเทียบกับการมองไปที่กันและกัน แต่ไม่ได้สบตากัน จะได้ผลดังตารางที่ ๔ คือ <strong>คู่รักที่รักกันมากจะมีช่วงเวลาของการสบตากันมากถึง 44.0% ของการมองไปที่กันและกัน ขณะที่คู่รักที่รักกันน้อยจะมีช่วงเวลาของการสบตากันเพียง 34.7% ของการมองไปที่กันและกันเท่านั้น</strong></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ เวลาของการสบตากันเปรียบเทียบกับการมองไปที่กันและกัน (วินาที)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b994-e1328133483461.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/02/e0b994-e1328133483461.png" alt="" title="ตารางที่ ๔ เวลาของการสบตากันเปรียบเทียบกับการมองไปที่กันและกัน (วินาที)" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">แม้จะบอกไม่ได้ว่าระหว่างผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครรักใครมากกว่ากัน แต่ความรักของทั้งสองคนไม่เหมือนกัน ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับเพื่อนผู้ชายมากเป็นเรื่องๆ ไป คล้ายๆ กับเป็นการปฏิบัติแบบระวังตัว แต่ผู้ชายจะให้ความสำคัญกับเพื่อนผู้หญิงในเกือบทุกเรื่อง เพราะปฏิบัติเหมือนเป็นเพื่อนปกติ ขณะที่ผู้หญิงจะรู้สึกชอบ[ชื่นชม]คู่รักของตนมากกว่าที่ผู้ชายจะรู้สึกกับผู้หญิง</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">นอกจากนี้ องค์ประกอบของความรักอันแสนโรแมนติค 3 ส่วนที่ถูกวัดโดยแบบสอบถามนั้นก็สอดคล้องกับการทดลองด้วย โดยคู่รักที่รักกันมากจะมีอัตราการสบตากันโดยบังเอิญสูงกว่าคู่ที่รักกันน้อยและคู่ที่ไม่ได้รักกันอย่างมาก</p>
<p>ต่อไปนี้ หากคู่รักคู่ไหน สบตากันโดยบังเอิญบ่อยๆ ก็ขอให้รู้ไว้นะครับว่า คู่ของคุณมีแนวโน้มที่จะมีความรักอันแสนโรแมนติคแล้ว แต่ถ้าคู่ไหน ไม่ค่อยได้สบตากันโดยบังเอิญ ก็อย่าเพิ่งท้อใจ ลองหันมาพัฒนาความโรแมนติคใน 3 องค์ประกอบที่ว่ามาตอนต้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเองครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Rubin, Zick (1970). Measurement of romantic love. Journal of Personality and Social Psychology, Vol 16(2), Oct 1970, 265-273.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/02/06/measurement-of-romantic-love/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมคนจน(บางกลุ่ม)ถึง &#8220;ต่อต้าน&#8221; การกระจายรายได้ใหม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/01/30/why-the-poor-opposes-income-redistribution/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/01/30/why-the-poor-opposes-income-redistribution/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 03:22:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2329</guid>
		<description><![CDATA[คนจำนวนมากเชื่อว่า คนที่ต่อต้านการกระจายรายได้ใหม่อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกัน คงเป็นแค่คนรวยเท่านั้น เพราะจะทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ และคนที่สนับสนุนก็คงจะเป็นคนจน แต่งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชิ้นหนึ่งจะให้คำตอบในอีกบางส่วนที่ขาดหายไปว่าอาจไม่ใช่แค่นั้น และมันก็น่าสนใจมากทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. uziemko, Buell, Reich and Norton (2011) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการกระจายรายได้ใหม่ (Income Redistribution) อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกันของรายได้ที่ดีขึ้นในอนาคต และค้นพบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า คนลำดับก่อนจะสุดท้ายมักมีความกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นลำดับสุดท้ายแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะกลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมต่อต้านการกระจายรายได้ใหม่ด้วย สถานการณ์เหล่านี้ Kuziemko et. al เรียกว่า &#8220;ความกังวลว่าจะเป็นที่โหล่&#8221; (The &#8220;Last Place Aversion&#8221; Paradox) &#8220;Occupy Wallstreet (ภาพโดย david_shankbone @flickr)&#8221; พวกเขาทำการทดลองที่ Harvard Business&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>คนจำนวนมากเชื่อว่า คนที่ต่อต้านการกระจายรายได้ใหม่อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกัน คงเป็นแค่คนรวยเท่านั้น เพราะจะทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ และคนที่สนับสนุนก็คงจะเป็นคนจน แต่งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชิ้นหนึ่งจะให้คำตอบในอีกบางส่วนที่ขาดหายไปว่าอาจไม่ใช่แค่นั้น และมันก็น่าสนใจมากทีเดียว</p>
<p><span id="more-2329"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">K</span>uziemko, Buell, Reich and Norton (2011) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการกระจายรายได้ใหม่ (Income Redistribution) อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกันของรายได้ที่ดีขึ้นในอนาคต และค้นพบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า คนลำดับก่อนจะสุดท้ายมักมีความกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นลำดับสุดท้ายแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะกลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมต่อต้านการกระจายรายได้ใหม่ด้วย สถานการณ์เหล่านี้ Kuziemko et. al เรียกว่า &#8220;ความกังวลว่าจะเป็นที่โหล่&#8221; (The &#8220;Last Place Aversion&#8221; Paradox)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Occupy Wallstreet (ภาพโดย david_shankbone @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/6199854848_fc4bc65928_z.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/6199854848_fc4bc65928_z.jpg" alt="" title="Occupy Wallstreet (ภาพโดย david_shankbone @flickr)" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>พวกเขาทำการทดลองที่ Harvard Business School Computer Lab for Experimental Research (CLER) โดยมีผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 72 คน จากนั้น พวกเขาแบ่งผู้ร่วมการทดลองออกเป็น 12 กลุ่ม 6 ขั้นรายได้ และเล่นเกมแบบหลายรอบ (a multi-round game)</p>
<p>ตอนก่อนจะเริ่มต้น คอมพิวเตอร์จะสุ่มว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่มไหน แล้วก็จะจัดสรรรายได้ให้ตามขั้นรายได้ของกลุ่มที่เขาอยู่ โดยจำนวนเงินจะลดลง ทุกๆ 25 เซนต์ในขั้นรายได้ที่ต่ำลง เช่น ถ้ากลุ่มที่รวยที่สุดได้เงิน 3 เหรียญ กลุ่มที่สองก็จะได้ 2.75 เหรียญ และกลุ่มสุดท้ายจะได้ 1.75 เหรียญ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนจะทราบรายได้ของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนตลอดทั้งเกม</p>
<p>จากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองเริ่มเล่นเป็นรอบๆ ไป โดยรอบแรก คอมพิวเตอร์จะมีทางเลือกให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสองทาง หนึ่งคือเลือกเก็บเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ได้เลย (ด้วยความน่าจะเป็น = 1) กับสองคือเลือกเป็นล็อตเตอรี่ที่มีค่าคาดหวังของรายได้ (Expected Return) เท่าๆ กับเงินที่เขาจะได้รับในทางเลือกแรก แต่จะเป็นล็อตเตอรี่ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ด้วยความน่าจะเป็น 3/4 และมีโอกาสได้ผอบแทนต่ำ ด้วยความน่าจะเป็น 1/4</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์จะเสนอทางเลือกว่า<br />
<em>ในรอบนี้ คุณจะเลือกทางเลือกไหน?<br />
(i) รับเงิน .25 เหรียญ ด้วยความน่าจะเป็น 100%<br />
(ii) รับเงิน 1 เหรียญ ด้วยความน่าจะเป็น 75%  หรือเสียเงิน 2 เหรียญ ด้วยความน่าจะเป็น 25%<br />
</em><br />
จะเห็นได้ว่า ค่าคาดหวังของทางเลือกที่ (ii) คือ (1 x 75%) + (-2 x 25%) = .25 เท่ากับทางเลือก (i) พอดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>รูปที่ ๑ แสดง สัดส่วนของคนที่เลือกล็อตเตอรี่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเงินจำนวนแน่นอน ตามขั้นรายได้ แกนตั้งคือ สัดส่วนของคนที่เลือกล็อตเตอรี่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเงินจำนวนแน่นอน แกนนอนคือขั้นรายได้ เส้นสีน้ำเงินคือค่าเฉลี่ยของสัดส่วนคนที่เลือกล็อตเตอรี่กับคนที่เลือกเงินจำนวนแน่นอนในทุกรอบ เส้นสีเขียวคือตัดรอบแรกและรอบสองออก [เนื่องจากอาจมีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากเป็นช่วงของการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมการทดลอง] ค่า p ตัวแรกหมายถึงค่านัยสำคัญของสัมประสิทธิ์จากการประมาณค่าสมการจากทุกรอบ ตัวที่สองคือตัดรอบที่หนึ่งและสองออก </p>
<p>ผลการศึกษาพบว่า คนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ 5 และ 6 (จนที่สุด) จะเลือกล็อตเตอรี่ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน ที่สำคัญ คนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ 5 มีสัดส่วนการเลือกล็อตเตอรี่มากกว่าคนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ 6 ด้วย นั่นอาจเป็นเพราะคนที่มีรายได้น้อยกล้าเสี่ยงมากกว่าจึงเลือกล็อตเตอรี่ แต่ก็จะยังตอบไม่ได้ว่าทำไมคนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ 5 เลือกล็อตเตอรี่มากกว่าคนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ 6 อยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ สัดส่วนของคนที่เลือกล็อตเตอรี่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเงินจำนวนแน่นอน ตามขั้นรายได้&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9915.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9915.png" alt="" title="รูปที่ ๑ สัดส่วนของคนที่เลือกล็อตเตอรี่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเงินจำนวนแน่นอน ตามขั้นรายได้" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Kuziemko et. al ทำการทดลองต่อไปว่า หากมีการเสนอให้ทางเลือกใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมการทดลอง เขาจะเลือกทางเลือกใดในสองทางเลือกคือ ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกได้ระหว่างรับเงิน 1 เหรียญ หรือ สามารถมอบให้กับคนที่อยู่ขั้นรายได้ที่ต่ำที่สุด ซึ่งคนเหล่านั้นจะได้ 2 เหรียญ (ยกเว้นคนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 6 เลือกระหว่างเก็บไว้เองหรือให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 5) โดยจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองจะเลือกทางเลือกใด พวกเขาจะไม่สูญเสียอะไรเลย</p>
<p>ผลการทดลองแสดงได้ตามรูปที่ ๒ โดยแกนตั้งคือ สัดส่วนของคนที่เลือกสละ 1 เหรียญ (ให้คนที่จนที่สุดได้รับ 2 เหรียญ) เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเก็บเงินจำนวน 1 เหรียญเอาไว้ และแกนนอนคือขั้นรายได้ ค่า p ตัวแรกหมายถึงค่านัยสำคัญของสัมประสิทธิ์จากการประมาณค่าสมการจากทุกรอบ ตัวที่สองคือตัดรอบที่หนึ่งและสองออก </p>
<p>พบว่า คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 1-2-3 มีสัดส่วนคนที่ยอมสละเงินค่อนข้างสูง ขณะที่สัดส่วนจะลดลงมากในคนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 4-5 แต่ที่น่าสนในคือ คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 6 กลับมีสัดส่วนของคนที่เลือกสละเงิน 1 เหรียญให้กับคนที่อยู่ในขั้นที่ 5 มากกว่า(หรือเท่ากับ)คนที่อยู่ในขั้นที่ 5 สละ 1 เหรียญให้กับคนที่อยู่ในขั้นที่ 6 เสียอีก</p>
<p>แน่นอนว่าข้อสรุปเบื้องต้นที่ว่า คนที่อยู่ในขั้นที่ 5 เลือกที่จะเก็บเงินไว้เองนั้น อาจจะเป็นเพราะมาจากความยากจน แต่คนที่อยู่ในขั้นที่ 6 กลับยอมสละมากกว่า(หรือเท่ากัน) ก็จะเป็นข้อโต้แย้งชั้นดี รวมทั้ง จากรูปที่ ๑ จะพบว่า คนที่อยู่ในขั้นที่ 5 ยอมสละเงินที่แน่นอนเพื่อเสี่ยงให้ชีวิต(อาจจะ)ดีขึ้น แต่จากรูปที่ ๒ กลับไม่ยอมสละเงินเพื่อให้คนที่อยู่ในขั้นที่ 6 มีชีวิตที่ดีขึ้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๒ สัดส่วนของคนที่เลือกสละ 1 เหรียญ (ให้คนที่จนที่สุดได้รับ 2 เหรียญ) เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเก็บเงินจำนวน 1 เหรียญเอาไว้ ตามขั้นรายได้&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b99231.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b99231.png" alt="" title="รูปที่ ๒ สัดส่วนของคนที่เลือกสละ 1 เหรียญ (ให้คนที่จนที่สุดได้รับ 2 เหรียญ) เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเก็บเงินจำนวน 1 เหรียญเอาไว้ ตามขั้นรายได้ " width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>Kuziemko et. al ทำการทดลองต่อไปอีกว่า หากมีการเสนอให้ทางเลือกใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมการทดลอง เขาจะเลือกทางเลือกใดในสองทางเลือกคือ ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกได้ระหว่างการให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่สูงกว่า หรือ ต่ำกว่า (ยกเว้นคนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 1 เลือกระหว่างให้คนที่อยู่ในขั้นที่ 2 หรือ 3 และ คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 6 เลือกระหว่างให้คนที่อยู่ในขั้นที่ 4 หรือ 5) ซึ่งไม่ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองจะเลือกทางเลือกใด พวกเขาจะไม่ได้สูญเสียอะไรเลย</p>
<p>ผลการทดลองน่าสนใจมาก โดยแสดงได้ตามรูปที่ ๓ แกนตั้งคือ สัดส่วนของคนที่เลือกให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้สูงกว่า และแกนนอนคือขั้นรายได้ พบว่า คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 1-2-3 มีสัดส่วนสูงที่จะเลือกให้เงินกับคนที่มีอยู่ในขั้นรายได้ที่ต่ำกว่า (สำหรับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 1 หมายถึง เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 3 มากกว่า 2) และ คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 6 (จนที่สุด) ก็มีสัดส่วนสูงที่จะเลือกให้เงินกับคนที่มีอยู่ในขั้นรายได้ที่ต่ำกว่า (หมายถึง เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้ที่ 5 มากกว่า 4)</p>
<p>แต่คนที่อยู่ในขั้นที่ 4-5 กลับมีสัดส่วนของคนที่เลือกให้เงินกับคนที่มีอยู่ในขั้นรายได้ที่ต่ำกว่าค่อนข้างต่ำ หมายความว่า คนเหล่านี้เลือกที่จะให้คนที่มีรายได้สูงกว่าเป็นผู้ได้รับเงิน ดีกว่าให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่าได้เงินไป </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๓ สัดส่วนของคนที่เลือกให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้สูงกว่า ตามขั้นรายได้&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9932.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9932.png" alt="" title="รูปที่ ๓ สัดส่วนของคนที่เลือกให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้สูงกว่า ตามขั้นรายได้" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาซึ่งอยู่ในลำดับขั้นรายได้ที่เกือบจะต่ำที่สุด กังวลว่าจะกลายเป็นคนที่ไปอยู่ในลำดับขั้นสุดท้ายแทนที่ เขาจึงยอมให้คนที่รวยกว่าดีขึ้น ดีกว่าที่คนที่จนกว่าจะมีรายได้มาทัดเทียมกับตัวพวกเขาเอง</p>
<p>เพื่อยืนยันผลการทดลอง Kuziemko et. al ได้ลองเพิ่มจำนวนกลุ่มออกเป็น 8 กลุ่ม ซึ่งก็ให้ผลออกมาไม่แตกต่างกับกรณี 6 กลุ่ม ดังรูปที่ ๔</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๔ สัดส่วนของคนที่เลือกให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้สูงกว่า ตามขั้นรายได้ กรณี 8 กลุ่ม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9942.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9942.png" alt="" title="รูปที่ ๔ สัดส่วนของคนที่เลือกให้เงิน 2 เหรียญกับคนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เลือกให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้สูงกว่า ตามขั้นรายได้ กรณี 8 กลุ่ม" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการทดลองในห้องทดลองนี้ได้ถูกนำมาประเมินแรงสนับสนุน &#8220;การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ&#8221; ของแรงงาน ให้เป็น 7.25 เหรียญต่อชั่วโมง โดยทำการสำรวจแรงงานอายุ 23-64 ปี จำนวน 489 คน ซึ่งมีการกระจายตัวของผู้ตอบแบบสอบถามตามแผนภูมิแท่งแรเงาในรูปที่ ๕</p>
<p>รูปที่ ๕ นำเสนอ แกนนอนคือช่วงของอัตราค่าจ้างที่พวกเขาได้รับอยู่ในปัจจุบัน แกนตั้งซ้ายมือและเส้นสีน้ำเงินคือสัดส่วนของคนที่สนับสนุนการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แกนตั้งขวามือและเส้นสีเขียวคือค่าสัมประสิทธิ์จากการประมาณค่าสมการที่ควบคุมตัวแปรเพศ สัญชาติ เชื้อชาติ ระดับการศึกษา พรรคการเมืองที่สังกัด สถานภาพแต่งงาน ความรู้สึกที่มีต่อประธานาธิบดีโอบามาและสมาชิกภาพของสหภาพต่างๆ ค่า p หมายถึงค่านัยสำคัญของสัมประสิทธิ์จากการประมาณค่าสมการ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๕ สัดส่วนของคนที่สนับสนุนการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามอัตราค่าจ้างที่พวกเขาได้รับอยู่ในปัจจุบัน&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b99511.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b99511.png" alt="" title="รูปที่ ๕ สัดส่วนของคนที่สนับสนุนการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามอัตราค่าจ้างที่พวกเขาได้รับอยู่ในปัจจุบัน" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ผลการทดลองพบว่า คนที่สนับสนุนมากคือคนที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (&lt; 7.25) และคนที่มีค่าจ้างสูงขึ้นในลำดับถัดขึ้นมา (8.26-9.25) แต่สัดส่วนของคนที่ให้การสนับสนุนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุด กลับเป็นคนที่มีค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาเล็กน้อย (7.26-8.25) ขณะที่ในกลุ่มคนที่ได้รับค่าจ้างในระดับอื่นๆ อยู่ในระดับกลางๆ และไม่แตกต่างกันมากนัก</p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนมีค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาเล็กน้อย (7.26-8.25) เกรงว่าคนที่เคยเป็นที่โหล่กว่าพวกเขาจะแซงหรือทัดเทียม และเขาจะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่โหล่ ขณะที่คนที่สนับสนุนมากคือคนที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (&lt; 7.25) ซึ่งชัดเจนว่าเขาได้ประโยชน์จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงกว่าเดิม และคนที่มีค่าจ้างสูงขึ้นในลำดับถัดขึ้นมา (8.26-9.25) เพราะเขาอาจจะได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยที่พวกเขาจะยังไม่เป็นลำดับสุดท้ายอยู่ดี</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือว่า <span style="background-color:#f15a23;">บางครั้งคนจนเองก็อาจกลายเป็นผู้ที่ต่อต้านการกระจายรายได้ใหม่ ซึ่งจะมีผลให้เกิดความเท่าเทียมกันก็ได้ เพราะพวกเขาไม่อยากให้คนที่อยู่ในขั้นรายได้ต่ำกว่าสูงขึ้นมาอยู่ในขั้นรายได้เดียวกับเขา รวมทั้งพวกเขาเองก็กลัวว่าจะกลายเป็นลำดับสุดท้ายแทนที่ เขาจึงยอมให้คนที่รวยกว่าเขารวยขึ้นอีกได้ตราบใดที่คนที่จนกว่าเขาไม่ได้ขึ้นมาเสมอตัวเขา</p>
<p>ลองจินตนาการดูว่า รายได้ของคนในแต่ละอำเภอไม่เท่ากัน แต่คนที่รวยในอำเภอที่ยากจน แม้จะจนกว่าคนจนในอำเภออื่นก็อาจไม่ได้อยากให้คนจนในอำเภอของตัวเองรวยขึ้นมาเสมอตัวเขา และเรื่องราวก็จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก หากคนรวยของอำเภอเหล่านี้เป็นนายอำเภอ ปลัดอำเภอ หรือนักการเมืองท้องถิ่น เขาคงไม่ต้องการสนับสนุนอย่างจริงจังให้คนจนในอำเภอเขารวยขึ้นเป็นแน่</p>
<p>รวมทั้งถ้าคนจนมีจำนวนมาก และคนเกือบจนก็มีจำนวนมากด้วย มากจนเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ของสังคม (ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) การกระจายรายได้ใหม่ที่จะก่อให้เกิดความเท่าเทียมอาจไม่ได้ถูกคัดค้าน(อย่างลับๆ)จากคนรวยของสังคมเท่านั้น แต่ยังถูกดึงไว้จากคนเกือบจนอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน และนี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่การกระจายรายได้ใหม่ของสังคมอาจไม่ง่ายอย่างที่คิดกันก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Ilyana Kuziemko, Ryan W. Buell, Taly Reich, Michael I. Norton (2011) &#8220;Last-place Aversion&#8221;: Evidence and Redistributive Implications, National Bureau of Economic Research Working Paper Series (July 2011), 17234.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from laloalcaraz.com</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/01/30/why-the-poor-opposes-income-redistribution/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้อง &#8220;กร่าง&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/01/26/impoliteness-for-power/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/01/26/impoliteness-for-power/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 03:20:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=2295</guid>
		<description><![CDATA[การแสดงความไม่สุภาพหรือหยาบคายในที่สาธารณะนั้น อาจทำให้หลายคนที่พบเห็นรู้สึกว่าน่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำเหล่านั้นก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอำนาจในสายตาของผู้พบเห็นเช่นกัน งานศึกษาชิ้นหนึ่งช่วยยืนยันเรื่องนี้ และทำให้เราเข้าใจว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของแค่คนบางคนเท่านั้น &#8230;&#8230;&#8230;. อนหน้านี้ไม่นาน ผู้เขียนได้อ่านเจอโพสต์เรื่องเหตุเกิดที่สุวรรณภูมิ-ทำไมต้องตบ? ในบล็อกของคุณภรต ยมจินดา ที่นำเอาบทความทางวิชาการมาวิเคราะห์เหตุการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนอกเหนือไปจากข้อสรุปของตัวบทความเองแล้ว วิธีวิเคราะห์ของบทความวิชาการชิ้นนี้ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จึงขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟังกันครับ &#8230;&#8230;&#8230;. Kleef, Homan, Finkenauer, Gündemir and Stamkou (2011) ได้ทำการศึกษาว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือดูไม่สุภาพในที่สาธารณะมีผลต่อความรู้สึกของผู้ที่พบเห็นอย่างไร การศึกษาเป็นการอธิบายความ เพื่อจำลองสถานการณ์ โดยแบ่งเป็น ๔ การทดลอง ได้แก่[1] กรณีศึกษาที่ ๑ เทกาแฟ สถานการณ์: ผู้เข้าร่วมการทดลอง (ชาย 15 คน หญิง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแสดงความไม่สุภาพหรือหยาบคายในที่สาธารณะนั้น อาจทำให้หลายคนที่พบเห็นรู้สึกว่าน่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำเหล่านั้นก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอำนาจในสายตาของผู้พบเห็นเช่นกัน งานศึกษาชิ้นหนึ่งช่วยยืนยันเรื่องนี้ และทำให้เราเข้าใจว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของแค่คนบางคนเท่านั้น</p>
<p><span id="more-2295"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนหน้านี้ไม่นาน ผู้เขียนได้อ่านเจอโพสต์เรื่อง<a href="http://bharot.wordpress.com/2012/01/11/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%97/" target="_blank">เหตุเกิดที่สุวรรณภูมิ-ทำไมต้องตบ?</a> ใน<a href="http://bharot.wordpress.com/" target="_blank">บล็อกของคุณภรต ยมจินดา</a> ที่นำเอาบทความทางวิชาการมาวิเคราะห์เหตุการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนอกเหนือไปจากข้อสรุปของตัวบทความเองแล้ว วิธีวิเคราะห์ของบทความวิชาการชิ้นนี้ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จึงขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟังกันครับ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kleef, Homan, Finkenauer, G<font face="Symbol">ü</font>ndemir and Stamkou (2011) ได้ทำการศึกษาว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือดูไม่สุภาพในที่สาธารณะมีผลต่อความรู้สึกของผู้ที่พบเห็นอย่างไร</p>
<p>การศึกษาเป็นการอธิบายความ เพื่อจำลองสถานการณ์ โดยแบ่งเป็น ๔ การทดลอง ได้แก่<a id="refX" href="#X"><sup>[1]</sup></a></p>
<ul>
<li><strong>กรณีศึกษาที่ ๑ เทกาแฟ</strong>
<p>สถานการณ์: ผู้เข้าร่วมการทดลอง (ชาย 15 คน หญิง 25 คน; อายุเฉลี่ย = 19.53, SD = 1.91) ที่กำลังเข้าแถวเพื่อรอทำพาสปอร์ต มองเห็น คนหนึ่งลุกจากการนั่ง เดินตรงไปเทกาแฟใส่แก้วของตนเองจากโต๊ะบริการกาแฟที่ไม่มีคนอยู่ เปรียบเทียบกับ คนหนึ่งลุกจากการนั่ง เดินตรงไปเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินออกมา [ที่ต้องมีส่วนนี้ เพื่อให้เป็นการเปรียบเทียบการกระทำที่มีระยะเวลาของกิจกรรมเท่าๆ กัน]</p>
<p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนน คนที่เดินไปเทกาแฟใส่แก้วตนเอง (M = 4.89, SD = 0.70) ว่ามีอำนาจมากกว่า คนที่เดินไปเข้าห้องน้ำ (M = 4.03, SD = 0.82) ⇒ t(38) = 3.56 | p = .001</li>
<li><strong>กรณีศึกษาที่ ๒ คนทำบัญชีไม่ทำตามระเบียบ</strong>
<p>สถานการณ์: ผู้เข้าร่วมการทดลอง (169 คน ไม่ได้ทำการบันทึกอายุและเพศ) ได้ยินคนทำบัญชีสองคนคุยกัน พนักงานฝึกหัดถามพนักงานประจำถึงความผิดปกติที่ตรวจพบในรายงานทางการเงิน และพนักงานประจำตอบว่า &#8220;มันเป็นเรื่องที่เกิดเป็นประจำแหล่ะ และผู้ตรวจบัญชีก็ไม่เคยตรวจเจอด้วย ปล่อยๆ ไป เดี๋ยวก็จะชินไปเอง&#8221; เปรียบเทียบกับ &#8220;มันเป็นเรื่องที่เกิดเป็นประจำแหล่ะ แต่เราต้องให้ความสำคัญกับมัน แม้ว่าผู้ตรวจบัญชีก็ไม่เคยตรวจเจอ แต่เราก็ควรทำตามระเบียบ&#8221;</p>
<p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนน คนที่ไม่ทำตามระเบียบ (M = 4.85, SD = 1.10) ว่ามีอำนาจมากกว่า คนที่ทำตามระเบียบ (M = 4.36, SD = 1.15) ⇒ t(167) = 2.86 | p = .005</li>
<li><strong>กรณีศึกษาที่ ๓ วางเท้าบนเก้าอี้ และทิ้งขี้บุหรี่ลงพื้น</strong>
<p>สถานการณ์: ผู้เข้าร่วมการทดลอง (ชาย 45 คน หญิง 81 คน; อายุเฉลี่ย = 21.93, SD = 4.49) ได้ดูวิดีโอของชายคนหนึ่ง ทำการวางเท้าบนเก้าอี้ ทิ้งขี้บุหรี่ลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หยิบเมนูมาอ่านแล้วไม่เก็บเข้าที่ สั่งอาหารด้วยถ้อยคำห้วนๆ และไม่กล่าวขอบคุณเมื่อบริกรมาเสิร์ฟอาหาร (รูปที่ ๑ บน) เปรียบเทียบกับ ชายคนเดิม นั่งไขว้ขาอย่างสุภาพ ทิ้งขี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ หยิบเมนูมาอ่านแล้วเก็บเข้าที่ สั่งอาหารด้วยถ้อยคำสุภาพ และกล่าวขอบคุณเมื่อบริกรมาเสิร์ฟอาหาร (รูปที่ ๑ ล่าง)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ กรณีศึกษาที่ ๓&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9914.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/e0b9914.png" alt="" title="ภาพที่ ๑ กรณีศึกษาที่ ๓ (ภาพจากบทความ)"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนน ชายที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ (M = 5.53, SD = 0.81) ว่ามีอำนาจมากกว่า คนที่ทำตามระเบียบ (M = 4.27, SD = 1.04) ⇒ t(124) = 7.54 | p = .001</li>
<li><strong>กรณีศึกษาที่ ๔ วางเท้าบนโต๊ะ</strong>
<p>สถานการณ์: ผู้เข้าร่วมการทดลอง (เป็นนักศึกษา ชาย 14 คน หญิง 38 คน; อายุเฉลี่ย = 20.63, SD = 2.09) ได้เดินทางไปร่วมการทดลอง กับคนที่มาร่วมการทดลองสายเล็กน้อย โยนกระเป๋าไปที่เก้าอี้ที่มีคนนั่งอยู่ และนั่งวางเท้าขึ้นมาบนโต๊ะ เปรียบเทียบกับ การเดินทางไปร่วมการทดลอง กับคนที่มารออยู่แล้ว และมีพฤติกรรมสุภาพ</p>
<p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนน ชายที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ (M = 4.89, SD = 0.98) ว่ามีอำนาจมากกว่า คนที่ทำตามระเบียบ (M = 4.49, SD = 0.98) ⇒ t(51) = 2.27 | p = .028</li>
</ul>
<p>แม้ว่าสุภาษิตจะบอกเราว่า &#8220;อำนาจมักทำให้เสียคน&#8221; (‘‘power corrupts.’’) แต่คำอธิบายสำคัญของการศึกษาครั้งนี้ก็คือ แท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า <span style="background-color:#f15a23;">&#8220;ความหยาบคายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำนาจ&#8221;</span> ดังนั้น การแสดงความไม่สุภาพของคนบางกลุ่มจึงเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่สังคมคาดหวัง นั่นคือเป็นการแสดงอำนาจ</p>
<p>ทั้งนี้ไม่ได้พยายามจะบอกว่า การแสดงความหยาบคายเป็นเรื่องชอบธรรมที่สามารถทำได้ แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของบางบุคคล แต่เป็นเพราะความรู้สึกของคนในสังคมเป็นเช่นนั้น และบางบุคคลที่ว่าก็เพียงแค่ต้องการตอบสนองการแสดงอำนาจตามความรู้สึกของคนในสังคม ทางออกนอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่แสดงความไม่สุภาพให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องค่อยๆ ปรับความรู้สึกของคนรุ่นต่อๆ ไปในสังคมให้เกิดบรรทัดฐานที่ยอมรับไม่ได้กับการแสดงอำนาจด้วยความหยาบคายหรือความรุนแรงเช่นนี้ด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เด็กช่างกล (เด็กจริงๆ) (ภาพโดย doctorlizardo @flickr)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/5971643589_24089e19e5.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/01/5971643589_24089e19e5.jpg" alt="" title="เด็กช่างกล (เด็กจริงๆ) (ภาพโดย doctorlizardo @flickr)"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ <span style="background-color:#f15a23;">หากเอาผลการทดลองมามองพฤติกรรมการตีกันของเด็กช่างกล จะพบว่า โดยลึกๆ แล้ว เด็กช่างกลอาจไม่ได้ต้องการตีกันกับคนที่ไม่เคยรู้จักเลยจากโรงเรียนคู่อริ เพียงเพราะเรียนอยู่คนละโรงเรียนกัน [ไม่นับกรณีของความแค้นส่วนตัว] แต่เป็นเพราะการกร่างเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำนาจ และพวกเขาต้องการแสดงอำนาจต่อหน้าเพื่อนๆ ของพวกเขาเอง [ไม่ใช่เด็กจากโรงเรียนคู่อริ] ดังนั้น พวกเขาจึงกร่างมากขึ้น เมื่อเวลามีจำนวนเพื่อนของตัวเองเยอะขึ้น [ถ้ากร่างตอนไม่มีเพื่อน จะไม่คุ้ม เพราะไม่มีคนเห็น ขณะที่ถ้ากร่างตอนมีเพื่อนมากๆ ถึงแม้จะตีกันแพ้ ก็อาจจะยังคุ้มกับการเอ่ยถึงในอนาคต] การแก้ปัญหาของนักเรียนตีกัน จึงไม่ใช่แค่ทำให้สองโรงเรียนเป็นมิตรต่อกันเท่านั้น แต่ยังต้องแก้ไขเรื่องความรู้สึกถึงความมีอำนาจอันมาจากการกร่างของนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ด้วย</p>
<p>สุดท้ายนี้ก็อย่าลืมมาร่วมสร้างสังคมที่ยอมรับไม่ได้กับการใช้ความหยาบคายหรือความรุนแรงกันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ คุณ Udomchai Tewasekson ที่ช่วยหาบทความต้นฉบับให้ครับ</p>
<p>อ้างอิง<br />
<a id="X" href="#refX">[1]</a> M คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนของความมีอำนาจในความรู้สึกของผู้ร่วมการทดลองจากคะแนนเต็ม 7, SD คือช่วงกว้างของค่าคะแนนดังกล่าว เช่น ถ้า M = 4.89, SD = 0.70 หมายความว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนนมีอำนาจเฉลี่ย 4.89 จาก 7 และส่วนมากคะแนนจะอยู่ที่ 4.89 &plusmn; 0.70 หรือ 4.19-5.59<br />
ขณะที่ t(s) คือตัวทดสอบความแตกต่างของ M ทางสถิติด้วยระดับความเป็นอิสระที่ s และ p คือเกณฑ์ทดสอบทางสถิติ มักจะถือว่า ถ้า p &lt; 0.10 แสดงว่าค่า M สองค่ามีความแตกต่างกันจริง เช่น t(38) = 3.56 | p = .001 หมายความว่า ตัวทดสอบความแตกต่างของ M ทางสถิติมีค่า 3.56 ทำให้เกณฑ์ทดสอบทางสถิติ (=.001) &lt; 0.10 หมายความว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนของความมีอำนาจในความรู้สึกของผู้ร่วมการทดลองในสองการทดลองก่อนหน้านั้นมีความแตกต่างกันจริง</p>
<p>ที่มา<br />
Gerben A. Van Kleef, Astrid C. Homan, Catrin Finkenauer, Seval Gündemir and Eftychia Stamkou, Breaking the Rules to Rise to Power : How Norm Violators Gain Power in the Eyes of Others, Social Psychological and Personality Science 2011 2: 500 originally published online 26 January 2011.<br />
ภรต ยมจินดา, เหตุเกิดที่สุวรรณภูมิ-ทำไมต้องตบ?, ออนไลน์ <a href="http://bharot.wordpress.com/2012/01/11/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%97/" target="_blank">ที่นี่</a>, 2011.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://fc00.deviantart.net/fs37/f/2008/266/c/e/__Yakuza_tattoo____by_Milwa_cz.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/01/26/impoliteness-for-power/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-18 18:30:44 by W3 Total Cache -->