<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>[เสด-ถะ-สาด].com &#187; Features</title>
	<atom:link href="http://setthasat.com/category/blog/features/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://setthasat.com</link>
	<description>Make Economics REAL</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Jul 2014 16:06:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=3.8.41</generator>
	<item>
		<title>Facebook กับ Princeton อะไรจะ &#8220;เจ๊ง&#8221; ก่อนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2014 22:52:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Advanced]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7298</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;Correlation is not causation&#8221; คำพูดติดปากของนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นในเชิงสังคมของนักวิทยาศาสตร์จาก Princeton ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของ Facebook ที่นักวิทยาศาสตร์จาก Facebook เอาคืนด้วยแบบจำลองเดียวกันและสรุปว่า Princeton เองก็กำลังจะดับไปเช่นกัน</p>
<p><span id="more-7298"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าครั้งใหญ่ของวงการ IT ที่น่าสนใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ทำการวิเคราะห์ว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานลงไปประมาณ 80% เมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนั้น และอาจจะต้องปิดตัวลงในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน</p>
<p>บทความนี้อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากไม่ได้ถูกโต้แย้งกลับโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยอยู่ใน Facebook เอง ข้อโต้แย้งที่สำคัญเป็นประเด็นเดียวกับงานทางด้านเศรษฐมิติยุคใหม่ (Modern Econometrics) ซึ่งก็คือ &#8220;ความสัมพันธ์ทางสถิติไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสัมพันธ์เชิงเหตุผล&#8221; (Correlation is not causation) โดยพวกเขานำเอาเทคนิควิธีที่นักวิทยาศาสตร์จาก Princeton วิเคราะห์จุดจบของ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และพบว่า Princeton จะต้องปิดตัวก่อน Facebook เสียอีก [น่ากลัวกันจริงๆ -"-]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Nassau hall อาคารที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8b/Nassau_hall_princeton_university.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Nassau_hall_princeton_university.jpg" alt="Nassau_hall_princeton_university" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p>เรื่องทั้งหมดเริ่มจาก Cannarella and Spechler (2014) ทำการมองการขยายตัวของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Networks; OSNs) ด้วยแบบจำลองทางด้านระบาดวิทยา (Epidemiological Models) โดยพวกเขาพิจารณาเครือข่ายสังคมออนไลน์สองประเภทคือ Facebook และ MySpace (ใช้ประสบการณ์ของ MySpace เป็นตัวควบคุมการอธิบายผลของ Facebook) นั่นหมายความว่า พวกเขามองปรากฎการณ์เหล่านี้ด้วยรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส ซึ่งมีสองช่วงเวลาคือช่วงของการติดเชื้อ (Infection) ที่ไวรัสระบาดเพิ่มขึ้น และช่วงของการฟื้นตัว (Recovery) ที่ไวรัสเริ่มลดลงอันเนื่องจากภูมิต้านทานที่สูงขึ้น และนี่คือสาเหตุที่พวกเขาเลือกใช้แบบจำลองที่มีชื่อว่า SIR model (Suspected-Infected-Recovered)</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cannarella and Spechler (2014) ใช้ข้อมูลจาก Search Query จาก Google Trends ตั้งแต่ปี 2004 ถึงต้นปี 2014 มาวิเคราะห์ ดังภาพที่ ๑ ซึ่งจะเห็นว่า MySpace มีอายุอยู่ในช่วง 2004 ถึง 2012 โดยได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงประมาณปลายปี 2007 ขณะที่ Facebook เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 และได้รับความนิยมสูงที่สุดในช่วงปลายปี 2013</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และ Facebook จาก Google Trends&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.04.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.04"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>พวกเขานำเอาแบบจำลอง SIR มาจับกับวงจรชีวิตของ MySpace ได้ผลดังภาพที่ ๒ ซึ่งจะเห็นว่าแบบจำลองนี้สามารถอธิบายการเกิดขึ้นและจบลงของเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ค่อนข้างดี (ข้อมูลจริงค่อนข้างฟิตกับเส้นประมาณการของแบบจำลอง) </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ MySpace และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR (ซ้าย) และ irSIR หรือ SIR ปรับค่า (ขวา)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.32.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.32"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p>เมื่อนำเอาแบบจำลอง SIR ดังกล่าวมาวิเคราะห์ข้อมูล Query ของ Facebook และพยากรณ์ต่อไปในอนาคต ดังภาพที่ ๓ จะพบว่า Facebook น่าจะมีความนิยมลดลงจนเหลือประมาณ 20% ของความนิยมสูงที่สุด (พิจารณาจากเส้นตรงแนวราบที่มีค่า y=20) ประมาณปี 2015 ถึง 2017</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๓ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของ Facebook และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/Screenshot-2014-03-20-18.26.43.png" alt="Screenshot 2014-03-20 18.26.43"  width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แน่นอนว่า Facebook ก็คงไม่อยู่นิ่งเป็นแน่ Mike Develin นักวิทยาศาสตร์ฝั่ง Facebook ชี้ให้เห็นจุดอ่อนบางประการของงานวิจัยว่า ๑) MySpace กับ Facebook ไม่เหมือนกัน การเกิดขึ้นและจบลงของ MySpace ไม่เกี่ยวข้องและไม่อาจนำมาใช้วิเคราะห์ Facebook ได้ ๒) วงจรชีวิตของ Facebook ไม่เหมือนกับแบบจำลองระบาดวิทยา เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์ไม่ได้เหมือนกับการแพร่กระจายของไวรัสเสียทั้งหมด และ ๓) Search Query จาก Google Trends ที่ลดลงนั้น มาจากการที่ผู้ใช้ใช้ Facebook ผ่าน App ในโทรศัพท์มือถือโดยตรง จึงไม่ถูกนับโดย Google Trends ดังนั้นการที่กล่าวว่าความนิยมต่อ Facebook ลดลงอาจไม่ถูกต้องนัก</p>
<p>ที่เจ็บแสบกว่านั้น เขาได้นำเอากรอบแนวคิดแบบจำลอง SIR ที่ Cannarella and Spechler (2014) ใช้วิเคราะห์ Facebook กลับไปวิเคราะห์ Princeton เอง และยังได้ปิดจุดอ่อนบางประการด้วย Develin ใช้จำนวนการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton ตั้งแต่ปี 1940 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์การเกิดขึ้นและดับลงของ Princeton ทั้งนี้ เพราะจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ </p>
<p>ผลการวิเคราะห์แสดงได้ตามภาพที่ ๔ ซึ่งจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของ Princeton กำลังลดลง และเมื่อใช้แบบจำลอง SIR มาวิเคราะห์จะพบว่าการตีพิมพ์ดังกล่าวจะลดลงจนเกือบจะหมดไปตั้งแต่ก่อนปี 2020 ซึ่งมีอัตราการลดลงเร็วกว่าความนิยมของ Facebook เสียอีก </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ ปริมาณการตีพิมพ์บทความวิชาการของ Princeton และผลการประมาณค่าจากแบบจำลอง SIR&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1620405_10101235002950981_70269004_n.jpg" alt="1620405_10101235002950981_70269004_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Develin ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองประเด็นเพื่อปิดข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้น ประเด็นแรก เขาเริ่มจากการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยทางอินเตอร์เน็ต (Search Index) กับจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ (Enrollment) โดยเขาพบว่ามีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างชัดเจน ดังภาพที่ ๕ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่ามหาวิทยาลัยที่ถูกค้นหาทางอินเตอร์เน็ตมากก็จะมีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนมากตามไปด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๕ ความสัมพันธ์ของปริมาณการค้นหาข้อมูลกับจำนวนผู้สมัครของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1619301_10101234999373151_143520663_n.jpg" alt="1619301_10101234999373151_143520663_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>จากนั้นเขาพิจารณาปริมาณการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Princeton และพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ดังภาพที่ ๖ นั่นย่อมหมายความปริมาณการสัมครหรือความสนใจที่จะสมัครของนักศึกษาที่มีต่อมหาวิทยาลัย Princeton กำลังลดลงด้วย โดยจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจากจำนวนความสนใจในปัจจุบันในปี 2018 และจะไม่มีนักศึกษามาสมัครเลยในปี 2021</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๖ ปริมาณการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย Princeton&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1554436_10101235002137611_1432444798_n.jpg" alt="1554436_10101235002137611_1432444798_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>สำทับด้วยประเด็นที่สองจากข้อมูลการกด LIKE เพจของ Princeton กับมหาวิทยาลัยคู่แข่งอย่าง Harvard และ Yale ก็พบว่าของ Princeton มีลดลงมานานแลัว และยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังภาพที่ ๗</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๗ ปริมาณการ LIKE ของมหาวิทยาลัย Princeton และมหาวิทยาลัยคู่แข่ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/1601297_10101234997676551_1912211356_n.jpg" alt="1601297_10101234997676551_1912211356_n"  width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ข้อสรุปของ Develin ที่มีต่อ Cannarella and Spechler (2014) ก็คือการนำเอาแบบจำลองใดใดก็ตามมาวิเคราะห์ความเป็นจริง จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทหลายประการ ไม่ใช่แค่หาคำตอบและสรุปจากแบบจำลองเท่านั้น นั่นก็คือ ผลที่ได้จากตัวเลขไม่ได้บอกเหตุและผลเสมอไป เขาจึงนำเอาวิธีคิดเดียวกันมาวิเคราะห์องค์กรที่ Cannarella and Spechler (2014) สังกัดอยู่ นั่นก็คือ Princeton และตั้งคำถามว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพบรรยากาศภายในสถานที่ทำงานของ Facebook&#8221; (<a href="http://officesnapshots.com/wp-content/uploads/2009/08/facebook4.jpg">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/03/facebook4.jpg" alt="facebook4" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย่าเครียดมากกับข้อถกเถียงนี้นะครับ เพราะ Develin เองก็เขียนในข้อสรุปของเขาว่า เขารัก Princeton และ Princeton ก็ผลิตนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ จำนวนมาก เพียงแต่ Correlation is not causation นะครับ เพื่อนๆ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- John Cannarella, Joshua A. Spechler (2014) &#8220;Epidemiological modeling of online social network dynamics&#8221; Social and Information Networks (cs.SI); Physics and Society (physics.soc-ph).<br />
- Mike Develin (2014) &#8220;Debunking Princeton&#8221; online <a href="https://www.facebook.com/notes/mike-develin/debunking-princeton/10151947421191849">here</a>.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://yucatan.com.mx/wp-content/uploads/2014/01/faceprince.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/03/21/facebook-and-princeton-sir-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>20 เหตุผลที่สาวๆ ควร &#8220;ออกเดท&#8221; กับหนุ่มเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 01:56:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Digression]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7222</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน &#8230;&#8230;&#8230;. 1. เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization) 2. ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน 3. ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะยังหาคนมาเดินเคียงข้างไม่ได้ [เสด-ถะ-สาด].com จึงขอเผยแพร่คำโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า ทำไมคุณสาวๆ จึงควรเลือกนักเศรษฐศาสตร์เป็นแฟนกัน<span id="more-7222"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p>1.	เมื่อไรก็ตามที่หนุ่มเศรษฐศาสตร์เขาตัดสินใจที่จะคบกับคุณ จงมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ทำให้อรรถประโยชน์ของเขาสูงที่สุดแน่นอน (Utility Maximization)</p>
<p>2.	ก่อนที่เขาจะเลือกคุณ ขอให้รู้ว่าเขาได้วัดคุณภาพของคุณจากเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง (Relative Terms) เช่น Human Development Index หรือ World Competitiveness Indicator เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า คุณผู้หญิงที่มีแฟนเป็นหนุ่มเศรษฐศาสตร์สบายใจได้เลยว่า คุณต้องมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกแน่นอน</p>
<p>3.	ไม่ว่าอุปสงค์ (Demand) ของคุณผู้หญิงจะสูงขนาดไหน เขาจะต้องหาทางเพิ่มอุปทาน (Supply) จนเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ให้ได้ (Equilibrium เกิดที่ Demand = Supply) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงอยากได้ของขวัญสุดแพงในวันวาเลนไทน์ ไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้ว เขาก็จะหามาให้คุณจนได้ เพื่อทำให้ตลาดเข้าสู่ดุลยภาพ</p>
<p>4.	เมื่อคุณเริ่มมีการเสื่อมค่า (Depreciation) เขาจะลงทุนเพิ่มขึ้น (Incremental Investment) จนกว่าคุณจะกลับสู่สภาพเดิม เช่น ถ้าคุณผู้หญิงรู้สึกเริ่มมีรอยตีนกาบนใบหน้า เขาพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าฉีดโบท็อกซ์ให้คุณอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>5.	เขามีวิธีเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณอย่างเป็นระบบทางสถิติ (Statistical Tools) แล้วคาดการณ์พฤติกรรมของคุณดีที่สุดตามหลักการอย่างไม่ลำเอียง (Best Linear Unbiased Estimator (BLUE))</p>
<p>6.	เขาอาจจะทำอะไรได้ดีกว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แย่กว่าที่คุณคาดหวังบ้าง แต่ก็จงมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว โดยเฉลี่ย สิ่งที่คุณได้รับจริง (actual Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=Y_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='Y_i' title='Y_i' class='latex' />) จะเท่ากับสิ่งที่คุณคาดหวัง (predicted Y: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Chat%7BY%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\hat{Y}' title='\hat{Y}' class='latex' />) พอดี (Ordinary Least-squared: <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Csum%7B%5Chat%7BY%7D%7D%20%3D%20%5Csum%7BY_i%7D&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' title='\sum{\hat{Y}} = \sum{Y_i}' class='latex' />) เช่น ถ้าแฟนของคุณจะไม่ได้พาคุณไปเดทในสถานที่สุดฮิตในวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคุณจะได้รับการชดเชยในวันอื่นที่ไม่มีใครเขาไปกันแทน </p>
<p>7.	ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาจะสังเกต (Observe) ปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของคุณไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้ R-squared สูงขึ้น นั่นย่อมหมายความว่า เขาจะทำนายพฤติกรรมของคุณได้แม่นยำมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p>8.	ถ้าคุณผู้หญิงไม่มีเวลาให้ แฟนของคุณก็สามารถสร้างหุ่นและตัวแบบจำลองขึ้นมาเองได้ (Dummies and Models) [อันนี้ไม่กล้าขยายความ]</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://media02.hongkiat.com/valentines-gift-ideas/couple-ring.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/couple-ring.jpg" alt="couple-ring" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>9.	ยิ่งคุณผู้หญิงมีความยืดหยุ่นต่อตัวเขามากเท่าไหร่ (High Elasticity) คุณก็จะยิ่งเป็นสินค้าหรูหรามากเท่านั้น (Luxury Goods) เช่น ถ้าคุณผู้หญิงเป็นคนที่คอยตามใจเขา เขาก็จะคอยเรียกร้องหาคุณอยู่ตลอด ดังนั้น นิสัยการชอบตามใจแฟนของคุณผู้หญิงถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่ง</p>
<p>10.	ถ้าคุณผู้หญิงกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิต (Great Depression) จงสบายใจว่าสิ่งแรกที่แฟนของคุณจะทำคือกระตุ้นการบริโภคของคุณโดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (Increase Spending) เช่น ในเวลาที่คุณกำลังเครียด แฟนของคุณย่อมยินดีที่จะเอาเงินให้คุณไปช็อปปิ้งเพื่อคลายความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับนิสัยผู้หญิงอย่างคุณอยู่แล้ว</p>
<p>11.	ถ้าคุณผู้หญิงมีกิ๊ก แล้วถูกจับได้ แฟนของคุณมีแนวโน้มที่จะให้อภัยได้ง่าย เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันเป็นผลดีกับทุกฝ่าย (Competition increases welfare.) แต่แน่นอนว่า แฟนของคุณก็อาจจะมีกิ๊กได้ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>12.	ถ้าแฟนของคุณจะมองสาวสวยบ้างในเวลาที่ไปเที่ยวกับคุณ ไม่ต้องต่อว่าเขา นั่นก็เพราะการมองเป็นแค่การบริโภคระยะสั้น (Consumption) แต่คุณต่างหากที่เป็นการลงทุนระยะยาว (Investment)</p>
<p>13.	แฟนของคุณจะพยายามทำให้รายได้ของเขาเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องเสมอ (Income Growth) รับประกันได้ว่าอยู่กับหนุ่มนักเศรษฐศาสตร์แล้วจะไม่จนแน่นอน [ยกเว้นคนเขียนกระมัง]</p>
<p>14.	หากคุณผู้หญิงตกงาน แฟนของคุณจะยอมรับสภาพการว่างงานของคุณได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเข้าใจหลักของการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) และที่สำคัญ คุณก็สามารถว่างงานตามธรรมชาติได้อย่างถาวรด้วย (Permanent Unemployment)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;คู่กัน&#8221; (<a href=http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://cdn.merrimentdesign.com/images/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2014/02/vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping.jpg" alt="vintage-inspired-kissing-couple-box-wrapping" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>15.	แฟนของคุณสามารถจัดสรรแรงงานและเงินทุนที่มีอยู่ในครอบครัวให้เกิดรายได้สูงที่สุดได้ (Efficient Allocation) เพียงแต่แฟนนักเศรษฐศาสตร์แค่ไม่เคยเรียนว่าจะทำยังไงจึงจะเพิ่มเงินทุนของครอบครัวได้ ซึ่งที่จริงอันนี้สำคัญกว่า <img src="http://setthasat.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif" alt=":P" class="wp-smiley" /> </p>
<p>16.	คุณผู้หญิงจะได้ส่วนแบ่งรายได้ครึ่งหนึ่งของแฟนคุณเสมอตลอดเวลาที่คบกัน เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม (Income Inequality) แต่พึงสังวรด้วยว่า คุณก็จะไม่มีวันได้ถือเงินทั้งหมดของเขาเช่นกัน [ไม่รู้ดีไหมนะครับ]</p>
<p>17.	แต่ในอีกด้านหนึ่ง แฟนของคุณจะแบ่งสรรหน้าที่ในบ้านให้คุณและตัวเขาเองอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (Free Riders) เช่น งานบ้านทุกประเภทจะถูกกำหนดความรับผิดชอบของใครของมันไว้อย่างชัดเจนและเท่าเทียม</p>
<p>18.	แฟนของคุณจะไม่ตำหนิ หากคุณจะเปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกปี เพราะ Solow’s Growth Model บอกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของรายได้ในระยะยาว</p>
<p>19.	เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหากัน คุณผู้หญิงสามารถไปหาหมอดูได้อย่างสบายใจ เพราะนั่นคือการสนับสนุนให้มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) จะเข้ามาจัดการปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>20.	แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมาย แต่ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แฟนของคุณก็จะยังมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณเสมอ (<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=F%28x%29%20%3D%20x&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='F(x) = x' title='F(x) = x' class='latex' />: Fixed-point Theorem)</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://media1.santabanta.com/full1/Emotions/Love/love-258a.jpg">here</a>.</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2014/02/11/20-reasons-of-dating-economists/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; หรือ &#8220;ลงนรก&#8221; มีผลกับอาชญากรรมอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 05:18:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=7001</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น &#8230;&#8230;&#8230;. าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน &#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. Shariff (2012)&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ทำความดี ละเว้นความชั่ว&#8221; เป็นแกนกลางของคำสอนในทุกศาสนา แล้ว &#8220;ทำความดี&#8221; กับ &#8220;ละเว้นความชั่ว&#8221; มันจะมีผลเหมือนกันหรือไม่กับจำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบความน่าสนใจว่า ขณะที่คำสอนเรื่องความชั่วทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง แต่คำสอนเรื่องความดีกลับจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><span id="more-7001"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ศ</span>าสนาคือกระบวนการหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้ทำในสิ่งที่ดีต่อส่วนรวม ผลของศาสนาในทางบวกก็มักเกี่ยวข้องกับการบริจาคทรัพย์สินหรือการลงแรงช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่ในทางลบก็มักจะเกี่ยวกับการไม่โกงหรือไม่ทำกิจกรรมที่ทำร้ายผู้อื่น และก็คงไม่น่าแปลกใจนัก หากผลของศาสนาจะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ สังคมนั้นๆ มีจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง</p>
<p>อันที่จริง คำสอนของ(ทุก)ศาสนามักประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural Reward and Punishment) โดยมีเป้าหมายของชีวิตหลังความตายที่อาจอยู่ในสวรรค์หรือในนรก (Heaven or Hell) ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบของคำสอนทางศาสนาในสองส่วนนี้อาจจะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;สวรรค์ กับ นรก&#8221; (<a href="http://api.ning.com/files/0T13ivKEW385p*X3FkC2LzzxK5uqPP3Rfh2NF9ebGA5PbIBePEpfBylRUI-sfAPk3EC-eEIPODlRUsmhzLkUxNvcPQjS9RVc/GroupPic2.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/GroupPic2.jpg" alt="GroupPic2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Shariff (2012) ทำการทดสอบดูว่า องค์ประกอบของศาสนาในการให้รางวัลและการลงโทษที่อิงกับเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นคือความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคมผ่านทางจำนวนอาชญากรรมที่แตกต่างกันหรือไม่</p>
<p>บทความใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้า [ความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าอาจนับได้ว่าเป็นความเชื่อรวมๆ ที่ไม่ได้จำแนกความเป็นสวรรค์หรือนรก] จากการสำรวจ World Value Surveys และ European Value Surveys จำนวน 143,197 ตัวอย่างใน 67 ประเทศตลอด 5 ช่วงเวลามีการสำรวจระหว่างปี 1981-2007 โดยความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก และพระเจ้ามาจากคำถามที่ว่า &#8220;คุณมีความเชื่อต่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่?&#8221; ซึ่งหากกลุ่มตัวอย่างเชื่อก็จะถูกนับค่าเป็น 1 และไม่เชื่อนับค่าเป็น 0</p>
<p>ตัวแปรทางจำนวนอาชญากรรมมาจาก United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ซึ่งประกอบด้วยอาชญากรรมทางด้านการฆาตกรรม ปล้น ข่มขืน ลักพาตัว ลอบฆ่า ลักขโมย ยาเสพติด ลักรถ ย่องเบา และค้ามนุษย์ โดยจำนวนอาชญากรรมจะวัดเป็นค่ามาตรฐานทางสถิติ (Z Score) เพื่อให้จำนวนอาชญากรรมเฉลี่ยของแต่ละประเทศถูกปรับมาอยู่ในมาตรฐานค่าเดียวกัน</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับจำนวนอาชญากรรมแต่ละประเภทผ่านทางการประมาณค่าสมการถดถอยเส้นตรง แสดงได้ตามตารางที่ ๑ ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อเรื่องสวรรค์กลับมีผลในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรม ขณะที่ความเชื่อเรื่องนรกมีผลในทางลบต่อจำนวนอาชญากรรม</p>
<p>ผลการประมาณค่าสมการดังกล่าวยังคงให้ความสัมพันธ์ทางบวกของความเชื่อเรื่องสวรรค์ และทางลบของความเชื่อเรื่องนรกที่มีต่อจำนวนอาชญากรรมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะทำการควบคุมตัวแปรที่จำเป็นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น จำนวนครั้งของการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนาที่นับถือ รายได้ต่อหัว และอื่นๆ ดูได้จากด้านล่างของตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าความสัมพันธ์โดยสมการถดถอยของความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกกับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.t001.png" alt="journal.pone.0039048.t001" width="100%" class="nature7"/></a></p>
<p>หากพิจารณาผลการประมาณค่าจำนวนอาชญากรรมรวม (ในคอลัมน์สุดท้าย) ในสมการที่ควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว จะพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">ความเชื่อเรื่องนรกมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ ลดลงจากค่ามาตรฐาน 1.698 หน่วย ขณะที่ความเชื่อเรื่องสวรรค์จะกลับมีผลทำให้จำนวนอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ สูงขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1.820 หน่วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การประมาณค่าสมการอาจมีปัญหาว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกอยู่ในสมการ (Multicollinearity) ซึ่งค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนไป Shariff (2012) จึงทำการยุบรวมตัวแปร (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) ให้เป็นตัวแปรเดียวกันก่อนการประมาณค่า เพื่อลดปัญหานี้ที่เกิดขึ้น ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามรูปที่ ๑ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับสมการที่ประมาณค่าแยกตัวแปรกัน</p>
<p>ผลการประมาณค่า พบว่า (ความเชื่อเรื่องสวรรค์ &#8211; ความเชื่อเรื่องนรก) มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับจำนวนอาชญากรรมในประเทศนั้นๆ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความเชื่อเรื่องสวรรค์มีความสัมพันธ์ในทางบวก และความเชื่อเรื่องนรกมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม [เนื่องจากเครื่องหมายเป็นลบ] เช่นเดียวกับผลที่ปรากฎในสมการตามตารางที่ ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่าง(ความเชื่อเรื่องสวรรค์-นรก)กับจำนวนอาชญากรรม&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/journal.pone_.0039048.g001.png" alt="journal.pone.0039048.g001"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">อันที่จริง ค่าตัวเลขที่มากขึ้นหรือลดลงกว่าค่ามาตรฐานว่าจะเป็นเท่าไหร่นั้น อาจดูไม่น่าสนใจมากนัก หากเปรียบเทียบกับทิศทางของความสัมพันธ์ที่ออกมา เพราะนั่นหมายความว่า สังคมที่คนกลัวจะ &#8220;ตกนรก&#8221; กันมากจะก่ออาชญากรรมน้อยลง ขณะที่สังคมที่มีคนที่พร้อมจะทำความดีเพื่อ &#8220;ขึ้นสวรรค์&#8221; จำนวนมาก กลับจะมีจำนวนอาชญากรรมมาก ทั้งนี้ก็เพราะสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์มักจะผูกโยงกับ &#8220;การให้อภัย&#8221; หรือการให้โอกาสกับคนที่ทำผิด เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำความดี รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือกับคนที่น่าสงสาร โดยไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาควรได้รับหรือไม่ จึงมักก่อให้เกิดผลเสียด้านอื่นตามมา เช่น บทลงโทษทางสังคมที่ไม่มีประสิทธิผล หรือบทลงโทษทางกฎหมายที่ไม่จริงจัง เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วบทลงโทษเหล่านี้ย่อมต้องสอดคล้องกับความเห็นชอบของคนในสังคม กระบวนการเหล่านี้เองที่มีผลทำให้อาชญากรรมในสังคมที่เชื่อเรื่องสวรรค์และพร้อมจะให้อภัยเพราะคิดว่าเป็นการทำดีเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p>แม้ว่าการประมาณค่าแบบจำลองนี้ยังมีข้อวิจารณ์อยู่อีกมาก แต่ข้อสรุปหรืออย่างน้อยในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกนั้น ก็น่าจะกระตุกให้เราคิดอะไรบางอย่างได้พอสมควรว่าการทำความดี โดยเฉพาะในมิติของการให้อภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลังนั้นอาจทำร้ายสังคมที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ขอขอบคุณ @Flurrywong สำหรับบทความดีดีใน <a href="http://www.meconomics.net">MEconomics</a> ครับ</p>
<p>ที่มา:<br />
- Flurrywong (2012) ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์กับอัตราการก่ออาชญากรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร. ออนไลน์<a href="http://www.meconomics.net/content/425">ที่นี่</a>.<br />
- Shariff AF, Rhemtulla M (2012) Divergent Effects of Beliefs in Heaven and Hell on National Crime Rates. PLoS ONE 7(6): e39048.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.willjogforfood.com/wp-content/uploads/2011/03/Devil-And-Angel-cartoon.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/17/divergent-effects-of-beliefs-in-heaven-and-hell/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมียฝรั่ง&#8221; มีผลแค่ไหนต่อเศรษฐกิจอีสาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 05:39:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6928</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา &#8230;&#8230;&#8230;. ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น] ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ นอกจากนี้&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของการแต่งงานดังกล่าวนั้นมีมูลค่าสูงเพียงใด และสาขาการผลิตอะไรบ้างที่ได้รับผลดีดังกล่าว ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะช่วยตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ให้เรา</p>
<p><span id="more-6928"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">คำ</span>ว่า &#8220;เมียฝรั่ง&#8221; เป็นคำเรียกติดปากของคนชนบทสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานกับชายชาวตะวันตก ในความหมายเดียวกันกับสิ่งที่วิชาการเรียกว่า &#8220;การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม&#8221; (Cross-culture Marriage) ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย [อันที่จริง ผู้หญิงไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับหลายชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงใช้คำว่าเมียฝรั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานกันเท่านั้น]</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2546) พบว่า มีหญิงไทยที่สมรส (อยู่กิน) กับชาวต่างชาติในภาคอีสานทั้งหมดสูงถึง 19,594 คน โดยในจํานวนนี้ สามจังหวัดแรกที่มีจํานวนคู่สมรสมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21 12 และ 11 ตามลําดับ</p>
<p>นอกจากนี้ จำนวนการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่สังคมชนบทให้การสนับสนุนลูกหลานของตนเองไปแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหญิงมีญาติที่เคยแต่งงานกับชาวต่างชาติมาแล้ว ก็จะพยายามแนะนําให้ญาติพี่น้องของตนเองได้รู้จักกับญาติของสามีที่เป็นชาวต่างชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงก็ให้การสนับสนุน เพราะมองว่าการแต่งงานดังกล่าวจะช่วยให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี หลังจากที่หญิงไทย(ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)ได้แต่งงาน/สมรสกับชาวต่างชาติแล้ว วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน้อยสองด้านใหญ่ๆ</p>
<p>หนึ่ง ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติมักได้รับการคาดหวังจากสังคมในท้องถิ่นค่อนข้างสูงว่าจะสามารถเป็นผู้นําในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้เป็นจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินเพื่อสร้างวัด สร้างโรงเรียน หรือทําบุญในโอกาสต่างๆ</p>
<p>สอง ด้านเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งได้แต่งงานกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ซึ่งเป็นผลทําให้ตนเองต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงดูบุตรและพ่อแม่ของตนเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้หญิงหลายคนจึงตัดสินใจแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อให้ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองดีขึ้น โดยผู้หญิงเหล่านี้จะโอนเงินกลับมาให้กับทางบ้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 9,600 บาท</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพโฆษณาชักชวนการมีคู่แต่งงานของคนไทยกับชาวตะวันตก&#8221; (<a href="http://www.pattayadailynews.com/th/wp-content/uploads/2011/05/85.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/85.jpg" alt="85" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และญาติพี่น้องในประเทศไทยเป็นประจําปีละครั้ง มีระยะเวลาพักอยู่ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่คู่สมรสพักอาศัยในประเทศไทยก็ได้มีการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว โดยมักเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปมากที่สุด ได้แก่ พัทยา ภูเก็ตและเชียงใหม่ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 126,000 บาทต่อครอบครัว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวที่ว่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของภาคอีสานในสาขาการผลิตใดและเป็นมูลค่าเท่าไหร่</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือตั้งถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อรายได้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการวิเคราะห์อาศัยแบบจําลองปัจจัยการผลิต–ผลผลิต (Input-Output Table)</p>
<p>วิไลวรรณ (2551) ทำการปรับปรุงตารางปัจจัยการผลิต–ผลผลิตของประเทศไทย ด้วยการตัดทอนสาขาเศรษฐกิจที่ไม่มีการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกไปให้เหลือเพียง 16 สาขาเศรษฐกิจ จากนั้นทำการรวมสาขาเศรษฐกิจบางสาขาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เหลือสาขาเศรษฐกิจที่ต้องการจะศึกษาเพียง 16 สาขาเป็นแบบจําลองปัจจัยการผลิต-ผลผลิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Cross- Industry Location Quotient (SLQ)</p>
<p>อุปสงค์ขั้นสุดท้ายที่นำมาใช้ในการคํานวณคือ ค่าใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าพาหนะเดินทางไปที่ต่างๆ ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเมื่อจำแนกไปเป็นสาขาเศรษฐกิจตามตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิตจะได้ดังตารางท่ี ๑</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ตารางแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กระทบต่อสาขาเศรษฐกิจต่างๆ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-1.png" alt="cross culture 1" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการศึกษาโดยใช้ปัจจัยการผลิต-ผลผลิต พบว่า <span style="background-color:#f15a23;">การใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาตินั้นเป็นผลทําให้ผลผลิตมวลรวมของภาคอีสานในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 8,666 ล้านบาท โดยสาขาเศรษฐกิจที่เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวม มากที่สุด 5 สาขาแรก ได้แก่ 1. สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2. สาขาตัวกลางทางการเงิน 3. สาขาการขนส่ง สถานท่ีเก็บสินค้าและการคมนาคม 4. สาขาการโรงแรมและภัตตาคาร 5. สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล ตามตารางที่ ๒</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ตารางแสดงผลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติต่อรายได้ (บาท)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/Cross-culture-2.png" alt="Cross culture 2" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>นอกจากผลกระทบทางตรง (Direct Effect) ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว วิไลวรรณ (2551) ยังพิจารณาถึงผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากผู้ผลิตในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ และผลกระทบชักนํา (Induced Effect) อันเกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาจากการขยายตัวของความต้องการจากแรงงานในสาขาเศรษฐกิจนั้นๆ ด้วย โดยความต้องการในสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นทางตรงยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งรายได้และผลผลิตอีกรอบเป็นจํานวน 355,210 และ 982,726 ล้านบาท ตามลําดับ ส่วนผลกระทบชักนําเนื่องจากการที่แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นและนํารายได้จํานวนดังกล่าวมาใช้จ่ายมากขึ้นนั้น พบว่าเกิดผลต่อรายได้เพิ่มขึ้น 2,377 ล้านบาท และความต้องการในผลผลิตเพิ่มขึ้น 3,901 ล้านบาท ตามตารางที่ ๓</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ตารางรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของคู่สมรสชาวต่างชาติ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/05/cross-culture-3.png" alt="cross culture 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การสมรสข้ามวัฒนธรรมของผู้หญิงไทยในเขตภาคอีสานนั้นส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงและต่อเนื่องไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ด้วยมูลค่าที่สูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท</span> แม้ว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว แต่หัวข้อและวิธีคิดน่าจะทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้นำไปประยุกต์ใช้และคิดต่อจากการวิเคราะห์ของบทความนี้ได้นะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: วิไลวรรณ เที่ยงตรง (2551) &#8220;ผลกระทบของคู่สมรสชาวต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจอีสาน&#8221; มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม &#8211; เมษายน 2551.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://img2.imagesbn.com/p/9789881900265_p0_v1_s260x420.JPG">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/05/10/economic-impact-of-cross-culture-marriage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักการเมืองจะตอบ&#8220;อีเมล์&#8221;กันไหม&#8230;หนอ?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Feb 2013 04:08:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6892</guid>
		<description><![CDATA[อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่ &#8230;&#8230;&#8230;. กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย &#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (ที่มาของภาพ) แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่ &#8230;&#8230;&#8230;. Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อีเมล์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงนักการเมืองโดยตรง และเชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีอีเมล์แน่ๆ (อย่างน้อยก็ในนามบัตร) แต่เคยสงสัยกันไหมว่า หากติดต่อพวกเขาด้วยช่องทางนี้จริงๆ เขาจะตอบเราหรือไม่</p>
<p><span id="more-6892"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">อี</span>กไม่นานจะถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผู้สมัครเกือบทุกคนเลือกใช้โลกออนไลน์เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการหาเสียง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ อีเมล์หรือเครือข่ายสังคม เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างคนกรุงเทพฯได้ดีทีเดียว แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่า หากเราติดต่อพวกเขาโดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่พวกเขาเป็นคนนำเสนอเองด้วยซ้ำนั้น เราจะได้รับความสนใจแค่ไหนกัน</p>
<p>โลกดิจิตอลอาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของนักการเมืองในการหาเสียง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังแสดงถึงภาพพจน์ของความทันสมัยด้วย </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รัฐสภาของยุโรป&#8221; (<a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/de/a/a4/EuropeanParliament.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/EuropeanParliament.jpg" alt="EuropeanParliament" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าเครือข่ายสังคมจะเข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน อีเมล์ก็ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะในตลาดการเมืองที่นักการเมืองทุกคน(น่าจะ)มีอีเมล์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเครือข่ายสังคม </p>
<p>หากมองให้ลึกลงไปในเชิงคุณูปการแล้ว อีเมล์สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชนชั้นนำอย่างนักการเมืองกับชาวบ้านธรรมดา และยังสามารถเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการรับรู้ความคิดของประชาชน (Feedback) ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก อีเมล์จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Vaccari (2012) ได้ทำการทดสอบการบริหารจัดการอีเมล์ของนักการเมือง พูดง่ายๆ ก็คือคนเหล่านี้ตอบอีเมล์กันบ้างหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2007-2010 จำนวนทั้งสิ้น 142 พรรคการเมือง ที่ให้อีเมล์ติดต่อเอาไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง และที่ Vaccari เลือกประเทศเหล่านี้ก็เพราะมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตสูงมากของโลก</p>
<p>วิธีการศึกษาของ Vaccari น่าสนใจมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายทั้งการดำเนินการและการวัดผล โดยเขาทำการส่งอีเมล์ไปหานักการเมืองเหล่านั้นจริงๆ แล้วรอดูว่าพวกเขาจะตอบอีเมล์หรือไม่ โดยอีเมล์ที่เขาส่งแบ่งออกเป็นสองประเภท อีเมล์ประเภทแรกเพื่อสอบถามถึงแนวทางหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บภาษี(ที่นักการเมืองมักไม่ค่อยพูดถึงในเวลาหาเสียง) และประเภทสองคือเพื่อสอบถามข้อมูลในการอาสาเข้าไปช่วยทำงานให้กับผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือขอเข้าไปเป็นอาสาสมัครในการทำงานให้ผู้สมัครคนนั้นๆ</p>
<p>ผลการศึกษาของ Vaccari (2012) ในภาพที่ ๑ พบว่า เพียงประมาณร้อยละ 20 ของผู้สมัครเท่านั้นที่ตอบอีเมล์ภายใน 1 วันทำการ ขณะที่กว่าร้อยละ 60 กลับไม่เคยตอบอีเมล์เลย ขณะที่พฤติกรรมการตอบอีเมล์แทบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเภทของอีเมล์ ไม่ว่าจะถามเรื่องนโยบาย หรือขอสมัครเข้าไปช่วยทำงานก็ตาม โดยนักการเมืองจากสหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มที่ตอบอีเมล์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 6 ประเทศที่เหลือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ สัดส่วนการตอบอีเมล์ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Monkey-Cage-email.jpeg" alt="Monkey-Cage-email" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อันที่จริง Vaccari (2012) ยังพยายามหาต่อไปด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้สมัครทางการเมืองตอบอีเมล์เร็วหรือช้า โดยใช้แบบจำลอง multivariate logistic regression เปรียบเทียบระหว่างการตอบอีเมล์สองประเภท กับการไม่ตอบอีเมล์เป็นตัวแปรฐานของแบบจำลอง</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ ไม่ได้พบประเด็นที่น่าสนใจมากนัก เพียงแต่ว่าการตอบอีเมล์เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่สังกัดเป็นหลัก พูดอีกอย่างก็คือขึ้นอยู่กับการดำเนินการหรือการให้ความสำคัญของตัวผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นๆ เท่านั้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/email-politician.png" alt="email-politician" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>หากวิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงการสื่อสารการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอันที่จริงนักการเมืองที่ไม่ตอบเหล่านั้นอาจจะไม่เคยอ่านอีเมล์เลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะอีเมล์เป็นการสื่อสารทางเดียว ในมิติที่ว่าเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายได้รับหรือไม่ หรือได้อ่านหรือไม่ (ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะได้อ่านก็ตาม) ดังนั้น วิธีที่ดีขึ้นไปกว่าการส่งอีเมล์ก็คือการโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักงานของผู้สมัครโดยตรง เพราะเท่ากับว่าเราสามารถทราบได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารแล้ว (แต่จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ที่ผ่านมาในอดีต วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การฝากคนที่เรารู้จักไปบอกผู้สมัครโดยตรง เพราะแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เราส่ง และยังสามารถติดตามผลของสารที่เราส่งได้ด้วย (การโทรศัพท์ไปหาอาจติดตามผลได้ไม่ดีนัก) ซึ่งตลอดมาก็เลยทำให้คนที่รู้จักกับนักการเมืองกลายเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์บางอย่าง เพราะเป็นผู้ผูกขาดช่องทางการสื่อสารเข้าสู่นักการเมือง ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะเป็นคนที่ดีแค่ไหนก็ตาม</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">แต่ในปัจจุบัน ภาพของอดีตอาจเปลี่ยนไป เพราะวิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะ twitter เนื่องจากผู้ส่งสารแน่ใจได้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่ง ติดตามผลได้ มีหลักฐาน และยังมีสาธารณชนเป็นตัวแรงกดดันให้ผู้สมัครต้องตอบสนองต่อสารที่ส่ง (โดยเฉพาะคำถามดีดี) ส่วนที่ twitter น่าจะดีกว่า facebook ก็เพราะคนที่ใช้ twitter มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะเป็นเจ้าตัวจริงๆ มากกว่าทีมงาน</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาเช่นนี้ยังไม่ได้ลองนำมาใช้กับประเทศไทย ซึ่งก็ดูน่าสนใจมาก หากครั้งต่อๆ ไป ใครลองนำไปใช้ก็คงน่าสนใจดีนะครับ อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ กันก่อนแล้วกันครับ </p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
- Christian Vaccari. You’ve Got (No) Mail: How Parties and Candidates Respond to Email Inquiries in Western Democracies. Paper prepared for the conference “Chasing the Digital Wave: International Lessons for the UK 2015 Election Campaign”, London, 22 November 2012.<br />
- John Light. Do Politicians Read the Emails You Send Them?. December 26, 2012. online at <a href="http://billmoyers.com/2012/12/26/do-politicians-read-the-emails-you-send-them/">BillMoyers</a></p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.cni.us.com/newsroom/wp-content/uploads/2013/01/email-integration-2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/25/you-ve-got-no-mail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้อคู่แบบไหนอยู่กัน&#8220;ไม่ยืด&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2013 00:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6819</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ &#8230;&#8230;&#8230;. อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องในวันแห่งความรัก [เสด-ถะ-สาด].com ขอเสนอบทความที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกเนื้อคู่ที่เหมาะกับเรา เพื่อให้มีโอกาสหย่าร้างหลังแต่งงานน้อยที่สุด และในการใช้ชีวิตร่วมกันให้รอด แต่ละคู่อาจจะต้องผ่านมรสุมครั้งใหญ่ประมาณสองครั้ง ซึ่งเกือบทุกคู่ก็ไม่ต่างจากเราทุกคน ถนอมความรักกันให้ดีนะครับ</p>
<p><span id="more-6819"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก่</span>อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนาน เริ่มมาจากงานที่ยุ่ง แล้วตามมาด้วยอาการป่วย ถึงตอนนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็(หวังว่า)พร้อมจะกลับมารับใช้เพื่อนๆ ทุกคนเช่นเดิม หวังว่าเพื่อนๆ จะยังไม่ลืมกันไปนะครับ ^^</p>
<p>เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่จะมาถึง [เสด-ถะ-สาด].com ก็ขอเกาะกระแสเรื่องความรักเหมือนๆ คนอื่นกันบ้าง แต่เนื่องจากงานศึกษาที่เกี่ยวกับความรัก เพื่อนๆ คงได้เห็นกันเยอะแล้ว จึงขอนำเอาเรื่องการเลิกกันมาให้อ่านบ้าง อย่างน้อยในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยการคัดเลือกคนรักของเราเช่นกัน </p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ในประเด็นที่ว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่คู่แต่งงานมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าปกติ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจได้ด้วยว่า ลักษณะของชายหญิงแบบไหนที่มีโอกาสเป็นเนื้อคู่และแต่งงานกันอย่างมีความสุข</p>
<p>พวกเขาใช้ข้อมูลของประเทศออสเตรเลีย จาก Household, Income and Labour Dynamics in Australia Survey (HILDA) จำนวน 7,682 ครัวเรือน ในช่วงปี 2001-2007 โดยได้ข้อมูลคู่ชายหญิงที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จำนวน 2,482 คู่ อายุไม่เกิน 58 ปี ภายในช่วง 7 ปีดังกล่าว มีคู่ที่หย่าร้าง แยกทางกันหรือแยกกันอยู่ จำนวน 10.7% (ในงานวิจัยได้แสดงความเห็นว่าอาจจะมีความลำเอียงของข้อมูล (Biasedness) อยู่ด้วย เนื่องจากพอเอาเข้าจริงแล้ว คนที่แยกทางกันหรือแยกกันอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตอบว่าได้แยกทางกันหรือแยกกันอยู่แล้ว)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;เมื่อต้องแยกทางกัน&#8221; (<a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.partnershipforchildren.org.uk/uploads/images/parents/divorce1.jpg" rel="attachment wp-att-6832"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/divorce1.jpg" alt="divorce1"  width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Kippen, Chapman and Yu (2010) ใช้แบบจำลอง Cox Proportional Hazards ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Hazard Model เพื่อประมาณช่วงระยะเวลาของชีวิตสมรสจนถึงสิ้นสุดลง ซึ่งมีรูปแบบสมการคือ<br />
<img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29%20%3D%20h_0%28t%29exp%28x_i%2C%5Cbeta%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' title='h_i(t) = h_0(t)exp(x_i,\beta)' class='latex' /><br />
โดย <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_i%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_i(t)' title='h_i(t)' class='latex' /> คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ของคู่แต่งงานที่ i ในช่วงเวลา t <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=x_i&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='x_i' title='x_i' class='latex' /> คือ คุณลักษณะส่วนตัวของคู่แต่งงาน <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=%5Cbeta&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='\beta' title='\beta' class='latex' /> คือ ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ และ <img src='http://s.wordpress.com/latex.php?latex=h_0%28t%29&#038;bg=ffffff&#038;fg=000000&#038;s=0' alt='h_0(t)' title='h_0(t)' class='latex' /> คือ ค่าตั้งต้นของความไม่แน่นอนที่จะเกิดการหย่าหรือแยกกันอยู่ โดยมีค่าเท่ากับศูนย์ในทุกคู่</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">งานวิจัยจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหย่าร้างของคู่แต่งงานออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ คุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น สัญชาติ อายุหรือความต้องการมีบุตร ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม เช่น การศึกษา รายได้หรือสถานภาพการทำงาน และปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น พ่อและแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างหรือไม่ จำนวนครั้งที่เคยแต่งงานมาก่อน มีบุตรหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ผลการประมาณค่าแสดงได้ตามตารางที่ ๑ ซึ่งข้อสรุปหลักๆ พบว่า คู่แต่งงานจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากขึ้น(มาก) หาก</p>
<ul>
<li>คู่แต่งงานที่มีอายุห่างกันเกิน 9 ปี </li>
<li>แต่งงานเมื่อสามีมีอายุน้อยกว่า 25 ปี</li>
<li>ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูบบุหรี่ แต่อีกฝ่ายไม่สูบ</li>
<li>ผู้หญิงดื่มเหล้ามากกว่าผู้ชาย</li>
<li>ตัวของพวกเขาเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน</li>
<li>พ่อหรือแม่ของพวกเขาเคยหย่าร้างกันมาก่อน</li>
<li>สามีตกงาน</li>
<li>ผู้หญิงอยากมีลูก(จำนวน)มากกว่าที่ผู้ชายอยากมี</li>
<li>ไม่มีลูกด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ขณะที่สัญชาติหรือประเทศที่เกิด ศาสนา และการศึกษาของภรรยาไม่มีผลต่อการหย่าร้าง แต่หากระดับการศึกษาใกล้เคียงกันก็จะอยู่กันได้ยืดกว่า</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen1.png" alt="Kippen1"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ (ต่อ) ผลการประมาณค่าสมการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" rel="attachment wp-att-6830"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen2.png" alt="Kippen2"  width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่ารายละเอียดของโอกาสหย่าร้างหรือแยกทางกันจะดูหยุมหยิมจนน่ากังวล แต่ต้องไม่ลืมว่าในจำนวนคู่แต่งงานทั้งหมดนั้น มีเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้นที่หย่าร้างหรือแยกทางกันจริง ซึ่งไม่ได้มากเลย</p>
<p>นอกจากนี้ โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันไม่ได้เท่ากันตลอดทั้งช่วงการแต่งงาน Kippen, Chapman and Yu (2010) ยังประมาณการเพิ่มเติมและพบว่า <span style="background-color:#f15a23;">โอกาสของการหย่าร้างหรือแยกทางกันจะสูงที่สุดในช่วงปีที่ห้าของการแต่งงาน จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งประมาณปีที่ 20 แล้วจะลดลงอย่างมากในเวลาต่อมา </span> (ดูรูปที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;รูปที่ ๑ โอกาสหย่าร้างในช่วงอายุการแต่งงานต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" rel="attachment wp-att-6828"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/02/Kippen3.png" alt="Kippen3"  width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p>ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า หากคู่แต่งงานมีความอดทนต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน และผ่านอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสประมาณสองครั้ง พวกเขาก็จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป </p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้ [เสด-ถะ-สาด].com ก็หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปทำนายเนื้อคู่ว่าจะได้คนแบบไหนมาแต่งงานด้วย ตอนนี้สถิติและแบบจำลองบอกเราแล้วว่า คู่แบบไหนที่น่าจะมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคู่ต้องเลือกเหมือนกันหมด เพียงแต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิชาการสำหรับใครหลายคนที่เปลี่ยนจากวิจัยจุดเริ่มของความรักมาเป็นจุดจบของความรักดูบ้าง</p>
<p>สุขสันต์วันแห่งความรักครับ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
Rebecca Kippen &#038; Bruce Chapman &#038; Peng Yu, 2010. &#8220;What&#8217;s love got to do with it? Homogamy and dyadic approaches to understanding marital instability,&#8221; CEPR Discussion Papers 631, Centre for Economic Policy Research, Research School of Economics, Australian National University.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://marriagelifeministries.org/wp-content/uploads/2011/04/divorce.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/02/14/what-s-love-got-to-do-with-it/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์)ในการ&#8220;บริจาค&#8221;(หรือทำบุญ)</title>
		<link>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jan 2013 05:28:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6776</guid>
		<description><![CDATA[การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้เงินไปเพื่อการบริจาคไม่เหมือนกับการใช้เงินเพื่อการบริโภคหรือลงทุน เพราะเรามักจะไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ และเมื่อจ่ายไปแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจติดตามผลลัพธ์ของการบริจาคอีกต่างหาก เหล่านี้คือนิสัยที่ไม่ดีของการบริจาค ลองดูว่าเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง</p>
<p><span id="more-6776"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>ป็นเรื่องปกติของทุกๆ ปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่คนส่วนใหญ่นิยมทำบุญ ทำทาน ทำกุศล หรือบริจาคทั้งเงินและสิ่งของต่างๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งการให้กันเลยทีเดียว แต่การบริจาคซึ่งนับเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่งของคนทั่วไปนั้น มีความไม่เหมือนกับรายจ่ายทั่วไป เพราะเวลาที่คนเราจะซื้อของ เรามักจะอ่านรีวิวร้านค้าและคุณภาพของสินค้าที่เราจะซื้อ หรือแม้แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการออม เราเองก็ทำคล้ายๆ กันคือหาข้อมูลไปก่อน แต่เรามักไม่ได้ทำกับการบริจาค</p>
<p>การตัดสินใจบริจาคส่วนใหญ่จึงมักถูกพิจารณาจากทำเลที่สะดวก มูลนิธิที่รู้จัก หรือการบอกต่อๆ กันมา จนเหมือนว่ามันเป็น &#8220;กล่องดำ&#8221; (Black Box) ที่บริจาคไปแล้วก็แล้วกันไป มักไม่ได้สนใจว่ามูลนิธิจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน หรืออย่างไร</p>
<p>พฤติกรรมการบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวจึงอาจนำมาสู่สิ่งที่ Dean Karlan (2012) เรียกว่า &#8220;นิสัยไม่ดีของการบริจาค&#8221; (Bad Giving Habit) และ [เสด-ถะ-สาด].com ขอนำพฤติกรรมที่ว่ามาปรับให้เข้ากับสังคมไทยเป็น ข้อควรคำนึง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการบริจาค ทั้งเงินหรือสิ่งของ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๑: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่มีต้นทุนการบริหารจัดการและจัดหาทุนต่ำ</p>
<p>คนที่ตัดสินใจบริจาคมักจะสนใจแค่ว่า &#8220;ถ้าฉันบริจาคไป 100 บาทจะถูกนำไปใช้จริงกี่บาท(หลังหักต้นทุน)&#8221; โดยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่านั้น แต่อันที่จริงต้นทุนของแต่ละมูลนิธิกลับไม่ได้ให้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้เงินบริจาค มูลนิธิสองแห่งที่มีต้นทุนไม่เท่ากันอาจจะมาจากประเภทของการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจน กับมูลนิธิเพื่อรณรงค์ลดการทารุณสัตว์ป่า หรือแม้แต่เป็นมูลนิธิที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันก็ยังอาจมีต้นทุนไม่เท่ากันอยู่ดี เพราะขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนเหมือนกัน แต่ต้นทุนจะต่างกันตามระดับการศึกษา สถานที่อยู่ของเด็ก หรือรายจ่ายที่ครอบคลุมให้เด็ก (ค่าเทอมเฉยๆ หรือค่ากินอยู่ด้วย) เป็นต้น</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๒: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่ยอมให้เราระบุได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร</p>
<p>องค์กรการกุศลบางแห่งเสนอทางเลือกให้คุณสามารถระบุได้ว่า เงินที่คุณบริจาคนั้นจะให้เขาเอาไปทำอะไร แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้คุณเห็นภาพการใช้เงินบริจาคของคุณได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ที่จริงแล้ว มูลนิธิน่าจะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินของตัวเองได้ดีกว่า หากเงินบริจาคมีความยืดหยุ่นและไม่มีข้อจำกัดว่าต้องนำไปใช้อะไร ทั้งนี้ยังไม่นับว่ามูลนิธิอาจจะเอาเงินของคุณไปรวมๆ กันแล้วใช้จ่ายตามปกติลับหลังโดยไม่ให้คุณรู้</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๓: คนเรามักจะรู้สึกว่่าได้แสดงความรักอันยิ่งใหญ่หากบริจาคให้กับมูลนิธิหลายๆ แห่งในคราวเดียวกัน</p>
<p>การดำเนินงานของมูลนิธิแต่ละแห่งมีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs) ในการจัดหาและใช้เงินบริจาค ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมูลนิธินั้นๆ และก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้บริจาคด้วย เช่น ต้นทุนการส่งข่าวสารหรือจดหมายรายเดือนให้กับผู้บริจาคแต่ละคน เป็นต้น ไม่ว่าคนๆ หนึ่งจะบริจาคมากหรือน้อยก็ตาม ต้นทุนธุรกรรมต่อผู้บริจาคหนึ่งคนจะคงที่ เพราะต้องส่งจดหมายรายเดือนเหมือนกัน นั่นหมายความว่า สัดส่วนของต้นทุนธุรกรรมต่อจำนวนเงินบริจาคจะสูงกว่า หากเงินบริจาคมีมูลค่าน้อยกว่า การที่ผู้บริจาคกระจายเงินของตัวเองออกไปให้กับหลายๆ มูลนิธิก็เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนต่อหน่วยให้กับแต่ละมูลนิธิ และเพิ่มต้นทุนรวมให้กับสังคมด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๔: คนเรามักจะหลอกตัวเองว่าผู้รับอยากได้ในสิ่งที่เราอยากให้</p>
<p>เรามักจะให้คุณค่าและความสำคัญมากกว่ากับสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเรา เวลาที่เราบริจาคอะไรก็ตาม เราก็มักบริจาคสิ่งที่เราอยากจะให้มากกว่าที่จะสนใจว่าทางผู้รับหรือมูลนิธิต้องการอะไร หลายคนก็มักลงเอยที่ตามความสะดวกของตัวเอง (ตามแต่จะหาได้) แต่บางคนก็มีความตั้งใจจริงๆ ที่จะซื้อของอย่างที่คิดว่าดี ทั้งที่จริงแล้ว มูลนิธิจะมีความต้องการของไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทางที่ดีหากเป็นไปได้ การติดต่อมูลนิธิล่วงหน้าว่าเขาอยากได้อะไรคงเป็นวิธีที่ดีกว่า</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ข้อควรคำนึงในการบริจาคประการที่ ๕: คนเรามักจะบริจาคให้กับมูลนิธิที่เป็นที่ประสบความเร็จทางการตลาด มากกว่าจะสนใจว่ามูลนิธินั้นทำงานดีขนาดไหน</p>
<p>เวลาที่คนเรานึกถึงสถานที่ที่จะไปทำบุญ มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ ก็จะเป็นที่รู้จักและจะยิ่งมีคนบริจาคมากขึ้นไปอีก ขณะที่มูลนิธิ(หรือวัด)ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับเงินบริจาคอย่างเพียงพอต่อไป หากมองให้ลึกลงไป มูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีคนบริจาคให้มากๆ มักจะเป็นมูลนิธิ(หรือวัด)ที่มีตำแหน่ง (Position) ทางการตลาดชัดเจน เช่น ปีเกิดต่างๆ จะต้องสะเดาะเคราะห์ที่วัดนั้นวัดนี้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริจาคไปแล้วและคนที่บริจาคเองก็สบายใจ แต่กลับแทบไม่มีคนที่สนใจเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้เงินของมูลนิธินั้นๆ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ของเตรียมบริจาค&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/47645.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2013/01/47645.jpg" alt="47645" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปแบบสั้นมากๆ ก็คือ ถ้าเราอ่านรีวิว หาข้อมูล หรือทำการบ้านก่อนจะไปบริจาค ว่าบริจาคที่ไหนดี และสถานที่นั้นๆ ต้องการอะไรให้เหมือนกับเวลาที่เราจะออกไปซื้อของอะไรสักอย่างหนึ่งก็คงจะดี นอกจากนี้ หากมีเวลา ติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิกับการใช้เงินบริจาคของเราก็คงจะดีเช่นกัน</p>
<p>แน่นอนว่าข้อควรคำนึงทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจทำให้เราได้คิด ได้เรียนรู้ในอีกบางด้านที่อาจมองข้ามไปในเวลาที่ไปบริจาคหรือทำบุญ นอกจากนี้ ข้อคำนึงที่กล่าวมาทั้งหมดอาจปรับให้ใช้ได้กับมูลนิธิ องค์กรการกุศล วัด โบสถ์หรือมัสยิดต่างๆ ได้เช่นกัน ต่อไปนี้เราจะได้ทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพกันนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: DEAN KARLAN, An Economist’s Guide to Year-End Charitable Giving, available at <a href="http://www.freakonomics.com/2012/12/28/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/">Freakonomics</a> (December 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.toptenthailand.com/images/rank/r_12238.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2013/01/05/an-economists-guide-to-year-end-charitable-giving/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวัง(ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)ในการ&#8220;เลือกซื้อของขวัญ&#8221;</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Dec 2012 07:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6718</guid>
		<description><![CDATA[การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง &#8230;&#8230;&#8230;. วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก “การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?) ในหนังสือ Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การให้ของขวัญก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เพราะมูลค่าของขวัญในสายตาผู้รับนั้นมักจะต่ำกว่าราคาของขวัญที่ผู้ให้จ่ายเงินซื้อ ทีนี้ลองมาดูกันว่าถ้าเราจะเลือกซื้อของขวัญโดยให้มูลค่าดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะแนะนำให้เราต้องระวังอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-6718"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ช่</span>วงเทศกาลเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกซื้อของขวัญให้กับคนรอบๆ ตัว เพื่อเป็นการแสดงความรัก แสดงความใส่ใจ หรือแม้แต่เพื่อส่งสัญญาณว่ารู้ใจ (Signalling) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การให้ของขวัญกลับก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าผลได้ผ่าน Deadweight Loss ทั้งนี้ก็เพราะมูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) มักจะต่ำกว่าราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) (อ่านเพิ่มเติมจาก <a href="http://setthasat.com/2011/12/22/gift-creates-dead-weight-loss/">“การให้ของขวัญ” เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่?</a>)</p>
<p>ในหนังสือ  Scroogenomics ของ Joel Waldfogel ได้ชี้ให้เห็นว่า จากมูลค่ารายจ่าย 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อของขวัญปีใหม่ของชาวอเมริกัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20% ผ่านทาง Deadweight Loss ที่ว่ามา โดย Waldfogel เรียกมันว่า &#8220;มหกรรมลดค่าสินค้า&#8221; (The Orgy of Value Destruction)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;หน้าปกหนังสือ Scroogenomics&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739Img100.jpg" alt="{D8EEC609-5957-436B-B5C2-2F469862A739}Img100" width="100%" class="nature3"/></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเทศกาล เราเองก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของขวัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะโอกาสที่จะได้แสดงความมีมิตรไมตรีที่ดีไม่ได้มีบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบทำ เพราะความสัมพันธ์ในภายภาคหน้าอาจสำคัญกว่า รวมถึง บางครั้งก็จำเป็นต้องให้กลับคืนที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นผู้รับมาก่อนด้วย</p>
<p>แล้วเราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไรให้ &#8220;อุ่นใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ&#8221; มากที่สุด เพราะถ้าเลือกซื้อได้ตามนี้แล้ว มูลค่าของขวัญในความรู้สึกของผู้รับ (Willingness to Accept) อาจจะสูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับราคาของขวัญจริงๆ ที่ผู้ให้เป็นคนซื้อ (Price) ซึ่งจะทำให้ Deadweight Loss ของสังคมลดลง เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Waldfogel ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นศึกษากระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำการต่อยอดจากข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ว่า &#8220;คนเราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ แต่กระบวนการเดียวกลับจะไม่ส่งผลให้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นเสมอไป&#8221; มาเป็น<strong>ข้อควรระวัง 6 ประการในการเลือกซื้อของขวัญ</strong>เพื่อให้ช่วงเวลาพิเศษเป็นช่วงที่ดีที่สุดจริงๆ</p>
<ol>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง (Egocentric Bias)</span>: คนเรามักคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราชื่นชอบนั้น คนส่วนใหญ่ก็ชอบเหมือนๆ (หรือคล้ายๆ) กับเรา ซึ่งมันเป็นการอุปมานที่เกินจริง (Exaggerate) ต่อความชอบของคนอื่น เช่น ถ้าเราชอบภาพยนตร์เรื่อง Twilight เราอาจเห็นว่า DVD Twilight ภาค Limited Edition มีค่าที่จะได้ครอบครอง หรือถ้าเราชอบตกปลา เราอาจคิดว่าดีถ้าคนที่ได้รับของขวัญได้มีโอกาสไปตกปลาเช่นกัน เราจึงซื้อ DVD หรือเบ็ดตกปลา ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น</li>
<p> </br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังสิ่งที่เห็นแค่ช่วงสั้นๆ (Focusing Illusion)</span>: ถ้าคนกรุงเทพฯได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ พวกเขาคงคิดว่าคนเชียงใหม่มีความสุขกว่าคนกรุงเทพฯแน่ๆ เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีกว่ากรุงเทพฯมาก ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่คนกรุงเทพฯคิดแบบนี้ก็เพราะเขาได้ไปอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่อากาศดี นั่นคือเขาตัดสินความสุขจากสิ่งที่เขาพบเห็น(อากาศ)แค่ในช่วงสั้นๆ ไม่ต่างจากการให้ของขวัญ หลายคนเลือกของขวัญโดยตั้งใจให้ผู้รับรู้สึก &#8220;ว้าววววว&#8221; ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนแกะของขวัญ เพราะเขาคิดว่าหากได้เห็นผู้รับร้องอุทานเสียงดัง ทำตาลุกวาว และหัวเราะชอบใจสุดๆ คือของขวัญที่ดีที่สุด แต่ของขวัญเหล่านี้จำนวนมาก หลังจากว้าวแล้ว มันก็ถูกเก็บไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือในกล่องแบบที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอีกเลย หากจะเลือกของขวัญต้องนึกถึงการใช้ประโยชน์หลังจากวันที่ให้ด้วย</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ควรคาดการณ์ไปข้างหน้า (Projection Bias)</span>: เมื่อเราหิว เรามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารเยอะมากๆ เยอะกว่าที่จะกินหมด ทั้งนี้ก็เพราะเราอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) มากกว่าอนาคต ทั้งๆ ที่ความรู้สึกหรือความชอบของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาว คนเรานิยมให้ของขวัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เช่น เสื้อสวยๆ ที่หนาๆ ผ้าพันคอ เสื้อไหมพรม จนกระทั่งผู้รับได้เสื้อผ้าฤดูหนาวเกินกว่าจะใส่หมดในฤดูหนาวหนึ่งๆ รวมถึงมักจะได้เป็นสีแดงเกินกว่าที่ผู้รับจะใส่เสื้อผ้าสีแดงได้ทุกๆ วันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้มักจะเลือกของขวัญจากการเอาปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ แต่หากเขาคาดการณ์ไปข้างหน้า เขาอาจจะเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ผู้รับกลับจะไม่ค่อยมี ทำให้ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า (ลองนึกถึงเด็กแรกเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นเสื้อผ้าเด็กในวัยแรกเกิดมากกเกินกว่าจะใส่หมด)</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">อย่าคาดหวังมากเกินไป (Optimistic Bias)</span>: คนเราส่วนใหญ่มักคิดว่าเราเป็นคนขับรถที่ดีกว่าระดับเฉลี่ยของคนทั่วไป และมักประเมินโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับตัวเราเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ต่างจากเวลาที่เราซื้อของขวัญ เรามักคาดหวังให้ผู้รับดีใจแบบเกินความเป็นจริง (Unrealistic Optimism) แล้วเราก็มักจะไม่มั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง เมื่อเห็นเขาไม่ดีใจอย่างที่เราคิดไว้ ดังนั้น อย่าตั้งความหวังว่าผู้รับจะต้องดีใจมากขนาดที่เราคิดไว้</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">ระวังยอดรวมรายจ่าย (Cumulative-cost Neglect)</span>: คนเรามักเลือกซื้อของขวัญโดยพิจารณาต้นทุนของของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้ในใจ แต่พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆ แล้วนับรวมจำนวนคนที่เราอยากจะให้แล้วล่ะก็ยอดรายจ่ายรวมทั้งหมดจะสูงมากๆ ถ้าคุณจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจจะตัดใจจ่ายไปก่อน แต่อย่าทำเช่นนั้น เพราะหายนะจะตามมาในภายหลัง ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของขวัญ รายจ่ายรวมสำคัญกว่าราคาของแต่ละชิ้น</li>
<p></br></p>
<li><span style="background-color:#f15a23;">คนอื่นอาจไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น (Spotlight Effect)</span>: ถ้าคุณชื่นชอบกระเป๋า Valentino คุณมองเพียงหางตา คุณก็รู้ว่าใครถือกระเป๋า Valentino ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ดูไม่ออก หรือแม้แต่ไม่สนใจด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับถ้าคุณชอบอ่าน [เสด-ถะ-สาด].com คุณกราดตามองก็คงรู้ว่านี่คือบล็อกของ [เสด-ถะ-สาด].com ทั้งที่คนข้างๆ คุณไม่มีใครสนใจ นั่นคือสิ่งที่คุณชอบมันเหมือนมีไฟสป็อทไลท์ส่องไปหาในสายตาของคุณคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เราอาจเน้นไปพิจารณาในจุดที่คนอื่นไม่ได้สนใจก็ได้ (ถ้าเราไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ) การเลือกซื้อของจึงอาจไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกรายละเอียดของรูปแบบ แต่ให้ความสนใจกับการนำไปใช้งานจะดีกว่า</li>
<p></br></p>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;Merry Christmas and Happy New Year&#8221; (<a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://kranjac.files.wordpress.com/2011/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/merry-christmas-happy-new-year.jpg" alt="merry-christmas-happy-new-year" width="100%" class="nature6"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ทั้ง 6 ประการที่ว่าเป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีเป้าหมายให้การให้ของขวัญได้ถูกผู้รับนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด อันจะนำไปสู่การเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุด เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญก็ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูกัน ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Cass R. Sunstein, Holiday Shopping Tips From Behavioral Economists, available at <a href="http://www.bloomberg.com/news/2012-11-27/why-holiday-gifts-receive-more-ughs-than-oohs-.html">Bloomberg</a> (November 2012).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://funnypicturesimages.com/images/image/happy-new-year-clip-art-02.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/30/human-error-of-behaviour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมน้อง&#8220;ไม่&#8221;แต่งงาน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2012 05:02:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=6601</guid>
		<description><![CDATA[การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน &#8230;&#8230;&#8230;. รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น &#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221;&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีกับทั้งชายและหญิง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกัน แต่ทำไมในปัจจุบันเรากลับเห็นคนที่ไม่แต่งงานทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจมากขึ้น ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกจะเป็นโสด และเขาตัดสินใจกันจริงๆ จังๆ ตอนอายุเท่าไหร่กัน</p>
<p><span id="more-6601"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>รื่องของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ Gary Becker เคยเสนอว่าการแต่งงานคือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความได้เปรียบเทียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย-หญิง ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialisation) ของแต่ละคน อันจะนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ</p>
<p>นอกจากนี้ นับตั้งแต่ Gary Becker เป็นต้นมา เรื่องการแต่งงานยังถูกวิเคราะห์เพิ่มเติมในอีกหลายแง่มุม ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ (Cost-Benefit Analysis) ของการแต่งงาน ทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของสามีและภรรยา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Impact) เป็นต้น</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ความรักเพียงครึ่ง&#8221; (<a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://nickshell1983.files.wordpress.com/2010/06/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/article-1197664-059b19d9000005dc-820_468x3521.jpg" alt="83955683.jpg" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะเห็นคนโสดจำนวนมากขึ้น หรือแม้แต่การแต่งงานที่ช้าลงของคู่บ่าวสาวกว่าในอดีต แนวคิดของ Becker ก็ยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวผู้หญิงสามารถทำงานด้วยตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเหมือนในอดีต ขณะที่หน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงเองก็ถูกทดแทนโดยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องรีดผ้า) ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานจึงลดลง นำมาสู่การแต่งงานที่น้อยลง</p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องเป็นโสด เรามักจะนึกถึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย [อันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไร] และเรามักเรียกสถานการณ์นี้ว่า &#8220;ขึ้นคาน&#8221; โดยสำนวนโบราณนี้มีนัยในเชิงตำหนิที่มาจากว่า เมื่อครั้งอดีต วิถีไทยที่อยู่กับสายน้ำ มักจะทำการซ่อมเรือที่ชำรุด เช่น รอยรั่ว ยาชัน ทาน้ำมันใหม่ โดยการยกพาดไว้บนคาน ทำให้ในเวลานั้น เรือจะค้างเติ่งอยู่บนคาน ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานเสียที</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่เป็นโสดแต่ละรูปแบบของผู้หญิงอายุ 25-50 ปีจำนวน 384 คนในเขตกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 91.4 ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน) โดยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้สมัครใจอยู่เป็นโสด (Involuntary Singleness) อีกประมาณหนึ่งในสี่เท่าๆ กัน สมัครใจอยูเป็นโสดแบบชั่วคราว (Temporary Voluntary Singleness) กับสมัครใจอยูเป็นโสดแบบถาวร (Permanent Voluntary Singleness) (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ข้อมูลด้านการเป็นโสดของกลุ่มตัวอย่าง&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-1.png" alt="Single 1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของอายุคือ <span style="background-color:#f15a23;">ผู้หญิงที่อายุ 25-30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว อายุ 30-35 ปี ส่วนใหญ่ไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36-40 ปี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่สมัครใจเป็นโสดแบบถาวร (ดูตารางที่ ๒(๑))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๑) เปรียบเทียบรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2.png" alt="Single 2" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันความแตกต่างทางด้านอายุที่ชัดเจน โดยคนที่สมัครใจเป็นโสดชั่วคราวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี คนที่ไม่สมัครใจเป็นโสดมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 31 ปี และคนที่สมัครใจเป็นโสดถาวรมีอายุเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ 36 ปี (ดูตารางที่ ๒(๒))</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒(๒) ค่าทดสอบทางสถิติของรูปแบบการเป็นโสดของผู้หญิงที่มีอายุแตกต่างกัน&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-2-1.png" alt="Single 2-1" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ชัชทอง (2541) ยังทำการประมาณค่าแบบจำลองถดถอยพหุแบบใส่ทีละตัวแปร (Enter Multiple Regression) ของปัจจัยกำหนดความโสดทั้งสามรูปแบบ โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ตัดสินใจเป็นโสดถาวรมากขึ้นคือ อายุที่มากขึ้น และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าเป็นโสดดีกว่าแต่งงาน (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-3.png" alt="Single 3" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่รายได้ที่สูงขึ้น และอายุที่น้อยจะเป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจเป็นโสดชั่วคราวมากขึ้น (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-4.png" alt="Single 4" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>และความคิดเห็นต่อปัญหาสตรีโสดที่ว่าการครองชีวิตโสดเป็นปัญหา และความคิดเห็นต่อการเป็นโสดที่ว่าแต่งงานดีกว่าเป็นโสด ส่งผลให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มที่เป็นโสดอย่างไม่สมัครใจมากขึ้น (ดูตารางที่ ๕)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่สมัครใจเป็นโสด&#8221; (<a href="#1">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-5.png" alt="Single 5" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ดี คำอธิบายของการเลือกที่จะเป็นโสดอาจมองได้ทางสังคมศาสตร์ด้วย ปริญญา (2552) ให้ข้อสรุปทางด้านสตรีศึกษาไว้ว่าเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสและยอมรับการมีชีวิตโสดของผู้หญิงมากขึ้น การศึกษาและรายได้ของตัวผู้หญิงเองที่มากขึ้น และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของอดีตที่ผ่านมา แต่ผลของการอยู่เป็นโสดก็ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับรู้สึกเป็นสุขกับชีวิตโสดจากการมีเวลาส่วนตัวและมีอิสระในการใช้ชีวิต</p>
<p>ข้อสรุปของปริญญา (2552) บางส่วนสอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณของ Oranuch (2007) ที่ทำการศึกษาผู้หญิงโสด 150 คน อายุ 30-50 ปี พบว่า ผู้หญิงเกือบทั้งหมดตอบว่าความสุขของการเป็นโสดคือ การมีอิสระ (Independence) (ดูตารางที่ ๖)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๖ ความสุขของการเป็นโสด&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-6.png" alt="Single 6" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>ขณะที่ความสุขของการแต่งงานในมุมมองของผู้หญิงโสดค่อนข้างหลากหลาย ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ตอบว่าข้อดีของชีวิตแต่งงานคือ การมีเพื่อน (Friend) รองลงมาคือ การมีครอบครัวและลูก (Family and Children) แต่ความรักและความเข้าใจ (Love and Understanding) กลับมีคนตอบไม่มากนัก (ดูตารางที่ ๗)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๗ ความสุขของการแต่งงาน&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-7.png" alt="Single 7" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p>นอกจากนี้ งานของ Oranuch (2007) ยังพบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโสดนั้น เคยมีประสบการณที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาก่อน สอดคล้องกับงานของปริญญา (2552) ด้วย (ดูตารางที่ ๘)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๘ การมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากความรัก&#8221; (<a href="#2">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/12/Single-8.png" alt="Single 8" width="100%" class="nature5"/></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">การที่ปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มจะไม่แต่งงานมากขึ้น หรือแต่งงานช้าลงนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และสังคมเองก็ยอมรับคนที่มีชีวิตโสดมากขึ้น ส่งผลให้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการแต่งงานลดลง ตลาดการแต่งงานจึงทำงานน้อยลงด้วย นอกจากนี้ อายุ ทัศนคติที่มีต่อการอยู่เป็นโสด และประสบการณ์เกี่ยวกับความรักที่ผ่านมา ดูจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่เป็นโสดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ประเด็นที่น่าสนใจดูจะเป็นเรื่องของอายุที่มีผลต่อรูปแบบการตัดสินใจโสดที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่จะสมัครใจเป็นโสดแบบชั่วคราว ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-35 ปี มักมีความต้องการแต่งงาน คนโสดส่วนใหญ่จึงไม่สมัครใจเป็นโสด และอายุ 36 ปี ขึ้นไป หากเป็นโสดอยู่ก็มักจะสมัครใจเป็นโสดแบบถาวร ดังนั้น ความชอบ (Preference) ของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในสามช่วงนี้ แต่ก็ขอให้ทุกคนพบเจอความรักของตนเองก่อนที่ความชอบจะเปลี่ยนไปนะครับ ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
<a name="1">[1]</a> ชัชทอง ธุระทอง, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นโสด รูปแบบการเป็นโสด และปัจจัยสนับสนุนการใช้ชีวิตโสด: ศึกษาเฉพาะสตรีโสดวัย 25-50 ปี ในกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2541.<br />
<a name="2">[2]</a> Oranuch Chatratananon, Factors influencing decisions to stay single or delay marriage of working singles aged between 30-50 years old, Research paper (M.A.)&#8211;Thammasat University, 2007.<br />
<a name="3">[3]</a> ปริญญา อยู่เป็นแก้ว, การตัดสินใจอยู่เป็นโสดของผู้หญิงในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา), วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="https://twimg0-a.akamaihd.net/profile_images/1261499959/tsw_logo.jpg">here</a> and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/12/20/factors-influencing-decisions-stay-single/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละคร &#8220;สะท้อน&#8221; หรือ &#8220;ชี้นำ&#8221; สังคมกันแน่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Nov 2012 07:51:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Lain America]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5549</guid>
		<description><![CDATA[ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน &#8230;&#8230;&#8230;. ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว &#8230;&#8230;&#8230;. ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้จัดละครทีวีที่ว่าละครมีหรือไม่มีผลกระทบต่อสังคม(อย่างมีนัยสำคัญ)กันแน่ และมากหรือน้อยแค่ไหนกัน บทความทางเศรษฐศาสตร์เองก็สนใจเรื่องนี้และพยายามให้คำตอบเช่นกัน</p>
<p><span id="more-5549"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ห</span>ลายคนอาจจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าละครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือไม่ จุดเริ่มต้นก็น่าจะตั้งแต่ละครเรื่อง &#8220;ระบำดวงดาว&#8221; ที่มีตัวเอกคือ &#8220;หวานหวาน&#8221; ตามด้วย &#8220;ดอกส้มสีทอง&#8221; ที่ตัวเอกคือ &#8220;เรยา&#8221; และล่าสุด ละครเรื่อง &#8220;แรงเงา&#8221; ในบทของ &#8220;มุนินทร์/มุตตา&#8221; ที่ในบท(รุน)แรงได้ใจคนไทยไปทั้งประเทศ</p>
<p>กระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานทางด้านนิเทศศาสตร์จำนวนมาก ออกมาต่อต้าน/คัดค้านบทละครเรื่องเหล่านี้ตลอดมา เพราะเชื่อว่าความรุนแรงในละครจะส่งให้คนในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็&#8221;รับได้&#8221;กับความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้จัดละครและดารานักแสดงก็ออกมาโต้แย้งว่า &#8220;ไม่จริง เพราะประชาชนแยกแยะได้&#8221; และพวกเขาแค่ทำละครอย่างที่สังคมต้องการเท่านั้น ที่สำคัญดูได้จากยอดเรทติ้งที่พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ในเชิงปรัชญา คำโต้เถียงของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ละครเป็น &#8220;ตะเกียง&#8221; ทำหน้าที่ให้ความสว่างเพื่อชี้นำสังคม หรือละครเป็น &#8220;กระจก&#8221; ทำหน้าที่เพียงสะท้อนความจริงของสังคมเท่านั้น</p>
<p>แล้วปรัชญาไหนน่าจะถูกต้อง คำตอบนี้อาจไม่ง่ายนัก ด้วยปัญหาทางเศรษฐมิติ ๒ ประการ ๑) ความรุนแรงมีอยู่แล้วในสังคมไทย เมื่อเนื้อหาของละครมีความรุนแรง และเกิดความรุนแรงขึ้นจริงในสังคม จะบอกได้อย่างไรว่าความรุนแรงนั้นมันจะเกิดอยู่แล้ว (แต่มีละครมาเป็นข้ออ้าง) หรือมันเกิดจากละครจริงๆ ๒) ผลกระทบของละครเป็นผลอาจเกิดขึ้นในระยะยาว แต่เนื่องจากละครที่มีความรุนแรงไม่ได้ถูกฉายอย่างต่อเนื่อง (มีเรื่องอื่นๆ ฉายคั่นในช่วงต่อจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) หากเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นผลจากละครที่มีความรุนแรง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ทีวีกับความรุนแรงที่อาจเกิดกับเด็ก&#8221; (<a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://contemporarycommunication.com/Narration/2_ContentAnalysis/images/tv%20violence.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/tv-violence.jpg" alt="" title="tv violence" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษของบางพื้นที่ Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาผลกระทบของการดูโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมในประเทศอินเดีย โดยมุ่งไปที่ความรุนแรงต่อผู้หญิง และทัศนคติต่อการมีบุตรชาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดีย Sen (1992) ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปี มีเด็กหญิงชาวอินเดียที่ควรจะได้เกิดแต่ไม่ได้เกิดประมาณ 41 ล้านคน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของแม่ จากทัศนคติของสังคมที่อยากได้ลูกชาย และหากเกิดมาแล้ว ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมทั้งการได้รับอาหาร สาธารณสุข และการศึกษา</p>
<p>โทรทัศน์เข้าสู่อินเดียเป็นครั้งแรกในปี 1959 และมีรายการอินเดียให้รับชมตลอดมา ต่อมา พื้นที่ชนบทของอินเดียก็เริ่มมี &#8220;เคเบิ้ลทีวี&#8221; แม้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เคเบิ้ลทีวีทำให้ชาวอินเดียในเมืองได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป เพราะรายการจำนวนหนึ่งเป็นรายการของตะวันตก ทำให้ชาวอินเดียได้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และอีกด้านของความเลวร้ายจากความรุนแรง</p>
<p>Jensen and Oster (2009) ทำการศึกษาตัวอย่าง 2,700 ครัวเรือนในช่วงปี 2001, 2002 และ 2003 ใน 4 เมือง (Bihar, Goa, Haryana และ Tamil Nadu) กับเมืองหลวงคือ Delhi สาเหตุที่พิจารณาการเข้ามาของเคเบิ้ลทีวีก็เพราะสัดส่วนของบ้านที่ดูเคเบิ้ลทีวีในชุมชนหนึ่งๆ อยู่ที่ร้อยละ 40-60 ทำให้สามารถเปรียบเทียบบ้านที่ดู(ได้รับผล)กับไม่ได้ดู(ไม่ได้รับผล)เคเบิ้ลทีวีในชุมชน(ที่มีวัฒนธรรม)เดียวกันได้ และเมื่อบ้านใดติดเคเบิ้ลแล้วก็มีแนวโน้มจะดูรายการทีวีจากเคเบิ้ลมากกว่ารายการจากช่องทีวีปกติด้วย</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงประมาณร้อยละ 30 &#8220;รับได้&#8221;กับความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยผู้ชาย หากไม่ปฏิบัติตามครรลองของสังคม เช่น ดูแลลูกได้ไม่ดี ไม่แสดงความเคารพสามี ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกสามีก่อน หรือแม้แต่ครอบครัวของผู้หญิงไม่ให้เงินใช้ เป็นต้น รวมทั้ง ผู้หญิงที่ต้องการมีลูกประมาณร้อยละ 55 ต้องการลูกผู้ชาย ขณะที่เพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่ต้องการลูกผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ค่าสถิติเชิงพรรณาของความรุนแรงและทัศนคติต่อการมีลูกชายของผุ้หญิงชาวอินเดีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-1.png" alt="" title="TV-1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย เปรียบเทียบระหว่างบ้านที่ติดและไม่ติดเคเบิ้ลในชุมชนเดียวกัน แสดงให้เห็นในตารางที่ ๒ พบว่า เคเบิ้ลทีวีทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงประมาณ 3% ต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ (= 0.1609/6&#215;100) และทำให้ทัศนคติที่ต้องการลูกชายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.82% ต่อปีเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างเคเบิ้ลทีวีที่มีผลต่อความรุนแรง และทัศนคติที่ต้องการลูกชาย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-2.png" alt="" title="TV-2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่า เคเบิ้ลทีวีไม่ได้หมายความเช่นเดียวกับละคร เพราะรวมไปถึงสารคดี ข่าวและรายการอื่นๆ ด้วย (แต่ที่จริง คนส่วนใหญ่ก็ดูละครมากกว่ารายการอื่นแน่ๆ) เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์พิเศษที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ทำให้ไม่มีการศึกษาผลกระทบของละครที่มีต่อความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีงานศึกษาที่ยังคงให้ประโยชน์กับคำตอบเรื่องนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>Ferrara, Chong and Duryea (2008) ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของละครช่วง Prime Time (พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่เอง) ที่มีต่ออัตราการเกิดในประเทศบราซิล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเอามากๆ</p>
<p>ในช่วงประมาณปี 1980 Rede Globo ได้นำเอาละครจากโปรตุเกสเข้ามาฉายในบราซิล (ทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกัน) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่ง Rede Globo อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดละครหลังข่าวเพราะมีคนดูประมาณ 80-90% เลยทีเดียว โดยละครที่มาจากโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศในยุโรป มักจะแสดงถึงความเป็นครอบครัวเล็ก แตกต่างจากสภาพสังคมของบราซิลโดยสิ้นเชิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก ที่สำคัญ ละครจากยุโรปมักจะมีลักษณะที่ว่า ครอบครัวชนชั้นกลางถึงรวยจะเป็นครอบครัวเล็กและมีความสุข ขณะที่ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกมากจะยากจนและไม่มีความสุข</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ละครเรื่องแรงเงาที่มีเรทติ้งสูงมาก&#8221; (<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://www.broadcastthai.com/download/image_download/download/1492_51723.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/1492_51723.jpg" alt="" title="1492_51723" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ข้อค้นพบของ Ferrara, Chong and Duryea (2008) ไม่ต่างไปจาก Jensen and Oster (2009) ที่ว่าละครหลังข่าวมีผลทำให้อัตราการมีบุตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังแสดงในตารางที่ ๓ ที่น่าสนใจก็คือ ละครหลังข่าวส่งให้อัตราการมีบุตรลดลงเร็วกว่าผลที่เกิดจากการให้การศึกษาที่ว่ามีลูกมากจะยากจนเสียอีก</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ผลการประมาณค่าสมการความสัมพันธ์ระหว่างละครหลังข่าวกับอัตราการมีบุตร&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/TV-3.png" alt="" title="TV-3" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าบทความทั้งสองชิ้นที่นำมา อาจไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ ว่าเนื้อหาของละครมีผลต่อความรุนแรงแน่ๆ แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า รายการทีวีและละครมีผลต่อทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น <span style="background-color:#f15a23;">ละครจึงไม่ใช่มีบทบาทแค่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมจนเรทติ้งสูงและทำกำไรจากค่าโฆษณามากมายเท่านั้น แต่กลับเป็นตะเกียงที่ชี้นำสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ละครนำเสนอด้วย</span> </p>
<p>อย่างไรก็ดี อาจจะโทษแค่ผู้จัดละครคงไม่ได้ เพราะสังคมเองก็ชื่นชม สนุกสนานและคิดว่าไม่เป็นไร ทุกวันนี้เราก็อาจจะเห็นคลิปเด็กตบกันจนรู้สึกธรรมดาไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เขาก็รับไม่ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่เราเห็นบางประเทศกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนในประเทศของเขาไม่รู้สึกอะไร</p>
<p>ที่น่าเสียดายคือ เรากำลังทำเหมือนกรณีของประเทศอินเดียในบทความแรก เพียงแต่เขาใช้รายการทีวีเพื่อลดความรุนแรงของสังคม แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เท่านั้นเอง</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/> </p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Robert Jensen and Emily Oster, The Power of TV: Cable Television and Women&#8217;s Status in India, The Quarterly Journal of Economics (2009) 124(3): 1057-1094.<br />
&#8211; Ferrara, Eliana La, Chong, Alberto and Duryea, Suzanne, Soap Operas and Fertility: Evidence from Brazil (June 2008). IDB Working Paper No. 533. </p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.aol.org.nz/files/images/content/tv-ads.png">here</a>  and rabbit homepage image&#8217;s intuition from Antoinette Portis&#8217;s Drawing</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/20/the-power-of-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม&#8220;ผู้หญิงสวย&#8221;จึงมักลงเอยกับ&#8220;ผู้ชายไม่หล่อ&#8221;?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2012 05:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Intermediate]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[Experiments]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5466</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง &#8230;&#8230;&#8230;. “A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นจริงของชีวิตที่เราพบเห็นกันทั่วไปที่ผู้หญิงสวยมักลงเอยกับผู้ชายไม่หล่อ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และมันยังทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากมีความสุขในการแต่งงาน เราควรหาคู่ครองที่มีหน้าตาระดับไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเอง</p>
<p><span id="more-5466"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<blockquote><p>“A thing of beauty is a joy forever, its loveliness increases; it will never pass into nothingness.” – John Keats, Endymion: Book I</p></blockquote>
<p><span class="dropcap dark">บ</span>ทกวีของ Keats ที่กล่าวถึงความสำคัญของความงามคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีของบทความนี้ ผู้เขียนเองไม่กล้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่คิดว่าเพื่อนๆ คงเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ที่ผ่านมา งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness) กับความสัมพันธ์อันเกิดจากความรัก (Romantic Relationship) มีให้เห็นจำนวนพอสมควร โดยที่ข้อสรุปนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสองกลุ่มทฤษฎี ในด้านหนึ่ง Equity and Similarity Theories ให้ข้อสรุปว่า คู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายใกล้เคียงกันจะให้ความสุขในการดำเนินชีวิตคู่มากกว่าคู่แต่งงานที่มีเสน่ห์ทางร่างกายแตกต่างกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง Evolutionary Perspectives and Normative Resource Theories กลับท้าทายว่า ความไม่เหมือนกันของเสน่ห์ทางร่างกายของคู่แต่งงานนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอสมมาตร (Asymmetric Outcome of Dissimilar Attractiveness) โดยถ้าเป็นคู่แต่งงานที่ผู้หญิงมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคู่แต่งงานที่ผู้ชายมีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิง</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>James K. McNulty, Lisa A. Neff, and Benjamin R. Karney (2008) ได้ทำการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของคู่แต่งงานใหม่ (แต่งงานกันมาไม่เกิน 6 เดือน และไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือมีลูกมาก่อน) จำนวน 82 คู่</p>
<p>สาเหตุที่เลือกพิจารณาคู่แต่งงานใหม่ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ คู่ที่เพิ่งแต่งงานกันจะตั้งใจยึดมั่นคำสัญญา และมีความมุ่งหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวในระดับที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย สองคือ คู่แต่งงานใหม่มักจะมีช่วงอายุและประสบการณ์จากความรักที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่คู่แต่งงานที่อยู่กันนานแล้ว ผลลัพธ์ของการแต่งงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายจนไม่อาจประเมินผลของเสน่ห์ทางร่างกายได้อย่างถูกต้อง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพยนตร์เรื่องดังที่เกี่ยวกับความรักระหว่างนางเอกชื่อดังกับผู้ชายธรรมดาๆ (แต่ที่จริงหน้าตาก็ไม่ค่อยธรรมดาอย่างที่เรื่องพยายามจะเสนอแฮะ)&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/notting_hill.jpg" alt="" title="notting_hill" width="100%" class="nature4"/></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในการวัดผลลัพธ์ของการแต่งงาน McNulty, Neff, and Karney (2008) จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ๑) ความพอใจในชีวิตแต่งงาน (Marital Satisfaction) เป็นการให้คู่แต่งงานตอบแบบสอบถามแบบสเกลที่มีพื้นฐานมาจาก Quality Marriage Index (Norton, 1983) ๒) พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อคู่ครอง (Marital Interaction Behavior) จะถูกวัดจากอาสาสมัครทางจิตวิทยาที่ได้รับการอบรม ระหว่างที่คู่บ่าวสาวอธิบายถึงปัญหาของชีวิตแต่งงาน และ ๓) ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกาย (Physical Attractiveness)  จะถูกประเมินจากอาสาสมัคร โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่ของใคร</p>
<p>ข้อมูลสถิติพื้นฐานของตัวแปรตามทั้งสาม พบว่า คู่แต่งงานมีความพอใจในชีวิตแต่งงานอยู่ในระดับที่สูง (คะแนนเต็ม 45; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 4.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 42.1 SD = 5.3) ขณะที่อาสาสมัครให้คะแนนการปฏิบัติต่อกันในทางบวกมากกว่าลบ (คะแนนจาก -1.0 ถึง +1.0; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 0.20 SD = 0.24 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 0.24 SD = 0.21) และให้คะแนนความมีเสน่ห์ทางร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ค่ากลางๆ (คะแนนเต็ม 10; ผู้ชายมีค่าเฉลี่ย = 4.5 SD = 1.0 ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย = 4.3 SD = 1.2)</p>
<p>ผลการศึกษาตามตารางที่ ๑ แสดงค่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายของสามีหรือภรรยา (Absolutue Attractiveness) กับความพอใจในชีวิตสมรสหรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน โดยผู้ชายที่หล่อจะมีแนวโน้มทั้งความพอใจในชีวิตสมรสต่ำ (r=-0.27*) และการปฏิบัติต่อภรรยาที่ไม่ค่อยดี (r=-0.31*) แต่ผู้หญิงที่สวยมีแนวโน้มจะปฏิบัติกับสามีค่อนข้างดี (r=0.26*) ขณะที่ทั้งความพอใจและการปฏิบัติต่อกันจะดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสเลย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-1.png" alt="" title="beauty-beast 1" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>McNulty, Neff, and Karney (2008) ได้ทำการประเมินต่อด้วยสมการถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้ระดับความมีเสน่ห์ทางร่างกายทั้งของสามีและภรรยาเป็นตัวแปรอิสระ และควบคุมปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ การศึกษาและรายได้</p>
<p>ผลการศึกษาที่แสดงในตารางที่ ๒ มีความน่าสนใจหลายประการ</p>
<p>- ในด้านการปฏิบัติต่อกัน</p>
<ul>
<li>ความหล่อของสามี ส่งผลทางลบทั้งต่อการปฏิบัติของตัวสามีเองต่อภรรยา (เช่น ให้เกียรติภรรยาน้อยลง) และการปฏิบัติของตัวภรรยากับสามี (เช่น มักเกิดความหึงหวง หวาดระแวง)</li>
<li>ความสวยของภรรยา ส่งผลบวกทั้งต่อการปฏิบัติของตัวภรรยาที่มีต่อสามี (เช่น ให้เกียรติสามีมากกว่า เพราะต้องรักษาภาพพจน์) และการปฏิบัติของตัวสามีต่อภรรยา (เช่น คอยเอาอกเอาใจมากขึ้น เพราะภรรยาสวย)</li>
</ul>
<p>- ในด้านความพึงพอใจต่อชีวิตสมรส ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่ารูปร่างหน้าตาจะส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหรือลดลง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการประมาณค่าสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ทางร่างกายกับความพอใจในชีวิตสมรส&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/beauty-beast-2.png" alt="" title="beauty-beast 2" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุปสั้นๆ ก็คือ รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายหญิงจะส่งผลบวกต่อการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สมรส ขณะที่รูปร่างหน้าตาที่ดีของฝ่ายชายกลับส่งผลลบ</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากสองแนวคิด</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">หนึ่งคือ แนวคิดทางด้าน(กึ่ง)มานุษยวิทยาที่อธิบายได้ว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้หญิงนั้น ตัวผู้หญิงเองจะถือว่าเป็นทรัพยากร(หรือทรัพย์สิน) และมักใช้ไปเพื่อคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ขณะที่การมีรูปร่างหน้าตาดีของผู้ชายนั้น ตัวผู้ชายจะถือว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีการลงเอยกันแล้ว ผู้หญิงมักถือว่าตนเองได้คู่ครองที่เหมาะสม และสร้างครอบครัวต่อไป แต่ผู้ชายจะยังคงใช้เพื่อการล่า และนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวต่อไป</span></p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">สองคือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์(พฤติกรรม) ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความงามมากกว่าผู้ชาย จึงไม่ขาดแคลนทรัพยากรความงาม พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ที่พวกเขาขาดแคลนแทนที่ เช่น ฐานะ ความสามารถ ไหวพริบ หรือแม้แต่มุกตลก ขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจกับความงามของผู้หญิงเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่งานวิจัยของ Dan Ariely ระบุว่า ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้หญิงสนใจฐานะมากที่สุด</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ฉากแต่งงานระหว่างหม่ำกับจั๊กจั่นในภาพยนตร์เรื่อง วงศ์คำเหลา&#8221; (<a href="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/07/04/17230/hr1667/630.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/11/630.jpg" alt="" title="630" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>สุดท้ายนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หากคุณเป็นผู้หญิงและอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้ชายที่หน้าตาแย่กว่า แต่หากคุณเป็นผู้ชาย และอยากมีความสุขในชีวิตสมรส จงมองหาผู้หญิงที่หน้าตาดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่มีหน้าตาดีจะมีความสุขมากกว่ากับการมีคู่ครองที่เป็นผู้ชายหน้าตาไม่ดีนั่นเอง </p>
<p>แต่จะว่าไป สงสัยผู้เขียนจะหาแฟนที่หน้าตาดีกว่าได้ยากนะเนี่ย หุหุ</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: McNulty, J.K., Neff, L.A. &#038; Karney, B.R. (2008). Beyond initial attraction: physical attractiveness in newlywed marriage. Journal of Family Psychology, Vol 22, No 1: 135-143.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.disneyclips.com/imagesnewb/beautyandthebeast.html">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/15/beyond-initial-attraction/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;การบ้าน&#8221; ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Nov 2012 05:23:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5341</guid>
		<description><![CDATA[การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบที่นี่) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย</p>
<p><span id="more-5341"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">เ</span>มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบ<a href="http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000127769">ที่นี่</a>) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า &#8220;การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น&#8221;</p>
<p>ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li>จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%</li>
<li>เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น</li>
<li>เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว</li>
<li>ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน</li>
</ul>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Cooper, Robinson and Patall (2006) หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่&#8221;ไม่&#8221;พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ การบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก</p>
<p>นอกจากนี้ Cooper et. al (2006) ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)</p>
<p>ภาพที่ ๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6) ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12&#8243;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-1.png" alt="" title="homework 1" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ที่น่าสนใจคือภาพที่ ๒ ซึ่ง<span style="background-color:#f15a23;">เด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน&#8221; </p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/homework-2.png" alt="" title="homework 2" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย</p>
<p><span style="background-color:#f15a23;">ทางออกที่ Kohn (ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตัวอย่างของความล้มเหลวในการทำการบ้าน (ภาพจาก FaceBook ซึ่งไม่ทราบต้นตอแรกจริงๆ ครับ)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/293702_295734780545055_1578563225_n.png" alt="" title="293702_295734780545055_1578563225_n" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า &#8220;การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก&#8230;จริงหรือไม่&#8221; และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Harris Cooper, Jorgianne Civey Robinson, and Erika A Patall (2006) Does Homework Improve Academic Achievement? A Synthesis of Research, 1987–2003. Review of Educational Research Spring 76: 1-62.<br />
&#8211; Alfie Kohn (2007) The Homework Myth: Why Our Kids Get Too Much of a Bad Thing. Da Capo Press.<br />
&#8211; Sara Bennett and Nancy Kalish (2007) The Case Against Homework: How Homework Is Hurting Children and What Parents Can Do About It. Three Rivers Press; Reprint edition.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/11/05/the-myth-about-homework/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครงสร้างตลาด&#8220;บริการค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221;เป็นแบบไหนกัน?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Oct 2012 04:29:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Economics of Politics]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5363</guid>
		<description><![CDATA[การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ &#8230;&#8230;&#8230;. ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์ตลาดของเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ วิทยานิพนธ์ของอัญชลี (2544) ได้นำเอา Porter 5 Forces Model มาอธิบายธุรกิจนี้ได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><span id="more-5363"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">ก</span>ารค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่อาชีพใหม่ของสังคมไทย ตลอดมานโยบายของรัฐไทยเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง จึงมุ่งไปที่การปรามไม่ใช่ปราบการค้าประเวณี ดังจะเห็นได้จากการที่สถานบริการ ซึ่งแอบแฝงขายบริการสามารถเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายที่มุ่งเอาผิดตัวโสเภณี แทนที่จะร่วมเอาผิดผู้มาใช้บริการด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะมีการปรามอย่างจริงจัง(อาจจะจริงจังกว่านี้ หากไม่มีการคอรัปชั่นมาเกี่ยวข้อง) การเข้าสู่อาชีพโสเภณีก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีหญิงขายบริการทางเพศประมาณการอยู่ที่ 200,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 5 เท่า โดยจากการสำรวจพบว่าหญิงบริการทางเพศในเมมเบอร์คลับจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน และรับลูกค้าน้อยครั้ง ขณะที่หญิงบริการทางเพศในสำนักหรือซ่องจะทำงานหนักที่สุด โดยรับลูกค้าเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน แต่มีรายได้ไม่มาก นั่นคือ ความไม่เท่าเทียมกันของการทำงานในธุรกิจนี้มีสูงมาก (ดูตารางที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ ประมาณการหญิงบริการจำแนกตามประเภทสถานบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.16.21-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.16.21 PM" class="nature6" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>การจัดสรรรายได้จากการทำงานของหญิงบริการแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ระบบเหมาจ่าย คือ ลูกค้าจ่ายให้กับเจ้าของสถานบริการโดยตรง ซึ่งเจ้าของจะแบ่งกับหญิงบริการอีกทีหนึ่งตามสัดส่วน ขณะที่รายได้ของหญิงบริการโดยตรงจะอยู่ที่ทิปของลูกค้าเท่านั้น เช่น สถานอาบอบนวด</li>
<li>ระบบเงินเดือน + คอมมิชชั่น(จากการสั่งอาหาร เครื่องดื่ม) + ค่าบริการทางเพศ เช่น บาร์ คาราโอเกะ หญิงบริการจึงต้องคอยนั่งกับลูกค้า เพื่อให้มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มด้วย</li>
<li>ระบบ freelance หรือขายบริการอิสระ โดยมักจะแฝงตัวอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆ หรือสถานเริงรมย์ชั้นสูง ซึ่งหญิงบริการจะมีความสามารถ(ระดับหนึ่ง)ในการกำหนดรายได้เอง บางครั้งอาจมีเอเย่นต์คอยติดต่อและหักส่วนแบ่งไปตามที่ตกลงกัน</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ดี รายได้ของหญิงบริการจำนวน 200,000 คนนั้นได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ผ่านทางอุตสาหกรรมก่อสร้าง บันเทิงและอาหาร ประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 ซึ่งถือว่าสูงมาก หรืออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าเพิ่มในสาขาบริการทั้งหมด (ดูตารางที่ ๒) ทั้งนี้ยังมีมูลค่าเพิ่มทางอ้อมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น วงดนตรี ดาวตลก โรงพิมพ์ ร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และธุรกิจสันทนาการด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ มูลค่าเพิ่มจากการค้าบริการของหญิงบริการ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.11-PM.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.11 PM" width=100% class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>นอกจากนี้ ในบางมิติ การค้าประเวณียังมีส่วนช่วยให้การกระจายรายได้ระหว่างเมืองและชนบทดีขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของรายได้ของหญิงบริการจะถูกส่งไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด [หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่ข้อสรุปส่วนนี้ของหญิงบริการทั่วไปสอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้น และก็ค่อนข้างเป็นไปได้ในเรื่องของการส่งเงินกลับบ้านที่มีจำนวนมากพอสมควร] (ดูตารางที่ ๓)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ร้อยละของหญิงบริการที่ใช้จ่ายเงินในเรื่องต่างๆ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Screen-Shot-2012-10-28-at-11.17.28-PM1.png" alt="" title="Screen Shot 2012-10-28 at 11.17.28 PM" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรดาหญิงขายบริการนั้น ตลาดที่น่าสนใจคือ &#8220;การค้าประเวณีของนักศึกษา&#8221; เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ในระดับสูง มีโอกาสและทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย และมักไม่มีความขัดสนทางฐานะครอบครัวด้วย </p>
<p>อัญชลี (2544) ทำการวิเคราะห์ธุรกิจนักศึกษาค้าประเวณี โดยอาศัยแนวคิดของแบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model อันที่เป็นที่รู้จักกันดีในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมทั่วไป (รูปต้นแบบดูภาพที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๔ แบบจำลอง Porter&#8217;s Five Forces Model&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/Presentation1.png" alt="" title="Presentation1" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>อัญชลี (2544) เริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างภายในตลาดธุรกิจค้าประเวณีในกลุ่มนักศึกษาว่าเป็น &#8220;ตลาดผู้ขายมากราย&#8221; (หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) ซึ่งหากพิจารณาตามนิยามของตลาดผู้ขายมากรายจะอธิบายได้ว่า</p>
<ol>
<li>จำนวนนักศึกษาหญิงที่ขายบริการมีจำนวนมาก และมากพอจนการกำหนดราคาหรือการดำเนินการของผู้ขายรายใดรายหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม</li>
<li>บริการที่ได้รับจากผู้ขายแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อาจด้วยรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว หรือการเอาอกเอาใจ แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ในเชิงประโยชน์ใช้สอย (Differentiated Product)</li>
<li>การเข้าหรือออกในธุรกิจนี้เป็นไปโดยเสรี และมีต้นทุนที่ต่ำมาก โดยใช้เพียงเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น [การบังคับกักขังเพื่อขายบริการใช้หนี้มีน้อยมากในปัจจุบัน]</li>
</ol>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพในสถานบริการ&#8221; (<a href="http://1.bp.blogspot.com/-tL8JjqBD2gc/T72sYNPXweI/AAAAAAAAAT4/8NtC9VmswAA/s1600/5.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/10/5.jpeg" alt="" title="5" width="100%" class="nature6" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ในส่วนของการวิเคราะห์ด้านอื่นๆ ประกอบด้วย</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของนักศึกษา</em> แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามที่นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์ด้วย หนึ่งคือ อำนาจต่อรองกับเอเย่นต์ ซึ่งนักศึกษาอาจต่อรองเรื่องวันที่จะมาทำงานได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึงขั้นว่าจะมาหรือไม่มาก็ได้ เพราะต้องมาให้ได้จำนวนวันขั้นต่ำ) แต่ไม่สามารถต่อรองเรื่องค่านายหน้าหรือราคาได้ สองคือ อำนาจต่อรองกับลูกค้า ถ้าเป็นกรณีที่นักศึกษาหาลูกค้าเองจะเลือกลูกค้าและราคาเองได้ โดยหากแขกไม่สุภาพ นักศึกษาก็ปฏิเสธในครั้งต่อไปได้ หรือหากนักศึกษาบริการไม่ดี ลูกค้าก็ปฏิเสธได้เช่นกัน</p>
<p><em>อำนาจต่อรองของลูกค้า</em> อำนาจต่อรองของลูกค้าจะอยู่ที่ความสามารถในการจ่าย หากเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินดีก็จะต่อรองได้มาก เพราะนักศึกษาหรือเอเย่นต์ต้องการให้กลับมาซื้อซ้ำ</p>
<p><em>สินค้าทดแทน</em> เป็นปัจจัยคุกคามธุรกิจขายบริการของนักศึกษา เพราะราคาถูกกว่า หาซื้อได้ง่ายกว่า และอาจบริการด้วยความเชี่ยวชาญที่มากกว่าด้วย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มนักศึกษามีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น</p>
<p><em>คู่แข่งรายใหม่</em> แม้จะมีการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่จำนวนมาก แต่ลูกค้ารายใหม่ก็เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าผู้ให้บริการเช่นกัน จึงยังส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังดำเนินต่อไปได้</p>
<p><em>ทัศนคติและผลกระทบจากสังคมแวดล้อม</em> สังคมแวดล้อมของนักศึกษามักจะอยู่ในวงของเพื่อนนักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจในงานของอัญชลี (2544) เองพบว่า แม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่รับได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัว และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ไม่ยากนัก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="#d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>โดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">ตลาดการค้าประเวณีของนักศึกษาเป็นตลาดผู้ขายมากราย(หรือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) (Monopolistic Competition) เพราะมีผู้ให้บริการจำนวนมาก สินค้ามีความแตกต่างแต่ทดแทนกันได้ และเข้าออกตลาดได้โดยเสรี ขณะที่องค์ประกอบด้านอื่นๆ พบว่า ผู้ให้บริการมีอำนาจต่อรองอยู่บ้างในการเลือกลูกค้า กำหนดราคาหรือเลือกวันทำงาน แต่การแข่งขันของจากรายใหม่และการค้าประเวณีอื่นๆ ก็มีสูงเช่นกัน เพียงแต่ลูกค้าใหม่ๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมากพอที่จะทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไปได้ จึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้นำให้นักศึกษาเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีมากขึ้น แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้านหนึ่งของสังคมที่เศรษฐศาสตร์สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ และน่าจะก่อให้เกิดการร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสมต่อ โดยแนวทางที่ว่าอาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในธุรกิจสีเทาอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: อัญชลี พินิจรักษ์ธรรม (2544) การค้าประเวณี: กรณีนักศึกษาหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/547/30547/images/collegegirl2.jpg">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/10/30/prostitution-a-case-study-of-female-university-students/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นใช้แบรนด์หรู&#8221;&#8230;เป็นเรื่องปกติหรือไม่?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Sep 2012 07:12:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Behavioural Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Econometrics]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5219</guid>
		<description><![CDATA[กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน &#8230;&#8230;&#8230;. ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กระเป๋าราคาแพงที่เห็นคนใช้กันเกลื่อนในประเทศไทย เกิดจากความฟุ้งเฟ้อของคนไทยมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเพียงพัฒนาการขั้นหนึ่งทางการตลาดของสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไป และมันก็เป็นไปเช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศด้วย บทความนี้มีมุมหนึ่งให้ลองพิจารณากัน</p>
<p><span id="more-5219"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/></p>
<p><span class="dropcap dark">ป</span>ระเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทมีตราหรูหรา (Luxury Brand) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [ต่อไปนี้ขอเรียกสินค้าประเภทมีตราหรูหราว่า “สินค้าแบรนด์หรู” ที่จริงไม่อยากจะใช้ทับศัพท์ แต่ถ้าใช้คำว่า “สินค้ายี่ห้อที่ดูโอ่อ่า” ก็เกรงจะถูกตำหนิจากคนในวงการแฟชั่นได้] ดังจะเห็นได้จาก Boutique Shop ของแบรนด์เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Prada, Hermès, Gucci หรือ Valentino แม้แต่ Club 21 ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์หรูของสิงคโปร์ก็ได้เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านี้ เช่น Yohji Yamamoto จากญี่ปุ่น, Jil Sander จากเยอรมนี และ Mulberry จาก UK ด้วย (Gale, 2010)</p>
<p>งานของ Chandha and Husband (2006) ระบุว่าในปี 2005 ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนมากเป็นการขายผ่านทางห้าง Siam Paragon, เกษรพลาซ่า, Central World, เอราวัณ และ Emporium </p>
<p>ที่น่าสนใจก็คือ การที่สินค้าเหล่านี้มียอดขายสูงขึ้นมากขนาดนี้ ก็เพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงในประเทศไทยเท่านั้นที่ซื้อ แต่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นผู้ซื้อด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่งเริ่มทำงานก็เป็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสองสาเหตุสำคัญของยอดขายที่เติบโตขึ้นมาก</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>Tovikkai and Jirawattananukool (2010) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบรนด์หรู โดยเน้นไปศึกษาที่กลุ่มนักศึกษาเป็นหลัก พวกเขาเก็บแบบสอบถาม 206 ชุดจากนักศึกษาหญิงใน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล และ ABAC</p>
<p>การศึกษาได้ถามคำถามเพื่อให้ผู้ตอบแต่ละคนระบุตนเองด้วยว่า &#8220;คุณเป็นคนติดแบรนด์หรูใช่หรือไม่?&#8221; (Are you a luxury preference person?) โดย 58 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ใช่” 54 คน (หนึ่งในสี่) ตอบว่า “ไม่ใช่” และอีก 94 คน (ครึ่งหนึ่ง) ตอบว่า “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ตารางที่ ๑ แสดงคุณลักษณะของผู้ตอบในสามกลุ่มดังกล่าว ตัวแปรที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็น “ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูแต่ละครั้ง” (Spending on Fashion Luxury Products) โดยคนที่ซื้อครั้งละไม่เกิน 10,000 บาทจะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” และ “ไม่แน่ใจ” คนที่ซื้อครั้งละ 10,000-30,000 บาท จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” กับ “ไม่แน่ใจ” ส่วนคนที่ซื้อครั้งนึงเกิน 30,000 บาท จะอยู่ในกลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าคนจะคิดว่าตนเองติดแบรนด์หรูหราหรือไม่นั้น น่าจะอยู่ที่รายจ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๑ คุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221; ว่าตนเองติดแบรนด์หรู&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-1.png" alt="" title="luxury handbags 1" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p>แน่นอนว่าการเปรียบเทียบจากการมองภาพรวมคร่าวๆ นั้นก็พอจะให้บอกความน่าสนใจได้ แต่ก็อาจไม่ครบถ้วน การศึกษาจึงนำคุณสมบัติต่างๆ มาทดสอบ Chi-squared ว่าหาปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทางสถิติที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ติดหรือไม่ติดแบรนด์หรู โดยพบว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา เงินในประเป๋า รายได้ของพ่อแม่ และฐานะทางบ้าน (วัดจากทำเลของบ้านที่อยู่) แต่กลับขึ้นอยู่กับรายจ่ายในการซื้อต่อครั้ง ความถี่ในการซื้อ ความตั้งใจที่จะซื้อ(ในปีหน้า) และการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเท่านั้น (ดูตารางที่ ๒)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๒ ผลการทดสอบคุณลักษณะด้านต่างๆ ด้วย Chi-squared ระหว่างคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; กับ &#8220;ไม่ใช่&#8221; ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (ในช่องสีแดงแสดงว่ามีความแตกต่างกัน)&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-2.png" alt="" title="luxury handbags 2" width="100%" class="nature6" /></a><br/></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">หากถามคนเหล่านี้ว่า “ในความคิดของคุณ อะไรคือสินค้าหรูหรา?” (What is luxury product in your opinion?) ทั้งสามกลุ่มให้นิยามแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ตอบว่าใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและให้ความสบายทางกายอย่างมาก” คนที่ตอบว่าไม่ใช่ตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีราคาแพงและไม่จำเป็น แต่อยากได้” ขณะที่คนที่ไม่แน่ใจตอบว่า “สินค้าหรูหราคือสินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ” อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ค่อนข้างดูมีเหตุผล เพราะสนใจเรื่องคุณภาพ พวกเขาเองจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนติดแบรนด์หรือไม่ (ดูตารางที่ ๓)</span></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๓ ความหมายของคำว่าแบรนด์หรูในความคิดของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-3.png" alt="" title="luxury handbags 3"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ทีนี้ลองดูกันว่า กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เขาชอบสินค้าแบรนด์ไหนกันบ้าง (เรียงจากมากไปหาน้อย) กลุ่มที่ตอบว่า “ใช่” เป็นคนติดแบรนด์ ชอบ Chanel, Louis Vuitton, Gucci, Hermes และ Balenciaga ตามลำดับ กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ชอบ Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Christian Dior และ Paul Smith กับ Prada (คะแนนเท่ากัน) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ “ไม่แน่ใจ” ตอบว่า Louis Vuitton, Gucci กับ Chanel (คะแนนเท่ากัน), Paul Smith และ Burberry ตามลำดับ (ดูตารางที่ ๔)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๔ แบรนด์ที่ชื่นชอบของคนที่ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; &#8220;ไม่ใช่&#8221; และ &#8220;ไม่แน่ใจ&#8221;"</p>
<p ALIGN="CENTER">
<a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-4.png" alt="" title="luxury handbags 4"  width="100%" class="nature" /></a><br/></p>
<p>ผลที่ได้จากการสำรวจโดยรวมมีความใกล้เคียงกับรายงานของ MillwardBrown ที่พบว่า Louis Vuitton, Hermes, CHANEL, Gucci, Prada เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก ดังตารางที่ ๕</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ตารางที่ ๕ สินค้าแบรนด์หรูที่มีมูลค่าของแบรนด์สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Top-Luxury-Brands.jpeg" alt="" title="Top-Luxury-Brands" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>กล่าวโดยสรุป<span style="background-color:#f15a23;">ในเบื้องต้นของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าแบรนด์หรูของไทยก็คือ ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะมีการศึกษามากหรือน้อย รายได้จะมากหรือน้อย หรือบ้านจะรวยหรือจน แต่สำคัญแค่ว่าคุณซื้อ(หรือมีความตั้งใจที่จะซื้อ)มันหรือยัง โดยหากคุณได้ซื้อ(หรือเคยซื้อ)สินค้าแบรนด์หรูไปแล้ว คุณก็มีแนวโน้มจะติดมันต่อไป เกณฑ์ที่ดูเหมือนจะบอกว่าคุณจะติดหรือไม่น่าจะอยู่ที่สินค้าเกินกว่า 20,000 บาทต่อชิ้น [มาจากค่าเฉลี่ยระหว่าง 10,000-30,000 บาท]</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>คำถามก็คือ วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือว่าที่ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>ไม่มีการศึกษาในแบบเดียวกันนี้กับกรณีของวัยรุ่นทั่วโลก แต่ Chandha and Husband (2006) ก็ได้ทำการศึกษาพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียเอาไว้ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ เราก็อาจจะตอบคำถามดังกล่าวได้ด้วย</p>
<p>Chandha and Husband (2006) ได้จำแนกพัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซียออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ (ดูภาพที่ ๑)</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูในเอเซีย&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-5.png" alt="" title="luxury handbags 5" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>ขั้นที่ ๑ Subjugation เป็นช่วงเวลาที่ประเทศนั้นๆ ยังยากจน การกระจายของตราสินค้าหรูหราจะยังคงอยู่ในวงแคบๆ เช่น ชนชั้นผู้ล่าอาณานิคม หรือชนชั้นปกครอง</p>
<p>ขั้นที่ ๒ Start of money เป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีกินมีใช้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สินค้าเหล่านี้จะถูกครอบครองโดยเศรษฐี หรือชนชั้นที่ร่ำรวยจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ดีนัก คนรวยจึงรวยมากและมีจำนวนไม่มาก</p>
<p>ขั้นที่ ๓ Show-off เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เหลือจากการซื้อสินค้าจำเป็น จึงสามารถซื้อสินค้าที่บ่งบอกฐานะได้ (Status Marks) และสืบเนื่องจากพัฒนาการจากขั้นที่สอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งจึงต้องการครอบครองสินค้าเหล่านี้เพื่อบ่งบอกสถานะของตนเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนที่มากไปกว่าแค่การซื้อเพื่อใช้สอยดังที่เคยเป็นมา โดยประเทศไทย(น่าจะ)อยู่ในขั้นนี้</p>
<p>ขั้นที่ ๔ Fit-in เป็นช่วงที่สินค้าที่มีตราหรูหรากระจายไปทั่วกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว คนที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้นั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในขั้นที่ ๓ เนื่องจากไม่ใช่การซื้อเพื่อแสดงสถานะ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม กล่าวคือ ซื้อเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์</p>
<p>ขั้นที่ ๕ Way of life เป็นช่วงที่สินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยการบริโภคของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างก็คือ หากได้ซื้อไปใช้แล้วครั้งหนึ่งก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าในระดับเดียวกันใช้ต่อๆ ไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี <span style="background-color:#f15a23;">พัฒนาการของการกระจายสินค้าแบรนด์หรูเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขาย จึงเป็นความตั้งใจที่ผู้ขายต้องการให้เกิดขึ้นในทุกประเทศอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยงานของ Chandha and Husband (2006) ก็ให้ข้อสรุปกับทุกประเทศในเอเซียที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอยู่ดี ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ</span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ Mikhail Gorbachev อดีตประธานสหภาพโซเวียตกับกระเป๋า Louis Vuitton ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากได้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนทั้งโลกว่า ผู้นำสหภาพโซเวียต(หรือภรรยา) พวกเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน?&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/luxury-handbags-6.jpg" alt="" title="luxury handbags 6" width="100%" class="nature" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้ววัยรุ่นในยุโรปเป็นเช่นนี้หรือไม่ คำตอบกับบางประเทศในอดีตคือ “ใช่” ทั้งนี้เพราะจุดเริ่มต้นของความนิยมสินค้าแบรนด์หรูนั้นมักเกิดจากการที่สังคมเคยอยู่ในระบบชนชั้นมาก่อน การก้าวสู่สถานะทางชนชั้นที่สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำว่าชนชั้นในที่นี้อาจเป็นฐานะ อำนาจหรือชื่อเสียง ซึ่งการได้สินค้าแบรนด์หรูมาครอบครองก็ดูเหมือนจะเป็นแนวทางในการบอกสถานภาพอย่างหนึ่ง</p>
<p>ดังนั้น สถานการณ์ที่มักจะบ่นกันว่า วัยรุ่นไทยฟุ้งเฟ้อ ติดแบรนด์หรูๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็คงไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำใจ เพียงแต่อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเด็กๆ ของเราแย่กว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้นเอง ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา:<br />
&#8211; Kamolwan Tovikkai and Wiwatchai Jirawattananukool (2010) “An Exploratory Study on Young Thai Women Consumer Behavior toward Purchasing Luxury Fashion Brands” Master Thesis, School of Sustainable Development of Society and Technology, Malardalen University, Sweden.<br />
&#8211; Chadha, R. &#038; Husband, P. (2006). The Cult of Luxury Brands: Inside Asia’s Love Affair with Luxury. Nicholas Brealey International; London, Boston.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/30/the-exploratory-study-in-thailands-young-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียงปรบมือของ&#8220;เซเลบริตี้&#8221;มีผลอย่างไร?</title>
		<link>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/</link>
		<comments>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2012 06:59:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[[เสด-ถะ-สาด]]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Beginner]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[Common]]></category>
		<category><![CDATA[General Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Mathematics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://setthasat.com/?p=5172</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย &#8230;&#8230;&#8230;. อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่ &#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (ที่มาของภาพ) &#8230;&#8230;&#8230;. แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page&#8230;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อจบการแสดงในโรงละคร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำกันก็คือการลุกขึ้นปรบมือ บางการแสดงที่เราดูไม่รู้เรื่องก็มีคนลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นเพราะอะไร รวมทั้งเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องมีเซเลบริตี้นั่งกันอยู่แถวหน้าสุดให้เราเห็นกันด้วย</p>
<p><span id="more-5172"></span></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p><br/> </p>
<p><span class="dropcap dark">บ่</span>อยครั้งที่เราไปดูการแสดงต่างๆ เรามักจะเห็นว่ามีเซเลบริตี้ (Celebrity) ไม่ว่าเป็นดารา คนมีชื่อเสียง หรือไฮโซไฮซ้อนั่งกันอยู่แถวหน้าสุดของการแสดง พูดง่ายๆ ก็คือนั่งให้เราเห็นและต้องการให้เราเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้จัดต้องการให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องการให้เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโรงละครนั่นเอง</p>
<p>ลองมาดูว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อการแสดงจบ ผู้จัดย่อมต้องการให้ผู้ชมได้รับความทรงจำดีดีกลับไปด้วย ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายก่อนจบการแสดงจึงสำคัญมาก และนั่นคือ &#8220;เสียงปรบมือ&#8221; เพราะมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ (Signalling) ว่าการแสดงนี้เป็นที่ประทับใจผู้ชมส่วนใหญ่ และยังเป็นการย้ำให้เกิดความทรงจำของผู้ปรบมือเองด้วย อย่างน้อย ลองนึกดูว่า เมื่อการแสดงจบลง มีเสียงปรบมือดังๆ ก็ย่อมดีกว่ามีเสียงปรบมือไม่ดังเป็นแน่</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;การลุกขึ้นยืนปรบมือหลังการแสดงจบลง&#8221; (<a href="http://wadekwon.com/wp-content/uploads/standing-ovation.jpg" target="_blank">ที่มาของภาพ</a>)</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/standingovation/" rel="attachment wp-att-5200"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/standingovation.jpeg" alt="" title="standingovation" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>แล้วจะทำอย่างไรให้มีผู้ชมลุกขึ้นปรบมือเป็นจำนวนมากหรือมีเสียงปรบมือดังๆ Miller and Page (2004) ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้ในชื่อว่า &#8220;แบบจำลองการลุกขึ้นปรบมือ&#8221; (Standing Ovations Model) โดยแบบจำลองเริ่มจากข้อสมมติ ๔ ข้อ ได้แก่</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพ Q<br />
๒. ผู้ชมแต่ละคนไม่สามารถประเมินคุณภาพที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ พวกเขาจึงรับรู้เพียงสัญญาณ (S) ว่าการแสดงนั้นดีหรือไม่ โดยสัญญาณก็คือคุณภาพที่มาพร้อมกับความคลาดเคลื่อนจากการประเมิน (e) หรือ S = Q + e<br />
๓. กฎข้อแรก ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ หากสิ่งที่เขารับรู้ได้ถึงคุณภาพดีกว่าที่มาตรฐานในใจที่เขาคิดไว้ (Threshold: T) นั่นคือ ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า S > T และไม่สนใจว่าผู้อื่นคิดอย่างไร<br />
๔. กฎข้อต่อมา เนื่องจากเวลาในการคิดหรือประเมินคุณภาพจำกัดมากๆ [ลองจินตนาการดูว่าเวลาที่การแสดงจบ เรามีเวลาแค่เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นปรบมือหรือไม่] การลุกขึ้นปรบมือจึงไม่ได้ถูกตัดสินใจอย่างอิสระ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ปรบมือคนอื่นๆ ในโรงละครด้วย (Peer Effect) นั่นคือ ผู้ชมจะลุกขึ้นปรบมือ หากผู้ชมคนอื่นๆ ลุกขึ้นปรบมือมากกว่าสัดส่วน X% ของจำนวนผู้ชมในโรงละคร โดยค่า X เป็นมาตรฐานในใจของผู้ชมแต่ละคน</p>
<p>ผลของแบบจำลองสามารถสรุปได้ว่า จำนวนผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือมากขึ้น เมื่อ</p>
<p>๑. การแสดงมีคุณภาพสูง (High Q) เพราะ S (= Q&#8593;&#8593; + e) >> T<br />
๒. มาตรฐานการตัดสินคุณภาพของผู้ชมต่ำ (Low T) เพราะ S (=Q + e) >> T&#8595;&#8595;<br />
๓. มาตรฐานการยืนปรบมือเมื่อคนอื่นยืนปรบมือต่ำ (Low X) นั่นคือ ผู้ชมคนยืนปรบมือไม่ต้องมาก ผู้ชมคนนั้นๆ ก็ยืนปรบมือตามแล้ว<br />
๔. ค่าความคลาดเคลื่อนสูง (High e) </p>
<p>กรณีของค่าความคลาดเคลื่อนสูงสามารถอธิบายได้ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้  สมมติว่ามีผู้ชม 100 คนในโรงละคร พวกเขามีมาตรฐานในใจอยู่ที่ 60 ขณะที่คุณภาพของการแสดงอยู่ที่ 50 ผู้ชมจะยืนขึ้นปรบมือ ถ้า Q + e > T ถ้า e มีค่าต่ำ เช่น e = 15 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-65 แต่ถ้า e = 50 คนที่จะยืนขึ้นคือคนที่อยู่ในช่วง 60-100 ภาพที่ ๑ อธิบายผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ชมที่ยืนขึ้นปรบมือ</p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๑ ผลของความคลาดเคลื่อนที่มีต่อจำนวนผู้ยืนปรบมือ&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-7-11-04-pm-copy/" rel="attachment wp-att-5191"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-7.11.04-PM-copy.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 7.11.04 PM copy" width="100%" class="nature4" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>แล้วความคลาดเคลื่อนจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอะไร หนึ่งคือ ยิ่งผู้ชมมีความเชี่ยวชาญในการดูการแสดงต่ำเท่าไหร่ (Audience) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง และสองคือ ยิ่งการแสดงมีหลากหลายมิติเท่าไหร่ (Multidimension) ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งสูง ซึ่งจะทำให้จำนวนคนยืนขึ้นปรบมือสูงขึ้น ดังนั้น ผู้จัดการแสดงต้องทำให้การแสดงมีหลายมิติเข้าไว้</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>ลึกลงไปกว่านั้น หากเรานึกถึงที่นั่งของโรงละคร จะมีลักษณะเป็นดังภาพที่ ๒ และสมมติว่าเรานั่งอยู่ในตำแหน่งสีแดง เราจะพบว่า เราไม่ได้มองเห็น (Observe) การลุกขึ้นปรบมือของผู้ชมคนอื่นๆ ทั้งโรงละคร แต่มองเห็นเป็นรูปกรวยเฉพาะคนที่อยู่หน้าเราเท่านั้น </p>
<p ALIGN="CENTER" style="color:#ff6e22;">&#8220;ภาพที่ ๒ ผู้ชมไม่ได้มองเห็นผู้ชมคนอื่นทั่วทั้งโรงละคร พวกเขาเห็นแค่ที่อยุูในสายตา&#8221;</p>
<p ALIGN="CENTER"><a href="http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/screen-shot-2011-12-10-at-8-14-02-pm/" rel="attachment wp-att-5197"><img src="http://setthasat.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2011-12-10-at-8.14.02-PM.png" alt="" title="Screen shot 2011-12-10 at 8.14.02 PM" width="100%" class="nature5" /></a></p>
<p><br/></p>
<p>คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดจึงมีบทบาทมาก เพราะเมื่อเขาลุกขึ้นปรบมือ เขาจะเป็นสัดส่วนที่สูง (High X) ของจำนวนผู้ชมที่ลุกขึ้นปรบมือในสายตาของผู้ชมในแถวที่สอง ผู้ชมในแถวที่สองก็จะลุกขึ้นปรบมือตาม และกลายเป็นสัดส่วนสำคัญของผู้ชมในกลุ่มที่สามต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนผู้ชมเกือบทั้งโรงละครลุกขึ้นปรบมือจากแถวหน้าสุดไปยังแถวหลัง</p>
<p>นอกจากนี้ การมาชมการแสดงเป็นคู่ก็เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อการแสดงจบ หากคู่ที่มากับเราลุกขึ้นปรบมือ เราเองก็คงต้องลุกขึ้นปรบมือด้วยเช่นกัน [ไม่มีทางเลือก] อีกทั้งหากเราไม่รู้ว่าคู่ของเราจะลุกหรือไม่ การลุกขึ้นปรบมือของเราก็ยังน่าจะดีกว่าการไม่ลุกขึ้นปรบมือเช่นกัน การมาเป็นคู่จึงมีโอกาสที่จะได้เสียงปรบมือมากกว่าด้วย</p>
<p ALIGN="CENTER"><FONT size="5";COLOR="##d67f5b";>&#8230;&#8230;&#8230;.</font></p>
<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <span style="background-color:#f15a23;">เมื่อการแสดงจบลง หากผู้จัดต้องการได้รับเสียงปรบมือดังๆ นอกจากพวกเขาจะผลิตการแสดงที่มีคุณภาพดีแล้ว พวกเขายังสามารถทำได้โดยจัดการแสดงให้มีหลายมิติเข้าไว้ จ้างเซเลบริตี้มานั่งแถวหน้าสุดเพื่อทำหน้าที่ลุกขึ้นปรบมือ และประชาสัมพันธ์ให้มาชมการแสดงกันเป็นคู่</p>
<p>เลยพาลไปนึกถึงว่าแบบจำลองนี้จะใช้กับการสัมมนาวิชาการได้ไหม แต่เท่าที่ทราบ ผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะปรบมือเพราะดีใจที่จบแล้ว มากกว่าประทับใจแฮะ สงสัยต้องปรับแบบจำลองกันต่อไป ^^</p>
<p><BR/><BR/><BR/><BR/><BR/></p>
<p>ที่มา: Page, Scott E. &#8220;The Standing Ovation Problem.&#8221; By John H. Miller. Print. (บทสรุปอ่านได้<a href="https://sites.google.com/site/standingovationmodel/home">ที่นี่</a>).</p>
<p ALIGN="right"><FONT size="1";COLOR="gray";>featured image from <a href="http://www.clker.com/cliparts/2/4/3/3/12571043261351773352wasat_Theatre_Masks.svg.med.png">here</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://setthasat.com/2012/09/20/standing-ovations-model/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

 Served from: setthasat.com @ 2026-04-23 14:46:47 by W3 Total Cache -->